ที่สุด...ของหัวใจ
คืนวันล่วง...ผ่านราว...สายน้ำไหล ดวงฤทัย...กลับมั่นคง...เฉกภูผา
ฝังลึกล้ำ...ความรัก...ปักวิญญา สายธารา...ความทรงจำ...ยังย้ำครอง
คือสองหัต...ถานี้...หรือมิใช่ โอบมลาย...ความเหว่ว้า...ในใจหมอง
ด้วยสองเนตร...อบอุ่น...ที่ทอดมอง เฝ้าปกป้อง...ปลอบประโลม...มาเนิ่นนาน
ฝังลึกล้ำ...ความรัก...ปักวิญญา สายธารา...ความทรงจำ...ยังย้ำครอง
คือสองหัต...ถานี้...หรือมิใช่ โอบมลาย...ความเหว่ว้า...ในใจหมอง
ด้วยสองเนตร...อบอุ่น...ที่ทอดมอง เฝ้าปกป้อง...ปลอบประโลม...มาเนิ่นนาน
Tags: อาเรีย
ตอน: บทนำ
ท้องฟ้าที่ถูกระบายด้วยรัศมีสีแดงของดวงอาทิตย์ยามอัสดงค่อยถูกสีแห่งรัตติกาลกลืนกินทีละน้อย ผิวน้ำสีครามซึ่งเคยทอประกายระยิบระยับล้อแสง และใบไม้หลากสีของผืนป่าแปรเปลี่ยนเป็นภาพเงา เรือรบลำใหญ่ที่ทอดสมออยู่บนผืนน้ำใต้เชิงผาดูมืดทะมึนน่ากลัว ไอหมอกเริ่มโรยตัวหนา แสงไฟทยอยปรากฏจากหนึ่งจุด สองจุด จนกระจายไปทั่วบริเวณริมฝั่งที่ห่างออกไป ไล่ไปตามแนวถนนอันทอดขึ้นสู่ป้อมหินโบราณรูปทรงสี่เหลี่ยมมียอดหอคอยแหลมกระจายตามตำแหน่งซึ่งตั้งตระหง่านเหนือหน้าผา
สายลมกลางฤดูใบไม้ร่วงยามเมื่ออยู่ติดป่าและผืนน้ำยิ่งทวีความยะเยือกพัดโชยเป็นระยะ ๆ แต่กระนั้นร่างสูงสง่าของบุรุษผู้ยืนชิดริมหน้าต่างภายในห้องชั้นบนของป้อมโบราณกลับยืนนิ่งดุจไม่รับรู้ถึงความเย็นที่พัดเข้ามาปะทะร่างกาย
เงาสลัวภายในห้องยังพอมองเห็นได้ถึงโต๊ะทำงานตัวใหญ่หนาหนักที่วางอยู่กึ่งกลางใกล้กับผนังห้องด้านหนึ่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารจัดวางอย่างเป็นระเบียบและแผนที่กางอยู่ ถัดไปทั้งสองข้างของโต๊ะเป็นตู้หนังสือสูงจดเพดานวางเรียงเป็นระยะ คั่นด้วยโคมไฟติดผนังจนสุดริมห้อง มุมห้องฝั่งตรงกันข้ามวางไว้ด้วยชุดเก้าอี้รับแขกเบาะหนังสีน้ำตาลนุ่ม รับกับโครงโลหะสีทองดัดเป็นลวดลายเถาวัลย์อ่อนช้อย ถัดมาเป็นประตูบานใหญ่ ใกล้กันเป็นตู้หนังสือยาวไปจนสุดมุมห้องติดผนังอีกด้านหนึ่ง ด้านซึ่งมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดออกรับสายลมที่พัดจากผืนน้ำเข้าสู่ผืนดิน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเปิดออกและปิดลงอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับร่างของบุรุษหนุ่มในเครื่องแบบทหารก้าวเข้ามาภายในห้อง
