แค้นนัก...รักหมดใจยัยครูสาว
เขาคือชายหนุ่มมหาเศรษฐีจอมเย็นชาผู้เป็นอัจฉริยะไอคิว 170 ที่รู้สึกเบื่อชีวิต อยากกลับไปเรียนมัธยมแก้เซ็งอีกครั้ง แต่ติดปัญหาอยู่ที่สองขาพิการจากอุบัติเหตุในอดีต จึงเป็นเหตุให้เขาได้พบกับ “เธอ” คุณตรูสาวคนซื่อจอมซุ่มซ่ามที่กำลังว่างงาน ภารกิจพิชิตใจ Home Teacher จึงอุบัติขึ้นอย่างไม่รู้ตัว...ท่ามกลางอันตรายที่ตามติดมาอย่างไม่มีใครคาดคิด!


Tags: โรแมนติก ความรัก คุณครู ตำรวจ นักต้มตุ๋น

ตอน: บทที่ 5 – ราตรีอลวน


แองจี้เดินเข้าไปในห้องนอนของธนัชวิชญ์ด้วยชุดนอนบางเบาแนบเนื้อและคอเสื้อคว้านลึกเผยไหล่ขาวเนียนกับเนินอกอวบอิ่ม เส้นผมสีเปลือกเกาลัดยาวสลวยระสองไหล่ ใบหน้าที่ล้างเครื่องสำอางออกไปหมดเกลี้ยงคือใบหน้าที่สวยล้ำราวดาราหรือไม่ก็นักร้องไอดอลชื่อดังยามกำลังพักผ่อน

หญิงสาวผู้สวมแว่นตาไร้กรอบส่งยิ้มให้ธนัชวิชญ์ที่นั่งอ่าน E – Book ในแท็บเลตขนาดหน้าจอสิบนิ้วอยู่บนเตียงน้ำนุ่มสบายหลังใหญ่

“วิตามินบำรุงสุขภาพค่ะ” หล่อนพูด หย่อนก้นนั่งที่ขอบเตียง มือหนึ่งยื่นแก้วน้ำ อีกมือส่งเม็ดยาที่โฆษณาในทีวีว่าสร้างเสริมร่างกายให้แข็งแรงให้เขา

ธนัชวิชญ์ทำหน้ายุ่ง “ผมบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไอ้ยาพวกนี้น่ะไม่จำเป็นหรอก แค่คนเราทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ร่างกายก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

“แต่นี่เป็นวิตามินเสริมที่อาหารบางตัวไม่มีนะคะ คนขายเขาว่างั้น” แองจี้พูด “แองจี้ก็ทานก่อนนอนทุกคืน มันช่วยให้ผิวของเราขาวเนียนใส แล้วใบหน้าก็จะอ่อนกว่าวัยด้วยค่ะ”

“นี่จะหาว่าผมหน้าแก่งั้นเรอะ?” ธนัชวิชญ์วางแท็บเลตลงข้างตัว

หญิงสาวผู้สวมแว่นตาไร้กรอบหัวเราะคิก “เปล่านะคะ”

เขาถอนหายใจก่อนรับแก้วน้ำกับวิตามินมาทานเมื่อรู้ว่าไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของผู้ดูแลส่วนตัวที่ปาป้าแจ็คสันจ้างมาให้เขาได้ และอีกอย่าง หล่อนก็เคยเป็นเพื่อนกับเขาในสมัยเด็ก ธนัชวิชญ์จำได้ว่าตอนที่ตัวเองต้องนั่งวีลแชร์อยู่กับบ้านอย่างเซ็งๆ ขณะเด็กคนอื่นไปวิ่งเล่น แองจี้ซึ่งเป็นลูกสาวของเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านตรงข้ามก็มักเป็นคนเดียวที่ยอมมานั่งเล่นกับเขา

และหล่อนก็ติดเรียกเขาว่า “คุณหนูๆ” ตามที่คนดูแลของเขาเรียก

ธนัชวิชญ์สลายห้วงคิดเมื่อกลืนเม็ดยาลงคอ เขาส่งแก้วน้ำคืนให้หล่อน แองจี้รับแก้วน้ำกลับไป มือของพวกเขาสัมผัสกันนิดหนึ่ง แต่ธนัชวิชญ์ทำเป็นไม่รับรู้

