รำพันเสน่หา
เมื่อดวงใจพร่ำรำพัน ถึงคืนวันที่เคยชิดใกล้
แม้อยู่เหนือสุดแคว้นแดนไกล จะตามไปทวงรักกลับคืนรัง

Tags: รักโรแมนติก

ตอน: บทที่ 2 เมื่ออดีตไม่ใช่อดีต

สวัสดีวันครูค่ะคุณผู้อ่านที่น่ารัก
ขอบคุณสำหรับกำลังใจทุกดวงนะคะ
ชื่นใจจังที่ยังแวะมาช่วยตามลุ้นไปด้วยกันค่ะ
อยู่กันอย่างนี้นานๆ น้า^^

.............................................................................


สราวลีใช้เวลาก่อนขึ้นเครื่องราวๆ หนึ่งชั่วโมงในการแวะมาที่ร้านอาหารใกล้ๆ กับสนามบินเชียงใหม่เพื่อนัดพบกับอนาวิล หญิงสาวมองว่าเป็นความสะเพร่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองมาก่อน ยังแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าเธอลืมโทรศัพท์มือถือของตนไว้ที่ร้านเครื่องดื่มแห่งนั้นเมื่อตอนกลางวันได้อย่างไร

ใกล้ถึงเวลานัดเต็มทีแล้วเมื่อหญิงสาวก้าวเข้ามานั่งที่มุมหนึ่งของร้านซึ่งบรรยากาศแบบพื้นเมืองทำให้ดูสบายตา เธอสั่งเพียงเครื่องดื่มเย็นๆ ระหว่างรออนาวิล และคิดว่าคงจะอยู่ที่นี่ไม่นานนัก เมื่อเขามาถึงและเธอได้โทรศัพท์คืนก็คงต้องขอตัวกลับเลย เพราะคณะสัมมนาที่มาด้วยกันนั้นกำลังรอเธออยู่ ซึ่งถ้าหากเธอไปช้าแน่นอนว่าจะต้องตกเครื่องอย่างไม่ต้องสงสัย

“คุณสราวลีใช่ไหมครับ?”

น้ำเสียงก้องกังวานที่ฟังดูไม่คุ้นหูนั้นดังขึ้นจากทางด้านหลัง เรียกให้ร่างบางที่นั่งสบายๆ อยู่บนเก้าอี้ต้องขยับกายลุกขึ้นยืนเพื่อจะหันไปมองทางต้นเสียง แล้วจังหวะที่กำลังจะหมุนกายนั้นเท้าเจ้ากรรมก็ดันไปสะดุดขากางเกงของตัวเองเข้าเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของคนที่มายืนส่งยิ้มให้อยู่เบื้องหลังนั้น

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?”

ลำแขนแข็งแรงรัดรอบเอวบางเอาไว้แน่นหนา และเขาก็รวดเร็วเสียจนสราวลีตั้งตัวไม่ทันจำต้องตกอยู่ในวงแขนแกร่งนั้นนิ่งนานราวถูกมนต์สะกด ใบหน้าคมคายที่เพียงคลับคล้ายคลับคลาในคราวแรกพลันชัดเจนขึ้นมาในความรู้สึกเมื่อพบกับไฟเม็ดเล็กๆ ที่ปลายจมูกโด่งคมสันนั้น

สราวลีรู้สึกชาดิกไปทั้งร่าง มือของเธอเย็นเฉียบ หากไม่เท่ากับหัวใจที่เย็นเยียบจนรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งกาย

“คุณ...”

เสียงเรียกของเขาดังขึ้นอีกครั้งทำให้สราวลีได้สติ หญิงสาวรีบสะบัดกายออกจากอ้อมแขนแข็งแรงนั้นก่อนจะหันหลังให้เขาอัตโนมัติ เสมือนการกระทำของคนโง่ที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้าย และคนโง่เท่านั้นที่ตัดสินว่าตัวเองไม่สามารถตอบโต้อะไรได้นอกจากการหลบหนี

บัดนี้ปีศาจแห่งอดีตที่เคยถูกปิดตายเอาไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ ค่อยๆ แง้มประตูออกมาเพื่อตามหลอกหลอนเธออีกครั้งแล้ว หัวใจของสราวลีกำลังแตกสลายไม่ต่างจากเช้าวันนั้นที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองได้เสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิงให้กับคนแปลกหน้า และเขาก็ได้สร้างตราบาปนั้นไว้กับเธอจนยากที่จะลบเลือน

ณ ตอนนั้นคนใกล้บ้าคงเป็นสราวลีที่ไม่อยากแม้แต่จะรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทว่าใบหน้าของคนที่พรากพรหมจารีก็ยังคอยหลอกหลอนไม่จบไม่สิ้น มันเจ็บปวดแค่ไหนใครจะรู้บ้างไหมหนอกับการที่ต้องวิ่งหนีอดีตที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเธอก็หนีมันไม่พ้นสักที

แล้วเธอจะทำเช่นไรดี หากว่าสิ่งที่เคยเป็นอดีต จะไม่ใช่อดีตอีกต่อไป...