ผู้เข้ามาใหม่มองไปยังร่างสูงที่ยืนเอามือไขว้หลังมองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดสลัวของห้องทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเดินไปจุดโคมดวงเล็ก
แสงสว่างที่เพิ่มขึ้นภายในห้องส่องให้เห็นรายละเอียดของผู้จุดโคมในเครื่องแบบสีดำทั้งชุดคอปิดแขนยาว ปล่อยชายเสื้อคาดทับด้วยเข็มขัดหนังสีดำและรองเท้าบูทยาวหนังสีดำด้าน แม้แต่กระดุมที่เสื้อก็เป็นโลหะสีดำ ไม่มีเครื่องหมายใดทั้งสิ้นเว้นแต่เครื่องหมายอินทรีกางปีกโอบมงกุฎสีเงินที่ติดอยู่ที่เบื้องอกซ้าย
ผมสีดำยาวประบ่าถูกรวบไว้ด้วยเชือกหนังเรียบร้อย ใบหน้าเข้มดุมีรอยเครียดเคร่ง ดวงตาสีน้ำตาลแฝงแววกังวลมองไปยังร่างสูง ก่อนโค้งเคารพ แล้วเดินเข้าไปหา
“ได้ตัวแล้วใช่ไหม ไคล์” เสียงทุ้มจากร่างสูงเอ่ยถามสวนมาโดยมิหันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย
ไคล์มิได้ตอบคำถามนั้น มีเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบา ร่างสูงสง่าจึงละสายตาจากเบื้องนอกหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม ความสูงใหญ่ที่แม้จะดูไล่เลี่ยกัน หากเมื่อยืนเทียบกันดี ๆ แล้วกลับเห็นได้ชัดว่าฝ่ายเขายังคงเตี้ยกว่าผู้เป็นเจ้าของห้อง
สีทองของอินทรีโอบมงกุฎเพชรที่ติดอยู่บนเครื่องแบบชนิดเดียวกับไคล์สะท้อนแสงไฟวาววับบ่งบอกถึงศักดิ์ที่สูงกว่า ดวงหน้านั้นคมงามราวอิสตรี จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางหยักสวยดุจจะแย้มยิ้มตลอดเวลา หากบุคลิกแห่งอำนาจฉายชัด โดยเฉพาะนัยน์ตาสีน้ำทะเลคู่นั้นคมกริบ ฉลาดลึก คล้ายจะแลทะลุได้ทุกสิ่ง
และยามนี้เจ้าของดวงตาคู่นั้นมองหน้าไคล์โดยมิเอ่ยอะไร แต่ไคล์รู้ ‘คำถาม’
ทุกคนรู้ เขายิ่งรู้ อาการผิดปกติแม้เพียงนิดยังมิอาจรอดจากการรับรู้ของคนตรงหน้า แล้วนี่... คำว่า ‘ไม่สบายใจ’ มันเล่นเขียนคาอยู่บนหน้าเขาเลย
“ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เป็นสอง และหนึ่งในสองไม่รอด” ไคล์เอ่ยตอบคำถามจากแววตาคู่นั้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “อีกคนบาดเจ็บไม่มากนัก และยัง....” เสียงในตอนท้ายขาดหาย
ยังคงไม่มีคำพูดจากร่างสูง มีเพียงสายตาที่หรี่เพียงนิด และอาการจ้องหน้าเขม็ง
ไคล์ถอนหายใจยาวก่อนจะตอบ “เป็นนาง...”
ดวงหน้าสวยขมวดคิ้วเล็กน้อยคิดตามประโยคที่ไคล์พูด ชั่วขณะนัยน์ตาสีน้ำเงินทอประกายวาบ
“เอล...”