“คุณหาเสื้อผ้าให้พิสชาเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?” เขาโพล่งถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่นั่งจ้องเขา ไม่มีทีท่าว่าจะลุกออกจากเตียง

“เรียบร้อยค่ะ แต่กว่าจะเจอชุดที่ถูกใจ คุณครูพิสชาหาอยู่นานเหมือนกัน” แองจี้ตอบ ปรากฏรอยยิ้มมุมปากบนใบหน้าเรียวงาม ก่อนที่หล่อนจะกล่าวต่อ “ที่คุณวิชญ์ต้องแกล้งให้คุณครูพิสชามาเป็นภรรยาก็เพื่อหาทางไล่ยัยฝรั่งนั่นไปใช่ไหมคะ?”

“อื้อ” ธนัชวิชญ์รับคำ หยิบแท็บเลตขึ้นมาอ่านต่อ

“ถ้าอย่างนั้น ให้แองจี้เป็นแทนไม่ดีกว่าหรอคะ? คุณวิชญ์จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มค่าจ้างให้คุณครูอีกไง”

แองจี้พูดเสียงประจบ ชายหนุ่มอยากจะบอกหล่อนไปตรงๆ ว่าถึงทอดสะพานให้เขาอย่างไร เขาก็ไม่สามารถรักหล่อนได้หรอก เพราะก่อนที่จะกลับไทย ธนัชวิชญ์เคยไปบอกกับฟานปิงหน้าหลุมศพว่า ในชีวิตนี้เขาจะไม่มีวันรักใครอีกนอกจากเธอ

“เรื่องเงินไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับผมหรอก” ชายหนุ่มพูดด้วยความเย็นชา ไม่กล้าบอกความรู้สึกที่แท้จริงออกไปด้วยกลัวแองจี้จะคิดว่าเขาไปดูถูกหล่อน

“แต่แองจี้ว่าคุณครูคงเล่นได้ไม่เนียน อาจจะถูกยัยฝรั่งจับพิรุธได้ง่ายๆ นะคะ”

“ไม่ต้องห่วง ผมจะหาทางส่งซาแมนต้ากลับอเมริกาให้เร็วที่สุดเอง”

ไม่รู้ว่าคนที่ถูกเอ่ยชื่อจะมีสัมผัสพิเศษอย่างไรไม่ทราบ จู่ๆ ประตูห้องนอนของธนัชวิชญ์ก็เปิดผางออกและสาวผมบรอนด์ในชุดนอนลายลูกไม้ซีทรูสีดำก็พลิ้วกายเข้ามาพร้อมกับร้องทักทาย

“เฮลโล วิชชี่ขา แซมมี่มาหาแล้วววว์”

ธนัชวิชญ์ยกมือกุมขมับอย่างปวดหัว

“นะ...นี่หล่อนมาทำอะไรในนี้ยะ!” ซาแมนต้าที่กำลังหมุนกายให้ชายกระโปรงชุดนอนพลิ้วสะบัดชะงักกึกเมื่อเห็นว่าที่เตียงของชายหนุ่มมีแองจี้กำลังนั่งอยู่

“ต้องถามคุณมากกว่ามั้งคะว่ามาทำอะไรที่นี่” แองจี้ตอกกลับ ผุดกายลุกจากเตียงเดินมายืนเผชิญหน้าสาวอเมริกัน

“หล่อนนั่นแหละต้องตอบมาว่าเข้ามาทำอะไรในห้องวิชชี่ของฉัน” ซาแมนต้าเชิดคางใส่สาวผู้สวมแว่นตาไร้กรอบ

“คุณวิชญ์ไม่ได้เป็นของใครนะคะ กรุณาทำความเข้าใจซะใหม่”

ซาแมนต้ายิ้มเยาะ ชำเลืองมองแองจี้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าและพูดอย่างเหยียดๆ ว่า