“สราวลี...” ราเชนเอ่ยเรียกชื่อหญิงสาวที่เขาเพิ่งได้ข้อมูลมาจากอนาวิลแทบไม่พ้นริมฝีปาก คำเรียกขานของเขามันช่างแผ่วเบาเหลือเกินทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอยากจะตะโกนก้องด้วยความยินดีกับการค้นพบเธออีกครั้ง

ในขณะที่คนถูกค้นพบกำลังตัดสินใจระหว่างการหลบหนีหรือเผชิญหน้ากับความจริง คนที่พยายามวิ่งไล่ก็กำลังเข้าใกล้หัวใจของตัวเองเข้าไปทุกที

หัวใจของราเชนน่ะหรือ...ก็ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือนี้อย่างไรเล่า นอกจากผู้หญิงที่กำลังยืนหันหลังให้เขาอยู่ขณะนี้ ชายหนุ่มก็สามารถบอกตัวเองได้ทันทีโดยไม่ลังเลเลยว่าไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนทำให้เขารู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย

ความรู้สึกที่หัวใจมันกระตุกวาบก่อนจะค่อยๆ พองโตขึ้นคับอกเบื้องซ้ายเมื่อเขามีโอกาสได้เธอมาอยู่ในอ้อมแขนอีกครา เพียงแค่ได้พบใบหน้าหวานๆ ได้ประสานสายตากับดวงตากลมโตคู่นั้นหัวใจของเขาก็สั่นไหว และแค่เสี่ยววินาทีเท่านั้นเองที่เธอสามารถเด็ดหัวใจของเขาให้หลุดติดมือเธอไปได้โดยที่ราเชนไม่มีโอกาสแม้แต่จะอุทรใดๆ ทั้งสิ้น

“คุณรู้จักฉันหรือคะ?”

ชั่วอึดใจ สราวลีหันมาถามเขา และนั่นถือเป็นการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันหมายความว่าเธอเลือกที่จะเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายนั่นคืออดีตของตน

ราเชนเงียบไปพักใหญ่ เขากวาดสายตามองใบหน้าเรียวรูปไข่ มองสำรวจเครื่องหน้าของเธอทุกชิ้น ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อที่เพิ่งเผยอขึ้นถามเขา และมันเป็นคำถามที่ทำให้เขาหงุดหงิดอย่างที่สุด

...เธอจำเขาไม่ได้!!

“ถ้าคุณชื่อสราวลี...ก็ไม่น่าจะผิดตัวนะ” ชายหนุ่มตอบออกไปเสียงเรียบสนิท แววตาของเขาเข้มขึ้นจนกลายเป็นดุดันโดยไม่รู้ตัว

เจ้าของชื่อหน้าซีดลงไปถนัด พยายามควบคุมสติอย่างยิ่งยวด เธอลอบถอนหายใจก่อนจะค่อยๆ ผ่อนร่างที่เกือบจะอ่อนแรงของตนลงกับเก้าอี้ตัวเก่า

“ค่ะ...ฉันชื่อสราวลี ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรกับฉันหรือคะ” เธอถามเขาออกไปอย่างเป็นการเป็นงานที่สุด เสมือนคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

...แน่นอน มันต้องเป็นแบบนั้น เขาและเธอคือคนแปลกหน้า ที่ไม่เคยแม้แต่จะรู้จักกันเลยสักนิดเดียว

“ผมเป็นเพื่อนอนาวิล” ราเชนบอกออกไปแล้วก็ก้าวเข้าไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาวโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเชื้อเชิญ

“คุณอนาวิล...” สราวลีทวนชื่ออนาวิลเหมือนไม่มั่นใจ

“ครับ ไม่ผิด อนาวิลคนที่คุณลืมโทรศัพท์ไว้กับเขานั่นแหละ”

“แล้วเขาอยู่ไหนคะ” หญิงสาวเอ่ยถามโดยไม่ยอมมองหน้าเขาด้วยซ้ำไป

“ไม่รู้ แต่มันให้ผมเอาโทรศัพท์มาคืนคุณ” ราเชนบอกส่งๆ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนรับอาสามาเองแล้วไล่อนาวิลกลับไปแท้ๆ

“แล้วไหนละคะโทรศัพท์ฉัน” สราวลีเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วต้องรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ชอบกลเมื่อพบว่าชายหนุ่มมองเธออยู่ก่อนแล้ว และสายตาของเขาก็น่ากลัวไม่น้อยเลยในความรู้สึกของเธอ มันชวนให้หญิงสาวเกิดความรู้สึกผวา แล้วอยากจะไปจากที่แห่งนี้เสียให้พ้นๆ

“ผมเพิ่งมาถึงนะ จะใจร้ายใจดำ ไม่ให้กินน้ำกินท่าเลยหรือยังไง”

“ฉันไม่มีเวลานั่งรอคุณดื่มน้ำหรอกค่ะ ฉันต้องรีบไป” สราวลีกล่าวตัดบท ไม่ยอมให้เขาโยกโย้ไม่ว่าจะเพราะเจตนาใดๆ ก็ตาม และเธอไม่อยากจะรู้ถึงเจตนานั้นของเขาด้วย

“ถ้ารีบนักงั้นขอที่อยู่ไว้ก็แล้วกัน เดี๋ยวผมจะได้ส่งพัสดุไปให้” ราเชนต่อตากับหญิงสาวอย่างท้าทาย ก็เอาสิกล้าให้ที่อยู่ไว้กับเขาหรือเปล่าล่ะ ถ้าคนอย่างราเชนไม่ตามเธอไปถึงหน้าบ้านก็ให้มันรู้ไป

แต่ต่อให้เธอจะไม่ยอมบอกอะไรกับเขาเลย ถึงตอนนี้ราเชนก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ แน่จนกว่าเขาจะแน่ใจว่าเธอเป็นของคนอื่นไปแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเขาถึงจะยอมหยุด แต่ถ้าไม่...ก็ในเมื่อของที่มันเคยเป็นของเขายังคงเป็นของเขาอยู่ แล้วเขาเองก็ยังต้องการแทบจะขาดใจอยู่แล้ว แล้วเรื่องอะไรที่ราเชนจะต้องยอมปล่อยไปง่ายๆ ด้วยเล่า

“คุณจะดื่มน้ำอะไรล่ะคะ” หญิงสาวต้องกัดฟันทน แค่เสียเวลารอเขาดื่มน้ำสักแก้ว คงไม่ทำให้เธอตกเครื่องกระมัง

“น้ำตะไคร้มีไหมนะ” ราเชนเอ่ยขึ้นลอยๆ ขณะเปิดดูรายการเครื่องดื่มของทางร้าน เขาซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ได้อย่างร้ายกาจ ชนิดที่ว่าหญิงสาวจะไม่มีวันได้เห็น

ชายหนุ่มได้น้ำตะไคร้ของโปรดมาก็จิบเพียงนิดก่อนจะวางแก้วลง แล้วหันมามองใบหน้าสวยหวานที่ยังคงสามารถตรึงสายตาเขาเอาไว้ได้ไม่รู้ลืม

“จะไม่ถามชื่อผมหน่อยเหรอ?”

