ความรักของเปลือกไข่
เธอ...หลงรักคนๆ หนึ่งอยู่หลายปี ถูกกำหนดให้เป็นเพียงแค่เปลือกไข่ที่คอยปกป้องสิ่งที่อยู่ข้างในโดยไม่เต็มใจ

เขา...หลงรักเปลือกใข่ที่ภายนอกดูแข็งแรง แต่พร้อมที่จะแตกสลายได้ตลอดเวลา
Tags: ความรัก สามคน โปรแกรมเมอร์

ตอน: ตอนที่ 22 (จบ)

ระยะเวลาสามเดือนผ่านไปเร็วเหมือนใครพยายามหมุนเข็มนาฬิกาให้เร็วขึ้น อีกไม่กี่วันขิงก็ต้องอยู่ห่างเขาคนละซีกโลก ถึงแม้ไม่อยากให้ไปแต่คงต้องจำใจ ชายหนุ่มเป็นคนอาสาไปส่งหญิงสาวที่สนามบินเอง เพราะคุณอรุณีไม่ยอมไปสนามบิน เพราะกลัวว่าลูกสาวจะไม่ยอมไปหากเห็นเธอร้องไห้ ในสนามบินจึงมีเพียงกฤษณ์ แอมป์ รวมถึงเพื่อนๆ มหาวิทยาลัยที่รู้ข่าวมายืนส่ง

หญิงสาวส่งยิ้มดีใจที่เห็นเพื่อนมาส่งกันเยอะแยะ กอดซ้ายกอดขวากันพักใหญ่ โดยมีกฤษณ์ยืนมองอยู่เงียบๆ ใกล้ๆ คนรัก ความร่าเริงของกลุ่มเพื่อนทำเอาความเหงาและความกลัวที่เกิดขึ้นชั่ววูบหายไป ยิ่งหันมองหน้าแอมป์ที่ส่งยิ้มมา กำลังใจก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาเป็นทวีคูณ

เพื่อนสนิทหนุ่มยื่นกล่องของขวัญเท่าฝ่ามือให้หญิงสาวพร้อมรอยยิ้ม ขิงเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย ก่อนจะรับมาพลิกดูเล็กน้อย มือเล็กตั้งใจจะแกะดูแต่กลับถูกห้ามไว้ก่อน

“ไว้เปิดบนเครื่องเถอะ”

“อื้อ ขอบใจนะ” คนได้รับของส่งยิ้มให้เจ้าของของขวัญไม่หยุด จนคนยืนอยู่ข้างหลังต้องกระแอมเตือน นั่นแหละ... เธอถึงจะรู้ตัว หญิงสาวจึงหันมายิ้มให้กับคนที่ยืนอยู่เงียบๆ แทน

“พี่กฤษณ์คะ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เธอยิ้มปะเหลาะชายหนุ่มที่ยืนหน้าตึง พอรู้ว่าเขาไม่พอใจแอมป์ แต่ให้ทำอย่างไรล่ะ “ยิ้มหน่อยสิคะ เดี๋ยวเพื่อนขิงก็กลัวกันพอดี”

นั่นแหละ มุมปากคนขี้หึงถึงค่อยๆ ยกขึ้นมาปาก กฤษณ์ยกมือขึ้นโอบไหล่หญิงสาวไว้ ก่อนจะต้องห่อปากสูดร้องด้วยความเจ็บปวด เพราะนิ้วเล็กหนีบเอาที่สีข้างหนา

“หยิกพี่ทำไม”

“ขิงแค่บอกให้ยิ้มค่ะ ไม่ได้บอกให้ถึงเนื้อถึงตัว”

“ไม่ต้องอายหรอกน่า เพื่อนขิงไม่ว่าอะไรหรอก” เขากระซิบเบาๆ ข้างหู ยิ่งทำให้คนขี้อายหน้าร้อนขึ้นไปอีก แล้วไหนจะสายตาล้อเลียนของเพื่อนๆ อีกล่ะ

“พี่กฤษณ์คะ เพื่อนมองใหญ่แล้ว ปล่อยก่อนนะ”

แม้จะใช้น้ำเสียงออดอ้อนมากเท่าไหร่ แต่คราวนี้กลับไม่ได้ผล กฤษณ์ยังคงโอบไหล่คนรักแน่นพร้อมกับโปรยยิ้มให้เพื่อนๆ ของเธอที่ยืนมองอยู่

“ไปแล้วรีบกลับมานะ” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูอีกครั้งราวกับไม่อยากให้ใครได้ยินบทสนทนานี้

หญิงสาวเงยหน้าคนบอกแล้วยิ้ม “ก็บอกแล้วไงคะว่าสองปี ขิงไปเรียนไม่ได้ไปเที่ยวเล่นซักหน่อย”

“นั่นแหละ ตั้งใจเรียน รีบๆ เรียน แล้วก็รีบๆ กลับมานะ”

เธอยังคงยิ้มแล้วตอบเสียงหนักแน่น “ค่ะ”