ชื่อที่หลุดออกมาทำให้ไคล์พยักหน้ารับ ร่างสูงจึงก้าวอย่างรวดเร็วไปยังประตู พร้อมด้วยคำถามตามมาอย่างรวดเร็ว “ที่ไหน”
“ห้องเล็กด้านตะวันตก...อาเรียกำลังดูแล...” ไคล์ตอบยังไม่ทันจบ ก็ต้องก้าวตามผู้เป็นนายทันที
ร่างสูงสง่าเดินอย่างเร่งร้อนโดยมีไคล์ตามติดอยู่เบื้องหลัง ทั้งคู่มิสนใจต่อทหารที่หยุดยืนทำความเคารพในยามเดินผ่านเลยแม้แต่น้อย เมื่อถึงยังห้องที่เป็นเป้าหมาย ผู้มีศักดิ์สูงกว่ายกมือเคาะประตูเพียงสองครั้งตามด้วยการเปิดพรวดเข้าไปอย่างไม่รอช้า เรียกสายตาสามคู่ของผู้อยู่ภายในให้มองมา
เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินทอดมองไล่ไปทีละคน นับตั้งแต่บุรุษวัยกลางคนผู้อยู่ในเครื่องแบบเช่นเดียวกับตน หากมีเสื้อกาวน์สีขาวสวมทับบ่งบอกฐานะแห่งแพทย์ ก่อนจะแลเลยไปยังหญิงสาวนัยน์ตาสีน้ำตาลสวยเจ้าของนาม ‘อาเรีย’ ที่มองสบมาเพียงชั่วครู่แล้วเมินหลบ และท้ายที่สุด...หญิงสาวผมดำผู้นั่งอยู่บนเตียง ’เอล’
ผู้เป็นแพทย์เบือนหน้ามองมาเพียงชั่วแวบ แล้วหันกลับไปผูกปมสุดท้ายของผ้าพันแผลที่แขนขวาให้กับหญิงสาวนามว่าเอล ในขณะที่อาเรียรามือจากการใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดใบหน้าให้แก่หญิงสาว จากนั้นทั้งแพทย์วัยกลางคนและอาเรียต่างลุกขึ้นน้อมตัวทำความเคารพอย่างสูงสุดต่อผู้มาใหม่แล้วยืนตัวตรงนิ่ง ยกเว้นเพียงผู้ที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียง
นัยน์ตาสีน้ำเงินปรากฏรอยวูบไหวขึ้นชั่วเสี้ยวขณะหนึ่ง และจางหายไปอย่างรวดเร็วยามตวัดมองยังอาเรียที่หลุบตาลงต่ำ จากนั้นจึงละสายตาไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งอยู่บนเตียง
สายตาสองคู่ประสานกันนิ่ง ทั้งห้องเงียบ
“เราออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะ” ไคล์เอ่ยขึ้นเบา ๆ
ผู้เป็นแพทย์พยักหน้ารับ พร้อมกับเดินตามไคล์ออกไปโดยมีอาเรียเดินรั้งท้าย หญิงสาวเหลือบตามองร่างสูงยามเดินผ่านก่อนหลุบสายตามองพื้นแล้วก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงยังคงยืนนิ่ง ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องเข้าไปยังดวงตาของหญิงสาวผู้ยังนั่งอยู่บนเตียงที่บัดนี้คลี่ยิ้มงดงาม อ่อนโยน
หญิงสาวค่อยขยับลุกขึ้นยืนตรง ศีรษะน้อมทำความเคารพต่ำยิ่ง
“ถวายบังคมเพคะ เสด็จท่านผู้บัญชาการ”
“เอลย่า !!”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอยู่ในท่าตรง ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ร่างจะถูกดึงไปอยู่ในอ้อมพระกรของ ‘เสด็จท่านผู้บัญชาการ’ อย่างอ่อนโยน
