ที่สุด...ของหัวใจ
คืนวันล่วง...ผ่านราว...สายน้ำไหล ดวงฤทัย...กลับมั่นคง...เฉกภูผา
ฝังลึกล้ำ...ความรัก...ปักวิญญา สายธารา...ความทรงจำ...ยังย้ำครอง
คือสองหัต...ถานี้...หรือมิใช่ โอบมลาย...ความเหว่ว้า...ในใจหมอง
ด้วยสองเนตร...อบอุ่น...ที่ทอดมอง เฝ้าปกป้อง...ปลอบประโลม...มาเนิ่นนาน

Tags: อาเรีย

ตอน: บทที่ 1


ตึกเก่าแก่สีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่นั้นมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเมื่อมองจากภายนอก หากตัวตึกสร้างเป็นกรอบล้อมรอบลานกว้างตรงกลางด้านใน ทางเข้าออกมีเพียงประตูใหญ่ด้านหน้าและประตูเล็กทางด้านหลัง เหนือประตูใหญ่ขึ้นไปบนผนังนั้นมีดวงตราขนาดใหญ่เป็นรูปอินทรีโอบมงกุฎ บริเวณรอบด้านของตึกรายล้อมไปด้วยพรรณพฤกษากินบริเวณกว้างไปจนสุดริมรั้วทึบสีขาวอันมีประตูทางเข้าใหญ่เพียงด้านเดียว ทหารในเครื่องแบบสีดำสนิทยืนเฝ้าอยู่อย่างแข็งขัน ธงพื้นดำปักดวงตราเดียวกันโบกสะบัดรับแรงลม

“เชิญ”

คำเอ่ยอนุญาตเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากหญิงสาวร่างบางที่นั่งก้มหน้าอ่านเอกสารอยู่ตรงเก้าอี้ติดริมหน้าต่างภายในห้องสมุดขนาดไม่ใหญ่นัก หากอัดแน่นไปด้วยหนังสือและเอกสารหายากอันเป็นเขตหวงห้ามเฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

“อาเรีย” เสียงห้าวแจ่มใสของผู้ที่เพิ่งจะเข้ามาเอ่ยเรียกเมื่อไม่เห็นตัวบุคคลที่ตนมาหา

“อยู่นี่ ตรงหน้าต่างน่ะ” เสียงใสดังบอกตำแหน่งของตนเองโดยมิละสายตาจากเอกสารในมือ ก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงผู้มีดวงหน้าคมคายและนัยน์ตาสีน้ำตาลแฝงรอยขี้เล่นจะชะโงกหน้ามามองผ่านตู้หนังสือซึ่งวางบังมุมที่หญิงสาวนั่งอยู่

เมื่อเห็นอีกฝ่าย ชายหนุ่มจึงเดินเข้ามาหาแล้วนั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามโดยมิรอคำเชิญจากอาเรีย “มีข่าวอะไรสำคัญหรือ เห็นก้มหน้าก้มตาอ่านไม่สนใจใครเลย” เสียงห้าวถามพร้อมยืดตัวชะโงกหน้าไปมองเอกสารของในมือหญิงสาว

ดวงหน้าขาวเนียนที่เพิ่งละจากการอ่านเอกสารนั้นดูธรรมดา หากดวงตากลมโตสีน้ำตาลที่ล้อมกรอบด้วยแพขนตายาวงอนมีประกายแจ่มใส ทำให้โดดเด่นสะดุดตาผู้พบเห็น ยามหญิงสาวคลี่ยิ้มมองเห็นลักยิ้มที่สองข้าง ทำให้ดวงหน้านั้นยิ่งดูหวานน่ามอง เรือนผมสีน้ำตาลยาวหยักเป็นคลื่นสวยถูกรวบผูกไว้ง่าย ๆ

“แหม ฝ่ายข่าวนะ จะสำคัญหรือไม่สำคัญก็ต้องใส่ใจทั้งหมดล่ะ การข่าวดีมีชัยไปกว่าครึ่งมิใช่หรือ” น้ำเสียงใสกังวานดุจระฆังเงินยามเอ่ยปากกับอีกฝ่าย เอกสารในมือถูกยื่นส่งให้พร้อมคำถาม “ว่าแต่...แวะมาหาเฉย ๆ หรือว่ามีอะไร รีฟ”

“มาชวนไปเที่ยว”

ไปเที่ยว!! คำนี้ทำให้หญิงสาวชะงัก ดวงตาคู่สวยมองคนที่กำลังก้มอ่านเอกสารในมือด้วยแววตาไม่แน่ใจ ก่อนออกปากถาม “ที่ไหน...”

