รำพันเสน่หา
เมื่อดวงใจพร่ำรำพัน ถึงคืนวันที่เคยชิดใกล้
แม้อยู่เหนือสุดแคว้นแดนไกล จะตามไปทวงรักกลับคืนรัง

Tags: รักโรแมนติก

ตอน: บทที่ 1 ในห้วงคำนึง

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านที่น่ารัก
กลับมาแล้วค่ะหลังจากที่มาลงบทนำทิ้งไว้แล้วหายแซบ! 555
หวังว่าคงจะยังไม่ลืมกันนะคะ หรืออาจจะลืมไปแล้วก็ไม่รู้ แงๆๆ
ไม่มีขอแก้ตัวใดๆ เลยค่ะ นอกจากคำว่าขอโทษ
ไม่งอนน้าเค้ากลับมาง้อแล้ว อิอิ เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะคนดี
และคิดว่าทุกคนอาจจะลืมบทนำไปแล้วแหละ
กระต่ายเลยเอามาลงไว้ในบทนี้ด้วยค่ะ

ฝากด้วยนะคะ^^

ปล.สวัสดีปีใหม่นะคะทุกคน

ขอให้...พบเจอแต่คนดีๆ
ขอให้...มีความสุข
ขอให้...เป็นที่รัก
ขอให้...สุขภาพแข็งแรง

11.1.13
รักเสมอต้นเสมอปลายค่ะ



....................................................

บทนำ

ร่างสูงใหญ่ตึงแน่นไปด้วยมัดกล้ามอย่างชายสุขภาพดีที่ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำของ ราเชน อติวัณณ์ ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในห้องพักของโรงแรมหรูระดับห้าดาวของจังหวัดเชียงใหม่ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมาพักที่นี่แล้วและไม่ได้มาอีกเลยจวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นปี แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ราเชนหลงลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในห้องแห่งความหลังนี้ไปได้เลย เขายังคงคำนึงถึงร่างนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จากกายสาวที่ได้กกกอดตลอดค่ำคืนนั้น

และเพียงแค่คิดถึงหญิงสาวนิรนามคนนั้นโลกทั้งใบของราเชนก็คล้ายหมุนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน...

เขาเห็นภาพของตัวเองเดินออกจากห้องอาบน้ำในขณะที่ฝนด้านนอกกำลังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย เสียงกริ่งที่หน้าห้องดังขึ้นเป็นจังหวะ ชายหนุ่มจึงเดินออกไปเปิดประตูทั้งชุดคลุมอาบน้ำ

ราเชนเห็นพนักงานโรงแรมสองคนช่วยกันพยุงหญิงสาวที่มีท่าทางสะลึมสะลืออยู่หน้าห้องก็ขมวดคิ้วมุ่น

“มีอะไร?”

“ของขวัญจากเพื่อนคุณครับ”

ไม่มีความแปลกใจในท่าทีของราเชนเมื่อได้รับคำตอบ ชายหนุ่มกลอกตาไปมาก่อนจะถอนหายใจพรืดเมื่อนึกถึงเพื่อนสนิทอย่างอนาวิล ที่ทีแรกเขาคิดว่ามันพูดเล่นเสียอีกที่บอกว่าจะส่ง ‘ของขวัญ’ ขึ้นมาบริการเขาถึงห้อง และตอนนี้ของขวัญที่ว่าก็อยู่ตรงหน้าเขานี่เอง

ราเชนกวาดสายตามอง ‘ของขวัญ’ ที่เพื่อนฝากมาเล็กน้อย ชายหนุ่มเห็นใบหน้าของเธอไม่ชัดเจนนักเนื่องจากเธอก้มหน้าอยู่ ซึ่งเขาพอจะเดาได้ว่าเธออยู่ในอาการใดเพราะกลิ่นเหล้าหึ่งเสียขนาดนี้

“ฉันไม่...” เขากำลังจะปฏิเสธเพราะไม่นิยมมีเซ็กส์กับคนเมา แต่แล้วก็ต้องชะงักคำพูดของตัวเองไว้แต่เพียงเท่านั้นเมื่อหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าเงยหน้าขึ้นแล้วหรี่ตามองเขาปรือปรอย

แววตาของเธอเหมือนมีแรงดึงดูดที่ราเชนก็อธิบายไม่ถูก เขารับรู้แต่เพียงว่าแค่เธอมองเขาในลักษณะนั้นก็สามารถเรียกเลือดในกายเขาที่เย็นเยือกให้ร้อนฉ่าขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

“พาเข้าไปในห้องสิ” ราเชนเปลี่ยนใจ เขาไม่คิดปฏิเสธ เพราะไหนๆ เพื่อนก็จ่ายเงินไปแล้ว ไม่อย่างนั้นของขวัญที่มันว่าคงไม่ถูกส่งตรงมาถึงห้องเขาขนาดนี้หรอก เพราะฉะนั้นเมื่อเพื่อนเสนอมาเสียขนาดนี้ หากเขาไม่รีบสนองตอบเดี๋ยวเพื่อนจะเสียน้ำใจ

ราเชนคิดแก้ต่างเข้าข้างตัวเองไปอย่างนั้น เพราะเมื่อสมองสั่งการว่าอยากได้ผู้หญิงคนนี้แล้วเสียอย่าง ต่อให้เพื่อนยังไม่จ่ายเงินเขาก็ยินดีทุ่มสุดตัวอยู่นั่นเอง ก็ตามประสาหนุ่มโสดที่ขาดแคลนผู้หญิงมาเป็นเวลาแรมเดือนเพราะเอาแต่ทุ่มเทกับโครงการสร้างห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่จนไม่มีเวลาสนใจสิ่งใดในโลก อนาวิลคงจะเห็นว่าเขาอดอยากปากแห้งมานานกระมัง ก็เลยจัดให้เสียถูกใจ

ราเชนไม่เคยแคร์สายตาคนอื่นว่าจะมองเขาเป็นหนุ่มเจ้าชู้เพล์บอยหรือไม่ เพราะชีวิตทั้งชีวิตเขาเติบโตมาด้วยกำลังของตัวเองโดยมีสองมือเปล่าและหนึ่งมันสมอง เขาไม่เคยต้องง้อหรือว่าต้องเร่ไปขอใครกิน เพราะฉะนั้นสิ่งไหนที่ใจต้องการเขาก็กระทำตามสิ่งนั้น และไม่เคยมีอะไรที่เขาอยากได้แล้วไม่ได้

เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะชีวิตที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อเอาตัวรอดนั้นอย่างไรเล่า ที่สอนให้ราเชนต้องต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่ตัวเองขาด จนตอนนี้มันกลายเป็นความเคยชินเสียแล้วที่ว่าเขาจำเป็นต้องได้ทุกอย่าง เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องพบกับคำว่าขาดแคลนเหมือนอย่างที่เคยประสบพบมาในอดีต

ก่อนที่พนักงานชายสองคนจะออกจากห้องไปราเชนยังหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งยื่นให้ไปด้วย หลังจากนั้นเขาก็เข้ามายืนมองร่างบอบบางของหญิงสาวที่บัดนี้ได้ครอบครองเตียงนอนหลังใหญ่ของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

“ไอ้นาวมันเก่งแฮะ! รู้ได้ไงว่านี่แหละสเปก” ราเชนรำพึงกับตัวเองขณะทอดสายตามองหญิงสาวไม่ว่างเว้น ผิวของเธอที่โผล่พ้นจากอาภรณ์ที่สวมใส่นั้นขาวอมชมพูและเนียนละเอียด

“คุณตัวสมัยนี้แต่งตัวได้...ยอดแย่และเชยมาก” เขาบ่นเล็กน้อยกับชุดที่หญิงสาวสวมใส่เพราะมันมิดชิดเสียเหลือเกิน เสื้อระบายลูกไม้นั้นไม่เท่าไหร่ แต่กางเกงยีนส์ฟิตๆ นี่สิทำให้เขาต้องคิดหนักหน่อยว่าจะถอดอย่างไร

“คอแห้ง...หิว...น้ำ” เสียงอ้อแอ้ของคนบนเตียงดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างบางก็ผุดลุกขึ้นนั่ง

“นี่เมาจริงหรือว่าแกล้งเมาวะเนี่ย”

เจ้าของห้องบ่นพึม ไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมเจ้าหล่อนจะต้องดื่มเหล้าก่อนมารับแขกด้วย หรือว่านี่จะเป็นวิธีเรียกแขกอีกวิธีหนึ่งของพวกหล่อน เขาเองก็ไม่รู้เสียด้วยสิเพราะปกติไม่เคยใช้บริการอะไรแบบนี้เลย เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เขายุ่งเกี่ยวด้วยแม้จะไม่ได้ผูกมัดกันทางใจ แต่ก็ไม่ใช่ผู้หญิงขายบริการ

“ร้อน...”