หญิงสาวมองนาฬิการับรู้ว่าถึงเวลาเข้าไปข้างในเพื่อรอขึ้นเครื่องแล้ว ขิงเลยต้องลาเพื่อนๆ ให้ครบทุกคนรวมทั้งแอมป์ที่อยู่เป็นคนสุดท้าย กว่าคู่กรณีเก่าของกฤษณ์จะไปได้ ชายหนุ่มต้องไล่แล้วไล่อีก เพราะอยากอยู่ตามลำพังกับหญิงสาว

คนตัวใหญ่ขยับตัวเล็กน้อย แต่มือยังคงโอบไหล่บางไว้ไม่ห่าง เขาพาหญิงสาวเดินมาส่งจนสุดทางที่เขาจะเดินเข้ามาได้ แล้วรีบดึงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันเป็นกล่องเล็กๆ น่ารัก ดูแล้วไม่น่าจะใส่อะไรได้ ขิงเงยหน้ามองคนยื่นให้แล้วรับมาอย่างงงๆ

“เปิดดูสิ” กฤษณ์บอกด้วยเสียงตื่นเต้น น้ำเสียงที่เหมือนเด็กกำลังจะได้ของเล่นชิ้นใหม่นั้นทำเอาเธอต้องหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะขยับมือเปิดกล่องเล็กออกมา

“พี่กฤษณ์” ขิงเอ่ยด้วยเสียละเมอเมื่อเห็นของในกล่อง หญิงสาวหันมองเจ้าของกล่องด้วยสายตาเบิกกว้างตกใจที่เขายื่นสิ่งนี้มาให้ เธอยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนชายหนุ่มต้องเป็นคนเอื้อมหยิบของในกล่องมาไว้ที่ตัวเอง

“ไม่ชอบเหรอ” ชายหนุ่มถามอย่างไม่แน่ใจ ใบหน้าที่ขมวดคิ้วนั้นบอกได้ดีว่าเขายังไม่พร้อมรับคำปฏิเสธจากอีกฝ่าย ขิงมองแหวนที่เขาถืออยู่แล้วต้องใช้เวลาคิดเล็กน้อย

ไม่ชอบงั้นเหรอ... ไม่ใช่หรอก เธอตกใจต่างหาก หญิงสาวไม่ทันได้คิดว่าเวลาแบบนี้จะมาเร็วขนาดนี้ แล้วมาตอนที่เธอและเขากำลังจะอยู่ห่างกันเสียด้วย

“ชอบค่ะ แหวนพี่กฤษณ์สวยมาก แต่มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอคะ แล้วไหนจะต้องอยู่ห่างกันอีก” กฤษณ์ฟังแล้วยิ้ม อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธร้อยเปอร์เซ็นต์

“ไม่ใช่แหวนหมั้นหรือขอแต่งงานหรอก พี่แค่อยากให้ อยู่ไกลกันแบบนี้ขิงใส่ไว้จะได้ไม่ต้องตอบคำถามใครไงว่ามีแฟนหรือยัง”

อ้อ นั่นหมายถึงเขาใช้แหวนวงนี้เป็นไม้กันหมาด้วยรึเปล่านะ ขิงขยับตัวเล็กน้อยเธอมองหน้าคนถือแหวนอยู่แล้วต้องยอมแพ้ แววตาระยิบระยับออดอ้อนนั้นทำให้เธอไปไหนไม่รอดจริงๆ เสียแล้วสิ หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ หนักใจก็หนักใจ แต่ความหนักใจนั้นมันกลับมาพร้อมความดีใจเสียนี่

“ถ้างั้นพี่กฤษณ์ก็ใส่ให้ขิงสิคะ”

“จะดีเหรอ” หญิงสาวค้อนขวับเมื่อได้ยินคำถาม ยื่นแหวนมาให้กันขนาดนี้แล้วยังจะมาถามอีกว่าจะดีเหรอ

“เอ๊ะ! หรือขิงจะไม่ใส่ดีนะ” น้ำเสียงที่เป็นต่อ ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบลนลานจับมือเล็กขึ้นมาสวมแหวนไว้ที่นิ้วนางข้างขวาอย่างรวดเร็ว

“พี่จองแล้วนะ” เขาบอกพร้อมกับส่งยิ้มให้อีกครั้ง ทำเอาหญิงสาวตาพร่าไปชั่วขณะ ทำไมพี่กฤษณ์ถึงยิ้มได้น่ารักขนาดนี้นะ

“ขิงไปแล้วนะคะ ถึงแล้วจะรีบบอกค่ะ” หญิงสาวโบกมือเบาๆ เป็นท่าทางบ้ายบายอย่างที่ใครๆ ชอบทำ ก่อนจะเดินเข้าไปข้างในเพื่อเตรียมตัวขึ้นเครื่อง

ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มรับ แต่ไม่ยอมขยับห่างไปไหน ใจจริงนึกอยากดึงร่างเล็กเข้ามากอดอีกสั้งครั้ง แต่ก็พยายามหักห้ามใจไม่ให้ทำเพราะอยู่ในที่สาธารณะ อย่างน้อยหากทำแบบนั้นเขาคงโดนหยิกอีกสองสามที แค่คิดว่าจะต้องจากกันก็คิดถึงเสียแล้ว กฤษณ์ถอนหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเดินออกจากตรงนั้นเพื่อมุ่งตรงกลับบ้าน พยายามไม่เป็นห่วงหญิงสาวกำลังจะอยู่บนเครื่องบินไปมากกว่านี้