“ดูแต่งตัวเข้าสิ คงกะจะมายั่ววิชชี่เต็มที่เลยสินะหล่อน”

แองจี้ใช้สายตาชนิดเดียวกันมองสำรวจซาแมนต้าบ้าง

“คงไม่ถึงครึ่งของคุณหรอกค่ะ” แองจี้พูดอย่างเหยียดหยามยิ่งกว่า

“นี่หาว่าฉันยั่ววิชชี่เรอะ!” สาวอเมริกันเงื้อมือขึ้น แต่ก็ทำท่าไปอย่างนั้นเองเพราะจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันเกิดอะไรขึ้นเมื่อหล่อนพยายามตบฝ่ายตรงข้าม

ธนัชวิชญ์มองสองสาวอย่างไม่รู้จะจัดการอย่างไร จังหวะนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง

แล้วพิสชาก็เดินเข้ามา

ชายหนุ่มยิ้มร่า พูดกับแองจี้และซาแมนต้าว่า

“ภรรยาผมมาแล้ว ขอเชิญพวกคุณออกไปด้วย เราสองคนต้องการความเป็นส่วนตัว”

แองจี้ยิ้มมุมปาก เหลียวหน้ากลับมาค้อมศีรษะรับคำเขาและหมุนกายเดินออกจากห้องไปแต่โดยดี

“วิชชี่คะ คุณจะนอนกะนังหน้าจืดนี่จริงๆ เหรอ?!” ซาแมนต้ากรีดเสียงใส่เขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“คุณก็ได้ยินแล้วนี่” ธนัชวิชญ์หันไปยิ้มให้กับพิสชา “จริงไหมจ้ะที่รัก?”

“จ้ะ เอ๊ย ค่ะ” พิสชารีบพยักหน้าเลิ่กลั่ก

ซาแมนต้าหันขวับมาจ้องมองพิสชาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“ฝากไว้ก่อนนะหล่อน เดี๋ยวเราได้เห็นดีกันแน่!” สาวอเมริกันขู่ฟ่อทิ้งท้ายก่อนเดินกระแทกเท้าปังๆ ตามหลังแองจี้ออกไปด้วยความไม่เต็มใจ

เมื่อประตูห้องงับปิดลง ธนัชวิชญ์ก็สั่งให้พิสชาล็อคประตูเพื่อกันไม่ให้ซาแมนต้าแอบเข้ามาจับพิรุธกลางดึก คุณครูสาวทำตามที่เขาบอก ชายหนุ่มจึงมีเวลาพินิจชุดนอนที่เธอสวมใส่ ซึ่งแตกต่างจากชุดที่แองจี้กับซาแมนต้าสวมเข้ามาอย่างเทียบไม่ติด

เพราะในขณะที่สองสาวนั้นแต่งกายเสียเซ็กซี่อย่างกับจะไปถ่ายแบบลงนิตยสารสำหรับผู้ชายที่ไหน พิสชากลับสวมชุดนอนลายกล้วยหอมจอมซนที่ยาวกรอมข้อเท้า เหมือนชุดที่เด็กนักเรียนวัยกระเตาะนิยมใส่นอน ธนัชวิชญ์บอกตัวเองว่าเขาคิดไม่ผิดแล้วที่เลือกเซ็นสัญญากับเธอ ในบรรดาหญิงสาวที่อยู่ภายในคฤหาสน์หลังนี้ทั้งหมด พิสชาคือคนที่ไว้ใจได้ว่าจะไม่ทอดสะพานให้เขาหรือแอบตื่นขึ้นมาปลุกปล้ำเขาตอนดึกแน่ๆ

พิสชาเดินเขินๆ เข้ามาหาเขาที่เตียง แม้รู้อยู่แล้วว่าคืนนี้เธอไม่ต้องทำอะไรนอกจากนอนร่วมห้องกับคุณวิชญ์ แต่นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของเธอที่ต้องนอนห้องเดียวกับเพศตรงข้าม