ราเชนยังไม่ทันจะไปหยิบน้ำมาให้หญิงสาวก็ร้องออกมาอีก และคราวนี้ไม่ได้เอ่ยปากแต่เพียงเท่านั้น เพราะเธอยังกระตุกเสื้อผ้าของตัวเองเป็นการประท้วงด้วย

“ใจเย็นน้อง พี่มีเวลาให้ทั้งคืนไม่ต้องห่วง”

ชั่วโมงนี้ราเชนไม่อยากจะสนใจแล้วล่ะว่าเธอจะเมาจริงหรือว่าแกล้งเมายั่วแขก และเขาไม่ได้หยิบน้ำให้เธอดื่มเมื่อเห็นเนื้อขาวๆ โผล่พ้นจากคอเสื้อที่เธอปลดออกเลือดในกายเขาก็แทบจะระอุขึ้นมาอย่างฉับพลัน

ราเชนแพ้ผู้หญิงผิวขาวอยู่แล้ว และยิ่งหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้ขาวแต่เพียงอย่างเดียวยังสวยด้วยเขาก็ยิ่งถูกใจ ออกจะเสียดายด้วยซ้ำว่าเธอไม่น่าจะต้องมาทำงานอย่างนี้

“ฮื้อ...ร้อน” หญิงสาวครางออกมาอีกเมื่อถูกกอด มิหนำซ้ำยังดิ้นรนจนทำให้ร่างสองร่างเกิดการเสียดสีขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“อย่าดิ้นสิ” ราเชนปรามเสียงต่ำ เพราะเพียงแค่ร่างกายสัมผัสกันแผ่วเบาเขาก็เหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ และความรู้สึกนี้นี่เองที่ทำให้เขาชะงักและเมื่อเธอไม่ยอมฟังยังคงดิ้นเร่าเขาจึงต้องผละออกจากเธออย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อน

ร่างสูงเดินหนีเข้าห้องน้ำไปเสียเฉยๆ และไม่ยอมหันหลังกลับมามองหญิงสาวที่ส่งเสียงอ้อแอ้อยู่บนเตียงแม้แต่นิดเดียว ระหว่างที่ประตูห้องน้ำปิดลงนั้นร่างกายของราเชนก็ต้องสั่นสะท้านเมื่อคิดถึงสัมผัสแนบชิดกับหญิงสาวเบื้องนอกเมื่อครู่ เขาไม่เคยเกิดความรู้สึกชนิดนี้มาก่อนเลย

ราเชนสำนึกได้ว่าเขาต้องการผู้หญิงคนนั้นมาก และมันมากเสียจนเขานึกกลัว

“ไม่สิ...ก็แค่ผู้หญิงขายบริการ” ชายหนุ่มบอกตัวเองอย่างนั้น ก่อนจะตั้งสติควบคุมตัวเองให้แน่วแน่ เขาใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานพอสมควรก่อนจะก้าวออกมาอีกค รั้ง และครั้งนี้หัวใจของราเชนก็แทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นภาพตรงหน้าชัดกระจ่างตา

ร่างขาวผ่องเกือบเปลือยเพราะเสื้อและบราเซียร์ตัวจิ๋วได้ระเห็จไปอยู่ที่พื้นข้างเตียงนั้นทำให้ลมหายใจของราเชนติดขัด เขารู้สึกเหมือนร่างตัวเองเบาโหวงและเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ร่างที่นอนขวางอยู่บนเตียงนั้นตั้งเมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ จนเมื่อรู้ตัวอีกทีก็พบว่าฝ่ามือร้อนระอุของเขากำลังสัมผัสโลมไล้ไปตามผิวเนื้อละเอียดของเจ้าหล่อนอย่างย่ามใจ

จำเป็นหรือที่เขาจะต้องอดกลั้นแล้วหักดิบตัวเองก็ในเมื่อเธอเป็นสิทธิ์ของเขา และจำเป็นแค่ไหนกันกับการที่เขาจะต้องพยายามยัดเหยียดความคิดบ้าๆ ให้กับตัวเองที่ว่าห้ามติดใจเธออย่างเด็ดขาด ทุกอย่างมันไม่จำเป็นเลยสักนิด และจะไม่มีความหมายอีกต่อไปเมื่อเวลานี้ราเชนปล่อยอารมณ์ไปไกลอย่างสุดกู่

กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ราเชนก็นึกไม่ออกว่าคือดอกอะไรแต่ทราบว่ามันหอมติดจมูกเหลือเกินเมื่อเขาสูดดมที่ซอกคออุ่น ร่างบอบบางอรชรหากเต็มไม้เต็มมือนี้น่าทะนุถนอมเหลือเกินทำให้เขาเกิดความรู้สึกใจหายเล็กๆ ที่เธอต้องผ่านมือชายมานับไม่ถ้วน

ราเชนสลัดความคิดทั้งหมดทั้งมวลทิ้งลง เวลานี้ให้เหลือเพียงเขากับเธอเท่านั้น ชายหนุ่มเลื่อนริมฝีปากขึ้นไปประกบกับปากจิ้มลิ้มของเธอที่ส่งเสียงอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์ และรับรู้ถึงความหวานปานน้ำผึ้งรวงเจือกลิ่นแอลกอฮอล์ทันทีที่ลิ้นร้อนชื้นของเขาซอกซอนเข้าสู่โพลงปากนุ่มของเธอ

ร่างบางสั่นสะท้านเสียจนเขารู้สึกได้ ออกจะแปลกใจว่าเธอดูไร้เดียงสาราวกับไม่เคยต้องมือชาย หรือว่านี่จะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเรียกแขกหรืออย่างไร ราเชนไม่ได้คิดต่อเพราะเขาไม่ว่างจะคิดถึงอะไรทั้งนั้นนอกจากทรวงอกอวบอิ่มนุ่มหยุ่นมือที่กำลังสัมผัสอยู่ตอนนี้ และไม่เพียงแต่มือที่สัมผัสเท่านั้นเมื่อริมฝีปากของเขาก็เคลื่อนลงมาสมทบด้วย

“ฮือ...” เสียงครางผะแผ่วดังลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มระเรื่อที่บวมเห่อขึ้นมาทันตาเห็นเพราะฤทธิ์จุมพิตของชายหนุ่ม

ราเชนเฝ้าวนเวียนจูบซับยอดบัวตูมสีแดงระเรื่อทั้งสองข้างอย่างไม่ให้น้อยหน้ากัน ปลุกปั่นอารมณ์สาวให้ลุกโพลงในขณะที่เขาก็ปวดร้าวไปทั้งกาย และเมื่อไม่อาจจะทนได้อีกต่อไปเขาจึงจัดการกับกางเกงยีนส์ฟิตๆ ของหญิงสาวออกไปให้พ้นทางได้ในที่สุด และแม้ไม่ต้องเสียเวลากับมันมากอย่างที่คิดแต่ก็ทำให้เขาเกือบจะหงุดหงิดไปได้เหมือนกัน แต่เขาไม่ยอมให้อารมณ์ตัวเองสะดุดเมื่อพบกับเนินเนื้อสาวใจกลางร่างงามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ซับในตัวจิ๋วสีเดียวกับบราเซียร์

ชายหนุ่มรู้สึกลำคอแห้งผากขึ้นมาทันใด เขาไม่รอช้าที่จะปลดอาภรณ์ชิ้นน้อยและเป็นชิ้นสุดท้ายออกจากกายงาม แล้วต้องครางออกมาอย่างเผลอไผลไม่ได้ศัพท์เมื่อพบว่าหญิงสาวไม่ได้เพียงสวยอย่างเดียวเท่านั้น แต่รูปร่างเธอยังเย้ายวนภมรหนุ่มเช่นเขาอย่างร้ายกาจ

ราเชนสลัดเสื้อคลุมอาบน้ำของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนำพากายแกร่งของตนลงไปคลอเคลียแนบชิดกับกายงามที่เนียนละมุนทุกสัดส่วน เขาพรมจูบไปทั่วดวงหน้าที่ประจักษ์แก่สายตาว่าหวานปานจะหยดนั้นก่อนจะกดจูบดูดดื่มลงที่ริมฝีปากอิ่ม ได้ยินเสียงครางแผ่วของคนใต้ร่างดังลอดออกมาเป็นระยะก็ยิ้มพอใจ ก่อนจะถอนจูบเมื่อแทบหมดลมหายใจก่อนจะไล้ริมฝีปากลงไปตามลำคอระหงอย่างต้องการจะปลุกเร้า

ชายหนุ่มสูดกลิ่นกายสาวเข้าปอดลึก ก่อนจะจูบไล้มาตามลาดไหล่ขาวเนียนแล้ววกเข้าหาทรวงอกอิ่มทั้งสองข้าง คลุกเคล้าอยู่ไปมา ระหว่างนั้นมือซุกซนก็เคลื่อนลงต่ำเพื่อเข้ากอบกุมเนินเนื้อสาว เขารับรู้ถึงแรงสะดุ้งไหวและแข็งเกร็งของเธอแต่ไม่นานก็กลับมาอ่อนระทวยอีกครั้ง ราเชนออกจะแปลกใจแต่ก็ยังไม่เข้าใจในท่าที จนเมื่อถึงเวลารวมเป็นหนึ่งเดียวกับเธอนั่นเองเขาถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดหญิงสาวใต้ร่างถึงได้ดูอ่อนเดียงสานัก

