ป่าหนาวไม่หนาวรัก
ความรักช่างเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ได้สบตากันครั้งแรก
นายหัวหนุ่มแห่งป่าหนาวพยายามบอกหัวใจตัวเองมาตลอดเวลาทุกครั้งที่ได้เจอหน้าเธอว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรักใครได้อีกแล้วเพราะทั้งหัวใจตอนนี้มีเพียงแค่ปรายฟ้าคนเดียวเท่านั้นถึงแม้แฟนสาวได้จากเขาไปแล้ว หมอเคียวเพียงได้สบตานายหัวหนุ่มราวกับมีประกายไฟแล่นเข้าสู่ร่างกายเธอทันที ความรักทำให้เธอเข้าไปพัวพันกับการตายของปรายฟ้า และเหตุการณ์ครั้งนั้นนั่นเองผูกความสัมพันธ์ของเขากับเธอให้แน่นยิ่งกว่าเดิม เธอจะทำอย่างไรเมื่อเจอกับปัญหาใหญ่หลวง และเขาจะทำอย่างไรเลือกความรักครั้งเก่า หรือเลือกหัวใจตัวเอง
Tags: รักหวานแหวว แววตาซึ้ง ๆ

ตอน: ความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร

บทที่ 4 ความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร

เสียงคลื่นที่ซัดสาดฝั่งเข้ามาปลุกให้ขวัญพรรษลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เช้าแล้วหรือนี่...หญิงสาวลุกไปอาบน้ำก่อนจะทำภาระกิจรายวันเสร็จเรียบร้อยวันนี้เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแมง กางเกงทหารสีเขียวเข้มขายาว เสื้อกล้าที่ดำด้านในแล้วทับด้วยเสื้อนอกเป็นเสื้อทหารเหมือนกันแต่ตัวเล็กกว่า ทำให้ร่างบอบบางนั้นน่ารักขึ้นอีกเท่าตัว คนอะไรแต่งแบบนี้น่ารักเสียจริง จะมีใครชมนอกจากชมตัวเองกันเล่า ขวัญพรรษยิ้มกับกระจกแล้วปิดประตูห้องพักก่อนจะเดินไปยังห้องแลปก่อนเป็นอันดับแรก แล้วก็ยิ้มเมื่อเจอคนที่เธออยากเจออยู่พอดี เพื่อนร่วมงานอีกคน
“สวัสดีค่ะ เคียวค่ะ คุณบุษหรือเปล่าคะ”
คำทักทายของหญิงสาวดูเหมือนจะเป็นหมันเมื่ออีกฝ่ายเงียบทำราวกับไม่ได้ยินเสียงทักทายของเธอย่างงั้นแหล่ะ ขวัญพรรษอึ้งไปพักนึงก่อนจะเบะปากด้วยความเคยชินไม่พูดก็ไม่ต้องพูด
“เราจะคุยกันเรื่องงานอย่างเดียวเรื่องอื่นฉันไม่อยากรู้ เพราะไม่ชอบสอดรู้เรื่องของคนอื่นเท่าไหร่นัก”
ขวัญพรรษอึ้งเมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดจบ อ้าว..อ้าว..นี่ว่าเธอชอบสอใส่เกือกเรื่องของคนอื่นงั้นหรือ แหมแค่อยากทำความรู้จักแค่นั้นเอง หญิงสาวมองดูอีกคนที่กำลังยุ่งกับน้ำยาอะไรตรงหน้าเขย่าไปเขย่ามาอย่างไม่สนใจเธออีก
“น้ำทะเลที่แพมุกถือว่าดีมากเลยนะคะ”
เป็นการชวนคุยเรื่องงานรอบที่สองแล้วกันเมื่อไม่อยากทักทายกันก็คุยเรื่องงานก็ได้นะ คงจะคุยกันรู้เรื่องสักเรื่องนึกแหล่ะ
“ถ้าน้ำไม่ดี ป่าเขาคงไม่เลี้ยงหอยมุกหรอก ไม่น่าถามอะไรไร้สาระเลย”
อ้าว...ใยคนนี้อยากมีเรื่องเสียแล้ว ถามดี ๆ มาว่าเราถามโง่ ๆ หนอยแค่อยากมีสัมพันธภาพที่ดีหรอกย่ะ แต่ถ้าหล่อนไม่ต้องการฉันไม่คุยก็ได้
“โดยปกติแล้วคุณก็ไม่มีหน้าที่เข้าแลปอยู่แล้วนี่คะ ถ้าคุณสงสัยเรื่องน้ำ เรื่องอาหารของหอยมุก คุณก็เก็บตัวอย่างแล้วเอามาให้ฉันก็ได้มันเป็นหน้าที่ของฉันที่จะวิเคราะห์มันอยู่แล้ว ส่วนคุณโน่น ฟาร์มนกโน่นฉันว่ามันเหมาะกับคุณดีกว่ามั้ง”
เป็นการไล่ที่ดูดีมากเลยทีเดียว แต่สิ่งที่เธออยากรู้มันทำให้หญิงสาวต้องทนอยู่คุยกับคนที่มารยาทติดลบแบบนี้
“ฉันจะถามเรื่องผลแลปของน้องแก้วตาค่ะ”
“ฉันมีหน้าที่รายงานป่าคนเดียว แล้วฉันก็รายงานเรียบร้อยแล้ว ไม่คิดว่าเธอจะมาเป็นเจ้านายคนใหม่ที่ฉันต้องรายงานด้วยอีกคน”
โอ้ย...ให้มันได้อย่างนี้สิ รู้แล้วว่าทำไมสองคนนี้ถึงทำงานด้วยกันได้ เพราะนิสัยเหมือนกันนี่เอง
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ เพียงแต่ฉันคิดว่า ฉันเป็นเจ้าของเคสน้องแก้วตาฉันน่าจะมีสิทธิ์รับรู้ถึงผลการตรวจของคนไข้ของฉัน แต่ถ้าคุณรายงานนายหัวแล้วก็โอเค แต่ครั้งหน้าให้รายงานฉันโดยตรงจะดีกว่านะคะคุณบุษ”