“นี่หมอนกะผ้าห่มของคุณ จะนอนตรงไหนก็ได้ แต่ไม่ใช่บนเตียงนี้” ชายหนุ่มพูด หยิบหมอนกับผ้าห่มที่วางเตรียมไว้ข้างกายส่งให้เธอ

“ค่ะ”

พิสชารับหมอนกับผ้าห่มมากอด กวาดสายตามองรอบๆ และพบกับโซฟาตัวยาวบริเวณกลางห้องที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าทีวีจอยักษ์ เธอเดินไปที่โซฟาตัวนั้น วางหมอนกับผ้าห่มลงไปและหย่อนกายนั่ง ความนุ่มนิ่มของโซฟาที่สัมผัส มันนุ่มสบายกว่าเตียงที่บ้านพักของเธอเสียอีก

“คุณจะนอนหรือยัง ผมจะได้ปิดไฟให้?” ธนัชวิชญ์ส่งเสียงถามมาจากเตียงน้ำ

แม้จะไม่รู้สึกง่วงสักนิด แต่พิสชาก็ตอบไปว่า “ค่ะ ฉันจะนอนแล้ว”

“หรอ? งั้นฝันดีแล้วกัน” ธนัชวิชญ์พูดจบก็ยกมือขึ้นดีดนิ้วสามครั้ง ไฟระย้าบนเพดานก็ดับวูบลงราวเวทย์มนตร์

“โห...เจ๋งแฮะ” พิสชาอุทานด้วยความทึ่ง

“ระบบสั่งการด้วยเสียงไง” ธนัชวิชญ์บอกอย่างอารมณ์ดี “ถ้าจะให้ไฟติด ก็ทำแบบนี้...”

เขาดีดนิ้วสองครั้ง ไฟที่ดับมืดก็กลับมาแผดแสงสว่างจ้า

“ว้าว ขอฉันลองทำดูบ้างได้ไหมคะ?” พิสชาเหลียวหน้าไปถามเขาอย่างนึกสนุก

“เอาสิ”

เมื่อได้รับอนุญาต พิสชาก็ลองดีดนิ้วสามครั้ง ไฟก็ดับพรึบ เมื่อเธอดีดนิ้วสองครั้ง ไฟก็สว่าง หญิงสาวปรบมือชอบใจ ก่อนที่จะดีดนิ้วปิด – เปิดไฟอีกหลายรอบจนธนัชวิชญ์ต้องเอ่ยขึ้นด้วยสุ้มเสียงแสดงความรำคาญว่า

“ไหนคุณว่าจะนอนแล้วไม่ใช่เรอะ จะเล่นปิดเปิดไฟไปถึงไหน?”

“อ่า...ขอโทษค่ะ” พิสชารีบหันศีรษะไปค้อมให้เขา แล้วจึงยกมือดีดนิ้วสามครั้งเป็นครั้งสุดท้าย ไฟในห้องนอนพลันดับวูบ ความมืดรายล้อมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง พิสชาฉีกยิ้มให้ตัวเอง หยิบผ้าห่มคลี่คลุมลำตัวก่อนจะเอนกายลงนอน



++++++



ครึ่งชั่วโมงต่อมา พิสชาก็พบว่าตัวเองนอนไม่หลับ

ไม่ว่าจะนอนพลิกซ้ายพลิกขวา นอนสลับทิศบนโซฟา พิสชาก็ไม่เข้าใกล้คำว่าง่วงเลยสักนิด

แค่นอนไม่หลับยังไม่เท่าไหร่ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปมากขึ้นๆ ในความมืด เธอกลับนึกถึงเรื่องผีขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ปกติแล้วพิสชาเป็นคนกลัวผีมาก แต่เมื่อมีพี่หมีน้อยให้ชวนคุยไปจนผล็อยหลับ ความหวาดกลัวส่วนนี้ก็เบาบางลงไป ทว่าในเวลานี้ที่เธอต้องนอนตัวคนเดียวไม่มีตุ๊กตาคู่ใจให้กอด พิสชาก็ขุดเรื่องผีมาหลอกตัวเองจนกระทั่งเริ่มมองเงาตะคุ่มๆ ของเฟอนิเจอร์ราคาแพงในห้องนอนของธนัชวิชญ์กลายเป็นเงาทะมึนของวิญญาณร้าย