เกือบสองปีที่ผ่านไป แม้ขิงจะเรียนต่ออย่างคร่ำเคร่งอยู่ที่ประเทศอังกฤษ กฤษณ์ก็ยังคงทำงานเป็นผู้บริหารปกติจะมีแปลกไปบ้างก็คงเป็นตำแหน่งบนโต๊ะทำงานที่มีกรอบรูปเล็กๆ ตั้งอยู่ บุคคลในรูปเป็นคนที่ทุกคนในบริษัทต่างรู้จักดี

มือใหญ่เอื้อมไปหยิบกรอบรูปขึ้นมามองหลังจากอ่านเอกสารไปได้พักใหญ่ เขาทำแบบนี้เป็นประจำทุกวันจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปเสียแล้ว ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มบางๆ เมื่อได้ยินเสียงจากโปรแกมสนทนาอันหนึ่งดังมาจากคอมพิวเตอร์ กฤษณ์วางกรอบรูปลงอย่างเบามือ ก่อนจะรีบกดรับสายคนที่ส่งสัญญาณมา

ภาพเคลื่อนไหวที่ส่งมาทำให้เขายิ้มได้ หญิงสาวส่งเสียงทักทายพร้อมกับเสียงหัวเราะมาก่อนอะไรทั้งหมด ก่อนที่ทั้งคู่จะแลกเปลี่ยนบทสนทนากันอย่างสนุกสนาน ตอนนี้กฤษณ์รู้แล้วว่าความห่างไกลไม่ได้ทำให้ความรักของพวกเขาทั้งสองลดน้อยลง ทั้งที่ไม่ได้คุยกันทุกวันอย่างที่เคยทำตอนหญิงสาวอยู่ที่เมืองไทย เพราะงานที่ขิงต้องทำมีมากพอที่จะทำให้หญิงสาวหัวปั่นไปพักใหญ่ ไหนจะเรื่องเรียนภาษา ไหนจะต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ใช้ชีวิตในสถานที่ที่มีแต่คนแปลกหน้า ช่วงแรกๆ เขากับขิงแทบไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ ทะเลาะกันก็หลายทีด้วยเวลาที่ไม่ตรงกัน แต่หลังจากได้พูดคุยกันทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างที่เคยเป็น

“ใกล้สอบรึยังขิง”

“อีกสองอาทิตย์ค่ะ” ขิงบอกผ่านโปรแกรมสนทนามาพร้อมกับยิ้มแปลกๆ ชูสองนิ้วให้คนทางนี้ได้หัวเราะกับท่าทางทะเล้น

“สอบเสร็จแล้วกลับไทยเลยใช่มั้ยครับ”

กฤษณ์ถามเสียงตื่นเต้น เขารอคอยวันนี้มานานถึงสองปี ถึงแม้ก่อนนี้พอมีเวลาเข้าหน่อยเขาก็บินไปหาคนรักถึงที่นู่นแถมขลุกอยู่ที่นั่นเป็นอาทิตย์กว่าจะกลับมาเคลียร์งานที่ปล่อยไว้คนคิ้วขมวดไปหลายวัน

“ก็คงกลับค่ะ แต่ขิงขอเที่ยวอีกซักเดือนนึงนะพี่กฤษณ์” เสียงออดอ้อนนั้นทำให้คงฟังขมวดคิ้วมุ่น เขาเห็นเธอเที่ยวทุกวันหยุด นี่ยังเที่ยวไม่ทั่วอีกเหรอ

“อะไรกัน สองปีนี่ยังไม่หนำใจอีกเหรอครับ”

“ก็แหม ยังไงช่วงสอบพี่กฤษณ์ก็ต้องมาหาขิงอยู่แล้วนี่คะ” กฤษณ์หันมองปฏิทินบนโต๊ะ นึกได้ว่าครบช่วงที่เขาต้องไปหาเธอที่นู่น แต่เดี๋ยวก่อน...

“ช่วงนั้นพี่ติดงานนะขิง คงไปหาไม่ได้หรอก พี่รอขิงอยู่ที่ไทยดีกว่า”

“งานเยอะมากเหรอคะ”

“ครับ ช่วงนี้งานเยอะมาก พี่จะขยายบริษัทด้วยคงไม่มีเวลาบินไปหานะ”

“ก็ได้ค่ะ” เสียงอ่อยที่ส่งมาทำเอาชายหนุ่มใจหายวาบ รู้ล่ะว่าหญิงสาวอยากให้เขาบินไปหา แต่คราวนี้คงไม่ได้จริงๆ เพราะมีเรื่องอื่นรอให้เขาจัดการอยู่ “ถ้างั้นก็อีกเดือนกว่าเลยนะคะกว่าจะเจอกัน”

“อย่าทำเสียงแบบนั้นสิครับ พี่งานยุ่งจริงๆ นะ”

“ไม่ใช่ว่าแอบไปหลีสาวกับแอมป์เหรอคะ”