“กรี๊ด...เจ็บ!” หญิงสาวหลับตาปี๋กรีดร้องพร้อมกับสะบัดหน้าไปมาราวกับฝันร้าย

ราเชนเห็นแบบนั้นแล้วก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ เพื่อควบคุมตัวเองไม่ให้เดินหน้าต่อ เขาหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่ไม่คิดจะจากไปแน่นอน เพราะมาถึงขนาดนี้แล้วถ้าให้เขาหยุดกลางคันคงได้คลั่งตายกันไปข้างหนึ่ง แต่ที่ยอมอยู่เฉยๆ ตอนนี้ก็เพื่อให้ร่างกายเธอปรับสภาพรับกับสิ่งแปลกปลอมให้ได้เท่านั้น

“ผู้หญิงบ้า ไม่เคยก็ไม่บอก” เขาขบกรามแน่นขณะสบถเสียงรอดไรฟัน รู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งกายเมื่อต้องอดกลั้นมากมายถึงเพียงนี้ทั้งที่อยากจะกระโจนจ้วงใส่เธอแล้วทำตามที่ใจตนปรารถนาอย่างบ้าคลั่งเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ว่าบัดนี้ก้อนเนื้อที่อกเบื้องซ้ายของเขามันเหมือนจะพองโตขึ้นกว่าเดิม ราวกับภูมิอกภูมิใจเสียมากมายกระนั้นที่ได้เป็นคนแรกของเธอ

“เจ็บ...ออกไปนะ” หญิงสาวยังกรีดร้องทั้งอาการสะลึมสะลือ

“แน่ะ! ยังจะมาไล่” ราเชนว่าเข้าให้ก่อนจะบดจูบลงที่ริมฝีปากอิ่มอีกครั้งราวกับลงทัณฑ์ โทษฐานที่ไม่บอกก่อนว่าตัวเองยังบริสุทธิ์อยู่ ไม่อย่างนั้นก็จะได้ไม่เจ็บอย่างนี้ หรือถ้าเจ็บก็อาจจะน้อยกว่านี้เพราะเขาจะต้องระวัง

ไม่เพียงจูบ แต่ราเชนยังใช้ประสบการณ์ที่เหนือชั้นกว่าของตนปลุกเร้าทั้งปลอบประโลมและขู่เข็นระคนกันทำให้หญิงสาวใต้ร่างที่ส่งเสียงอ้อแอ้ประท้วงในคราวแรกกลายมาเป็นครางแผ่วไปได้ และเมื่อทุกอย่างพร้อมเขาก็เดินหน้าต่ออย่างสุดกำลัง

ราเชนตักตวงความหอมหวานจากร่างบางหากมีส่วนเว้าสวนโค้งเป็นที่น่าพอใจนั้นจนเธอสิ้นฤทธิ์พับคาอกเขา และเพราะความหวานระคนเสน่ห์ของเธอที่ดึงดูดเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์นั้น ทำให้ราเชนลืมทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากตระกองกอดเธอเอาไว้ในอ้อมกอด ลืมกระทั่งว่าเขาจะต้องป้องกันทุกครั้งเมื่อมีสัมพันธ์สวาทไม่ว่าจะกับใครหน้าไหนก็ตาม แต่กับเธอเขากลับลืมมันไปเสียสนิท หรืออีกใจราเชนก็แกล้งลืม

เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะเขาเกิดคิดขึ้นมาได้ก่อนที่ตัวเองจะหลับไปน่ะสิว่าบางทีหากเขาเกิดติดใจเธอขึ้นมาแล้วจะขอไปใช้บริการต่อที่บ้านสักระยะหนึ่งเธอจะตกลงหรือไม่

เปรี้ยง!!!



เสียงฟ้าผ่าด้านนอกดังลั่นจนทำให้ร่างสูงใหญ่ที่ไม่ทราบว่าตัวเองเผลอหลับไปเมื่อใดนั้นสะดุ้งตื่น เขารีบควานมือไปที่ว่างข้างเตียงแล้วก็ต้องถอนหายใจพรืดเมื่อคิดได้ว่าตัวเองฝันไป มือหนาล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหยิบบางสิ่งออกมาเพ่งพินิจ

ต่างหูคริสตัลสีขาวเม็ดเล็กข้างหนึ่งส่องแสงระสิบระยับยามสะท้อนกับแสงไฟภายในห้อง นี่เป็นสิ่งเดียวที่ผู้หญิงคนนั้นทิ้งไว้ให้เขาดูต่างหน้าพร้อมกับหยดเลือดบนผ้าปูที่นอนซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความบริสุทธิ์ของเธอที่เขาเป็นคนได้มันไปในคืนนั้น ส่วนเจ้าของพรหมจรรย์กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งราเชนไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนั้นเลยสักนิด

ร่างสูงก้าวลงจากเตียงเพื่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่ฝนเทลงมาอย่างหนาเม็ดไม่ต่างจากคืนนั้น พร้อมกับถามตัวเองอย่างหงุดหงิดว่านี่มันกี่เดือนกี่ปีเข้าไปแล้ว ผ่านมาก็เนิ่นนานแต่ทำไมเขาถึงยังลืมเจ้าหล่อนไม่ได้สักที!


..........................................................

บทที่ 1 ในห้วงคำนึง


งานเปิดตัวห้างสรรพสินค้า เดอะ เรนโบว์ สาขาเชียงใหม่ผ่านไปอย่างราบรื่นและเพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมาหลังจากนั้นก็มีผู้คนเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เดอะ เรนโบว์ ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ

ราเชนยืนมองความสำเร็จของเขาอยู่บนชั้นดาดฟ้าของห้างซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสวนดอกไม้ลอยฟ้าขนาดย่อม ตัวของเขาอยู่ที่นี่หากแต่ใจนั้นยากแท้ที่ใครจะทราบได้ว่าได้ลอยหายไปอยู่ที่ใดและตั้งแต่เมื่อไหร่

“เจ้านายครับ”

เสียงเรียกของคนสนิทปลุกให้ราเชนตื่นจากภวังค์ เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะสอดมือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า สายตายังคงมองตรงไปเบื้องหน้า

“มีอะไร?”

“คุณพิรญาณ์มาขอพบครับ” ปรมัตถ์รายงานเจ้านายของตนเสียงเรียบ

“พิรญาณ์...มาทำไม?” ราเชนหมุนกายกลับมาก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ช่วงนี้เขาไม่ค่อยมีอารมณ์อยากจะต้อนรับแขกสักเท่าใดนัก

“ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ เธอไม่ได้บอก”

“แล้วทำไมแกไม่รู้จักถาม” ราเชนถามด้วยสีหน้าหงุดหงิด ด้วยความที่อายุไล่เลี่ยกันและอยู่ด้วยกันมานาน บางครั้งปรมัตถ์ก็เป็นเหมือนเพื่อนมากกว่าลูกน้อง

“เอ่อ...” ปรมัตถ์ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยสีหน้าดูลำบากใจที่จะตอบ

ราเชนทำเสียงอย่างหนึ่งในลำคอ ก่อนจะก้าวฉับๆ ลงบันไดไป ในขณะที่ปรมัตถ์ก็รีบขยับตัวตามทันที ถึงแม้ว่าเขาอาจจะเป็นลูกน้องที่ไม่ค่อยได้ดั่งใจเจ้านายบ้างในบางเรื่อง แต่ในเรื่องของความปลอดภัยในฐานะของบอดีการ์ดแล้วปรมัตถ์เชื่อว่าเขาไม่เคยทำหน้าที่ตรงนั้นขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย เพราะสำหรับนายเหนือหัวอย่างราเชนแล้ว ลูกน้องอย่างเขาที่ถูกเลี้ยงมาเหมือนคนในครอบครัวก็พร้อมจะถวายชีวิตให้

“คุณพิรญาณ์รออยู่ด้านในแล้วครับ” ฉันทรัฐซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาส่วนตัวของราเชนรายงานทันทีที่เห็นเจ้านายเดินมาถึง

“เธอมาทำไม อย่าบอกอีกนะว่าไม่ได้ถาม” ราเชนถามเสียงเรียบ ชำเลืองหางตาไปทางปรมัตถ์เล็กน้อย

“ถามครับผม แต่ว่าเธอไม่ยอมบอกครับ” ฉันทรัฐรีบบอก

“เออ! ให้มันได้อย่างนี้สิ” ราเชนบ่นพึมก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน

บอดีการ์ดกับเลขาคนสนิทหันมามองหน้ากันก่อนจะไหวไหล่ออกมาเบาๆ เพราะนี่เป็นเรื่องปกติสำหรับราเชนที่มักจะแสดงท่าทีหงุดหงิดกับคนใกล้ชิดเสมอ แต่ที่พวกเขายังอยู่และจงรักภัคดีได้ถึงขนาดนี้ก็เพราะทราบดีว่าภายใต้ท่าทีฉุนเฉียวของราเชนนั้นมีดวงจิตที่เมตตาอยู่มาก ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็อาจจะยังใช้ชีวิตระหกระเหินไร้ทิศทางอยู่ก็เป็นได้