พิสชาลุกขึ้นนั่ง แอร์ในห้องออกจะเย็นเฉียบ แต่เหงื่อกาฬก็สามัคคีผุดขึ้นตามไรผมของเธอเหลือเกิน พิสชาอยากดีดนิ้วเปิดไฟ แต่ก็กลัวจะรบกวนคุณวิชญ์ที่กำลังพักผ่อน จึงทิ้งตัวนอนอีกครั้งและพยายามสงบจิตใจด้วยการสวดมนต์

ขณะนั้นเอง พิสชาก็ได้ยินเสียงของคนที่เธอคิดว่าหลับไปแล้ว

“ปาป้าหรอครับ? ยุ่งอยู่รึเปล่าครับ – ผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วยน่ะครับ”

เมื่อพิสชาลองลุกขึ้นแอบมองผ่านขอบพนักพิงของโซฟาไปที่เตียงของธนัชวิชญ์ ก็เห็นเขากำลังนั่งพิงหลังกับหัวเตียง มือหนึ่งยกโทรศัพท์แนบหู โคมไฟที่หัวเตียงเปิดให้แสงสว่างเรืองๆ ต่างจากตรงที่เธอนอนอยู่ซึ่งมืดสนิท

คุณวิชญ์ยังไม่หลับ เบาใจได้แล้วนะยัยพิสชา ผีมันคงไม่หลอกตอนที่เจ้าของห้องยังตื่นอยู่หรอก พิสชาบอกกับตัวเองในใจ ทีนี้ก็รีบๆ หลับสักทีสิ

คุณครูสาวข่มตานอน แต่ทำยังไงก็ไม่หลับ หูได้ยินเสียงชายหนุ่มคุยโทรศัพท์กับคนที่เขาเรียกว่าปาป้า คุณวิชญ์ของเธอพูดถึงเรื่องราวของเสี่ยวินัย ไล่มาจนถึงเรื่องของซาแมนต้า คุยกันได้อีกครู่หนึ่ง เขาก็วางสายอย่างอ่อนใจในอะไรบางอย่าง

“เฮ้อ จะให้ลืมฟานปิงกันง่ายๆ มันทำได้ซะที่ไหนล่ะครับปาป้า”

พิสชาได้ยินคุณวิชญ์พึมพำขณะเขาเอื้อมมือดับโคมไฟ

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืด

เอาแล้วไง...อย่าเพิ่งหลับก่อนพิสนะคะคุณวิชญ์?! พิสชาคิดอย่างตื่นตระหนก เธอหลับตาปี๋เพราะไม่อยากเห็นเงาตะคุ่มๆ ทั่วห้อง

ทว่าอีกสิบห้านาทีผ่านไป พิสชาก็ยิ่งนอนไม่หลับ เธอเริ่มหลอนตัวเองว่ามีมือผีคอยจ้องจะกระตุกขาของเธอ คุณครูสาวจึงตัดสินใจเด็ดขาด ลุกขึ้นจากโซฟา และเดินกอดหมอนกับผ้าห่มย่องกลับมายืนที่ข้างเตียงน้ำของชายหนุ่ม

ธนัชวิชญ์กำลังนอนหลับตา ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาก่ายหน้าผาก คล้ายคนที่มีเรื่องหนักใจไม่ใช่น้อย พิสชาเห็นเข้าก็ไม่กล้าเรียก เธอได้แต่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่อย่างนั้น

แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะรับรู้ว่ามีใครบางคนจ้องมองตนอยู่ เขาปรือตาขึ้นและตวัดสายตามาที่เงาร่างของหญิงสาว ความที่พิสชาปล่อยผมยาวสยายระใบหน้ากับชุดนอนกล้วยหอมจอมซนที่พื้นสีชุดเป็นสีขาว มันก็ทำให้พิสชาเหมือนผีญี่ปุ่นไม่ผิดเพี้ยน