น้ำเสียงราบเรียบแต่ใคร ๆ ก็ฟังออกว่ามันแฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างมาก แต่เจ้าตัวต้องเก็บเอาไว้ ขวัญพรรษเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างฉุนเฉียวหนอยคิดว่าอยากอยู่หรือไง แค่เริ่มงงานวันแรกเธอก็คิดว่ามีคนรักเธอเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว รักมากจริง ๆ ด้วย (ประชด) เธอไปทำอะไรให้นะ โอ๊ย...ปวดหัว ไปหาน้องนกมาคอว์ตัวน้อยของเธอดีกว่า จริงซิอยู่กับพวกนี้น่ารักจะตายไป ดีกว่าจะไปอยู่กับแม่มดแบบบุษราลัลน์เยอะ ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินเข้าไปในสวนสัตว์ทันที ถึงแม้มันจะดูเล็ก ๆ แต่พอเข้าไปข้างในแล้วมันก็ใหญ่เอาการทีเดียว
“ไงแก้วตา วันนี้ดูดีขึ้นแล้วนี่”
คุณหมอคนสวยทักทายคนไข้รายแรกของตัวเองในป่าหนาวทันที พร้อมกับยกมือขึ้นลูบขนบันหลังมันเบา ๆ น้องแก้วตาพยักหัวไปมาอย่างน่ารักราวกับตอบรับสัมผัสของเธออย่างจริงใจ
“น่ารักจริง ๆ ไม่คิดเลยว่านายหัวของแก้วตาจะรักแก้วตากับเพื่อน ๆ มากขนาดนี้ หน้าตาไม่ให้เลยเน๊อะ”
คราวนี้เป็นเสียงกระซิบเบา ๆ ระหว่างคุณหมอคนสวยกับคนไข้ตัวแรก
แก๊วก แก๊วก เสียงแก้วตาตอบรับเสียงดัง ตอบรับหรือว่าเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เข้าข้างตัวเองไว้ก่อนแล้วกัน น้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่ขวัญพรรษคุยกับนกแก้วมอคอว์ทั้งหลายที่ได้ยินเสียงหญิงสาวร้องทัก พวกมันก็ร้องทักไม่น้อยหน้าเหมือนกันยังคงดังต่อเนื่องจนไม้กับลุงเข้มที่ทำความสะอาดกรงนั้นอมยิ้มไปตาม ๆ กันเมื่อได้ยินเสียพี่เคียวอย่างนั้นพี่เคียวอย่างนี้
“ลุงคะ อ้าวไม้อยู่ด้วยหรือ เมื่อกี้เคียวไม่เห็น บ้านน้องนกสีน้ำเงินตัวนี้เริ่มสกปรกแล้วนะคะ เอ....น้องตัวนี้ยังไม่มีชื่อ เดี๋ยวพี่เคียวคิดชื่อให้ก่อนน้า อ๋อ...ชื่อโชคลาภหน่อยแล้วกันนะ น้องนำเงิน ลุงเข้มตัวนื้ชื่อนำเงินนะคะ ส่วนตัวนี้สีเหลืองอมทอง ชื่อ นำทอง ดีกว่า โอเคป่ะน้อง ๆ(ไม่ได้ยินเสียงตอบอะไรนอกจากเสียงร้อง กว๊าก กว๊าก ของน้อง ๆ ทั้งหลาย) แล้วเดี๋ยวพ่นยาฆ่าเชื้อก่อนกลับแล้วกันนะคะ”
“ครับหมอเคียว”
ไม้ตอบรับเสียงดังก่อนจะหันไปแนะนำลุงเข้มให้คุณหมอรู้จักอีกคน
“หมอเคียวครับ นี่ลุงเข้มครับ คนดูแลทำความสะอาดฟาร์มนกอีกคนครับ”
“สวัสดีค่ะ ลงเข้ม เรียกเคียวเฉย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องเรียกหมอเคียวอย่างไม้หรอกค่ะ”
ลุงเข้มรีบรับไหว้หญิงสาวอย่างตกใจเพราะน้อยคนที่จะไหว้เขาแบบนี้ น่ารักจริง ๆ เลยคุณหมอคนนี้
“ลุงเข้ม เคียวขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยค่ะ”
หญิงสาวถามลุงเข้มด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเจ้าของฟาร์มมุกแห่งนี้จึงเลี้ยงนกแก้วมาคอว์ไว้อย่างมากมายเหลือเกิน
“ทำไมถึงมีแต่น้องนกแก้วมาคอว์ทั้งนั้นเลยคะ”
“อ๋อนายหัวเขารักของเขามากครับ เลี้ยงมาหลายปีแล้ว บางตัวราคาเป็นหมื่น เป็นแสนก็มีนะครับ นายหัวซื้อมาให้คุณปรายฟ้า”
แล้วลุงเข้มก็หยุดชะงักไปเมื่อคิดว่าเล่าเรื่องที่ไม่ควรพูดให้บุคลลนอกได้ฟังอีกแล้ว
“อ้าวแล้วครอบครัวนายหัวของลุงเข้มไปไหนหมดแล้วละคะ เห็นมีแต่นายหัวป่าคนเดียว”
คำถามนั้นทำเอาลุงเข้าเงียบไปชั่วครู่ จนขวัญพรรษต้องหันมามองหน้าลุงเข้มที่กำลังคิดว่าจะเล่าดีไม่เล่าดี ถ้านายหัวรู้มีหวังเขาโดนสวดยับแน่เพราะนายหัวสั่งไม่ให้ใครเล่าเรื่องของเขาที่เกิดขึ้นในฟาร์มป่าหนาวให้คนอื่นฟัง แต่นี่ไม่ใช่คนอื่นที่หว่าคนกันเองชัด ๆ
“แม่นายอยู่ในเมืองครับ นาน ๆ จะมานี่ที”
“มีแม่คนเดียวหรือ แล้วเมียหล่ะ คุณปรายฟ้าคนรักเขาอยู่ไหนคะ ไม่เห็นแนะนำเคียวให้รู้จักบ้างเลย”
แปลกความรู้สึกแรกที่ได้ยินว่าเขามีคนรักแล้ว หัวใจที่เต้น ๆ ของเธอกลับเต้นแรงกว่าปกติ คราวนี้ความแรงที่มันเต้นนั้นทำให้เธอปวดแปลบ ๆ ทั้งหัวใจ
“เอ่อ..คุณปรายฟ้าเสียไปแล้ว คุณหมอเคียวอย่าพูดเรื่องนี้ให้นายหัวได้ยินนะครับ นายหัวจะโกรธมาก สั่งไม่ให้คนงานพูดถึงเรื่องของคุณฟ้าอีกเลยครับ”