“สวัสดีค่ะคุณเชน”

เสียงทักทายพร้อมกับรอยยิ้มอันหวานหยดนั้นเกิดขึ้นทันทีที่ราเชนเพียงเปิดประตูเข้าไปภายในห้องทำงานของตน

“สวัสดีครับคุณพิรญาณ์ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มทักทายก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“โธ่...ไม่เห็นจะต้องพูดจาอะไรให้เป็นทางการขนาดนั้นเลยค่ะ เรียกพิมพ์เฉยๆ ก็ได้ค่ะ” พิรญาณ์ลุกขึ้นจากโซฟาสีเลือดนกตัวสวยแล้วค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาหาร่างสูงใหญ่ที่ยังคงยืนอยู่กลางห้อง

“ครับคุณพิมพ์...เอ้อ ผมว่าเชิญนั่งดีกว่าครับ นั่งคุยกันคงจะสบายมากกว่า” ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาตัวเมื่อครู่ที่เจ้าหล่อนเพิ่งจากมา

ราเชนไม่ยอมแม้แต่จะให้ปลายนิ้วของผู้หญิงคนนั้นได้สัมผัสเขาเมื่อเธอยื่นมือมาคล้ายจะจับที่ปกเสื้อ ถึงแม้ว่าเขาจะผ่านผู้หญิงมามากจนใครๆ ก็มองว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เลือก และเขาก็ไม่เคยคิดที่จะยุ่งกับคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วด้วย ซึ่งพิรญาณ์อยู่ในข่ายนั้นเพราะเจ้าหล่อนมีสามีเป็นตัวเป็นตนแล้ว หรือถ้าหากว่าเธอยังไม่มีใครเขาก็คงไม่ยุ่งอยู่นั่นเองเพราะตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะมาเล่นรักกับใครทั้งนั้น

“เชิญพูดธุระของคุณมาเถอะครับ” ชายหนุ่มถามอย่างเป็นงานเป็นการ เมื่อไม่คิดจะสานสัมพันธ์ใดๆ ด้วยเขาจึงไม่จำเป็นต้องทอดสะพานเพื่อให้อีกฝ่ายคิดหวังลมๆ แล้งๆ เพราะมีหรือที่เขาจะดูไม่ออกว่าเจ้าหล่อนต้องการอะไรจากเขา

“คุณพ่อให้พิมพ์มาเชิญคุณไปทานข้าวที่บ้านเย็นนี้ค่ะ”

บิดาของพิรญาณ์เป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้และขายให้ราเชนนำมาสร้างห้างสรรพสินค้า ชายหนุ่มจึงมีโอกาสได้ติดต่อธุรกิจกันเรื่อยมา เพียงแต่เขาเพิ่งได้พบกับพิรญาณ์เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเพราะเธอเพิ่งกลับจากประเทศอังกฤษหากแต่ไร้เงาของสามีซึ่งทำงานประจำอยู่ที่นั่น

“เย็นนี้เห็นทีจะไม่ได้ครับ เพราะผมต้องขึ้นเครื่องตอนสองทุ่ม ฝากขอโทษคุณศิขรินด้วยแล้วกันครับ”

“อะไรกันค่ะ คุณจะกลับกรุงเทพฯ คืนนี้เลยหรือคะ จะไม่ค้างอีกสักคืนเหรอ พิมพ์ยังไม่ได้พาคุณเที่ยวเลยนะคะ” พิรญาณ์ทำหน้าเสียดาย

“ผมมีงานที่ต้องทำเยอะครับ ไม่ค่อยว่าง นี่ถ้าหากว่างานเปิดตัวเดอะเรนโบว์ที่เชียงใหม่ไม่สำคัญ ผมก็คงไม่ต้องนั่งเครื่องมาเพื่อเตรียมงานตั้งแต่เมื่อคืน และก็คงจะไม่ได้ค้างด้วย อาจจะมาถึงเมื่อเช้านี้แล้วก็กลับเลย”

ราเชนทำแบบนั้นทุกครั้งที่ต้องเดินทางมาเชียงใหม่คือไปเช้าเย็นกลับ เขาไม่เคยค้างคืนที่นี่เพราะมันจะทำให้พาลคิดไปถึงใครบางคนเหมือนที่คิดขนาดเก็บไปฝันถึงมาแล้วเมื่อคืน

“ถ้าอย่างนั้นเที่ยงนี้คุณไปทานข้าวกับพิมพ์ได้ไหมคะ” พิรญาณ์ยังชวนต่ออย่างมีความหวัง

“ได้ครับ...ถ้าคุณพิมพ์ไม่รังเกียจที่เลขากับบอดีการ์ดของผมจะตามไปด้วย”

“เอ่อ...ไม่รังเกียจค่ะ” พิรญาณ์หน้าเจื่อนลงไปนิดเพราะต้องการจะไปกับเขาเพียงลำพัง แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ปฏิเสธ

“ถ้าอย่างนั้นเชิญครับ ผมให้คุณพิมพ์เป็นคนเลือกร้านก็แล้วกัน ร้านอาหารอร่อยๆ ในห้างของเรามีเยอะครับ” ราเชนกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“เอ่อ...ในห้างเหรอคะ พิมพ์นึกว่าเราจะไปทานกันข้างนอกเสียอีก” พิรญาณ์กำลังคิดถึงร้านอาหารบรรยากาศหรูๆ และโรแมนติกที่ได้ชื่นชมกับวิวธรรมชาติ ไม่ใช่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าที่ต้องนั่งสูดแอร์จากเครื่องปรับอากาศ

“ทำไมละครับ ผมว่าทานที่นี่ก็ง่ายดี เราจะได้ไม่ต้องไปไหนไกล”

“อ้อ...เปล่าหรอกค่ะ ทานที่นี่ก็ที่นี่ค่ะ”

พิรญาณ์รีบลุกแล้วก้าวตามราเชนออกไปแทบไม่ทันเพราะชายหนุ่มไม่คิดจะชะลอฝีเท้าเพื่อรอเธอเลยแม้แต่น้อย แล้วไหนจะมีบอดีการ์ดหน้าตายกับเลขาแว่นหนาเตอะของเขาตามประกบอีกก็ยิ่งทำให้พิรญาณ์รู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย



ตลอดการรับประทานมื้อเที่ยงในวันนั้น ราเชนแทบไม่ได้พูดเพราะพิรญาณ์เอาแต่สาธยายเรื่องของหล่อน หญิงสาวเองก็เข้าใจไปว่าเขาตั้งใจฟังสิ่งที่เธอพูดเป็นอย่างดี แต่ในสายตาของปรมัตถ์และฉันทรัฐที่อยู่ด้วยกันมานานทราบดีว่าเจ้านายของพวกเขาแทบไม่ได้ฟังที่พิรญาณ์พูดเพราะหากฟังแล้วคนอย่างราเชนไม่มีทางที่จะนั่งอยู่เงียบๆ โดยไม่ตอบโต้

“ความจริงแล้วพิมพ์คิดว่าจะเปิดโรงเรียนสอนดนตรีค่ะเพราะเล่นเปียโนได้ คุณพ่อก็ชมว่าพิมพ์เล่นเก่งนะคะ แต่พิมพ์ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ก็เลย...”

“ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ” ราเชนแทรกขึ้นกลางปล่อง ก่อนจะลุกออกจากโต๊ะอาหารไปดื้อๆ

สองหนุ่มผู้ติดตามหันมองหน้ากันอัตโนมัติก่อนจะลุกตามเจ้านายไปอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ต้องมีใครบอก ปล่อยให้พิรญาณ์นั่งทำหน้าเหลอหลาอยู่ตรงนั้น

“ฉัตร นายกลับเข้าไปบอกเธอด้วยว่าฉันติดธุระด่วนไม่ว่าง” ราเชนหันไปบอกฉันทรัฐทันทีที่เดินพ้นออกมาจากตรงนั้น

“ครับ” ฉันทรัฐเองก็คิดไว้อยู่ก่อนแล้วจึงไม่แปลกใจเลยสักนิด ก่อนจะปลีกตัวออกไปทำตามคำสั่งของเจ้านายทันที

“ผมว่า...คุณพิรญาณ์เธอก็สวยดีนะครับ” ปรมัตถ์เปรยๆ ขึ้นเหมือนลองเชิง หน้าตานั้นเรียบสนิทก็จริงอยู่ แต่แววตานั้นระยิบระยับทีเดียว

“แกอย่ามาทำเป็นรู้ดี สวยแต่มีเจ้าของแล้วฉันไม่เอาหรอกนะ” ราเชนชี้หน้าลูกน้องคนสนิทอย่างรู้ทัน แววตาของเขาดุวับทีเดียว