“เหวอออ” ธนัชวิชญ์ผงะ รีบดีดนิ้วออกคำสั่งเปิดไฟ

เมื่อพิสชาเห็นคุณวิชญ์ทำท่าตกใจเหมือนเห็นผี เธอก็คิดทันทีว่ามีผียืนอยู่ข้างหลังเธอ พิสชาโยนหมอนกับผ้าห่มทิ้งก่อนกระโจนขึ้นไปนั่งเบียดคุณวิชญ์บนเตียงและกอดแขนเขาแน่นด้วยความหวาดกลัว

ไฟในห้องติดสว่าง ธนัชวิชญ์มองผีญี่ปุ่นที่เกาะแขนเขาอยู่ พอพบว่าเป็นพิสชาก็บ่นอุบ

“คุณนี่เอง! เล่นอะไรบ้าๆ ผมตกใจหมด...”

“ผีมันไปรึยังคะ?” พิสชาถามเสียงสั่น ยังคงซุกหน้าอยู่กับท่อนแขนของเขา

“ผีอะไร?” ธนัชวิชญ์ขมวดคิ้ว

“ก็ผีที่คุณวิชญ์เห็นไงคะ”

ธนัชวิชญ์เข้าใจในทันทีว่าพิสชากลัวอะไร

เขาหัวเราะออกมาพรืดหนึ่งอย่างสุดกลั้น “อื้อ ไปแล้วแหละ”

“จริงเหรอคะ?” พิสชาเผยอเปลือกตามองรอบตัวอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีผีร้าย เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ฮ่าๆ กลัวแทบแย่แน่ะเรา”

พิสชายิงฟันยิ้มและเงยหน้าสบตากับเจ้าของห้อง ธนัชวิชญ์หุบยิ้มและตีหน้าเฉยชาเช่นเดิมก่อนจะเอ่ยถามเธอ

“คุณขึ้นมาทำอะไรบนเตียงผมกันฮะ ที่นอนของคุณคือบนนี้รึไง?”

“อ่า...” พิสชาชะงักกึก พอก้มหน้าก็พบว่าตนเองยังกอดแขนเขาอยู่ อีกทั้งเนื้อตัวก็เบียดกันจนกลายเป็นว่าเธอกำลังจะนั่งทับเขาอยู่แล้ว

หญิงสาวรีบปล่อยมือและเขยิบออกมาห่างจากเขา แต่ก็ยังนั่งอยู่บนเตียงของเขาอยู่ดี

“ว่าไง คุณอยากจะนอนเตียงเดียวกับผมเรอะ?” ธนัชวิชญ์ถาม ตั้งใจใช้สีหน้าไม่น่าไว้ใจขู่ให้เธอกลับไปยังที่นอนของเธอ

พิสชานิ่งคิดครู่หนึ่งก็พยักหน้า “ค่ะ ฉันอยากนอนเตียงเดียวกับคุณวิชญ์”

“เฮ้ย” ชายหนุ่มอ้าปากเหวอ “ทำไมล่ะ?”

“ก็ฉันกลัวผีนี่คะ” พิสชาเสียงอ่อนลง ก่อนจะเขยิบเข้ามาเขย่าแขนเขาอย่างขอร้อง “ให้ฉันนอนด้วยคนเถอะนะคะ ฉันนอนไม่หลับเลย มันทั้งแปลกที่ แล้วก็ไม่มีพี่หมีด้วย...”

“พี่หมีนี่ใคร?”

“ตุ๊กตาน่ะค่ะ ฉันนอนกับพี่หมีมาตั้งแต่เด็กๆ เลยนะคะ พอเจ้าชิโร่ตายไปเนี่ย ฉันก็ได้พี่หมีนี่แหละเป็นเพื่อน” พิสชาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

“ไม่น่าเชื่อ โตขนาดนี้คุณยังติดตุ๊กตาอยู่อีกนะ” ธนัชวิชญ์ส่ายหัวดิก “แล้วนี่ไม่กลัวผมจะทำมิดีมิร้ายคุณหรือไง?”