“อะไรกันครับ พี่ไม่เคยทำเลยนะ แอมป์ฟ้องอะไรอีกล่ะ” ชายหนุ่มแก้ตัวพัลวันนึกไปถึงบุคคลที่อยู่ในบทสนทนาแล้วยังนึกเขม่นถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนเขากับหญิงสาวจะลงเอยกันด้วยดี ตั้งแต่ตอนนั้นจนตอนนี้เพื่อนสนิทของคนรักยังคงทำตัวเป็นผู้ชายเจ้าชู้ลอยไปลอยมาเช่นเดิม ไม่ยอมปักใจกับใครเสียที

“แอมป์ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังหรอกค่ะ” ขิงหัวเราะเสียงใสแล้วยิ้มตาหยีใส่คนรักผ่านจอคอมพิวเตอร์ “ขิงคิดถึงพี่กฤษณ์จังเลย”

คำพูดตรงๆ จากอีกฝั่งของโลกทำเอาคนฟังคลี่ยิ้มกว้าง หากคนบอกว่าคิดถึงยืนอยู่ตรงหน้าเขาคงรวบตัวกอดแน่นจนหายใจไม่ออกไปแล้ว แต่ในเมื่ออยู่ไกลกันขนาดนี้สิ่งที่ทำได้จึงมีแต่การส่งยิ้มและเสียงหัวเราะพร้อมกับสายตาเชื่อมหวานกลับไป

“อย่าอ้อนแบบนี้สิ เดี๋ยวพี่โดดงานบินไปหาจะทำยังไง”

“ก็ดีสิคะ” เธอตอบเสียงใส “ถ้าบอกแล้วพี่กฤษณ์บินมาหา ขิงจะพูดบ่อยๆ คิดถึงๆๆๆๆๆๆ” ขิงพูด ‘คิดถึง’ อยู่อย่างนั้น ปล่อยให้คนฟังได้หัวเราะร่วนกับสิ่งที่แสดงออก นับตั้งแต่หญิงสาวไปเรียนกฤษณ์รู้สึกได้ว่าคนรักดูแสดงออกมากกว่าก่อนไปเยอะทีเดียว เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะสิ่งแวดล้อมที่เธออยู่ หรือเพราะความห่างไกลกันแบบนี้ ขิงถึงได้ดูขี้อ้อนขึ้นมากจนน่าแปลกใจ

“โอเค พี่ก็คิดถึงแต่วันนี้พี่คงต้องขอเคลียร์งานก่อน งานด่วนเต็มไปหมด” กฤษณ์ยิ้มหวานส่งให้คนหน้ามุ่ย หากแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากบอกลากันแล้วปิดโปรแกรมสนทนา

มือใหญ่ก้มตัวลงไปเปิดลิ้นชักก่อนจะหยิบกล่องสีแดงเล็กๆ ขึ้นมามอง ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มพร้อมกับคิดถึงคนที่อยู่อีกซีกโลก ก่อนจะเปิดกล่องออกมาเห็นแหวนทองคำขาวประดับเพชรเม็ดเล็กสะท้อนกับแสงไฟระยิบระยับ สายตาคมนั่งมองกล่องแหวนที่อยู่ในมือด้วยความสุขที่ล้นออกมาข้างนอก มือใหญ่จับกล่องแหวนหมุนซ้ายหมุนขวาแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ที่หากใครเห็นคงคิดว่าเขาบ้า ซึ่งเขาก็คงบ้าจริงๆ นั่นแหละ

“คุณแจงครับ” เสียงทุ้มกรอกลงไปในโทรศัพท์พื้นฐานที่อยู่บนโต๊ะ ในเมื่อบริษัทขยายตัวขึ้นและงานที่รับมาชักใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรื่องการจัดการต่างๆ ย่อมต้องมีคนช่วยเป็นธรรมดา ชายหนุ่มเลือกเปิดรับสมัครเลขานุการเพื่อมาเป็นผู้ช่วย และนั่นทำให้เขารู้ว่าเขาคิดไม่ผิด

“ค่ะคุณกฤษณ์” เสียงใสที่ตอบกลับมาทำให้เขาหลุดจากภวังค์ความคิด ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยก่อนกรอกเสียงลงไปอีกครั้ง

“จองตั๋วเครื่องบินไปอังกฤษให้ผมหน่อยครับ อาทิตย์หน้าผมจะไปหาขิง”

คนนั่งหน้าห้องรับคำสั่งอย่างแข็งขันแล้ววางสายไป ปล่อยให้เจ้านายนั่งยิ้มอยู่ในห้องคนเดียวเหมือนเคย เอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะแทบไม่มีผลต่อความกระตือรือร้นในการทำงานเลยแม้แต่น้อย กฤษณ์นั่งยิ้มอยู่อย่างนั้นไม่แน่ใจว่านานเท่าไหร่ แต่คงนานพอที่จะทำให้ลูกน้องที่ตอนนี้เพิ่มตำแหน่งเป็นคนสนิทเข้ามายืนมองอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

กฤษณ์กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะร้องตกใจเสียงหลงเมื่อเห็นเพื่อนสนิทคนรักยืนยักคิ้วให้ด้วยใบหน้ากวนอวัยวะเบื้องล่าง

“เข้ามายังไงวะ”

“เดินสิบอส” แอมป์ตอบเสียงเนือยๆ พลางยักคิ้วให้อย่างรู้ทัน “นั่งคิดอะไรอยู่น่ะ ผมมองอยู่ตั้งนานไม่กล้าขัดความสุข”