“ฉันต้องการโทรศัพท์คืนค่ะ”

“ผมชื่อราเชน” ชายหนุ่มทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของเธอ ในขณะที่สราวลียังคงยืนยันในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

“โทรศัพท์ฉันค่ะ”

“หรือจะเรียกว่าเชนก็ได้นะ”

“คุณคะ!” หญิงสาวเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเน้นหนักเมื่อชักจะทนไม่ไหว

“ครับ...” ราเชนกลับขานรับได้อย่างหน้าชื่นตาบาน

“ฉันต้องการโทรศัพท์ของฉันคืน และเดี๋ยวนี้ด้วยค่ะ” สราวลีบอกเขาอย่างใจเย็นที่สุด ดีแค่ไหนแล้วที่เธอยังนั่งคุยกับเขาอยู่ได้โดยที่ไม่วิ่งหนีออกจากร้านไปก่อน

เหนือสิ่งอื่นใดหญิงสาวกำลังพยายามเอาชนะความกลัวในใจของตัวเอง ไม่ใช่ต้องการจะเอาชนะผู้ชายคนนี้เพราะสำหรับเธอคงจะไม่มีประโยชน์อันใดกับการที่ต้องเอาชนะคะค้านกับเขา

“คุณจะรีบไปไหนล่ะ คนเขาอุตส่าห์มีน้ำใจไมตรีมอบให้แล้วไม่ยอมรับเนี่ย มันเสียมารยาทรู้ไหมคุณ” ราเชนสั่งสอนทั้งที่ตัวเองนั้นทำออกบ่อยไปกับการปฏิเสธไมตรีของคนอื่น โดยเฉพาะกับสาวๆ ที่ช่วงนี้เขาไม่มีแม้แต่อารมณ์จะชายตามอง

ราเชนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงไม่อยากมองผู้หญิงคนไหนอีก ก็เพราะว่าผู้หญิงตรงหน้าของเขาตอนนี้ทำให้ต่อมความสนใจในตัวผู้หญิงคนอื่นของราเชนได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ฉันคงไม่จำเป็นต้องบอกคุณหรอกนะคะ แต่ถ้าคุณยังพยายามถ่วงเวลาโดยที่ฉันเองก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรกันแน่ บางทีฉันคิดว่าอาจจะถึงเวลาที่ฉันควรจะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้วก็ได้ค่ะ”

“โธ่...ใจร้อนจังเลยนะคุณ” ราเชนยังกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม

“ผิดค่ะ...เพราะว่าฉันใจเย็นที่สุดแล้ว”

สราวลีเผลอกำแก้วน้ำในมือของตัวเองแน่นตามแรงอารมณ์ ราเชนเห็นแบบนั้นก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือใหญ่ไปสัมผัสมือบางข้างนั้นของหญิงสาวแต่เพียงแผ่วๆ

“กำแน่นขนาดนั้น ระวังแก้วแตกใส่มือแล้วจะเจ็บเอานะ” เขาเตือนด้วยเสียงทุ้มทีเดียว อีกทั้งแววตายังอ่อนแสงลงไม่น้อย

สราวลีถึงกับตกใจสะบัดมือออกจนปัดแก้วน้ำตกแตก กลายเป็นจุดเรียกความสนใจของผู้คนในร้านให้หันมามองเป็นตาเดียว หญิงสาวแจกยิ้มเจื่อนๆ ให้กับทุกคนเป็นเชิงขอโทษ ก่อนจะหันมาเอาเรื่องกับเขา

“คุณทำอะไรของคุณ!”

“ทำอะไร? ผมก็แค่เตือนคุณว่าอย่ากำแก้วแน่นขนาดนั้นเดี๋ยวมันแตกใส่มือแล้วจะเจ็บเอา...ก็แค่นั้น” ราเชนยังตอบหน้าซื่อ แต่แววตาพราวระยับของเขานั้นทำให้สราวลีเชื่อไม่ลง

หญิงสาวไม่ต้องการจะเสวนากับเขาอีกเพราะพูดเท่าไรก็คงจะไม่ได้ความ จึงตัดสินใจลุกขึ้นคิดว่าจะไม่เอามันแล้วโทรศัพท์มือถือนั่น แต่ราเชนกลับไวกว่า เขายื่นมือมาคว้าข้อมือเล็กของเธอเอาไว้แน่นทีเดียว

“อีกแล้วนะคุณ” สราวลีเตือนเขาเสียงเข้ม แววตาของเธอดุวับดังแม่เสือสาว

“โอเค...ผมปล่อยก็ได้ นั่งลงเถอะ เรามาคุยกันดีๆ ดีกว่า” ราเชนบอกพลางปล่อยข้อมือบางแล้วแบมือออกทั้งสองข้างพร้อมกับชูขึ้นเหนือศีรษะเป็นเชิงบอกเธอว่าเขายอมแพ้เธอแล้ว แต่ในความเป็นจริงน่ะหรือ ราเชนกำลังซ่อนความเจ้าเล่ห์แสนกลเอาไว้มากมาย

ในเกมรักครั้งนี้ราเชนบอกกับตัวเองว่าเขาจะไม่มีวันยอมแพ้เจ้าหล่อนเป็นแน่ เพราะถ้าหากเขาแพ้นั่นหมายความว่าเขาจะต้องเสียเธอไปตลอดกาล