หญิงสาวครางออกมาอย่างแปลกใจ ตายแล้วหรือ นายหัวคงรักคุณปรายฟ้าคนนี้มากหล่ะซิถึงได้เก็บทุกอย่างเอาไว้อย่างดี มิน่าหล่ะถึงได้มีอาการเอาเป็นเอาตายถ้าเธอรักษาน้องแก้วตาไม่ดีเพราะว่ามันเป็นของรักของแฟนเก่านี่เอง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เมื่อรู้สึกว่าจะหายใจไม่ออกเสียอย่างนั้น เมื่อได้ยินเรื่องที่ลุงเข้มเล่าเมื่อสักครู่ เป็นเอามากแล้วเคียวเอ๊ย...พอหยุด ๆ อย่าคิด หญิงสาวหยุดคิดทันทีเมื่อเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเดินชมส่วนมากจะเป็นเด็ก ๆ แล้วก็พ่อแม่ที่พาลูกน้อยเข้ามาชมเล่น
“โห พ่อคับ ดูนกตัวสีน้ำเงินนั่นสิครับ สวยจัง ท้องป่อง ๆ ด้วยคงกินอิ่มแน่ ๆ แลย”
ขวัยพรรษอมยิ้มกับคำชี้ชวนของเด็กน้อยที่ให้มารดาดูตามตัวเอง หญิงสาวเริ่มปฏิบัติงานตัวเองอย่างเคร่งเครียดเมื่อเดินไปถึงส่วนของน้องนกมาคอว์สีน้ำเงิน หรือน้องนำเงินของเธอ
“แหมน้องนำเงินท้องป่องจริงป่ะ ไหนขอพี่เคียวดูหน่อย ว่าป่องเพราะกินข้าวอิ่มหรือว่าโดนใครทำท้องแล้วไม่รับผิดชอบ”
แต่เสียงนกมาคอว์สีขาวอีกตัวที่อยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหนกลับร้องเสียงดังราวกับกำลังบอกว่ามันเองเป็นพ่อ และกำลังรับผิดชอบอยู่ด้วย
“อ๋อ...อยู่นี่นี่เอง ดีมากรับผิดชอบดี ดูแลน้องนำเงินดี ๆ นะ เดี๋ยวลูกออกมาพี่เคียวจะตั้งชื่อให้แล้วกัน”
เสียงของหญิงสาวทำให้คนที่ยืนดูอยู่ด้านหลังขมวดคิ้วเมื่อมองหาแล้วไม่เห็นจะมีคนอยู่ข้างเธอเลยนอกจากนกมาคอว์สองตัวที่กำลังเกาะกิ่งไว้โยกหัวไปมา นี่อย่าบอกนะว่าคุยกับนก เฮ่อ..เขารับคนบ้าหรือคนดีมาทำงานกันเนี่ย
“คุณ...คุณ..ไม่มีคนคุยด้วยถึงต้องคุยกับนกแก้วเลยหรือ ผมรับคนบ้าหรือคนดีทำงานกันแน่ฮ๊ะ”
สิ้นเสียงเข้ม ๆ ของชายหนุ่มหญิงสาวก็ลุกขึ้นยืนอย่างตกใจ ตอนแรกคิดว่าเป็นลุงเข้มกับไม้เสียอีก ขวัญพรรษค่อย ๆ หันมามองหน้านายหัวหนุ่มช้า ๆ เพราะไม่อยากให้เขาจับได้ว่าเธอกำลังโกรธเรื่องที่ได้ยินมาเมื่อสักครู่ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเธอไม่มีสิทธิ์จะโกรธด้วยซ้ำไป
“มีอะไรหรือเปล่าคะนายหัว เพราะฉันกำลังตรวจน้องนกของฉันอยู่”
“อ้อ นี่นับญาติกันแล้วหรือ พ่อกับแม่คุณนี่มีลูกหลายตัวเน๊อะ ไหนบอกว่าเป็นลูกคนเดียวไง”
ขวัญพรรษเม้มปากแน่นกับคำพูดของเขา มีใครมาบังคับให้เขามาพูดกับเธอหรือเปล่านี่
“ไม่ต้องมาดีใจแทนพ่อแม่ฉันหรอกค่ะ ที่มีลูกหลายตัว เพราะแต่ละตัวน่ารักนิสัยดี ไม่เหมือนคนบางคน”
“คุณว่าใคร”
“เปล๊า”
ขวัญพรรษตอบเสียงสูงเมื่อได้ยินน้ำเสียงขุ่นเข้มหาเรื่องของอีกฝ่าย
“แล้วนายหัวมีอะไรหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวถามเป็นการเป็นงานขึ้นมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มลมออกหูเพราะคำพูดของเธอ
“ไปบ่อมุกกัน ผมจะพาคุณไปตรวจน้ำด้านในโรงเรือนสักหน่อย ผมว่ามุกตรงนั้นมันโตช้า ช่วยไปดูให้หน่อยมันอาจต้องพึ่งคุณบ้าง แต่ยังไงเสียห้ามทิ้งหน้าที่ดูแลพวกนกพวกนี้หล่ะมันเป็นสิ่งเดียวที่ผมรัก”
ประโยคสุดท้ายที่นายหัวหนุ่มเอ่ยออกมานั้นฟังดูช่างอ่อนโยนยิ่งนักในความรู้สึกของขวัญพรรษ แล้วทำไมเธอต้องรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ กับคำพูดแบบนั้นของเขาด้วย ในเมื่อเขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอสักหน่อย มีแต่เธอนี่แหล่ะที่คิดกับเขาไปฝ่ายเดียว สงสัยต้องอยู่ห่าง ๆ คุยแต่เรื่องงานกันก็พอมั้ง ตัดแฟแต่ต้นลงก่อนที่จะหลงคิดไปมากกว่านี้ เพราะเขาก็ยังไม่ลืมรักเก่าของเขาเลยกลับจำได้ติดหัวใจและรักษาทุกอย่างที่เป็นของผู้หญิงคนนั้นไว้ เคียว..นี่เธออิจฉากับความรักของนายหัวกับคุณปรายฟ้าหรือความคิดทุกอย่างสะดุดเมื่อได้ยินเสียงนายหัวหนุ่มดังขึ้น