ปรมัตถ์ไม่ตอบโต้เพียงแค่ก้มหน้าอมยิ้ม มองแต่เพียงปลายเท้าที่อยู่ภายใต้รองเท้าหนังราคาแพงของเจ้านายเท่านั้น แล้วเขาต้องเงยหน้าขึ้นฉับพลันเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขยับปลายเท้าอย่างรวดเร็วไปทางบันไดเลื่อนซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง

“เกิดอะไรขึ้นครับเจ้านาย” ปรมัตถ์เร่งฝีเท้าตามมาติดๆ เขากวาดสายตามองไปรอบกายก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ

“ผู้หญิงคนนั้น เสื้อสีส้มๆ นั่นแกเห็นไหมเปรม” ราเชนชี้ให้ดูขณะเดินแกมวิ่งเบียดผู้คนลงบันไดเลื่อนมาอย่างรีบร้อนแต่ก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลเพราะคนเยอะเหลือเกิน

ขณะเดียวกันผู้หญิงเสื้อสีส้มที่ราเชนพูดถึงกำลังลงบันไดเลื่อนไปอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งปรมัตถ์เพียงเห็นไกลๆ เท่านั้น แต่สายตาของบอดีการ์ดหนุ่มก็จับจ้องอยู่ที่เธอไม่วางตา รอคอยฟังคำสั่งจากเจ้านายแต่เพียงเท่านั้น แต่เจ้านายของเขากลับไม่พูดอะไรอีก และดูท่าว่าจะรีบร้อนตามผู้หญิงคนนั้นเหลือเกิน

ราเชนตามลงมาจนถึงชั้นใต้ดินพร้อมกับลูกน้องคนสนิท แล้วเขาก็ต้องยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองขณะหันรีหันขวางเหมือนคนมืดแปดด้าน เพราะเมื่อลงมาแล้วเขากลับไม่พบกับหญิงสาวคนนั้นอีกเลย

ก้อนเนื้อที่อกเบื้องซ้ายของราเชนกำลังทำงานอย่างหนัก มันเต้นกระหนำรุนแรงราวกับจะกระดอนออกมานอกอกเสียให้ได้ แค่เพียงแวบเดียวที่เธอเดินผ่านหน้าไปโลกทั้งใบก็ราวกับจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ และเพียงไม่นานมันก็ถล่มถลายลงมาต่อหน้าเขาอย่างไม่มีชิ้นดี เมื่อเธอได้หายตัวไปอีกแล้วอย่างไร้ร่องรอย

ราเชนจดจำรายละเอียดของเธอได้และจะไม่มีวันลืมเพราะมันค่อยๆ ซึมซับเข้าไปติดตรึงในหัวใจ เขาจำไม่ผิดแน่ว่าผู้หญิงเสื้อสีส้มคนเมื่อครู่คือคนที่อยู่ในความนึกคิดของเขาตลอดเวลา

“ฉันต้องการดูกล้องวงจรปิดทุกตัวของห้าง พาฉันไปเดี๋ยวนี้เปรม” ชายหนุ่มหันไปบอกปรมัตถ์ทันทีที่ตั้งสติได้

“ทางนี้ครับเจ้านาย” ปรมัตถ์ไม่รอช้า นำทางไปทันที

เมื่อไปถึงห้องบันทึกภาพวงจรปิดได้ไม่นาน ฉันทรัฐก็ตามมาสมทบ ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อกำลังไล่ดูภาพหญิงสาวเสื้อสีส้มนิรนามที่กำลังกลืนหายไปกับคลื่นฝูงชนที่ด้านหน้าของห้างสรรพสินค้าเมื่อ 15 นาทีก่อน

ราเชนยืดกายขึ้นเต็มความสูง ซ่อนแววตาเอาไว้ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทลงอยู่ชั่วครู่ และเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ความหวั่นไหวในดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นก็เลือนหายไป

“ฉัตร ฉันต้องการรู้ว่าผู้หญิงที่อยู่ในภาพนั่นคือใคร นายพอจะทำได้ไหม” ชายหนุ่มหันมาบอกกับเลขาส่วนตัว

ฉันทรัฐยกปลายนิ้วขึ้นดันกรอบแว่นเล็กน้อย ภาพที่เห็นจากการซูมในจอเบื้องหน้าค่อนข้างเลื่อนลางแต่ก็พอจะจับเค้าโครงใบหน้าได้บ้าง

“ได้ครับ แต่ถ้าได้ภาพที่ชัดกว่านี้ก็คงจะง่ายขึ้น”

“ก็ทำให้มันชัดสิ” ราเชนบอกสั้นๆ แต่เด็ดขาด

“ครับผม” ฉันทรัฐตอบรับโดยไม่ลังเล เพราะเรื่องแค่นี้คงไม่คณนามือเขาหรอก ตำแหน่งเลขาส่วนตัวของราเชน อติวัณณ์ มันไม่ได้ได้มาง่ายๆ นักหรอกนะถ้าไม่แน่จริง

“หาให้เจอโดยเร็วที่สุดนะฉัตร ถ้าต้องถึงกับพลิกแผ่นดินหา นายก็ต้องทำ!” นี่เป็นคำสั่งแรกสำหรับการค้นหาตัวผู้หญิงคนนั้น เพราะที่ผ่านมาราเชนไม่เคยคิดออกตามหา

แรกๆ นั้นชายหนุ่มก็คิดแต่เพียงว่าเวลาจะช่วยทำให้เขาลืมเธอได้เอง เพราะเคยมีสักครั้งหรือที่เขาจะเก็บเอาผู้หญิงที่มีสัมพันธ์ทางกายแค่เพียงชั่วข้ามคืนมาฝันถึง แต่เขากลับคิดผิดเมื่อเวลาไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย เพราะยิ่งผ่านไปนานวันแทนที่เขาจะลืมเธอได้แต่กลับยิ่งจดจำจนขึ้นใจ

ในเมื่อทุกอย่างมันลงเอยเช่นนี้ ไม่ได้เป็นดังที่ชายหนุ่มคิดเอาไว้ตั้งแต่ต้น ราเชนก็จะขอกำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจทุกจังหวะของเขาด้วยมือของตนเอง โดยจะมีผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้ควบคุม!



ร่างบางในชุดเสื้อโปโลสีส้มอ่อนกับกระโปรงบานสีขาวเสมอเข่าเดินทอดน่องไปตามถนนหนทางที่คับคั่งไปด้วยร้านร่วงทั้งสองฝั่งถนนซึ่งหญิงสาวคุ้นตาเป็นอย่างดีเพราะสมัยที่ยังศึกษาอยู่ที่นี่เธอมักจะมาเดินเที่ยวเล่นซื้อของใช้กระจุกกระจิกแถวย่านนี้อยู่เป็นประจำ

แต่วันนี้ สราวลี กุลรักษ์ ไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อของเพราะสิ่งที่ต้องการนั้นหญิงสาวได้มาแล้วจากห้างสรรพสินค้าที่เพิ่งเปิดใหม่ซึ่งเธอได้ลองเข้าไปเลือกซื้อของอยู่ไม่นานก็ได้มาครบก่อนจะนั่งรถตรงมาที่นี่ จุดประสงค์ก็เพียงเพื่อต้องการซึมซับกับบรรยากาศเก่าๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในความรู้สึกของเธอ

ตี๊ด...ตี๊ด...ตี๊ด

มือเรียวล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเมื่อได้ยินเสียงของมันดังขึ้นเป็นจังหวะ แล้วริมฝีปากสีชมพูระเรื่อก็แย้มยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มเล็กๆ ที่ข้างแก้มขาวผ่องเมื่อเห็นชัดว่าเบอร์ที่โชว์อยู่หน้าจอนั้นเป็นใคร

“ว่าไงรดา จะโทรมาบ่นอะไรให้ฟังอีกล่ะ หรือว่าโดนเจ้านายว่าเอาอีกแล้ว” สุ้มเสียงที่เอ่ยออกไปนั้นติดจะล้อเลียนคนปลายสายอยู่ไม่น้อย เพราะวันนี้ตั้งแต่เช้าลภัสลดาก็โทรมาบ่นเรื่องเจ้านายให้เธอฟังตั้งแต่ลืมตาตื่นเลยก็ว่าได้

“เปล่าเลย เจ้านายฉันน่ะเหรออยากจะบ่นอยากจะว่าอะไรก็ปล่อยให้ว่าไปเถอะ ฉันเบื่อจะพูดแล้ว แค่ขอหยุดงานวันสองวันแค่นี้ทำอย่างกับว่าบริษัทฯ มันจะเจ๊งเพราะฉันไม่ไปทำงานงั้นแหละ” สถาปนิกสาวยังบ่นพึมทั้งที่ปากบอกว่าจะไม่พูดอะไรแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ทุกทีเมื่อเอ่ยถึงเจ้านายสุดแสนที่จะมากเรื่องของตน