ประตูห้องถูกปิดแผ่วเบาด้วยมือของอาเรียซึ่งบัดนี้ยืนหลับตาพิงประตูด้วยอาการเหนื่อยอ่อน ขณะที่ไคล์ซึ่งยืนห่างออกไปมองมายังหญิงสาวด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนหันไปถามเบา ๆ กับแพทย์ข้างกาย
“อาเรียเองก็ได้รับบาดเจ็บ ท่านได้ดูอาการเธอบ้างหรือยังครับ”
“เรียบร้อยแล้ว นอกจากอาการบวมมากที่ต้นแขนเพราะการกระแทกอย่างรุนแรงแล้ว ไม่มีอาการบาดเจ็บอะไรอีก เพียงแต่ว่า อาการอักเสบอาจทำให้ปวดมากสักหน่อยในคืนนี้ กระผมได้ให้ยาไว้แล้ว”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ “เชิญท่านหมอกลับไปพักก่อนเถอะครับ หากมีอะไรข้าจะให้คนไปเชิญ”
“ถ้าเช่นนั้นกระผมขอตัว” แพทย์วัยกลางคนชิดเท้าทำความเคารพ ไคล์ก้มหัวตอบรับ
เมื่อนายแพทย์ทหารผู้นั้นเดินห่างออกไป ไคล์จึงเดินเข้าไปใกล้หญิงสาวพร้อมเอ่ยปากอ่อนโยน “อาเรีย ไหวไหม”
หญิงสาวลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้า พลางสูดหายใจลึกก่อนหยัดตัวตรง
ชายหนุ่มเห็นถึงรอยเศร้าลึกและน้ำตาที่คลอหน่วยตา โดยเจ้าตัวคงฝืนเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้หยาดหยดต่อหน้าเขา
‘สงสาร’ แต่เขาจะสามารถทำอะไรได้เล่า
“วันนี้เหนื่อยมากแล้ว ทั้งยังบาดเจ็บอีก กลับไปพักดีไหม” น้ำเสียงทอดอย่างนุ่มนวล
อาเรียพยักหน้ารับ คลี่ยิ้มบาง ๆ ให้ชายหนุ่มเพื่อแสดงความขอบคุณ “ไม่ต้องส่งหรอก ไปเองได้” เสียงพูดเบา ก่อนเดินไปโดยมิรอคำตอบรับ
ร่างเล็กบางที่อยู่ในชุดรัดกุมสีดำยืดตัวตรงสง่า ยามก้าวเดินเร็วยิ่ง หยาดน้ำตาที่ฝืนไว้หยดระแก้ม ยิ่งกะพริบตาเพื่อฝืนกลับยิ่งไหลลงมาเป็นสาย ครั้นแน่ใจว่าพ้นจากสายตาเป็นห่วงของคนที่มองตาม อาการก้าวเดินเร็วจึงแปรเปลี่ยนเป็น ‘วิ่ง’ ดุจจะหนีให้ไกลจากห้องที่อยู่เบื้องหลัง
สายลมกลางฤดูใบไม้ร่วงยามเมื่ออยู่ติดป่าและผืนน้ำยิ่งทวีความยะเยือกพัดโชยเป็นระยะ ๆ แต่กระนั้นร่างสูงสง่าของบุรุษผู้ยืนชิดริมหน้าต่างภายในห้องชั้นบนของป้อมโบราณกลับยืนนิ่งดุจไม่รับรู้ถึงความเย็นที่พัดเข้ามาปะทะร่างกาย
เงาสลัวภายในห้องยังพอมองเห็นได้ถึงโต๊ะทำงานตัวใหญ่หนาหนักที่วางอยู่กึ่งกลางใกล้กับผนังห้องด้านหนึ่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารจัดวางอย่างเป็นระเบียบและแผนที่กางอยู่ ถัดไปทั้งสองข้างของโต๊ะเป็นตู้หนังสือสูงจดเพดานวางเรียงเป็นระยะ คั่นด้วยโคมไฟติดผนังจนสุดริมห้อง มุมห้องฝั่งตรงกันข้ามวางไว้ด้วยชุดเก้าอี้รับแขกเบาะหนังสีน้ำตาลนุ่ม รับกับโครงโลหะสีทองดัดเป็นลวดลายเถาวัลย์อ่อนช้อย ถัดมาเป็นประตูบานใหญ่ ใกล้กันเป็นตู้หนังสือยาวไปจนสุดมุมห้องติดผนังอีกด้านหนึ่ง ด้านซึ่งมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดออกรับสายลมที่พัดจากผืนน้ำเข้าสู่ผืนดิน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเปิดออกและปิดลงอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับร่างของบุรุษหนุ่มในเครื่องแบบทหารก้าวเข้ามาภายในห้อง