“แล้วเข้ามามีอะไร” เสียงทุ้มพยายามเก็กขรึม ไม่อยากหลุดมาดเจ้านายมากนัก ทั้งที่กับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว เขากับมันเคยต่อยกันปากแตกมาแล้วด้วยซ้ำ

“เย็นนี้บอสว่างป่ะ ผมนัดน้องๆ หนูๆ ไว้ที่คาราโอเกะ แหล่มๆ ทั้งนั้น พี่ภพก็ไปด้วยนะ”

“ไม่ว่างโว้ย” คนเป็นเจ้านายปฏิเสธทันควัน “งานเยอะต้องรีบเคลียร์”

“โธ่ บอส วันเดียวเอง ขิงไม่รู้หรอก” เห็นหน้าของลูกน้องที่ยืนทำหน้าตาดูถูกเขาอยู่แล้วแทบอยากหาอะไรปามันให้หัวแตก

“ไอ้นี่ บอกไม่ว่างก็ไม่ว่างสิวะ ไปกันเองได้ก็ไปกันเถอะ ผมต้องรีบเคลียร์เอกสารให้เสร็จ”

เห็นเจ้านายปฏิเสธเสียงแข็งแล้วคนเป็นลูกน้องที่เลื่อนตำแหน่งตัวเองขึ้นมาเป็นคนสนิทเลยต้องจำใจถอยร่นกลับออกไปอย่างผู้แพ้ ปล่อยให้กฤษณ์นั่งส่ายหน้ามองลูกน้องด้วยความระอากับความเจ้าชู้ที่ดูเหมือนช่วงนี้จะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแอมป์ตัดใจจากคนรักของเขาได้หรือยัง เขาก็ได้แต่หวังว่าเวลาสองปีที่ผ่านมาจะสามารถเยียวยาให้แอมป์เปิดหัวใจให้ผู้หญิงสักคนที่เป็นคนที่ใช่เสียที ไม่ใช่มัวแต่ทำตัวเป็นผู้ชายเจ้าชู้อยู่แบบนี้


วันที่ท้องฟ้าดูแจ่มใสขิงตื่นเช้าออกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะใกล้ๆ อพาร์ทเมนต์ตัวเองเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดแถมยังได้ทำความรู้จักกับคนที่เดินผ่านไปผ่านมาอีกด้วย หญิงสาวพาตัวเองมานั่งที่เก้าอี้ยาวในสวน เงยหน้าขึ้นมองฟ้าใสแล้วทำให้นึกถึงคนอีกซีกโลก ผู้ชายที่ทำให้เธออบอุ่นได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมาสักเท่าไหร่ ระยะทางและระยะเวลาไม่ใช่ตัวแปรที่ทำให้ทั้งคู่รักกันน้อยลงเลยสักนิด จะมีบ้างที่ต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาคนรัก แต่สำหรับกฤษณ์และเธอแล้วไม่เคยปล่อยให้โกรธกันพ้นวันเลยสักครั้ง ไม่ใครก็ใครที่รู้ตัวว่าผิดต้องเป็นคนง้อก่อนเสมอจนตอนนี้เขาและเธอก็ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย

ใบหน้านวลทำท่าสูดอากาศเข้าลึกอีกครั้งแล้วตัดสินใจลุกเดินกลับที่พัก แต่เดินมาได้สักพักก็รู้สึกเหมือนตัวเองเด้งกลับมาข้างหลังเพราะชนกับอะไรเข้าสักอย่าง หญิงสาวเงยหน้าขึ้นตั้งใจจะหาเรื่องเต็มที่แต่กลับต้องมองค้างเมื่อเห็นคนตรงหน้ายืนยิ้มโชว์ฟันขาว

“เจ็บมั้ยครับ” เสียงทุ้มที่คิดถึงเอ่ยถามอย่างล้อๆ ส่วนคนที่ยืนค้างอยู่ถึงกับน้ำตาคลอขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ มือเล็กซับน้ำตาตัวเองออกแต่กลับกลายเป็นไปกระตุ้นต่อมน้ำตาให้ไหลลงอาบแก้ม

“อ้าว ร้องไห้ซะแล้ว เจ็บมากเหรอครับ”

“คนบ้า!” ขิงตะโกนใส่หน้าชายหนุ่มทั้งน้ำตา แต่คนโดนกลับหัวเราะร่วนก่อนจะคว้าตัวคนตัวเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมกอด

“คิดถึงจังเลย” กฤษณ์เอ่ยเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน เขารู้สึกได้ถึงคนตัวเล็กที่ดูจะโอบเขาแน่นกว่าทุกครั้งพร้อมกับซุกหน้าตัวเองกับอกอุ่นนิ่งไม่ยอมขยับ

“ไหนบอกไม่ว่างไงคะ” เสียงอู้อี้ดังจากอกเขา ทำให้ต้องหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง มือใหญ่ยกขึ้นลูบศีรษะเล็ก ทั้งคู่กอดกันอยู่อย่างนั้นไม่ยอมผละออกจากกัน ไม่สนใจสายตาจากใครเพราะการแสดงความรักกันแบบนี้มีให้เห็นกันบ่อยไป