“นี่คุณเดี๋ยวรอคุณบุษด้วยเขาจะไปด้วย”
พนาพรรษตะโกนเรียกอีกฝ่ายที่เดินไม่รอเขาตรงดิ่งไปยังสะพานเชื่อมไปยังบ่อมุกด้านหน้า แต่พอได้ยินเสียงเรียกของเจ้านายเท่านั้นขวัญพรรษถึงกับหยุดชะงักแล้วหันมามองคนเป็นเจ้านายทันทีด้วยความสงสัย ในเมื่อมีคุณบุษไปแล้วจะเรียกเธอไปอีกทำไม ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามให้หายข้องใจเสียก่อนร่างบอบบางสวยของบุษราลัลน์หรือคุณบุษก็เดินมาหยุดข้างกายของเจ้านายเธอพอดี
“บุษมาแล้วค่ะ ป่ารอนานมั้ยคะ บุษเพิ่งตรวจวิเคราะห์น้ำของบ่อมุกด้านเหนือเมื่อสักครู่ค่ะ คงประมาณสักสองหรือสามวันน่าจะทราบว่ามันเป็นเพราะอะไรมุกด้านเหนือถึงโตได้ไม่มากเท่าที่ควร ทั้งที่น้ำขึ้นลงทั้งสองเวลาอยู่แล้วอีกอย่างตรงนั้นแพลงตอนก็เยอะอาหารก็มีพอ”
คำอธิบายของบุษราลัลน์ทำให้พนาพรรษพยักหน้าอย่างพึงพอใจ และภูมิใจกับการรายงานความคืบหน้าของอีกฝ่ายที่เขาได้มอบหมายให้ทำเป็นอย่างดี
“ดีครับ งั้นเราไปกันเถอะ คุณเดินไปสิ”
ขวัญพรรษเดินนำหน้าไปทันทีเมื่อเห็นว่าสองคนนั้นคงอยากคุยกันมากกว่าดูซิเดินแทบจะติดกันขนาดนั้น แล้วเธอเป็นอะไรไปนี่ ไปสนใจทำไมกับผู้ชายเย็นชา ปากเสียคนนั้นกัน เขาจะรักกันมันก็เรื่องของเขา แต่คำว่ารักกันคำนั้นมันทำให้หัวใจของเธอคัน ๆ เจ็บ ๆ อย่างไรไม่รู้ หญิงสาวหยุดเดินทันทีเมื่อถึงบ่อมุกถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองหลายครั้งแล้วว่าทางเดินเล็ก ๆ นั้นมันแข็งแรงพอ และมันเดินได้ แต่มันก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับคนเดินเช่นเธอเลย
บุษราลัลน์เดินนำหญิงสาวไปด้วยความมั่นใจเพราะเธอชินกับทางเดินแบบนี้มานานแล้ว พนาพรรษมองหญิงสาวที่ยืนหน้าซีดตรงหน้าก่อนจะพยักหน้าให้คุณบุษเดินนำไปก่อน
“คุณบุษเดินไปก่อนเลยนะครับ เดี๋ยวผมเดินตามเข้าไป”
บุษราลัลน์พยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปก่อน
“อ้าว...แม่คุณจะยืนอยู่ตรงนี้อีกนานมั้ย ผมจะได้เดินเข้าไปก่อน”
มือแข็งแรงยื่นเข้ามาให้หญิงสาวจับก่อนประโยคที่เถื่อนที่สุดในความคิดของขวัญพรรษจะตามมา เฮ้อ....จะทำอะไรได้ในเมื่อจุดอ่อนของเธอคือว่ายน้ำไม่เป็น หญิงสาวยื่นมือของตัวเองเข้ากับมือหนานุ่มของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว พนาพรรษกระชับมือบอบบางของหญิงสาวไว้ในอุ้งมือทันที แล้วพากันเดินไปตามทางเดินแคบ ๆ เพื่อไปบ่อมุกอีกบ่อซึ่งมือปัญหาอยู่ขณะนี้ บุษราลัลน์กำมือแน่นขึ้น ปากบางขบกันเพื่อปิดกั้นเสียงกรีดร้องที่ต้องดังออกมาหากเธอไม่ทำอย่างนั้น มือที่กำไว้สั่นไหวด้วยอารมณ์หลากหลายที่มี เธอคิดว่าหมดเสี้ยนหนามแล้วนะ แค่นังฟ้าคนเดียวก็พอแล้ว เสียงถอนหายใจออกมาอย่างยาวผ่อนความโกรธที่มีอยู่ภายในใบหน้าหวานหันไปยิ้มให้พนาพรรษที่เดินมาถึงที่หมายเหมือนเธอ
“ถ้าคิดจะทำงานกับฟาร์มมุกก็น่าจะเดินได้แล้ว คุณป่าคงไม่ว่างพาเธอเดินแบบนี้ทุกครั้งหรอกนะ และถ้าจะช่วยอย่าช่วยเป็นตัวถ่วงของคนอื่น ถ้าเดินไม่ได้ก็ไม่ต้องเข้ามา”
ขวัญพรรษถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำติเตียนของเพื่อนร่วมงานของเธอก่อนจะพูดในใจให้ได้ยินคนเดียว หนอย...ก็ฉันว่ายน้ำไม่เป็นนี่ อีกอย่างฉันไม่ได้ให้เธอช่วยสักหน่อย คนช่วยเขายังไม่บ่นเลย
“บุษ ไม่เป็นไรหรอก อีกหน่อยเขาก็ชินเอง”
เพราะความที่คุ้นเคยกันมานานบุษราลัลน์เป็นเพื่อนของปรายฟ้าคนรักของเขานั่นเอง และเป็นคนที่ทำงานเก่งมาก ๆ คนหนึ่งรับผิดชอบงานของตัวเองได้ดี เขาต้องยอมรับอีกส่วนหนึ่งว่าถ้าไม่มีบุษราลัลน์ฟาร์มของเขาคงไม่พัฒนาเร็วไปกว่านี้
“บุษก็คิดว่าอย่างนั้นนะคะ ป่าคะเดี๋ยวเรามาดูน้ำกันเลยดีกว่าค่ะ”