ผู้เข้ามาใหม่มองไปยังร่างสูงที่ยืนเอามือไขว้หลังมองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดสลัวของห้องทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเดินไปจุดโคมดวงเล็ก
แสงสว่างที่เพิ่มขึ้นภายในห้องส่องให้เห็นรายละเอียดของผู้จุดโคมในเครื่องแบบสีดำทั้งชุดคอปิดแขนยาว ปล่อยชายเสื้อคาดทับด้วยเข็มขัดหนังสีดำและรองเท้าบูทยาวหนังสีดำด้าน แม้แต่กระดุมที่เสื้อก็เป็นโลหะสีดำ ไม่มีเครื่องหมายใดทั้งสิ้นเว้นแต่เครื่องหมายอินทรีกางปีกโอบมงกุฎสีเงินที่ติดอยู่ที่เบื้องอกซ้าย
ผมสีดำยาวประบ่าถูกรวบไว้ด้วยเชือกหนังเรียบร้อย ใบหน้าเข้มดุมีรอยเครียดเคร่ง ดวงตาสีน้ำตาลแฝงแววกังวลมองไปยังร่างสูง ก่อนโค้งเคารพ แล้วเดินเข้าไปหา
“ได้ตัวแล้วใช่ไหม ไคล์” เสียงทุ้มจากร่างสูงเอ่ยถามสวนมาโดยมิหันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย
ไคล์มิได้ตอบคำถามนั้น มีเพียงเสียงถอนหายใจแผ่วเบา ร่างสูงสง่าจึงละสายตาจากเบื้องนอกหันกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม ความสูงใหญ่ที่แม้จะดูไล่เลี่ยกัน หากเมื่อยืนเทียบกันดี ๆ แล้วกลับเห็นได้ชัดว่าฝ่ายเขายังคงเตี้ยกว่าผู้เป็นเจ้าของห้อง
สีทองของอินทรีโอบมงกุฎเพชรที่ติดอยู่บนเครื่องแบบชนิดเดียวกับไคล์สะท้อนแสงไฟวาววับบ่งบอกถึงศักดิ์ที่สูงกว่า ดวงหน้านั้นคมงามราวอิสตรี จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางหยักสวยดุจจะแย้มยิ้มตลอดเวลา หากบุคลิกแห่งอำนาจฉายชัด โดยเฉพาะนัยน์ตาสีน้ำทะเลคู่นั้นคมกริบ ฉลาดลึก คล้ายจะแลทะลุได้ทุกสิ่ง
และยามนี้เจ้าของดวงตาคู่นั้นมองหน้าไคล์โดยมิเอ่ยอะไร แต่ไคล์รู้ ‘คำถาม’
ทุกคนรู้ เขายิ่งรู้ อาการผิดปกติแม้เพียงนิดยังมิอาจรอดจากการรับรู้ของคนตรงหน้า แล้วนี่... คำว่า ‘ไม่สบายใจ’ มันเล่นเขียนคาอยู่บนหน้าเขาเลย
“ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เป็นสอง และหนึ่งในสองไม่รอด” ไคล์เอ่ยตอบคำถามจากแววตาคู่นั้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “อีกคนบาดเจ็บไม่มากนัก และยัง....” เสียงในตอนท้ายขาดหาย
ยังคงไม่มีคำพูดจากร่างสูง มีเพียงสายตาที่หรี่เพียงนิด และอาการจ้องหน้าเขม็ง
ไคล์ถอนหายใจยาวก่อนจะตอบ “เป็นนาง...”
ดวงหน้าสวยขมวดคิ้วเล็กน้อยคิดตามประโยคที่ไคล์พูด ชั่วขณะนัยน์ตาสีน้ำเงินทอประกายวาบ
“เอล...”