“ไม่คุยค่ะ ถ้าคุณไม่คืนโทรศัพท์ให้ฉัน ฉันก็จะไปเดี๋ยวนี้” เมื่อตัดสินใจแล้วสราวลีจึงประกาศออกมาเด็ดเดี่ยว

“โทรศัพท์ใช่ไหม ได้...ผมคืนมันให้คุณ ทีนี้พอใจหรือยังครับคุณผู้หญิง ถ้าพอใจแล้วก็เลิกทำตาดุๆ นั่นใส่ผมสักที ผมกลัวจะแย่อยู่แล้ว” ราเชนยอมคืนโทรศัพท์ให้แต่โดยดี หากยังไม่วายเอ่ยเย้าในตอนท้ายให้หญิงสาวอารมณ์เสียเล่นๆ แล้วเขาก็ได้เห็นว่าแววตาดุๆ ของเธอเมื่อครู่นั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นกองเพลิงที่กำลังลุกโชนพร้อมจะแผดเผาเขาให้แหลกเป็นจุล

สราวลีก้าวพรวดออกจากร้านอาหารแห่งนั้นไปทันทีที่ได้โทรศัพท์มือถือของตนคืน โดยมีสายตาหมายมาดของราเชนมองตามไปจนลับสายตา



ทันทีที่เครื่องบินร่อนลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิฝนก็เทลงมาไม่ขาดสาย สราวลีลากกระเป๋าเดินทางของตนมานั่งพักที่เก้าอี้ใกล้ๆ แถวนั้นเพื่อรอให้ฝนซาเนื่องจากเธอไม่อยากเสี่ยงนั่งรถแท็กซี่ทั้งที่ฝนตกหนักขนาดนี้เพราะกลัวจะเกิดอุบัติเหตุ

หญิงสาวเปิดโทรศัพท์ที่ปิดเอาไว้ตอนอยู่บนเครื่องเพื่อจะโทรออก แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรก็มีเบอร์ที่ไม่คุ้นโทรเข้ามาเสียก่อน คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นแต่ก็กดรับสายเพราะบางทีอาจจะเป็นผู้ปกครองของนักเรียนที่เธอดูแลอยู่ ซึ่งมักจะโทรเข้ามาสอบถามความประพฤติของบุตรหลานของตนอยู่เสมอ

“สวัสดีค่ะ สราวลีพูดสายค่ะ”

“ทราบแล้วครับคุณสราวลี” ปลายสายตอบกลับมาเสียงทุ้ม และน้ำเสียงนั้นไม่คุ้นหูคุณครูสาวเลยแม้แต่น้อย

“คะ? เอ่อ...ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรกับดิฉันหรือเปล่าคะ”

“มีครับ”

“ค่ะ ดิฉันรอฟังอยู่ค่ะ”

สราวลีคิดว่าเป็นผู้ปกครองของนักเรียนจริงๆ จึงกระตือรือร้นที่จะรับฟัง เพราะความเป็นครูสำหรับเธอไม่ได้เป็นเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น แต่คำว่าครูยังคงผนึกแน่นอยู่ในจิตสำนึกของเธอทุกเวลา

“ผมอยากทราบว่าทำไมคุณไม่ยอมกลับบ้านครับ”

“คะ!?” คราวนี้สราวลีถึงกับออกอาการงุนงง ต้องละโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อก้มมองเลขสิบหลักนั่นอีกครั้ง พยายามทบทวนความทรงจำแต่สุดท้ายก็ยังไม่คุ้นกับมันอยู่ดี

“เอ่อ...ดิฉันไม่เข้าใจที่คุณพูดค่ะ ขอโทษนะคะคุณเป็นผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่ดิฉันเป็นครูประจำชั้นอยู่หรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามออกไปเมื่อเริ่มไม่แน่ใจ

“เปล่าครับคุณครู”

เสียงตอบนี้ดังขึ้นใกล้ๆ และสราวลีมั่นใจว่ามันไม่ได้ดังออกมาจากโทรศัพท์แน่นอน หญิงสาวหันขวับมามองด้านข้างของตนแล้วก็ต้องตาเบิกโพลง โทรศัพท์แทบร่วงหลุดจากมือเมื่อพบใบหน้าคมคายของผู้ชายที่เธอบอกตัวเองว่าต้องการจะหลีกหนีให้ไกลที่สุด

“ผมราเชนเองครับคุณครู”

“คุณ! มาได้ยังไง”

รู้ทั้งรู้ว่าหญิงสาวไม่ได้ต้องการจะถามเพราะเธอเพียงแค่อุทานด้วยความประหลาดใจเท่านั้น แต่ราเชนก็ยังอยากจะตอบ

“คุณครูมายังไง ผมก็มาอย่างนั้นแหละ”

“นี่คุณสะกดรอยตามฉันมาเหรอคะ” สราวลีลุกพรวดแล้วขยับไปยืนห่างจากเขาเกือบสองช่วงตัว เกิดอาการหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัด

“ใครสะกดรอยตามคุณ ผมก็มาของผมดีๆ จู่ๆ ก็มาเห็นคุณนั่งแกร่วอยู่คนเดียว เลยสงสัยว่าทำไมไม่ยอมกลับบ้านต่างหากล่ะ”

ราเชนโกหกได้หน้าตาย เพราะความจริงแล้วเขาสะกดรอยตามเธอตั้งแต่ที่ร้านอาหารนั่นแล้ว มิหนำซ้ำก่อนหน้านี้ยังให้ลูกน้องเช็คเสียจนได้เรื่องมาว่าเธอกลับไฟต์ไหน และโชคดีที่ว่าเขาเองก็กลับไฟต์เดียวกันจึงไม่ต้องเปลี่ยนตั๋วให้ลำบาก แล้วพอลงเครื่องเขาก็ตามเธอมาเรื่อยๆ จนหญิงสาวมาหยุดพักที่เก้าอี้บริเวณนี้