“ไหนว่าจะไม่บ่นไง แต่เอาเถอะ...ครั้งนี้ฉันผิดที่ทำให้เธอต้องเสียงาน ยังไงก็ขอโทษด้วยแล้วกัน ไม่คิดนี่นาว่าที่โรงเรียนเขาจะมีสัมมนาไกลขนาดนี้ จะไม่มาก็ไม่ได้ด้วยสิ” สราวลีบอกอย่างรู้สึกผิดไม่น้อย เพราะตัวเองก็มีส่วนที่ทำให้เพื่อนต้องหยุดงาน แต่ด้วยอาชีพของการเป็นครูชั้นผู้น้อย เมื่อทางผู้อำนวยการโรงเรียนสั่งการมาเธอก็ต้องปฏิบัติตามโดยไร้ซึ่งข้อกังขาหรือข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น

“มันไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้นแหละ ก็แค่เวลาไม่ตรงกัน อีกอย่างแม่ก็ไม่สบายด้วย ถึงเธอไม่ต้องไปสัมมนาแต่ก็ต้องสอนหนังสือเด็กอยู่ดีไม่ใช่หรือไง ยังไงวันนี้ไม่ฉันก็เธอ ไม่ใครสักคนก็ต้องหยุดงานอยู่ดีนั่นแหละ”

“แต่มันก็น่าจะต้องเป็นฉันไง มันเป็นความรับผิดชอบของฉันด้วย”

“พูดอะไรอย่างนั้น จำไม่ได้หรือไงเราตกลงกันไว้ว่ายังไง อะไรที่เป็นของเธอก็ต้องเป็นของฉันด้วย” ลภัสรดาย้ำหนักแน่น ไม่ยอมให้สราวลีคิดเป็นอื่น หรือว่าเก็บอะไรไปคิดเล็กคิดน้อยอีก

เธอสองคนเติบโตมาด้วยกัน แม้ว่าสราวลีจะเป็นเพียงลูกบุญธรรมของมารดา แต่รภัสลดากลับไม่ยอมให้พี่สาวต่างอุทรซึ่งมีอายุห่างกันเพียงหกเดือนต้องรู้สึกว่าตัวเองมีอะไรที่ด้อยกว่าเธอเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นเมื่อมีทุกอย่างเหมือนๆ กัน หน้าที่ความรับผิดชอบก็ต้องเหมือนกันด้วย โดยที่ไม่มีการแบ่งแยกว่าหน้าที่ไหนเป็นของใคร

“อ้าว...แล้วถ้าฉันมีสามี สามีฉันจะต้องเป็นของเธอด้วยหรือเปล่าเนี่ย” สราวลีแกล้งสัพยอกออกไปเพราะไม่อยากให้เพื่อนหรือถ้าเรียกอีกฐานะหนึ่งที่ดูลึกซึ้งและอบอุ่นกว่าในความรู้สึกก็คือน้องสาว ต้องจริงจังกับเรื่องพวกนี้จนเกินไป

สราวลีรู้สึกว่าบางครั้งคนที่บอกตัวเองว่าไม่ใช่คนคิดมากอย่างลภัสรดา กลับกลายเป็นคนที่คิดเล็กคิดน้อยได้อย่างร้ายกาจ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกับเรื่องแค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็มีเรื่องของเธอรวมอยู่ด้วย เพราะลภัสรดายังไม่เคยหยุดคิดว่าตัวเองจะทำให้เธอน้อยเนื้อต่ำใจกับการที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของมารดา ทั้งที่เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในหัวของเธอด้วยซ้ำ

“อันนั้นยกไว้ข้อหนึ่งก็แล้วกัน ฉันไม่ชอบใช้สามีร่วมกับคนอื่น ทำเป็นพูดดีไป หาให้ได้ก่อนเถอะ ฉันลุ้นจนขี้เกียจจะลุ้นแล้ว ใครมาจีบก็ไม่เลือกสักคน อารมณ์เสีย”

ท้ายประโยคลภัสรดาทำเสียงฟึดฟัดผ่านมาตามสาย สราวลีต้องรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะขี้เกียจฟังอีกฝ่ายบ่นอีก

“พอเถอะ ขี้เกียจพูดกับเธอแล้ว ที่บ้านเป็นยังไงบ้างเรียบร้อยดีไหม แล้วอาการของแม่ล่ะ ดีขึ้นหรือยัง”

“แม่ดีขึ้นแล้วล่ะ แค่เป็นไข้หวัดนิดหน่อยเอง ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีที่ติ ฉันดูแลบ้านได้ดีอยู่แล้วอย่าห่วงเลย”

“อ้าว...ถ้างั้นโทรมาทำไมล่ะ?”

“แหม...น้องอยากกินไส้อั่วละมั้งเจ๊ ก็แค่จะโทรมาถามว่าตกลงขึ้นเครื่องกี่โมงกันแน่ จะได้กะเวลาไปรับที่สนามบินถูก”

“สองทุ่ม เหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงเหมือนกัน ความจริงวันนี้ว่างตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้วนะ แต่จะชิงกลับก่อนก็ยังไงอยู่ เดี๋ยวได้จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเองก็เลยต้องรอกลับพร้อมคนอื่นเขา แต่เธอมารับจะดีเหรอ แล้วใครจะดูบ้าน แม่ก็ป่วยอยู่”

“ก็นี่ไงถึงได้โทรมาถามว่าขึ้นเครื่องกี่โมง พอถึงเวลาจะได้ไปรับเลย ไม่ต้องรอนานๆ ไง”

“แต่กว่าจะออกจากบ้านมาถึงสนามบินแล้วก็วนรถกลับไปอีกรอบหนึ่งก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงเหมือนกันนะ เอาเป็นว่าฉันกลับเองดีกว่า เธอไม่ต้องมารับหรอก เดี๋ยวจะกลายเป็นห่วงหน้าพะวงหลังเสียเปล่าๆ ฉันดูแลตัวเองได้ไม่ต้องห่วง”

“แน่ใจนะ กลางคืนมันอันตรายนะ”

“อันตรายยังไงก็ต้องให้ฉันได้ลองต่อสู้ด้วยตัวเองบ้างสิ ที่ผ่านมามันยังพิสูจน์ให้เธอเห็นไม่พออีกเหรอว่าฉันไม่ได้อ่อนแออย่างที่เธอคิด และก็อย่าลืมว่าเธอมีศักดิ์เป็นน้อง ถึงจะไม่ใช่น้องแท้ๆ ก็เถอะ แต่ก็เกิดทีหลังฉัน เพราะฉะนั้นฉันขอใช้สิทธิ์ในความเป็นพี่สาวเธอ สั่งเธอห้ามไม่ให้มารับฉัน เข้าใจนะ”

สราวลีไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสโต้แย้ง เมื่อพูดจบก็กดตัดสายสนทนาทันที และในระหว่างที่กำลังจะหน่อยโทรศัพท์มือถือลงไปในกระเป๋าสะพายคล้องไหล่ไว้อย่างหมิ่นเหม่นั้นก็ต้องสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ กระเป๋าของเธอก็ถูกกระชากออกไปจากไหล่จนคว้าเอาไว้ไม่ทัน

“ช่วยด้วยค่ะ โจรกระชากกระเป๋า ช่วยด้วยค่ะ!!”

เพียงสิ้นเสียงตะโกนลั่นของหญิงสาวความชุลมุนก็เกิดขึ้นทันทีเมื่อพลเมืองดีแถวนั้นต่างก็พากันวิ่งไล่ต้อนชายฉกรรจ์รูปร่างผอมสูงที่วิ่งหนีจนสุดฤทธิ์ แต่สุดท้ายก็ไปตกม้าตายเอาตอนที่ร่างสูงเปรียวของผู้ชายคนหนึ่งเปิดประตูรถออกมากระแทกร่างผอมๆ นั้นเต็มแรงจนล้มเค้เก้ไม่เป็นท่า ทำให้โจรกระจอกนั้นถูกจับได้ในที่สุด

“ขอบคุณนะคะที่ช่วยเอากระเป๋ามาคืนให้” สราวลีกล่าวขอบคุณชายหนุ่มที่ช่วยนำกระเป๋ากลับมาคืนเธอด้วยรอยยิ้มของความเป็นมิตร

“อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ...เมื่อกี้นี้มันฟลุ๊คต่างหาก” ชายหนุ่มลดเสียงเบาลงเมื่อพูดประโยคท้าย เพราะความจริงเขาไม่ใช่ฮีโร่อะไรนักหรอกมันก็แค่ความบังเอิญที่ไอ้โจรนั่นดันวิ่งมาชนประตูรถเขาเองต่างหาก

“แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องยกความดีความชอบให้คุณนะคะ เพราะถ้าไม่มีคุณฉันก็ไม่รู้ว่าจะได้กระเป๋าคืนหรือเปล่า” หญิงสาวบอกเขาพลางก้มมองกระเป๋าของตนที่ตอนนี้กอดเอาไว้แนบอกอย่างกลัวว่ามันจะสูญหายไป เพราะสิ่งของที่อยู่ข้างในนั้นมีแต่ของสำคัญสำหรับเธอแทบทั้งสิ้น

“ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอยืดอกรับไว้เลยก็แล้วกันนะครับ” ชายหนุ่มทำท่าอกผายไหล่พึ่งด้วยความภาคภูมิใจเป็นการล้อเล่นหญิงสาวตรงหน้าที่เขาต้องเอ่ยชมในใจว่าเธอสวยจนเขาต้องมองค้างเลยทีเดียว

“ถ้าคุณไม่รังเกียจ ฉันขอเลี้ยงน้ำคุณสักแก้วเป็นการตอบแทนได้ไหมคะ” สราวลีอยากจะตอบแทนเขาด้วยความจริงใจจึงเอ่ยชวนอย่างไม่ต้องการให้มีอะไรติดค้างกันอีก

“ได้อยู่แล้วครับ แต่ผมขอเบิ้ลเป็นสองแก้วก็แล้วกัน” ชายหนุ่มบอกทีเล่นทีจริง

เขาตอบรับคำชวนนั้นของหญิงสาวด้วยไมตรีจิตร ถึงแม้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้จะได้เวลานัดของเขากับเพื่อนสนิทที่นานๆ ครั้งถึงจะได้เจอกันก็ตามที โดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่ถูกปล่อยให้รอนั้นจะอารมณ์เสียกว่าปกติอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว



อนาวิลผละจากหญิงสาวที่เขาช่วยเธอแบบฟลุ๊คๆ ในการจับโจรมาแล้วก็รีบบึ้งรถตรงมายังโรงแรมที่พักของเพื่อนสนิททันทีโดยที่มีโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวติดมือมาด้วยเพราะเธอลืมไว้ที่ร้านขายเครื่องดื่มหลังจากที่นั่งดื่มน้ำเย็นๆ และพูดคุยกันสักพักหนึ่งก่อนจะแยกย้าย ซึ่งกว่าเขาจะรู้ว่าเธอลืมโทรศัพท์มือถือเอาไว้หญิงสาวก็ไปไกลแล้ว

“นายมัวแต่ไปลั้ลลาอยู่ที่ไหนมาวะ ถึงได้โผล่หัวมาเอาป่านนี้ ไม่มาตอนที่ขาฉันกำลังจะก้าวขึ้นเครื่องที่สนามบินเลยล่ะ” ราเชนสาดคำพูดใส่เพื่อนทันทีที่พบหน้า

“นี่ถือเป็นคำทักทายที่โคตรโรแมนติกเลยว่ะไอ้เชน” อนาวิลกัดฟันพูดขณะก้าวตามเพื่อนเข้าไปในห้องพักสุดหรูนั้น

“แล้วตกลงนายไปมุดหัวอยู่ใต้กระโปรงผู้หญิงคนไหนมา มีลูกมีเมียแล้วยังมาทำซ่าส์อีกนะ” ราเชนยังคงรักษาระดับความคุกรุนในอารมณ์ได้ดี

คนที่ไม่เคยต้องรอคอยอะไรแต่ก็ต้องมารอแบบที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่แบบราเชน ทำให้เขาเกิดความหงุดหงิดจนไม่สบอารมณ์กับอะไรสักอย่าง ซึ่งต้นสายปลายเหตุนั้นชายหนุ่มทราบดีว่าคงไม่ใช่เพราะเพื่อนมาสายกว่าเวลานัดกระมัง แต่คงจะเป็นเรื่องอื่นเสียมากกว่าที่เขาทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากคำว่า ‘รอ’ และมันเป็นการรอคอยที่แสนทรมานที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอเลยก็ว่าได้

“ไม่ใช่เมียโว้ย ก็แค่ผู้หญิงที่คิดจะจับฉันเท่านั้นแหละ เอาไว้ให้คลอดแล้วตรวจดีเอ็นเอจนแน่ใจก่อนเถอะว่าเด็กในท้องนั่นเป็นลูกฉัน ฉันถึงจะหายซ่าส์” อนาวิลบอกด้วยความเจ็บใจไม่หาย รู้สึกเสียหน้าไม่น้อยเลยเพราะใครๆ ก็ว่าเขาเป็นคาสโนว่าฆ่าไม่ตาย แต่กลับมาตายหยั่งเขียดเพราะถูกผู้หญิงที่เคยนอนด้วยแค่คืนเดียวอุ้มท้องโย้มาให้รับผิดชอบ ครั้นจะพาไปเจาะน้ำคร่ำตรวจดีเอ็นเอเจ้าหล่อนก็บอกให้รอลูกคลอด เขาถึงได้ปวดกะบาลมาจนถึงทุกวันนี้

“นี่ตกลงนายทิ้งฉันไปหาผู้หญิงจริงๆ เหรอเนี่ยไอ้เพื่อนเวร นี่มันกลางวันแสกๆ เลยนะโว้ย” ราเชนไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์คำพูดให้สวยหรูเมื่อพูดกับคนที่สนิทคุ้นเคยและรู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี เพราะเขาไม่เคยใส่หน้ากากเข้าหาเพื่อน เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น

“ไอ้บ้า นายนี่คิดลามกยิ่งกว่าฉันอีกนะ ฉันไม่ได้ไปทำอะไรอย่างที่นายคิดมาหรอกน่า แต่ฉันไปทำความดีมาต่างหาก” อนาวิลได้ทีก็โอ้อวดเป็นการใหญ่

“ทำความดีอะไร หน้าตาผู้ร้ายๆ อย่างนายเนี่ยทำความดีกับเขาเป็นด้วยเหรอ” ราเชนเหยียดริมฝีปากอย่างไม่เชื่อถือ

“นั่นปากเหรอวะนั่น ว่างๆ ไปผ่าหมาออกบ้างก็ดีนะ” อนาวิลโต้กลับทันควัน ความจริงไอ้เรื่องปากเสียนี่ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่หรอก ไม่อย่างนั้นคงเป็นเพื่อนกันไม่ได้นานจนถึงป่านนี้

“จะมายุ่งอะไรกับปากฉันล่ะ รีบๆ แก้ตัวมาก่อนที่ฉันจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้แล้วตื้บนาย” ราเชนทำเสียงคำรามขู่

“ฉันไปช่วยเขาจับโจรกระชากกระเป๋ามาโว้ย แล้วเจ้าของกระเป๋าเขายังใจดีเลี้ยงน้ำฉันด้วย แล้วที่สำคัญนะสวยอย่างงี้เลย” อนาวิลแสร้งทำนัยน์ตาเคลิ้มฝันพร้อมกับชูนิ้วโป้งทั้งสองข้างขึ้นให้ดูโอเวอร์เข้าไว้ แต่เขาคิดว่าคงไม่เวอร์ไปสักเท่าไหร่กระมัง ก็หญิงสาวคนนั้นเธอสวยจริงๆ นี่นา

“อ๋อ...เลยหลงเสน่ห์เขาว่างั้นเถอะ ระวังผัวเขาตามมากระทืบล่ะ”

“ฉันน่ะไม่ได้หลงหรอก เพราะถึงจะสวยแต่ก็คงจะไม่ตรงสเปคเท่านายมั้ง”

ราเชนทำเสียงอย่างหนึ่งในลำคอ รู้ว่าเพื่อนหาเรื่องเอาผู้หญิงมาให้อีกแล้ว แต่คราวนี้อย่าหวังเลยมันคงไม่ง่ายเหมือนคราวก่อนๆ อีกแล้วล่ะเพราะเขาไม่มีอารมณ์

“สวยนะโว้ย ขาวจั๊วะเลย หน้างี้หว๊านหวาน”

“เคยชิมหรือไงล่ะถึงได้ไปรู้น่ะว่าหน้าเขาหวาน”

“เวร...เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงขืนไปชิมฉันไม่โดนตบออกมาก็ให้มันรู้ไปสิ ฉันก็แค่พูดตามที่เห็นเท่านั้นแหละโว้ย นี่ไงรูปเธอ”

อนาวิลหยิบโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวออกมาโชว์หน้าจอให้เพื่อนดูเพื่อยืนยันว่าเขาพูดเกิดจริงเสียที่ไหนกัน

“นี่ถึงขนาดกับไปถ่ายรูปเขามาด้วย ไหนว่าไม่สนใจ ไม่ตรงสเปคไง” ราเชนบิดปากอย่างหมิ่นๆ เขาไม่ได้มองที่หน้าจอนั่นเสียด้วยซ้ำ

“ไม่ใช่โว้ย นี่เป็นมือถือเขา พอดีเขาลืมไว้ เดี๋ยวฉันก็ต้องเอาไปคืน นี่ก็รอให้เธอโทรกลับมาอยู่”

“อ่อยนายหรือเปล่า” ราเชนก็พูดออกไปตามที่คิด เพราะผู้หญิงที่เข้ามาใกล้ชิดกับอนาวิลแต่ละคนนั้นท่าทางไม่น่าไว้วางใจสักคน ตัวอย่างเช่นว่าทีแม่ของลูกที่จนป่านนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าใช่ลูกของมันหรือเปล่านั่นไง

“พูดไปเรื่อย ท่าทางเธอไม่ใช่คนแบบนั้นนะ ออกจะเรียบร้อย เธอเป็นคุณครูด้วย”