ชื่อที่หลุดออกมาทำให้ไคล์พยักหน้ารับ ร่างสูงจึงก้าวอย่างรวดเร็วไปยังประตู พร้อมด้วยคำถามตามมาอย่างรวดเร็ว “ที่ไหน”
“ห้องเล็กด้านตะวันตก...อาเรียกำลังดูแล...” ไคล์ตอบยังไม่ทันจบ ก็ต้องก้าวตามผู้เป็นนายทันที
ร่างสูงสง่าเดินอย่างเร่งร้อนโดยมีไคล์ตามติดอยู่เบื้องหลัง ทั้งคู่มิสนใจต่อทหารที่หยุดยืนทำความเคารพในยามเดินผ่านเลยแม้แต่น้อย เมื่อถึงยังห้องที่เป็นเป้าหมาย ผู้มีศักดิ์สูงกว่ายกมือเคาะประตูเพียงสองครั้งตามด้วยการเปิดพรวดเข้าไปอย่างไม่รอช้า เรียกสายตาสามคู่ของผู้อยู่ภายในให้มองมา
เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินทอดมองไล่ไปทีละคน นับตั้งแต่บุรุษวัยกลางคนผู้อยู่ในเครื่องแบบเช่นเดียวกับตน หากมีเสื้อกาวน์สีขาวสวมทับบ่งบอกฐานะแห่งแพทย์ ก่อนจะแลเลยไปยังหญิงสาวนัยน์ตาสีน้ำตาลสวยเจ้าของนาม ‘อาเรีย’ ที่มองสบมาเพียงชั่วครู่แล้วเมินหลบ และท้ายที่สุด...หญิงสาวผมดำผู้นั่งอยู่บนเตียง ’เอล’
ผู้เป็นแพทย์เบือนหน้ามองมาเพียงชั่วแวบ แล้วหันกลับไปผูกปมสุดท้ายของผ้าพันแผลที่แขนขวาให้กับหญิงสาวนามว่าเอล ในขณะที่อาเรียรามือจากการใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดใบหน้าให้แก่หญิงสาว จากนั้นทั้งแพทย์วัยกลางคนและอาเรียต่างลุกขึ้นน้อมตัวทำความเคารพอย่างสูงสุดต่อผู้มาใหม่แล้วยืนตัวตรงนิ่ง ยกเว้นเพียงผู้ที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียง
นัยน์ตาสีน้ำเงินปรากฏรอยวูบไหวขึ้นชั่วเสี้ยวขณะหนึ่ง และจางหายไปอย่างรวดเร็วยามตวัดมองยังอาเรียที่หลุบตาลงต่ำ จากนั้นจึงละสายตาไปยังหญิงสาวที่ยังนั่งอยู่บนเตียง
สายตาสองคู่ประสานกันนิ่ง ทั้งห้องเงียบ
“เราออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะ” ไคล์เอ่ยขึ้นเบา ๆ
ผู้เป็นแพทย์พยักหน้ารับ พร้อมกับเดินตามไคล์ออกไปโดยมีอาเรียเดินรั้งท้าย หญิงสาวเหลือบตามองร่างสูงยามเดินผ่านก่อนหลุบสายตามองพื้นแล้วก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงยังคงยืนนิ่ง ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องเข้าไปยังดวงตาของหญิงสาวผู้ยังนั่งอยู่บนเตียงที่บัดนี้คลี่ยิ้มงดงาม อ่อนโยน
หญิงสาวค่อยขยับลุกขึ้นยืนตรง ศีรษะน้อมทำความเคารพต่ำยิ่ง
“ถวายบังคมเพคะ เสด็จท่านผู้บัญชาการ”
“เอลย่า !!”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอยู่ในท่าตรง ใบหน้ายังประดับด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ร่างจะถูกดึงไปอยู่ในอ้อมพระกรของ ‘เสด็จท่านผู้บัญชาการ’ อย่างอ่อนโยน
ประตูห้องถูกปิดแผ่วเบาด้วยมือของอาเรียซึ่งบัดนี้ยืนหลับตาพิงประตูด้วยอาการเหนื่อยอ่อน ขณะที่ไคล์ซึ่งยืนห่างออกไปมองมายังหญิงสาวด้วยสายตาเป็นห่วง ก่อนหันไปถามเบา ๆ กับแพทย์ข้างกาย