“ก็เลยโทรมาถามฉันนี่นะ แล้วคุณมีเบอร์ฉันได้ยังไงคะ” สราวลีถามออกไปแล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเขายึด
โทรศัพท์ของเธอเอาไว้อยู่พักหนึ่ง แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะไม่รู้ว่าเธอใช้เบอร์อะไร

“ผมว่าคุณรู้คำตอบนี้อยู่แล้วนะ” ราเชนเอ่ยขึ้นดังอ่านใจเธอออก

“ไม่ว่าคำตอบจะคืออะไร คุณรู้ตัวไหมคะว่าเสียมารยาทมากที่แอบเมมเบอร์ฉันเอาไว้ โดยที่ฉันยังไม่ได้อนุญาต”

“แต่คุณก็กดรับสายผมล่ะ” เขาไหวไหล่ให้อย่างไม่ยี่หระ

สราวลีไม่โต้ตอบกับเขาแต่เลือกที่จะเดินหนีไปนั่งที่เก้าอี้อีกแถวหนึ่งเพื่อเป็นการตัดบท แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมจบง่ายๆ เพราะยังตามมานั่งข้างๆ เธออยู่ดี

“คุณยังไม่ตอบผมเลยว่าทำไมยังไม่กลับ หรือว่ากำลังรอใครอยู่” ราเชนถามไปแล้วก็กลัวคำตอบอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าหากหญิงสาวตอบกลับมาว่ารอ ‘สามี’ เขาคงได้อกตรมกลับบ้านแน่นอน แต่เขาก็ไม่ได้รับคำตอบจากหญิงสาวนอกจากความเงียบ เธอทำราวกับว่าไม่มีเขานั่งอยู่ตรงนั้นด้วย

เมื่อเธอเงียบเขาก็เงียบ ไม่ถามอะไรอีกเพราะรู้แล้วว่าหญิงสาวกำลังเล่นสงครามเย็นกับเขาอยู่ แต่ครั้นจะให้เขาเป็นฝ่ายยอมแพ้แล้วเดินจากไปน่ะหรือ มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นแน่

ตี๊ด...ตี๊ด...ตี๊ด

เสียงโทรศัพท์ของสราวลีดังขึ้นทำลายบรรยากาศอึมครึมนั้น หญิงสาวกดรับสายทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นลภัสรดา

“ถึงกรุงเทพฯ หรือยังไม้หอม” เสียงของปลายสายดังขึ้นก่อนที่สราวลีจะทันได้กล่าวอะไรออกไปเสียอีก

“ถึงแล้ว ตอนนี้ติดฝนอยู่ที่แอร์พอร์ตน่ะรดา ฉันไม่อยากนั่งรถกลับตอนนี้กลัวจะเกิดอุบัติเหตุกลางทาง ก็เลยกะว่าจะรอให้ฝนซาก่อนแล้วค่อยกลับ”

สราวลีไม่รู้ตัวเลยว่าคำตอบที่เธอมีให้กับลภัสรดานั้นจะเป็นคำตอบที่ราเชนก็ต้องการจากเธอด้วยเช่นกัน และหญิงสาวก็ได้ให้ความกระจ่างแก่เขาแล้วทุกข้อ นั่นทำให้ชายหนุ่มใจชื่นขึ้นมาได้อีกนิดว่า อย่างน้อยๆ คนที่เป็นเจ้าของเธอซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีนั้น ก็ยังไม่ปรากฏตัว

ราเชนทำราวกับไม่ได้สนใจการสนทนาระหว่างสราวลีกับคนที่อยู่ปลายสาย แต่หูเขานั้นก็คอยฟังอยู่ตลอด

“ให้ฉันไปรับไหม?” ลภัสรดาเอ่ยถามมาตามสายด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ต้องหรอก ฝนตกหนักขนาดนี้จะขับรถฝ่าฝนมาทำไมล่ะ อยู่บ้านนั่นแหละดีแล้ว เดี๋ยวฝนซาฉันก็กลับเองแหละ ยังไงก็ไม่ยอมนอนที่นี่เด็ดขาด”

“แต่ไม่รู้ว่ามันจะซาเมื่อไหร่น่ะสิ ทางนี้ก็ตกหนักอยู่เหมือนกันนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันดูแลตัวเองได้ คงไม่ต้องบอกซ้ำอีกหรอกนะว่าไม่ต้องมา” เสียงของสราวลีเข้มขึ้นยามเมื่อไม่ต้องการให้อีกฝ่ายโต้แย้ง เธอทราบดีถึงความห่วงใยที่น้องสาวต่างสายเลือดมีให้ แต่ใช่เพียงลภัสรดาคนเดียวเสียเมื่อไหร่ที่ห่วงเธอ เธอเองก็ห่วงลภัสรดาไม่แพ้กัน ถึงไม่อยากให้ขับรถออกจากบ้านมารับเธอทั้งที่ฝนตกหนักออกอย่างนี้

“จ้า...ทราบแล้วจ้ะ ถ้าอย่างนั้นก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ เท่านี้นะ”

สราวลีส่ายหน้ายิ้มๆ กับโทรศัพท์ในมือเมื่อลภัสรดาตอบรับเหมือนจะประชดแล้วชิงวางสายไปเสียก่อน ลืมไปแล้วว่าตัวเองไม่ได้นั่งอยู่ลำพัง ยังมีผู้ชายตัวโตนั่งอยู่ด้วยอีกทั้งคน และผู้ชายตัวโตที่เริ่มจะใจน้อยขึ้นมานิดๆ ก็ชักจะอิจฉาคนปลายสายขึ้นมาตะหงิดๆ เสียแล้วที่ได้รับรอยยิ้มอ่อนโยนจากเธอขนาดนั้น