“ช่างเถอะ พับเรื่องคุณครูอะไรของนายนี่เอาไว้ก่อน แต่ตอนนี้ฉันมีเรื่องอยากให้นายช่วย” ราเชนโบกมือเร็วๆ เป็นการตัดบท เพราะเขามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นที่จะต้องพูดคุยกับอนาวิลก่อนที่ตัวเขาจะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในคืนนี้

ความจริงแล้วราเชนยังไม่อยากจะกลับเลยสักนิด เขาอยากจะอยู่ที่นี่ต่อเพื่อตามหาเธอคนนั้นให้พบ แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อเขามีประชุมสำคัญในตอนบ่ายของวันพรุ่งนี้ที่สำนักงานใหญ่

“อ้อ! มิน่าถึงได้อยากเห็นหน้าฉันนัก โธ่...ไอ้เราก็คิดว่าจะนึกพิศวาสกันเสียอีก” อนาวิลแสร้งทำเสียงกระเง้ากระงอดได้น่าหมั่นไส้ที่สุด

ตี๊ด...ตี๊ด...ตี๊ด

เสียงโทรศัพท์ในมือของอนาวิลดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อนที่จะทันได้พูดคุยอะไรกันอีก และนั่นกลายเป็นจุดเรียกความสนใจของราเชนให้หันไปมอง แล้วหัวใจของเขาก็พลันกระตุกวาบเมื่อได้เห็นภาพของหญิงสาวเจ้าของเครื่องที่อยู่ในหน้าจอนั้นชัดถนัดตา เพราะเพื่อนโชว์ให้ดูอีกรอบเป็นสัญญาณว่าเจ้าของเครื่องคงจะติดต่อกลับมาแล้ว

“สวัสดีครับ...คุณไม้หอมใช่ไหมครับ...ครับผมอนาวิลเองครับ...”

ราเชนเหมือนคนหูอื้อตาลายไปชั่วขณะ เขาไม่ทราบว่าเพื่อนคุยอะไรกับคนปลายสายบ้าง จนเมื่อเห็นอนาวิลกดวางสายไปแล้วเขาถึงได้เอ่ยถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น

“เจ้าของโทรศัพท์โทรมาใช่ไหม?”

“ใช่ เธอโทรมานัดเวลาส่งคืนโทรศัพท์น่ะ”

“นายไปเจอเธอที่ไหน แล้วเธอเป็นใคร ชื่ออะไร นายบอกเธอเป็นครูใช่ไหม แล้วสอนอยู่ที่ไหน เล่ามาให้ละเอียดเลยนะ”

“เดี๋ยวนะ...คือนายจะมาสนใจอะไรขนาดนี้เนี่ย เป็นญาติฝ่ายไหนของเขาเรอะ” อนาวิลต้องรีบยกมือขึ้นห้าม ก่อนจะอดไม่ได้ต้องเอ่ยเหน็บ เพราะเมื่อครู่ที่เขาเล่าให้ฟังราเชนกลับทำเป็นไม่สนใจ แต่พอมาตอนนี้กลับทำท่าทีเหมือนอยากรู้อยากเห็นเสียเต็มประดา

“ไม่ใช่ญาติ...แต่ผู้หญิงคนนั้นแกจำได้ไหม” ราเชนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ผู้หญิงคนนั้น...คนไหนวะ?” อนาวิลย้อนถามด้วยความฉงนเพราะนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเพื่อนกำลังพูดถึงผู้หญิงคนไหน

“ก็คนที่แกส่งมาเป็นของขวัญให้ฉัน แต่พอเช้าวันต่อมาแกกลับบอกว่าเป็นคนละคนกันนั่นไง”

ทุกอย่างมันอาจจะเป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เช้าวันนั้นที่ราเชนตื่นมาแล้วไม่พบเธอคนนั้นแม้แต่เงา และอนาวิลยังมาบอกอีกว่าเจอผู้หญิงที่ตั้งใจจะส่งขึ้นมาเป็นของขวัญให้เขาตั้งแต่เมื่อคืน และเจ้าหล่อนก็พูดทำนองว่าเขาปฏิเสธถึงได้กลับไป นั่นทำให้เป็นที่ข้องใจมาจนถึงทุกวันนี้ว่าแล้วผู้หญิงที่ถูกส่งขึ้นมาหาราเชนบนห้องนั้นเป็นใคร?

“หา!...จริงเหรอวะ” อนาวิลครางเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ต้องรีบก้มมองดูรูปภาพจากโทรศัพท์ในมือของตนอีกครั้ง

“ฉันจำไม่ผิดแน่ๆ” ราเชนหยิบโทรศัพท์จากมือเพื่อนมาถือเอาไว้เพื่อจะมองภาพภายในจอสี่เหลี่ยมนั้นให้ชัดเต็มตาอีกครั้ง

ภาพใบหน้าสวยรูปไข่กับดวงตากลมโตที่เหมือนมีแรงดึงดูดให้เขาต้องเดินเข้าหาเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นกับรอยยิ้มหวานเจียนหยดนี้ทำให้เขาลืมไม่ลงจริงๆ ต่อให้ต้องจากกันไปอีกสักกี่สิบปี ราเชนก็มั่นใจว่าเขาไม่มีทางลืมแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์กับริมฝีปากยั่วยวนคู่นี้ได้เป็นแน่

คืนนั้นเขาใช้เวลาทั้งคืนเชียวนะเพื่อจดจำทุกรายละเอียดบนเนื้อตัวอันน่าหลงใหลของเธอ แล้วกับแค่ใบหน้าแค่นี้น่ะหรือที่เขาจะจดจำมันไม่ได้ บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าต่อให้เห็นเพียงแค่ชั่วแวบเดียวอย่างที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินเค้าเมื่อตอนกลางวัน เขาก็ยังจะจดจำเธอได้ไม่มีวันลืมเลือน เพราะภาพของหญิงสาวมันได้ประทับไว้ในหัวใจเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว




ญาณนันต์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 11 ม.ค. 2556, 17:54:39 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 11 ม.ค. 2556, 17:54:39 น.

จำนวนการเข้าชม : 2766





<< บทนำ   บทที่ 2 เมื่ออดีตไม่ใช่อดีต >>
ปอรินทร์ 11 ม.ค. 2556, 18:39:34 น.
ในที่สุดยายยานก็อัพนิยายจนได้ อิอิ


lovemuay 11 ม.ค. 2556, 20:32:14 น.
โชคดีพระเอกจำได้ แต่นางเอกจะจำได้รึป่าวเน้อ


หมวยจ้า 11 ม.ค. 2556, 21:48:11 น.
แทบกรี๊ด ดีใจเห็นนิยายข้ามปี


เด็กหญิงม่อน 11 ม.ค. 2556, 22:26:19 น.
สนุกมากกกก อยากรู้จังว่าเจอกันแล้วพระเอกจะทำยังไงต่อไป


supayalak 11 ม.ค. 2556, 22:41:41 น.
แต่เราก็หากันจนเจอ ลุ้น ลุ้น ลุ้น


อริสา 12 ม.ค. 2556, 01:51:20 น.
นางเอกงานเข้าแล้วสิ


คิมหันตุ์ 12 ม.ค. 2556, 03:49:43 น.
สวดยอด....พระเอกจำแม่นม๊าก


pseudolife 12 ม.ค. 2556, 08:56:33 น.
สงสัยจะติดตรึงในดวงใจจริงๆ สู้ๆ นะพระเอก
นางเอกมีใครรึยังเนี่ยป่านนี้


mhengjhy 12 ม.ค. 2556, 09:04:25 น.
ก็มันตรึงใจ 555


nasa 12 ม.ค. 2556, 09:53:12 น.
เจอตัวแล้วต้องรุก ก่อนจะคลาดกันอีก


จิรารัตน์ 12 ม.ค. 2556, 10:18:13 น.
มาอ่านเป็นกำลังใจให้น้องต่ายน้อย(มั้ง)


Zephyr 12 ม.ค. 2556, 15:54:08 น.
ว้าว แหม ตอนแรกไม่สนใจไม่ใช่เรอะ ตาเชน
แต่เอ๊ะ เหมือนเคยอ่านที่ไหนเลยอ่ะ ชื่อพระเอกกะเนื้อเรื่องคุ้นมากมาย


หมูอ้วน 12 ม.ค. 2556, 17:05:22 น.
ตามลุ้นต่อค่ะ


น้ำค้าง 12 ม.ค. 2556, 18:21:00 น.
โอ๊ะโอ๋ กลับมาอัพแว้ว ลืมไปแล้วนะเนี่ย


nunoi 12 ม.ค. 2556, 23:44:13 น.
ความจำเป็นเลิศศศศ


Asian 13 ม.ค. 2556, 15:44:54 น.
นิยายน่าติดตามอีกเรื่อง ลุ้น ๆ


panon 14 ม.ค. 2556, 11:09:42 น.
มาแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆดีใจมากมายยยยยย



เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account