“อาเรียเองก็ได้รับบาดเจ็บ ท่านได้ดูอาการเธอบ้างหรือยังครับ”
“เรียบร้อยแล้ว นอกจากอาการบวมมากที่ต้นแขนเพราะการกระแทกอย่างรุนแรงแล้ว ไม่มีอาการบาดเจ็บอะไรอีก เพียงแต่ว่า อาการอักเสบอาจทำให้ปวดมากสักหน่อยในคืนนี้ กระผมได้ให้ยาไว้แล้ว”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ “เชิญท่านหมอกลับไปพักก่อนเถอะครับ หากมีอะไรข้าจะให้คนไปเชิญ”
“ถ้าเช่นนั้นกระผมขอตัว” แพทย์วัยกลางคนชิดเท้าทำความเคารพ ไคล์ก้มหัวตอบรับ
เมื่อนายแพทย์ทหารผู้นั้นเดินห่างออกไป ไคล์จึงเดินเข้าไปใกล้หญิงสาวพร้อมเอ่ยปากอ่อนโยน “อาเรีย ไหวไหม”
หญิงสาวลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้า พลางสูดหายใจลึกก่อนหยัดตัวตรง
ชายหนุ่มเห็นถึงรอยเศร้าลึกและน้ำตาที่คลอหน่วยตา โดยเจ้าตัวคงฝืนเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้หยาดหยดต่อหน้าเขา
‘สงสาร’ แต่เขาจะสามารถทำอะไรได้เล่า
“วันนี้เหนื่อยมากแล้ว ทั้งยังบาดเจ็บอีก กลับไปพักดีไหม” น้ำเสียงทอดอย่างนุ่มนวล
อาเรียพยักหน้ารับ คลี่ยิ้มบาง ๆ ให้ชายหนุ่มเพื่อแสดงความขอบคุณ “ไม่ต้องส่งหรอก ไปเองได้” เสียงพูดเบา ก่อนเดินไปโดยมิรอคำตอบรับ
ร่างเล็กบางที่อยู่ในชุดรัดกุมสีดำยืดตัวตรงสง่า ยามก้าวเดินเร็วยิ่ง หยาดน้ำตาที่ฝืนไว้หยดระแก้ม ยิ่งกะพริบตาเพื่อฝืนกลับยิ่งไหลลงมาเป็นสาย ครั้นแน่ใจว่าพ้นจากสายตาเป็นห่วงของคนที่มองตาม อาการก้าวเดินเร็วจึงแปรเปลี่ยนเป็น ‘วิ่ง’ ดุจจะหนีให้ไกลจากห้องที่อยู่เบื้องหลัง

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 เม.ย. 2554, 12:47:22 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 เม.ย. 2554, 18:12:54 น.
จำนวนการเข้าชม : 3247
บทที่ 1 >> |

IAmJin 4 เม.ย. 2554, 12:50:04 น.
ดีใจที่ได้อ่านตอนเก่า แต่จะดีใจกว่านี้เป็นหลายเท่าถ้าได้อ่านตอนใหม่ด้วย ^^
ดีใจที่ได้อ่านตอนเก่า แต่จะดีใจกว่านี้เป็นหลายเท่าถ้าได้อ่านตอนใหม่ด้วย ^^

เพียงรอยฝัน 4 เม.ย. 2554, 12:53:43 น.
แง้ มาเร็วไปไหมคะเนี่ยะ กาซิก
จะบอกว่า เพียงรอยฝันยุ่งมาก ๆ เลยค่ะ ฮือ ๆ คิดถึงอาเรียน้อยใจจะขาดแล้วเหมือนกันค่ะ
แง้ มาเร็วไปไหมคะเนี่ยะ กาซิก
จะบอกว่า เพียงรอยฝันยุ่งมาก ๆ เลยค่ะ ฮือ ๆ คิดถึงอาเรียน้อยใจจะขาดแล้วเหมือนกันค่ะ

จิรารัตน์ 4 เม.ย. 2554, 21:46:20 น.
จะอ่านตอนเก่ารอาตอนใหม่นะจ๊ะ ^^
จะอ่านตอนเก่ารอาตอนใหม่นะจ๊ะ ^^

Setia 5 เม.ย. 2554, 18:39:59 น.
เย้ เอากลับมาแล้ว นักอ่านหน้าเก่าหลายคนก็ยังตามอ่านอยู่นะจ๊ะ
เย้ เอากลับมาแล้ว นักอ่านหน้าเก่าหลายคนก็ยังตามอ่านอยู่นะจ๊ะ

zilvermoon 14 เม.ย. 2555, 21:14:27 น.
กลับมาอ่านใหม่พร้อมส่งกระแสจิตให้ไรเตอร์กลับมา...
กลับมาอ่านใหม่พร้อมส่งกระแสจิตให้ไรเตอร์กลับมา...