“ถ้าฝนซาแล้วให้ผมไปส่งไหมคุณ” เขาเสนอขึ้นหน้าตาเฉย

สราวลีไม่หันมามองเขาด้วยซ้ำ เธอยังคงทำเป็นไม่ได้ยิน

“กลับแท็กซี่คนเดียวตอนกลางคืนอย่างนี้มันอันตรายนะ ไม่เคยได้ยินข่าวบ้างหรือไง ผู้หญิงสาวๆ กับแท็กซี่หื่นกามน่ะ”ราเชนเปรยอย่างต้องการจะเขย่ากลัว และคราวนี้หญิงสาวไม่ได้นั่งเฉยอีก แต่เธอขยับไปนั่งชิดอีกมุมหนึ่งของเก้าอี้ตัวยาวนั้นราวกับรำคาญกับเสียงของเขาอย่างมากกระนั้น

“ตามใจคุณนะ ผมรึอุตส่าห์หวังดี แต่กลับมองไม่เห็นน้ำใจกันเสียนี่” เขาแกล้งตัดพ้อ ก่อนจะนั่งเงียบไปบ้าง
เพราะรู้แล้วว่าไม่มีประโยชน์ที่เขาจะพูดอะไรอีก และเข้าก็ไม่ได้ขยับตามเธอไปเพียงแต่ลอบมองอยู่ห่างๆ เท่านั้น

เป็นเวลาร่วมครึ่งชั่วโมงได้ที่คนทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกันเลย จนเมื่อสราวลีตั้งท่าจะลุกจากที่นั่งนั่นแหละราเชนถึงได้ดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

“คุณจะไปไหน?” เขาไม่เพียงถามแต่ยังเดินตามหญิงสาวตัวปลิวเพราะตัวเองไม่มีกระเป๋าเสื้อผ้า เนื่องจากส่งให้
ปรมัตถ์เป็นคนจัดการตั้งแต่ลงจากเครื่องแล้ว

“นี่คุณ เลิกยุ่งกับฉันสักทีได้ไหมคะ” สราวลีทนไม่ไหวต้องหันกลับมาแหวใส่เขาอย่างเหลืออด ซึ่งมันไม่ใช่วิสัยของเธอเลย และสราวลีก็รู้สึกโมโหเขาไม่น้อยที่ทำให้อารมณ์ของเธอแปรปรวนจนยากจะควบคุมได้อย่างเคย

“คุณก็บอกผมมาก่อนสิว่าคุณจะไปไหน” เสียงของราเชนอ่อนลง แต่ท่าทางทะนงตนของเขาช่างขัดกับน้ำเสียงเสียจนคนฟังแทบไม่รู้สึก

“ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ คุณยังจะตามไปไหมคะ” หญิงสาวกัดฟันกรอดก่อนจะตอบเขาออกไป ดวงตาที่เคยแต่อ่อนโยนยามเป็นคุณครูของเด็กๆ นั้นหายวับเหลือแต่ความขุ่นเคืองในแววตา

“แล้วจะหอบหิ้วกระเป๋าไปด้วยทำไมตั้งสองสามใบให้มันลำบาก ฝากผมไว้ก็ได้ รับรองว่าผมไม่ยุ่งกับของคุณหรอก” ราเชนเอ่ยท้วงเมื่อเห็นหญิงสามมีกระเป๋าถึงสามใบด้วยกัน

ใบแรกคือกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่หญิงสาวลากไปลากมาในมือนั่น อีกใบเป็นกระเป๋าสะพายที่คล้องไหล่กลมมนด้านขวาของเธอ ส่วนอีกใบเป็นกระเป๋าสายยาวๆ ทรงสี่เหลี่ยมที่หญิงสาวคล้องไหล่เอาไว้อีกด้าน ซึ่งเขามองผ่านๆ เห็นว่ามันมีซิปอยู่หลายช่องทีเดียว

สราวลีนึกตามที่เขาพูดก็เห็นจะจริงว่าเธอคงลำบากแน่ถ้าจะหอบหิ้วเข้าห้องน้ำไปทั้งหมดนี่ จึงนิ่งคิดไปชั่วครู่ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตัดสินใจอะไร กระเป๋าเดินทางก็ถูกเขาแย่งไปถือเอาไว้เสียก่อน แล้วเขาก็ยังทำท่าจะดึงกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมของเธอไปอีกด้วย

“ไม่!” หญิงสาวร้องเสียงหลงพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบ

“แล้วคุณจะแบกไปทำไมตั้งสองใบล่ะ” เขายังไม่ยอมทำท่าจะเข้ามาแย่งไปอีก

“ช่างฉันเถอะค่ะ”

สราวลีกอดกระเป๋าใบนั้นของตัวเองไว้แน่น ก่อนจะเดินแกมวิ่งหลบไปทางห้องน้ำอย่างรวดเร็วเพราะกลัวเขาจะมาแย่งไปอีก กลายเป็นเรื่องสุดวิสัยที่ทำให้เธอต้องฝากกระเป๋าเดินทางเอาไว้กับเขาทั้งที่ไม่เต็มใจเลยสักนิด



สราวลีหายไปเข้าห้องน้ำนานเสียจนราเชนเริ่มนั่งไม่ติด และเพราะความเป็นห่วงทำให้เขาต้องลากกระเป๋าเดินทางของเธอไปที่หน้าห้องน้ำ เมื่อสราวลีเดินออกจากห้องน้ำมาพบกับร่างสูงเข้าก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อย

“คุณมาทำอะไรตรงนี้คะ?”