“ทำอะไรหรอคะ?” พิสชาถามกลับอย่างสงสัย ดวงตาใสแป๋วของเธอบอกให้ชายหนุ่มรู้ว่าเธอไม่ได้คิดระแวงอะไรเขาเลยจริงๆ ดีไม่ดีอาจจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า “ทำมิดีมิร้าย” ที่เขาพูดถึง มันหมายความว่ายังไง

“เชื่อเขาเลยนะคุณเนี่ย” ธนัชวิชญ์พูด ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีที่มีภรรยากำมะลอเป็นคนใสซื่อขนาดนี้

“นะคะ ยังไงคืนนี้ขอฉันนอนด้วย แต่พอพรุ่งนี้ฉันไปเอาพี่หมีมาแล้ว ฉันจะไม่รบกวนคุณวิชญ์เลยค่ะ” พิสชาค้อมศีรษะอ้อนวอนเขาจนน่าสงสาร

“เอาเถอะ จะทำอะไรก็ทำ” ธนัชวิชญ์ตอบอย่างใจอ่อน เอื้อมมือหยิบแท็บเลตจากหัวเตียงมาเปิดเครื่อง “แต่ก่อนอื่น คุณต้องเซ็นสัญญานี่ก่อน ผมเขียนเสร็จตั้งแต่เมื่อตอนหัวค่ำแล้ว”

“สัญญาอะไรคะ?”

“ก็สัญญาที่คุณต้องแกล้งเป็นภรรยาผมจนกว่าซาแมนต้าจะกลับอเมริกาน่ะสิ”

พิสชารีบรับแท็บเลตและปากกาอีเลคทรอนิคส์มาเซ็นชื่อบนสัญญาโดยเร็วเพราะกลัวคุณวิชญ์จะเปลี่ยนใจไล่เธอกลับไปนอนคนเดียว

“นี่ค่ะ เรียบร้อยแล้วนะคะ” เธอพูดขณะส่งแท็บเลตคืนให้ชายหนุ่ม

“คุณจะไม่เสียเวลาอ่านสัญญาสักหน่อยเลยรึไง?”

“ไม่ค่ะ ฉันมั่นใจว่าคุณวิชญ์ต้องไม่เขียนสัญญาเอาเปรียบฉันอยู่แล้ว”

แปลกคนสุดๆ เว้ยยัยนี่ ธนัชวิชญ์คิด วางแท็บเลตเก็บคืนที่

“ทีนี้เราก็นอนกันได้แล้วใช่มั้ยคะ?” พิสชาถามเสียงร่าเริง

“หือ?” ธนัชวิชญ์หรี่ตาถามกลับเพราะคำพูดที่เธอใช้มันล่อแหลมพิกล

“ปิดไฟนอนน่ะค่ะ” หญิงสาวชี้มือไปที่โคมไฟระย้าบนเพดาน สีหน้าไม่เข้าใจว่าธนัชวิชญ์สงสัยอะไร

“อื้อ อยากนอนก็นอนสิ” เขาผงกศีรษะ

“งั้นขอฉันเป็นคนปิดไฟนะคะ?” พิสชาถามอย่างตื่นเต้น

“เอาเถอะ คิดว่านี่เป็นห้องคุณแล้วกัน” ธนัชวิชญ์ตอบอย่างอ่อนใจพลางขยับตัวลงนอน

พิสชาดีดนิ้วสามครั้ง ไฟในห้องดับพรึบ

เธอทิ้งตัวลงนอนข้างกายชายหนุ่มและทดสอบความอ่อนนุ่มของเตียงด้วยการพลิกตัวไปมา

“โหย สบายเหมือนลอยอยู่กลางอากาศเลยนะคะ” ธนัชวิชญ์ได้ยินเสียงใสๆ ของเธอพูดกับเขาในความมืด





วารีติกาล
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 พ.ค. 2556, 12:22:18 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 พ.ค. 2556, 12:22:18 น.

จำนวนการเข้าชม : 1376





<< บทที่ 4 – ปมปริศนา   บทที่ 6 – เกลือเป็นหนอน >>
pkka 28 พ.ค. 2556, 22:30:23 น.
น่ารักดี


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account