“ก็กลัวคนแถวนี้จะร้องไห้คิดถึง ที่ไหนได้มาถึงก็ร้องไห้ซะแล้วเด็กขี้แย”

“ขิงเปล่าขี้แยนะ” คนตัวเล็กผละศีรษะออกจากอกกว้างขึ้นมาเถียงเสียงแหลม ทำเอาคนฟังอดหัวเราะไม่ได้

“ไม่ขี้แยแล้วเมื่อกี้ใครน้ำตาไหลนะ” กฤษณ์เอ่ยเย้า มือใหญ่เกลี่ยน้ำตาที่ยังคงอยู่บนใบหน้าออกพร้อมกับยิ้มขำ แล้วเขาก็ต้องหัวเราะลั่นเมื่อคนในอ้อมกอดขยับตัวพยายามจะผลักเขาออกแต่แรงไม่พอ แรงผลักจึงมีฤทธิ์เพียงแค่สะกิดเขาให้สะเทือนเล็กน้อยเท่านั้น

“อยู่นิ่งๆ สิครับ พี่อุตส่าห์มาหานะ”

“พี่กฤษณ์โกหกขิง” คราวนี้คนตัวเล็กชักทำเสียงเข้ม ขิงเงยหน้ามองคนตัวโตพร้อมกับทำปากยื่น สายตาคมที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูมองหญิงสาวนิ่งก่อนจะรีบก้มหน้าลงประทับจุมพิตแผ่วเบากับคนขี้งอนแล้วถอนออกอย่างรวดเร็ว แต่นั้นกลับทำให้คนในอ้อมกอดแข็งค้าง

ไม่ใช่ว่าไม่เคยใกล้ชิดแบบนี้ แต่นี่มันที่สาธารณะ สวนสาธารณะที่มีทั้งเด็กตัวเล็กๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่สูงอายุมารวมกันทำกิจกรรม การแสดงออกความรักแบบนี้ทำเอาเธอตั้งตัวไม่ทัน มือเล็กจึงตีเข้าที่อกกว้างแรงๆ หนึ่งทีแล้วผละออกมายืนมองคนตรงหน้าให้ชัดเจนอีกครั้งว่าไม่ใช่ความฝัน

“นี่ขิงไม่ได้ฝันใช่มั้ยคะ” กฤษณ์ขยับยิ้มกว้างมองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาหวานเชื่อม

“เมื่อกี้ยังไม่แน่ใจอีกเหรอครับว่าฝันหรือไม่ใช่ฝัน ถ้างั้นเดี๋ยวพี่จูบอีกที ขิงจะได้ตัดสินใจถูกว่าฝันหรือไม่ใช่ฝัน” ชายหนุ่มขยับตัวเองเข้าใกล้หญิงสาวอีกนิด พยายามจะคว้าคนตัวเล็กมากอดอีกครั้งแต่ไม่สำเร็จ หญิงสาวขยับกายหนีอย่างรวดเร็วก่อนจะโบกมือบ้ายบายอีกฝ่าย

“เจอกันที่ห้องพักนะคะสุดหล่อ” คนตัวเล็กหายลับไปจากสายตาแล้ว ส่วน ‘สุดหล่อ’ ยังคงยืนตัวเราะลั่นอยู่กลางสวนแบบนั้น ไม่สนใจสายตาที่มองเหมือนเขาเป็นตัวประหลาดเลยสักนิด กฤษณ์พยายามให้ตัวเองหยุดหัวเราะเขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะคาดโทษไปที่ความว่างเปล่าทิศทางที่ขิงเพิ่งเดินจากไป

“คืนนี้ไปไหนไม่รอดแน่คนสวย”


เนื่องจากใกล้สอบและขิงต้องเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างหนัก ดังนั้นวันทั้งวันกฤษณ์จึงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั่งเช็คอีเมลล์งานตัวเองและทำอาหารให้นักศึกษาเตรียมสอบ ปล่อยให้ขิงได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่เพราะตอนเย็นทั้งคู่นัดกันออกไปทานข้าวข้างนอก

กฤษณ์นั้นดูแต่งตัวเรียบร้อยเหมือนปกติที่อยู่ที่นี่แต่จะมีพิเศษหน่อยเห็นจะเป็นหญิงสาวที่วันนี้เธอตัดสินใจใส่เดรสสีแดงเพลิงที่กฤษณ์นำมาด้วยจากประเทศไทยพร้อมกับรองเท้าส้นสูงเข้าชุด คงเป็นแม่เธอที่จัดเตรียมชุดนี้ให้เพื่อให้เขาหอบข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้เธอใส่วันนี้ ซึ่งนั่นหมายถึงคงมีเรื่องพิเศษอะไรบางอย่างจะเกิดขึ้นในคืนนี้ ขิงมองหน้าคนที่แตะข้อศอกของเธออยู่พร้อมกับผลักเบาๆ ให้เดินเข้าไปในร้านอาหารสุดหรูที่ตั้งแต่มาเรียนที่นี่เธอได้แต่มองแล้วเดินผ่านไป คนที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้านต่างแต่งตัวดูภูมิฐาน น่ามอง และเหมาะกับสถานที่