“ก็มาดูคุณน่ะสิ เข้าห้องน้ำนานขนาดนี้ผมก็นึกว่าเป็นลมเป็นแล้งคาโถส้วมไปแล้วเสียอีก” สายตาเขาออกจะตำหนิไม่น้อยเมื่อเอ่ยกับเธอเสียงดุ

“ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่คะ”

“ก็ลองเป็นสิ ผมจะทิ้งไว้ที่นี่ให้ดู เรื่องอะไรมาให้เราเฝ้ากระเป๋าเก้อ” ปากเขาก็พูดอย่างนั้น แต่ในใจก็แอบโล่งอกไม่น้อยที่พบว่าหญิงสาวยังปกติดีอยู่

“ถ้าอย่างนั้นก็เอากระเป๋าฉันคืนมาค่ะ” หญิงสาวทำท่าจะดึงกระเป๋าเดินทางของตัวเองคืนมา แต่เขากลับไม่ยอมคืนให้

“เรื่องอะไร ยกให้ผมถือแล้วก็แล้วกันสิ”

สราวลีถึงกับต้องยกมือขึ้นกุมขมับ เตือนความจำของตัวเองเสียหน่อยว่าเธอยกให้เขาถือตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็เพียงแค่ฝากไว้เท่านั้นไม่ใช่หรือ แต่พอจะเอาคืนเขากลับไม่ยอมให้เสียอย่างนั้น

“นี่ตกลงว่าคุณไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็กลับกันเถอะ ป่านนี้ผมว่าฝนคงซาแล้วละมั้ง”

“คะ?” สราวลีชักไม่แน่ใจเมื่อจู่ๆ เขาก็ชวนกลับบ้าน

“งงอะไร กลับบ้าน ไม่ต้องงง...ตามมา” ว่าแล้วเขาก็ลากกระเป๋าเดินทางของเธอนำออกไปก่อน

ความจริงแล้วราเชนอยากจะหันกลับไปจูงมือน้อยๆ คู่นั้นใจแทบขาด แต่ทว่าเวลานี้จะให้ทำตามใจตัวเองเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าของมือคู่นั้นไม่ได้เต็มใจให้เขาจับจูงเลยสักนิด

“เดี๋ยวๆ คุณ ฉันไม่ได้จะกลับกับคุณนะคะ” สราวลีวิ่งมาดักหน้าเขาเอาไว้

“แล้วคุณจะกลับยังไง แท็กซี่น่ะหรือ ดึกป่านนี้แล้วผมว่าไม่น่าไว้ใจนะ”

“จะน่าไว้ใจหรือไม่น่าใจไว้ ฉันเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินค่ะ ไม่ใช่คุณ” หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

สราวลีทราบดีว่าการนั่งแท็กซี่เพียงลำพังตอนกลางคืนนั้นอาจจะไม่ปลอดภัย แต่ก็ใช่ว่าแท็กซี่จะเป็นคนร้ายเหมือนกันทุกคัน คนที่ตั้งใจทำมาหากินก็มีอยู่มาก และเธอก็ไม่คิดว่าตัวเองจะโชคร้ายถึงขนาดที่ต้องหนีเสือปะจระเข้กระมัง

“ตามใจคุณ ดีเหมือนกันผมก็จะได้กลับบ้านนอนสบายๆ ไม่ต้องลำบากไปส่งใครด้วย และนี่กระเป๋าคุณ หวังว่าคุณจะกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพนะ”

ราเชนไม่ทู่ซี้ เขาคืนกระเป๋าให้เธออย่างง่ายดาย นั่นทำให้สราวลีแปลกใจอยู่ไม่น้อยเพราะก่อนหน้านี้เขาพยายามเหลือเกินที่จะไปส่งเธอให้ได้ ซึ่งหญิงสาวไม่ทราบจุดประสงค์ของเขาว่าหวังดีหรือร้ายกันแน่ แต่ในเมื่อเขายอมเลิกราไปโดยง่ายเธอก็น่าจะพอใจแล้ว

สราวลีไม่ได้หันกลับมามองเขาอีกเลยเมื่อลากกระเป๋าเดินทางของตัวเองมุ่งหน้าออกไปหารถแท็กซี่ตามที่เธอต้องการ หัวใจที่หนักอึ้งของเธอรู้สึกถึงแรงบีบรัดเล็กๆ จนต้องผ่อนลมหายใจออกมาหนักๆ เพื่อหวังว่ามันจะดีขึ้น หากแต่เมื่อไม่ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของมัน อาการนั้นจึงยังไม่ทุเลาลงแต่กลับรุนแรงขึ้นเสียจนรู้สึกเจ็บลึกๆ ในอก

ชั่วแวบหนึ่งสราวลีคิดจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา แต่ก็เพียงแค่ชั่วแวบเดียวเท่านั้นความคิดที่ว่านี้ก็หายไป เมื่อเธอเฝ้าเตือนตัวเองว่าอย่าไปเสียน้ำตาให้กับคนเลวๆ พรรค์นั้นอีกเลย เพราะเขาจะไม่สามารถกลับเข้ามาสร้างตราบาปให้กับชีวิตของเธอได้อีกเป็นครั้งที่สอง ช่วงเวลาที่เลวร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว และไม่มีวันที่มันจะหวนกลับมาทำร้ายเธอได้อีก



ฝนหยุดตกแล้วเมื่อรถแท็กซี่มาหยุดลงที่หน้าบ้านไม้สองชั้นกลางเก่ากลางใหม่ซึ่งอยู่ไม่ลึกนักจากปากซอย ก่อนที่มันจะแล่นฉิวจากไปเมื่อสราวลีลงมายืนอยู่หน้าประตูรั้วเรียบร้อยแล้ว

“อดีตก็คืออดีตนะไม้หอม เธออย่ายอมให้มันกลับมาทำร้ายเธอได้อีกนะ” หญิงสาวเตือนตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึก จนเมื่อปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นแล้วจึงยกมือขึ้นกดออดที่หน้าประตูสองสามครั้ง

ลภัสรดายิ้มร่าออกมาเปิดประตูรั้วให้พร้อมกับช่วยยกกระเป๋าเข้าบ้าน ปากก็ถามหาของฝากไปด้วย เสียงหัวเราะของสองสาวดังขึ้นแว่วๆ ก่อนจะค่อยๆ เงียบลงเหลือทิ้งไว้แต่เพียงความว่างเปล่าให้บุคคลที่เฝ้ามองอยู่ภายในรถยนต์สีดำสนิทซึ่งจอดแอบอยู่ไม่ไกลนั้นต้องวนรถกลับออกไปทางเดิม