ขวัญพรรษพยายามเดินตามสองคนนั้นเข้าไปอีกหน่อยเพื่อจะได้ดูให้ชัด ๆ ถึงแม้ขาเธอจะสั่น ๆ ก็เถอะ เห็นน้ำลึก ๆ แบบนี้แล้วใจหวิว ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ ร่างบางค่อย ๆ กระเถิบเข้ามาทีละนิดจนสามารถเดินเข้าไปดูสองคนที่กำลังวุ่นกับการเก็บน้ำทะเลมาวิเคราะห์อยู่ตรงหน้า หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ เมื่อเธอสามารถทำสำเร็จแล้ว
“ผมว่าน้ำมันคงมีปัญหานะครับ พวกตัวแพลงตอนมันถึงไม่ค่อยมาแถวนี้เท่าไหร่ มุกของเราจึงโตน้อยกว่ามุกด้านโน้นทั้งที่คัดมาอยู่ในบ่อมุกเจริญพันธ์เต็มที่แล้ว”
การเลี้ยงมุกนั้นต้องแยกบ่อเลี้ยงส่วนหนึ่งเป็นบ่อที่เลี้ยงให้มุกเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ เมื่อเติบโตอย่างเต็มที่แล้วจึงย้ายไปอีกบ่อหนึ่งซึ่งเป็นบ่อที่ชะลอการเจริญเติบโตของมุกเพื่อให้ได้มุกที่มีคุณภาพ สวยเงางามก่อนจะเก็บมาขาย
ขวัญพรรษมองสองคนกำลังปรึกษากันจนลืมคนที่ยืนอยู่ข้างหลังอย่างเธอ หญิงสาวมองไปที่ผิวน้ำที่กำลังไหวระยิบอยู่นั้นแล้วก็ส่ายหน้าแรงด้วยความกลัว แต่หน้าที่การงานต้องมาก่อน หญิงสาวค่อย ๆ ก้มตัวลงแล้วหย่อนแขนไปใต้น้ำจนสุด โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำแบบนั้นทำให้คนที่กำลังปรึกษากันอยู่เมื่อสักครู่หยุดคุยกันแล้วหันมามองเธอเป็นตาเดียว อีกคนนึงมองด้วยใบหน้าเยอะเย้ย เล่นอะไรเป็นเด็ก ๆ ไปได้ยัยขวัญพรรษ ในขณะที่อีกคนมองด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าหญิงสาวจะพลาดตกน้ำไปแต่จะให้บอกดี ๆ ก็ไม่ใช่คนอย่างพนาพรรษน่ะสิ
“นี่คุณเล่นอะไร คนเขากำลังทำงานกันอยู่ ผมจ้างคุณมาทำงานนะไม่ได้จ้างมาเล่นให้เสียเงินเปล่า ๆ แบบนี้ ถ้าไม่ช่วยให้มันดีขึ้นก็อยู่เฉย ๆ ได้หรือเปล่า”
ขวัญพรรษอึ้งกับคำต่อว่าของเจ้านาย นี่เขาเห็นว่าเธอไม่มีมันสมองคิดเรื่องงานเป็นบ้างหรือ แค่เธอกลัวน้ำไม่ได้หมายความว่างานของเธอจะต้องหดถอยลงไปด้วย หญิงสาวเม้มปากแน่นกลั้นความน้อยใจที่เกิดขึ้น ก่อนจะยกแขนขึ้นเหนือน้ำแล้วหันไปบอกหญิงสาวที่นั่งถัดไปจากชายหนุ่ม เรียกว่าพูดข้ามหัวพนาพรรษเลยก็ว่าได้
“ฉันคิดว่าอุณหภูมิน้ำที่ลึกลงไปมันเปลี่ยนค่ะการเลี้ยงมุกที่ดีต้องใช้ อุณหภูมิน้ำ 26-31 องศาเซลเซียส - อุณหภูมิอากาศ 25-33 องศาเซลเซียส แต่เคียวว่าน้ำมันร้อนเกินไปขนาดฉันจุ่มแขนลงไปสุดแขนมันยังร้อนอยู่เลยน่าจะเป็นแบบนี้มากกว่านะคะ ยังไงคุณบุษลองเอาเครื่องตรวจวัดดูอีกทีก็ได้ให้แน่ใจ แต่ฉันเชื่อว่ามันเป็นอย่างที่ฉันบอก”
บุษราลัลน์นำเครื่องวัดจุ่มลงไปในน้ำทะเลเท่าที่ปริมาณที่ต้องวัด จุ่มไปได้สักพักก็ยกขึ้นมา หญิงสาวหันไปพยักหน้ากับพนาพรรษว่ามันเป็นเรื่องจริง
“จริงค่ะป่า ตอนนี้ด้านนี้อุณหภูมิอากาศมันปกติแต่อุณหภูมิน้ำมันร้อนเกินไป เราต้องปรับสองอย่างนี้ให้มันสมดุลกันไม่อย่างนั้นเราต้องย้ายหอยพวกนี้ไปอีกด้านหนึ่งก่อน แล้วค่อยมาปรับสภาพน้ำใหม่ เราต้องเรียกคนงานมาช่วยกันย้ายก่อนที่มุกมันจะตายหรือเสียหายมากไปกว่านี้นะคะ”
คำบอกของบุษราลัลน์ทำให้พนาพรรษอึ้งไปเลยทีเดียว นี่เขาผิดหรือ ผิดที่ไปว่าอีกฝ่ายไม่รู้เรื่อง ไม่ทำงานแล้วยังมาเป็นตัวถ่วงเขาอีก แต่เขาจะสนใจทำไม ในเมื่อเขาเป็นเจ้านายเขามีสิทธิ์ตักเตือนลูกน้องได้อยู่แล้ว แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกผิดแบบนี้
หล่ะ แค่หน้าของหญิงสาวข้าง ๆ เขายังไม่กล้ามองตรง ๆ เลย แค่เมื่อกี้เหลือบไปมองนิดหน่อยเห็นตาแดง ๆ แก้มป่อง ๆ แบบนั้นคงโกรธเขาพอดูเลยแหล่ะ
“ขอบคุณบุษมากเลยนะ ถ้าไม่ได้บุษ ป่าก็คงงมหาปัญหาไม่เจอแน่ ๆ เลย”
บุษราลัลน์ยิ้มรับกับคำชมนั้น ถึงแม้มันจะไม่ใช่เพราะเธอก็เถอะ
“ไม่เป็นไรแค่เลี้ยงข้าวบุษที่บ้านป่าสักมื้อก็พอแล้ว”
เสียงหวาน ๆ ของบุษราลัลน์ทำให้พนาพรรษยิ้มออกมาอย่างถูกใจ เมื่อขาดปรายฟ้าไปสักคนเขากับบุษราลัลน์ก็เหมือนจะห่างกันไปสักระยะ ถึงแม้ในความเป็นจริงเขาจะทราบว่าบุษราลัลน์รู้สึกอย่างไรกับเขา แต่เขารักปรายฟ้าไปแล้วจะให้มารักเธอได้อย่างไร ปัญหานี้ปรายฟ้าก็ทราบและสงสารเพื่อนคนนี้มากนัก
“เราไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณเคียวช่วยสั่งคนงานให้ย้ายบ่อมุกบ่อนี้ไปพักไว้ทางด้านเหนือก่อนแล้วกันนะคะ โน่นลุงหวานเดินมาพอดี”
พนาพรรษหันไปตามสายตาของบุษราลัลน์ที่กำลังมองลุงหวานเดินมา แต่สายตาคมเข้มเจ้ากรรมดันไปหยุดที่หน้าหวาน ๆ ของคนที่เขาเพิ่งว่าไปเมื่อสักครู่นี้ ขวัญพรรษเมินหน้าไปทางอื่นทางที่ไม่มีหน้าของบุษราลัลน์กับพนาพรรษให้ขวางหูขวางตาเธอจึงไม่มีโอกาสได้เห็นแววตาแห่งความห่วงใจ ความสำนึกผิดของใครบางคนที่มองอยู่
“นายหัวมีอะไรหรือเปล่าครับ”
ลุงหวานถามเจ้านายของตัวเองด้วยสำเนียงใต้
“ลุงหวานย้ายมุกพวกนี้ไปบ่อด้านเหนือให้หมดนะ เพราะบ่อตรงนี้น้ำมันร้อนเดี๋ยวมุกจะตาย”
“ผมก็ว่าแล้ว จะบอกนายหัวตั้งหลายครั้งแล้วก็ลืม ผมลองจุ่มแขนลงไปน้ำมันยังร้อนอยู่เลย”
คำของลุงหวานยิ่งตอกย้ำความผิดของพนาพรรษที่ไปว่าขวัญพรรษเมื่อสักครู่นี้อย่างชัดเจน เพราะวิธีการทำเหมือนกันเลย
“อืม...ฉันฝากด้วยแล้วกัน ย้ายกันเลยนะ”
“ไปกันเถอะบุษ คุณเคียว”
ชายหนุ่มยื่นมือหนา ๆ ของตัวเองหมายจะเป็นที่พึ่งพิงเหมือนตอนขามา แต่แล้วก็มือหนาได้รูปนั้นก็ต้องหดเข้าหาลำตัวของตัวเองเมื่อขวัญพรรษค่อย ๆ เดินไปหาลุงหวานอย่างระวัง
“คุณบุษไปเถอะค่ะ เคียวจะช่วยลุงหวานย้ายเจ้ามุกพวกนี้เอง”
“แต่....”
เสียงพนาพรรษหายไปเพราะมีเสียงหวานของบุษราลัลน์เข้ามาทันที
“อื้ม...ดีเหมือนกัน จะได้เสร็จกันเร็ว ๆ ไปเถอะค่ะป่า ป่ายังติดเลี้ยงข้าวบุษหนึ่งมื้อนะคะ”
พนาพรรษจำยอมเดินไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีคนดันท้ายเขาให้เดินไปข้างหน้าอย่างบุษราลัลน์
“เฮ้อ...คู่นี้เมื่อไหร่จะลงเอยกันก็ไม่รู้ หลังจากคุณฟ้าตายนะมีแต่คุณบุษเท่านั้นที่ปลอบนายหัว ตอนนั้นนายหัวเกือบเสียคนเลยนะครับ”
ลุงหวานรำพันเบา ๆ โดยลืมไปว่าเรื่องการตายของปรายฟ้านั้นทุกคนห้ามพูดถึงเป็นอันขาด เพราะมันเป็นการตอกย้ำความเสียใจให้กับพนาพรรษเป็นอย่างมาก
“คุณฟ้าคนรักของนายหัวหรือคะ”
ลุงหวานพยักหน้าเบา ๆ แล้วตะโกนเรียกคนงานที่นั่งอยู่ตรงที่คัดกาบหอยมุกมาช่วยกันขนย้ายมุกนี้ก่อนที่จะมีความเสียหายเกิดขึ้น
“คุณเคียวอย่าเที่ยวพูดไปนะครับ เรื่องนี้ปิดตายมานานแล้ว ห้ามคนในป่าหนาวพูดถึงเป็นอันขาด เพราะนายหัวโทษว่าตัวเองเป็นคนทำให้คุณฟ้าต้องตาย ทั้งที่คุณฟ้าจมน้ำตายเองแท้ ๆ แต่ก็แปลกนะครับ คนว่ายน้ำไม่เป็นแต่กลับขี่เรือไปเกาะหนาวคนเดียวโดยไม่กลัวอะไรเลย และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่นายหัวไม่ยอมให้ใครไปที่เกาะหนาวนั้นสักคนนอกจากนายหัวคนเดียว”
“เขาจมน้ำตายหรือลุงหวาน”
“ใช่ครับ งมกันอยู่ตั้งนานกว่าจะเจอ คุณฟ้าก็ไม่อยู่แล้วครับ”
ลุงหวานบอกด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยเขายังคิดถึงวันนั้นได้อย่างแม่นยำ วันที่นายหัวป่าของเขาเสียใจที่สุดร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร และนับตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่ค่อยมีใครได้เห็นรอยยิ้มหวาน ๆ เหมือนเด็กของนายหัวป่าอีกเลย ขวัญพรรษคิดตามแล้วขมวดคิ้วเรียวยาวสวยนั้นทันทีว่ายน้ำไม่เป็นหรือ ถ้าคิดจะลงเรือน่าจะมีเสื้อชูชีพนะเพราะคนว่ายน้ำไม่เป็นเวลาลงเรือต้องกลัวเป็นธรรมดา ยิ่งเห็นทะเลกว้าง ๆ แบบนี้ด้วยแล้ว เธอยังสยองเลย
“อ้าวแล้วตำรวจเขาว่าอย่างไรคะลุงหวาน”
“อุบัติเหตุครับ ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายนอกจากการขาดอากาศหายใจในเวลาจมน้ำอย่างเดียว”
หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ กับคำพูดของลุงหวาน ก่อนจะค่อย ๆ ช่วย คนงานเคลื่อนย้ายมุกไปอีกด้านซึ่งเธอเลือกที่จะขยัยตัวน้อยที่สุด กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปค่ำพอดี หญิงสาวค่อย ๆ เดินตามเส้นทางทีละนิด ทีละนิดอย่างหวาดหวั่นเป็นที่สุด นึกถึงมืออุ่น ๆ ของใครบางคนที่คอยช่วยพยุงเธอ คอยจับเอาไว้ไม่ให้เธอกลัว แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว คงไปเสวยสุขทานอาหารค่ำกันอย่างสบายใจสินะ คนอะไร ลำเอียง ดีแต่ว่าคนอื่น ไม่เคยเห็นความดี ความจริงใจของเธอสักนิด เสียงถอนหายใจยาวที่สุดในชีวิต และมันก็เป็นการเดินทางระยะใกล้ที่นานที่สุดในชีวิตเหมือนกัน พอถึงสะพานเท่านั้นใจที่หดเหลือนิดเดียวก็ขยายขึ้นจนล้นดวง ก่อนจะเดินกลับบ้านพักของตัวเอง หญิงสาวมองเลยไปทางบ้านใหญ่ที่เปิดไฟสว่างเอาไว้ เขาคงกำลังดินเนอร์กันสองคนละมั้ง หญิงสาวคิดแค่นั้นก่อนเดินเข้าบ้านของตัวเองเดี๋ยวต้มมาม่ากินแล้วกัน ขี้เกียจเดินไปโรงอาหารที่รี
สอร์ตด้านในคนเยอะแยะไม่อยากเจอ หญิงสาวจัดการกับอาหารญี่ปุ่นแสนอร่อยเรียบร้อยแล้วจึงอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเตรียมจะเข้านอนอยู่แล้วถ้าไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้านเสียก่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เอ..ใครกันจะมาดึกป่านนี้ หรือว่าไม้ หรือว่า....ที่น้องแก้วตาเป็นอะไร ว่าแล้วขวัญพรรษก็วิ่งออกมาเปิดประตูเพราะคิดว่าเป็นถ้าเป็นไม้อาจมีเรื่องที่ฟาร์มนกให้เธอช่วย แต่เมื่อเปิดประตูออกมาสิ่งที่เห็นทำให้เธออ้าปากค้างเพียงแค่วินาทีเดียวก่อนจะทำหน้าเฉยใส่อีกฝ่าย
“มีอะไรให้รับใช้คะ มาเสียดึกป่านนี้ แต่ฉันคงช่วยอะไรคุณไม่ได้มากหรอก ฉันมันไม่ค่อยมีความสามารถเสียด้วย ดีแต่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน”
นั่น..เขาคิดไว้ไม่มีผิด ว่าเขาต้องได้ยินถ่อยคำประชดประชันแบบนี้เป็นอันดับแรกถ้าเกิดเขามาพบหญิงสาวผู้นี้
“นอนแล้วหรือ”
นั่นเป็นคำถามแรกที่พนาพรรษนึกออก เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใจเขาต้องร้อนรนจนขึ้นนอนไม่ได้หลังจากบุษราลัลน์กลับไปแล้วเขาก็เดินเข้าเดินออกในบ้านกับนอกบ้านมาสักสี่ห้ารอบแล้วหัวใจก็ชนะสมองจนได้เมื่อเขามายืนอยู่หน้าห้องของคุณหมอคนสวยเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกแบบนี้มันจากเขาไปตั้งแต่ปรายฟ้าตายไปแล้ว แล้วทำไมตอนนี้มันยังกลับมาอีก ไม่จริงหรอก เขาแค่อยากขอโทษที่กล่าวนาหญิงสาวผู้นี้อย่างรุนแรงต่อหน้าคนอื่นแค่นั้นเอง พนาพรรษคิดเข้าข้างตัวเอง
“........”
เงียบนั่นคือคำตอบของคำถามที่เขาถามเมื่อสักครู่
“ไปเดินเล่นกันมั้ย ผมอยากมีเพื่อนเดินเล่น”
หญิงสาวเตรียมคำตอบไว้อยู่แล้ว ถ้าไม่เหลือบไปเห็นสายตาของอีกฝ่ายที่มองเธออย่างเว้าวอน ขอความเห็นใจอยู่ขณะนั้น ขวัญพรรษปิดประตูใส่หน้าพนาพรรษทันที ทิ้งให้เขายืนอ้าปากค้างไปหลายวินาทีกับการกระทำอันป่าเถื่อนของหญิงสาว แต่ก็เพียงครู่เดียวประตูก็เปิดออกมาใหม่ แล้วหญิงสาวก็เดินออกมาพร้อมกับเสื้อคลุมตัวหน้าขึ้นอีกนิดเพราะอากาศมันเย็นตอนเดินชายทะเลเดินนำหน้าไปไม่มองคนอีกคนที่มองเธออย่างอึ้ง ๆ อยู่หน้าบ้าน

พนาพรรษเดินตามร่างบางที่เดินนำหน้าเขาไปอย่างช้า ๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เข้าปอดเยอะ ๆ ก่อนที่สายตาจะไปหยุดที่ร่างบางที่เดินไปไม่สนใจเขาอยู่ตรงหน้า
“นี่คุณจะรีบเดินตามน้องควายที่หายไปหรือไง”
เสียงตะโกนของชายหนุ่มทำให้ขวัญพรรษหันมามองแล้วท้าวเอวใส่คนที่ยืนอยู่หน้าเธอตอนนี้
“.........”
“ไม่น่าเชื่อ แค่ไม่เจอกันไม่กี่ชั่วโมงก็เป็นใบ้เสียแล้ว”
แต่ทุกอย่างก็ผิดคาดเมื่อความเงียบเท่านั้นคือคำตอบของขวัญพรรษที่พนาพรรษได้ยินตอนนี้ แถมหญิงสาวยังเดินไปข้างหน้าไม่หันมามองเขาอีก
“นี่คุณ...คุณ..”
หญิงสาวหาหยุดไม่ยังคงเดินไปข้างหน้าไม่ฟังเสียงของคนที่เรียกอยู่ด้านหลัง ถึงแม้บางช่วงจะมีแขกฝรั่งกำลังนั่งเล่นอยู่ตรงนั้น และอาจจะได้ยินเสียงของพนาพรรษเรียกเธอ เลยทำให้บรรดาฝรั่งทั้งหลายมองมาที่เธออย่างแปลก ๆ
“คุณ...เอ่อ..”
ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกเมื่อหญิงสาวหยุดแล้วยืนมองเขาด้วยสายตาโกรธเคือง แหมโกรธกันมาตั้งแต่ชาติปางไหนเนี่ย ดูซิตาแทบจะหลุดออกมาจากเบ้าตาอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขาพูดอย่างที่ใจคิดไม่ได้ เขามันผิดเต็มประตูเลยทีเดียวสำหรับวันนี้
“วันนี้กลับมาตอนกี่โมง เห็นลุงหวานบอกว่ากว่าจะเลิกก็เกือบทุ่มแล้วนี่ แล้วคุณเดินมายังไง”
น้ำเสียงที่ดูฟังเหมือนว่าถามกันธรรมดา แต่ใครที่รู้จักพนาพรรษดี น้ำเสียงแบบนี้แหล่ะคือการแสดงความเป็นห่วงซึ่งไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนได้รับอีกเลยนอกจากปรายฟ้าเพียงผู้เดียว แต่ตอนนี้ผู้หญิงตรงหน้าเขานี้กำลังทำให้เขารู้สึกแบบนั้น
“ฉันเดินกลับมาเองได้ก็แล้วกัน อย่างน้อยฉันคงไม่เป็นภาระให้คนอื่นเดือดร้อนอีกหรอก แม้กระทั่งกับนายหัวก็เถอะ ฉันจะพยายามด้วยตัวเองให้ได้ จะได้ไม่สร้างความรำคาญให้กับนายหัวอีก แล้วนี่จะมาเดินเล่นไม่ใช่หรือรีบเดินสิคะ”
ไม่บอกก็รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้ยังคงโกรธเขาอยู่มากทีเดียว แต่อย่าให้มันมากไปนะ ยังไงเขาก็เป็นเจ้านายของเธอนะ
“กินข้าวหรือยัง”
“........”
แล้วร่างบางก็เดินจ้ำอ้าว จ้ำอ้าว ไม่สนใจเขาอีกเลย ทะเลที่นี่มันแคบหรือไงกันทำไมเดินแป๊บเดียวมันถึงวกกลับมาถึงบ้านพักของหญิงสาวเร็วจังเลย
“ฉันเดินเล่นเป็นเพื่อนคุณตามที่คุณสั่งแล้ว แค่นี้ใช่มั้ยคะขอตัวก่อนนะคะ”
พนาพรรษอึ้งไปนิดเมื่อได้ยินประโยคที่หญิงสาวพูด มิน่า ถึงเดินจ้ำอ้าว ๆ อย่างเดียว หญิงสาวกำลังจะปิดประตูบ้านเพื่อจะได้เข้าไปพักผ่อนเสียที วันนี้เธอเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว แถมยังมาเจอเรื่องห่วยแตกของคนเป็นเจ้านายอีก
“ดะ...เดี๋ยว...เคียว..เคียว”
น้ำเสียงที่เรียกหญิงสาวกลับอ่อนโยนจนคนที่กำลังปิดประตูต้องชะงักทันที ที่สำคัญคำที่เรียกชื่อเล่นเธอเมื่อเขาเรียกแล้วมันฟังดูอ่อนโยนยิ่งนัก แม้แต่พนาพรรษยังรู้สึกถึงได้
“ผมขอโทษสำหรับวันนี้ ขอโทษที่ว่าคุณไปแบบนั้น”
คำขอโทษที่แสนเบากลั่นออกมาจากปากสวยได้รูปของอีกฝ่าย น้อยครั้งนักที่เขาจะใช้คำนี้ มันเลยทำให้ดูเคอะเขินอย่างไรไม่รู้
“ขอโทษเรื่องอะไร ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
นั่นไง ได้ทีเอาเชียวนะ จะให้เขาสารภาพเลยหรือว่าเขาต้องขอโทษเธอเรื่องอะไร
“เรื่องที่บ่อมุก เรื่องที่ว่าคุณเป็นตัวถ่วง ว่าคุณเป็นตัวปัญหา ทั้งที่คุณเป็นคนค้นพบปัญหาสำคัญสำหรับฟาร์มมุกของเรา"
หญิงสาวก้มหน้าลงอมยิ้มซ่อนอีกฝ่ายไว้ความจริงเธอหายโกรธตั้งนานแล้ว ไม่ได้โกรธหรอก แค่น้อยใจนิดหน่อยแค่นั้นเอง แต่ที่ทำท่าทีไม่พูดด้วย เพราะอยากให้ใครบางคนรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจเป็นตัวถ่วงของใคร และที่สำคัญอย่าตัดสินคนอย่างผิวเผินแบบนี้อีก
“.............”
“เคียว”
พนาพรรษเรียกอีกฝ่ายเหมือนจะรอคำตอบว่าหญิงสาวยกโทษให้เขาแล้ว แต่ดูเหมือนยัยแสบจะเฉย ๆ ราวกับว่าเขาไม่ได้ขอโทษ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
“เคียวจะนอนแล้ว ดึกแล้ว คุณป่าก็ไปนอนได้แล้วค่ะ”
พูดเสร็จก็ปิดประตูบ้านพักของตัวเองทันที เมื่อกี้เธอเรียกแทนตัวเองว่าอย่างไรนะ เคียว น่ารักชะมัด แล้วยังเรียกเขาว่าคุณป่าอีก อย่างนี้แสดงว่ายกโทษให้แล้ว ชายหนุ่มเดินยิ้มออกมาจากบ้านพักของหญิงสาวก่อนจะเดินอ้อมเข้าไปยังบ้านใหญ่ของตัวเองซึ่งอยู่ด้านหลังห่างออกไปอีกเล็กน้อย ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่าการกระทำเมื่อสักครู่นั้นทำให้ใครบางคนที่แอบมองอยู่รู้สึกร้อนวูบวาบไปด้วยอารมณ์โกรธ สองมือกำแน่นสั่นไปทั้งแขน ปากบางได้รูปนั้นถูกกัดเอาไว้ด้วยความโกรธ จนเจ้าตัวไม่รู้เลยว่าเลือดได้ไหลออกมาด้วยเพราะแรงกัดของตัวเอง คุณป่าจะเป็นของใครไม่ได้ นอกจากของเธอคนเดียว
.................................................................................



เอรินี
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 พ.ค. 2554, 21:51:26 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 พ.ค. 2554, 21:51:26 น.

จำนวนการเข้าชม : 1755





<< การเริ่มงานวันแรก   รอยอดีตอันปวดร้าว >>
ปูสีน้ำเงิน 25 พ.ค. 2554, 00:07:24 น.
ชอบฉากที่นายป่ามาง้อ(ขอโทษ)ยัยเคียวจัง


cherryfirm 28 พ.ค. 2554, 18:04:01 น.
อุ้ยๆๆ น่ารักเชียว พระ-นางคู่นี้...


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account