“พาขิงมาที่นี่มีอะไรพิเศษเหรอคะ” คนถูกถามหันมายิ้มให้เธอแต่ไม่ได้พูดอะไร มองหญิงสาวขยับตัวนั่งเก้าอี้ที่บริกรขยับให้ ส่วนเขานั่งอยู่ตรงข้ามและยังคงส่งยิ้มให้เธอไม่หยุด

“ชอบมั้ยครับ” เขาถามพลางหันมองรอบร้านให้รู้ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร

หญิงสาวยิ้มกว้างพยักหน้ารับแล้วตอบเสียงใส “ชอบค่ะ แต่คงแพงน่าดู มาดินเนอร์กันแบบนี้จะดีเหรอคะ”

เป็นอีกครั้งที่กฤษณ์ยิ้มแล้วไม่พูดอะไร ชายหนุ่มเอื้อมมือมาจับมือเล็กลูบเบาๆ อย่างเคยชิน เขามองเข้าไปในตาของอีกฝ่ายราวกับจะสื่อสารความรู้สึกทั้งหมดให้ได้รู้ แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้พูดอะไร อาหารที่กฤษณ์บอกว่าได้สั่งไว้ก่อนหน้านี้ก็ถูกนำมาเสิร์ฟเสียก่อน พร้อมกับไวโอลินที่มาเล่นอยู่ข้างๆ เคล้ากับบรรยากาศทำให้ขิงยิ่งรู้สึกพิเศษขึ้นไปอีก หญิงสาวเลิกคิ้วมองคนตรงหน้าที่ยังคงไม่ยอมหุบยิ้ม และก่อนจะได้พูดอะไรมากกว่านั้น บริกรที่คอยดูแลก็ยกฝาที่ปิดอาหารอยู่ขึ้นและนำไปเก็บ

นั่นทำให้หญิงสาวที่นั่งงงอยู่รู้สึกตัว ขิงอ่านข้อความที่ปรากฏอยู่บนจานด้วยน้ำตาคลอ

‘Will you marry me’ ข้อความสั้นๆ แต่สื่อความหมายได้เป็นอย่างดี ขิงเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่ตอนนี้ขยับลุกขึ้นยืนแล้วเดินมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับเสียงทั้งร้านเงียบลงเหลือเพียงแค่เสียงจากไวโอลินเท่านั้น

“แต่งงานกับพี่นะ” กฤษณ์พูดพร้อมกับชูกล่องแหวนขึ้นต่อหน้าเธอ เขายิ้มกว้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่กำลังจะหยดระแก้ม แต่ยังไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก “ตกลงว่ายังไงครับ แต่งงานกับพี่นะ”

คราวนี้น้ำตาไหลอาบแก้มลงมาเป็นสาย ขิงไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะยอมคุกเข่าขอเธอแต่งงาน เธอมองอีกฝ่ายที่ยังคงนั่งรอคำตอบแล้วค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาพร้อมน้ำตาที่ยังไม่ยอมหยุดไหล ก่อนที่คำถามครั้งที่สามจะดังขึ้น หญิงสาวโผเข้ากอดคอคนถามแน่น เธอกระซิบเบาๆ ข้างๆ หูก่อนจะผละออกพร้อมรอยยิ้มและรอยน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่

คำตอบที่เกิดขึ้นทำให้กฤษณ์ยิ้มออก ชายหนุ่มดึงแหวนออกจากกล่องพร้อมกับมองหญิงสาวทั้งที่ยังคุกเข่า มือใหญ่เอื้อมหยิบมือเล็กขึ้นมาสวมแหวนในตำแหน่งใหม่ที่ไม่ใช่แค่จองไว้ก่อนอีกแล้ว พร้อมกับจุมพิตเบาๆ ที่หลังมือ ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงปรบมือดังอยู่รอบด้าน นั่นทำให้คนนั่งอยู่บนเก้าอี้เขินจนทำตัวไม่ถูก

หญิงสาวลุกขึ้นยืนเมื่อมือใหญ่ดึงให้เธอลุกขึ้น เธอมองชายหนุ่มคนรักแทบไม่มีสติบังคับตัวเองด้วยซ้ำ จนเมื่อใบหน้าคมของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ดวงตาคมของกฤษณ์ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างให้ขิงต้องหยุดนิ่งมอง จนกระทั่งริมฝีปากทั้งคู่ประกบกัน กฤษณ์รู้สึกได้ทันทีว่าความหวานใดๆ ในโลกก็ไม่เท่าความหวานที่กำลังเขากำลังลิ้มรสอยู่ตอนนี้ ริมฝีปากหนาขยับอย่างช่ำชองค่อยๆ สอนให้อีกฝ่ายขยับตาม ก่อนจะขบเม้นริมฝีปากบางเบาๆ แล้วผละออกพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“รีบๆ สอบให้ผ่านแล้วกลับไปแต่งงานกันนะ พี่ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว” จบประโยคที่ทำให้ขิงหน้าแดงเถือกนั้น มือเล็กก็ซัดเข้าไปที่อกกว้างอย่างแรง หญิงสาวเขินจนพูดอะไรไม่ออกนอกจาก

“บ้า”