รอยยิ้มเล็กๆ แต้มอยู่ที่มุมปากของราเชน แววตาคมนั้นพราวระยับทีเดียวเมื่อบอกกับตัวเองว่าเห็นทีเขาจะต้องมาขับรถเล่นแถวนี้บ่อยๆ เสียแล้ว


.............................................
ทักทายจากตอนที่แล้วค่ะ

คุณปอรินทร์ขา แหม...เรียกซะ

คุณlovemuayขา นางเอกก็ความจำดีไม่แพ้กันค้า หุหุ

คุณหมวยจ้าขา เอิ๊กกกกก รู้สึกผิดขึ้นมาทันที5555

คุณเด็กหญิงม่อนขา รุกค่ะ อิอิ

คุณsupayalakขา ร้องเพลงมาเลยนะคะ555

คุณอริสาขา ชัวร์ค่ะแม่หมอฟันธงทิ้ง

คุณคิมหันตุ์ขา นางเอกก็จำแม่นเหมือนกันนะคะ555

คุณpseudolifeขา ต้องรอลุ้นค่ะ อิอิ

คุณmhengihyขา อิอิ ค่ะมันตรึงใจ

คุณnasaขา รุกแล้วค้า

คุณจิรารัตน์ขา ยังน้อยอยู่(มั้ง)ค้าพี่เจี๊ยบ อิอิ ดีใจที่แวะมานะคะ

คุณZephyrขา ต่ายเอาไปแปะไว้สามเว็บค่ะ ซึ่งนานมาแล้วเพิ่งฟื้นคืนชีพ555

คุณหมูอ้วนขา ขอบคุณค้า คิดถึงน้าคุณหมูอ้วน อิอิ

คุณน้ำค้างขา ว้ายๆๆ อย่าเพิ่งลืมกันสิค้า

คุณnunoiขา กินแปะก๋วยเยอะ อิอิ

คุณAsianขา ขอบคุณที่แวะมาช่วยลุ้นค่ะ

คุณpanonขา ดีใจที่แวะมาเหมือนกันค่ะ



ญาณนันต์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 16 ม.ค. 2556, 10:58:04 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 16 ม.ค. 2556, 11:11:37 น.

จำนวนการเข้าชม : 2563





<< บทที่ 1 ในห้วงคำนึง   บทที่ 3 Love me love my dog >>
nako 16 ม.ค. 2556, 11:05:06 น.
รอลุ้นตอนต่อไปจ้า


Asian 16 ม.ค. 2556, 11:32:56 น.
ตอนนี้น่ารักมากเลยค่ะ ชอบพระเอกกับนางเอกมาก
รีบเชียร์ให้เขียนเสร็จไว ๆ ค่ะ อยากได้เปนเล่มแล้ว


pattisa 16 ม.ค. 2556, 12:12:13 น.
เเหม เจ้าเล่ห์จริงๆนายเชน


panon 16 ม.ค. 2556, 12:49:35 น.
น่ารักอ่ะน่ารักมากกกกกกกกกกกกกทั้งพระเอกนางเอกและไรท์เตอร์..........


หมูอ้วน 16 ม.ค. 2556, 15:08:12 น.
หนูไม้หอม หนีไม่พ้นแย้ววว หุหุ


supayalak 16 ม.ค. 2556, 15:44:24 น.
แหมมมม ไม้หอมก็่น่าจะมีใจให้คุณเชนบ้างหรอกน่า ไม่งั้นจะร้องให้ทำไมหล่ะ คนเราหากเกลียดขี้หน้ากันจริงๆ คงไม่อดทนเสวนาได้นานหรอกเนอะ ใช้ม้า


nunoi 16 ม.ค. 2556, 16:26:10 น.
เอาหล่ะไม้หอม หนีไปไหนไม่รอดแน่ๆ


imsoul 16 ม.ค. 2556, 16:43:21 น.
อยากเป็นนางเอก เพราะพระเอกน่ารักจิง


lovemuay 16 ม.ค. 2556, 19:23:44 น.
ต่อจากนี้บ้านนี้คงมีแขกแวะมาบ่อยๆแน่เลย อิอิ


เด็กหญิงม่อน 16 ม.ค. 2556, 20:57:39 น.
สังสัยจังว่าพระเอกจะรู้ไหมนะว่านางเอกแกล้งจำไม่ได้


หมวยจ้า 16 ม.ค. 2556, 21:20:53 น.
รอค่ะ อย่าหายไปอีกนะ


เคสิยาห์ 16 ม.ค. 2556, 23:42:47 น.


pseudolife 16 ม.ค. 2556, 23:57:33 น.
สู้ๆ นะคุณเชน ขอให้ชนะใจหนูไม้หอม


wane 17 ม.ค. 2556, 01:57:18 น.
มาลงชื่อติดตามตอนต่อไปค๊าาา


getup 17 ม.ค. 2556, 07:46:14 น.
รอติดตามอยู่นะคะ


จิรารัตน์ 18 ม.ค. 2556, 13:20:18 น.


goldensun 18 ม.ค. 2556, 13:22:25 น.
รู้ชื่อ รู้บ้านแล้ว เหลือแต่จะเอาชนะใจไม้หอมยังไง เพราะเริ่มก็พลาดไปแล้ว
เพราะอะไรก็ไม่รู้


lookpud 18 ม.ค. 2556, 21:55:38 น.
รออ่านตอนต่อไป


น้ำค้าง 19 ม.ค. 2556, 14:36:40 น.
มาแว้วๆๆตามมาอ่านจ้า


Zephyr 26 ม.ค. 2556, 15:10:32 น.
พี่เชนมาเนียนๆก็ไม่ได้ เล่นจู่โจมแบบนี้ ไก่ตื่นหมด เฮ้อออออ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account