และนั่นทำให้กฤษณ์หัวเราะร่วนกับท่าทีเขินอายของอีกฝ่าย เขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะทำอะไรที่โรแมนติกปนเลี่ยนได้ขนาดนี้ หากไม่ใช่เพื่อผู้หญิงตรงหน้าเขาคงไม่ทำ

“ขิงไม่ได้เป็นเปลือกไข่ของใครแล้วนะ แต่ขิงเป็นหัวใจของพี่ เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด พี่รักขิงนะ”

น้ำตาที่คิดว่าหยุดไหลไปแล้วกลับไหลออกมาอีกเพียงแค่คำพูดเพียงประโยคเดียวแต่เธอกลับรู้สึกว่ามีความหมายมากที่สุด หญิงสาวยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอีกครั้งไม่ได้นับแล้วว่าเป็นหนที่เท่าไหร่ รู้เพียงว่าเธออยากกอดคนตรงหน้าแน่นๆ เหลือเกิน

ทันความคิดหญิงสาวโผเข้ากอดร่างสูงอีกครั้ง คราวนี้แน่นกว่าทุกครั้งที่เคยทำแถมยังเขย่งขึ้นกระซิบข้างหูของคนตัวสูงกว่าเบาๆ

“ขิงก็รักพี่กฤษณ์ค่ะ รักมากที่สุด”

The end
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จบแล้วนะคะ ฮิ้ววววววววววววววววว จุดพลุ ปุ้งๆๆๆๆๆๆ ฮาาาาาาาาา
เป็นยังไงบ้างคะ ตอนจบ สะดุดตรงไหนมั้ยเอ่ย
ฉากโรแมนติกนี่ บอกตรงๆ เลยว่าไม่คิดว่าตัวเองจะเขียนได้เหมือนกัน
เขียนไปขนลุกไปค่ะ ฮาาาาาาา ไม่รู้ว่าคนอ่านเป็นเหมือนมิณทิมารึเปล่าน้าาาา

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันจนถึงตอนสุดท้ายนะคะ
ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้มือใหญ่หัดเขียนคนนี้ :)
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านถึงแม้ไม่ได้เม้นต์อะไร แต่แค่แวะเข้ามามิณทิมาก็ดีใจมากแล้วค่ะ
สุดท้าย ขอบคุณที่รอกันค่ะ ฮาาา เพราะช่วงหลังๆ ชีวิตมาม่ามากเหลือเกิน
เลยกลายเป็นว่าจัดการกับอารมณ์ตัวเองให้นิ่งไม่ได้ แหะๆๆๆ

หวังว่าเรื่องหน้าจะยังติดตามกันเหมือนเดิมนะคะ
แต่คงต้องเว้นช่วงอีกหน่อย ฮี่ๆๆๆๆ ไว้ว่างเมื่อไหร่จะรีบเปิดเรื่องใหม่ให้อ่านกันนะเคอะ จุ๊บๆ

ตอบเม้นต์กันเถอะค่ะ
------------------------------------------------------------------------
คุณ pattisa : น่ารักจริงๆ นะคะ มิณทิมายังหลงรักเลย ฮาาาา
คุณ คิมหันตุ์ : รักเด็กต้องอดทนนะคะ ถึงเด็กไม่มากก็เถอะ เอิ๊กๆๆๆ
คุณ pseudolife : เดินเรื่องเรียบเรื่อย เดี๋ยวคนอ่านจะเบื่อ ค่ะ ฮ่าาาา
คุณ ใบบัวน่ารัก : น้องขิงของเราจิตใจมั่นคงค่ะ ฮุๆๆๆ ความจริงเพราะมีคนบินไปเฝ้าบ่อยๆ ตะหาก คิๆๆๆ
=========================================
แล้วพบกันใหม่ เรื่องหน้านะคะ
ปล. เม้นต์ของตอนนี้ ว่างๆ มิณทิมาจะเข้ามาตอบให้ค่ะ จุ๊บๆ



มิณทิมา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 31 ก.ค. 2556, 22:35:40 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 1 ส.ค. 2556, 00:42:54 น.

จำนวนการเข้าชม : 1161





<< ตอนที่ 21   
คิมหันตุ์ 1 ส.ค. 2556, 00:20:29 น.
อาเฮียกฤษณ์ น่าร้ากกกกและทุ่มทุนสุด บินไปบินมา ตลอด อิอิ


ใบบัวน่ารัก 1 ส.ค. 2556, 07:16:37 น.
น่ารักจริงพี่กฤษณ์


mhengjhy 1 ส.ค. 2556, 08:56:04 น.
จุดพลุค่าาาา


sonakshi 1 ส.ค. 2556, 09:44:13 น.
ฟิน


มิณทิมา 6 ส.ค. 2556, 15:59:48 น.
กลับมาตอบเม้นคับ ไม่แน่ใจว่าจะยังมีใครเข้ามามั้ยน้า ^^

@คุณคิมหันตุ์ : ถ้าไม่ทุ่มเกรงว่าเด็กจะหลงฝรั่งอยู่ต่างประเทศนะคะ ฮาาาา
@คุณใบบัวน่ารัก : ใช่มั้ยคะ ฮิๆๆๆ
@คุณmhengjhy : ดังสนั่นเลยล่ะค่าาาาา
@คุณsonakshi : คิๆๆ คนเขียนยังฟินเลยค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account