รีฟเหลือบตาขึ้นมองพร้อมจุดรอยยิ้มขำที่มุมปาก พลางยกเอกสารในมือแกว่งไปมาเบื้องหน้าหญิงสาว

นัยน์ตาสีน้ำตาลใสเบิกกว้างก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดเสียงอ่อย “กะไว้แล้วเชียว ว่าแต่...นั่นน่ะ เพิ่งจะได้มาวันนี้ แต่คงช้าไป ลาออกเสียดีไหม”

ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขำขัน ก่อนบอกด้วยประกายตาวิบวับ “ถ้าลาออกก็อดไปเที่ยวนา หึ หึ...ข่าวไม่ได้ช้าหรอก ก็คนส่งคนเดียวกันนั่นล่ะ แต่เผอิญโดนดักเสียก่อน”

หญิงสาวหน้ามุ่ยทันทีกับประโยคที่ได้ยิน ก็ใครกันล่ะที่มีอำนาจ ‘ดัก’ คนข่าวของเธอ แถมยังส่งชายหนุ่มขี้เล่นตรงหน้ามาชวน ‘ไปเที่ยว’ เสียอีก ถ้าไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของที่นี่

‘เจ้าชายราเอล ซารัส ฟอนเอลสไมย่า’ เสด็จท่านผู้บัญชาการกรมราชวัลลภพิเศษ

‘กรม’ ที่ถูกล่าวขานถึงความเฉียบขาดดุดัน และมีระเบียบวินัยเข้มงวดเป็นที่ยิ่ง เหนืออื่นใด ความจงรักภักดีสูงสุดต่อราชบัลลังก์แห่งอาณาจักรวินเทียร์

“ว่าอย่างไร ตกลงจะไปไหม” ชายหนุ่มถามปนหัวเราะ เมื่อเห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับของหญิงสาวที่ถูก ‘ดักข่าว’

อาเรียตวัดสายตาขุ่นเขียวไปยังชายหนุ่มที่มีสีหน้ารื่นเริง “เมื่อไหร่”

“เดี๋ยวนี้”

“อะไรนะ เดี๋ยวนี้!!” หญิงสาวตะโกนเสียงสูงอย่างตกใจ

“ใช่สิ เดี๋ยวนี้ ไปเถอะ” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ก่อนดึงแขนเจ้าของร่างบางให้ลุกขึ้น แล้วลากออกไป

“เดี๋ยวสิ รีฟ” อาเรียโวยวายทันที พยายามดึงแขนตัวเองออกจากมือของอีกฝ่าย หากไม่สำเร็จ

“แหม ไอ้เรื่องไปไหนแบบกะทันหันก็เป็นเรื่องปกติสำหรับเราอยู่แล้ว เธอเองก็มีสัมภาระเตรียมพร้อมอยู่เสมออยู่แล้วนี่”

“แต่...”

“ไม่แต่ละ”

“เข้าไปเอาของมาเถอะ ทุกคนรออยู่” รีฟผลักเพื่อนสาวให้เข้าไปในห้องพักส่วนตัวของเธอที่อยู่ภายในกรมฯ พลางยืนกอดอกรออีกฝ่ายอยู่ภายนอก ริมฝีปากผิวเป็นเพลงอย่างสบายอารมณ์

อาเรียถอนหายใจเฮือกใหญ่แบบตั้งใจให้อีกฝ่ายรับรู้ ตามด้วยตวัดสายตาขุ่นเขียวมอง ก่อนเข้าห้องไปเพื่อหยิบสัมภาระที่ถูกเตรียมพร้อมไว้เสมอดังที่ชายหนุ่มว่า

หญิงสาวหายไปราวสิบนาที ก่อนจะออกมาในเครื่องแต่งกายชุดรัดกุมสำหรับเดินทางสีน้ำตาลเข้ม มีผ้าโพกศีรษะเรียบร้อย พร้อมกับสัมภาระในมือที่ถูกรีฟกระตุกไปถือเอาไว้ในทันที

“ไปกันเถอะ” รีฟหันมาส่งยิ้มกว้างให้หญิงสาวที่กลอกตาถอนหายใจ ก่อนออกเดินตามชายหนุ่มซึ่งเดินนำไปอย่างร่าเริง



เสียงฝีเท้าม้าที่กำลังดังใกล้เข้ามาทำให้ชายหนุ่มร่างสูงสองคนซึ่งยืนดูแผนที่อยู่ด้วยกันใต้ร่มไม้ใหญ่ริมลำธารขยับตัวแล้วมองไปยังทิศทางของเสียง

“เสียงม้าสองตัว คงจะเป็นอาเรียกับรีฟนั่นละพ่ะย่ะค่ะ ว่าแต่...ทรงคิดว่า อาเรียจะอาละวาดไหมนี่ ที่จู่ ๆ ก็ไปโดนลากตัวมา” ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเข้มดุผมยาวประบ่าเอ่ยปากขึ้นก่อนด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ

“เอ...เราว่า เราให้รีฟไปชวนเธอมานะไคล์ ไม่ได้ให้ไปลากตัว” สุรเสียงนุ่มตรัสแย้ง

ไคล์เหลือบตามองวงพักตร์งามดุจสตรีของเจ้าชายราเอลผู้เป็นนาย แล้วถอนหายใจด้วยอาการที่รู้ว่าแสร้งทำ “ทรงให้รีฟไปชวน แต่...รับรองได้ อาเรียไม่มีโอกาสได้ตัดสินใจหรอกพ่ะย่ะค่ะว่าจะมาหรือไม่มา เพราะสำหรับหมอนั่น ‘ชวน’ คือการ ‘ลาก’ ให้มาให้ได้”

ไม่มีคำตอบจากเจ้าชายหนุ่ม หากแววพระเนตรสีน้ำเงินคู่นั้นเป็นประกายวิบ ๆ พร้อมรอยแย้มพระสรวลมุมโอษฐ์

ม้าตัวใหญ่พ่วงพีสีดำสองตัววิ่งเข้ามาใกล้ผู้ที่ยืนรออยู่ สายบังเหียนถูกดึงรั้งให้หยุด ก่อนที่ผู้อยู่บนหลังม้าทั้งสองจะกระโดดลงมาด้วยความคล่องแคล่ว ตามด้วยการก้าวเข้ามายืนตรงก้มศีรษะทำความเคารพเจ้าชายราเอล แล้วหันไปพยักหน้าทักทายกับไคล์

“ช้าจริง นึกว่าจะไม่มากันแล้ว” เจ้าชายราเอลรับสั่งบ่น หากพระพักตร์เจือรอยแย้มพระสรวล

“ก็ทรงให้กระหม่อมไปชวนอาเรีย กว่าจะชวนได้ก็เสียเวลาตั้งนาน” รีฟตอบรื่นเริง ในขณะที่เสียงใสแย้งเย็น

“ชวน คืออีกฝ่ายสามารถตัดสินใจได้ว่าจะไปหรือไม่ไปตามคำชวนนั้น แต่การลากแขนมาเลยนี่ ไม่น่าจะแปลว่าชวนนะ รีฟ”

“ชวนสิน่า ไม่อย่างนั้นจะถามหรือว่าไปไหม”

“ใช่สิ ‘ถาม’ แต่ไม่ยอมให้ ‘ตอบ’ ลากมาเลยนี่นะ”

ไคล์กลั้นยิ้ม เขาว่าแล้ว อย่างที่ทูลไหมล่ะ แต่อันที่จริงเขาคิดว่า เจ้าชายคงทรงต้องการให้รีฟไปลากอาเรียมาด้วยให้ได้นั่นละ ไม่ใช่ชวนอย่างที่ทรงบอกหรอก ก็แหม มีหรือที่จะไม่ทรงรู้จักนิสัยของพวกเขาดี แล้วดูหมอนั่นซิ ยิ้มระรื่นหน้าเป็นเชียว

“เอาเถอะ อย่าโมโหรีฟเลย ยังไม่เคยไปนีซเลยไม่ใช่หรือ ของอร่อยรออยู่นะ” ผู้ดำรงพระอิสริยยศเจ้าชายรับสั่งรอมชอม แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่เล่นด้วย

“หม่อมฉันว่า ของอร่อยที่ทรงบอกคงจะไม่น่าจะอร่อยนักหรอกเพคะ เรายังไม่รู้เลยว่าพ่อครัวเป็นใคร” จากนั้นน้ำเสียงจึงเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ทุกอย่างยังสับสนอยู่ ทำไมไม่ทรงรอฟังอยู่ที่นี่ก่อน”

“ไม่ !!” พระสุรเสียงตอบเบานุ่ม หากเฉียบขาดดังที่ทุกคนรู้กันดีว่ายากจะเปลี่ยนพระทัย “เพราะเรายังไม่รู้จักพ่อครัว เราถึงอยากไปดูเอง”

“เถอะน่า ไม่เป็นไรหรอก ดีเสียอีกไปดูด้วยตัวเอง บางทีอาจจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับเราก็ได้” รีฟสนับสนุน

อาเรียถอนหายใจยาวอย่างรู้จักพระอุปนิสัย “เพคะ”

พระหัตถ์ยื่นออกมาลูบศีรษะของอาเรียเบา ๆ ราวกับเธอเป็นเด็กน้อย พร้อมรอยแย้มพระสรวล ก่อนจะรับสั่งต่อ “บางทีอาจจะไม่มีอะไรอย่างที่รีฟว่าก็ได้นะ”

“เหอะ ถ้าคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร จะทรง ‘วิ่ง’ ไปด้วยองค์เองหรือ แล้วดูสิ ยังไม่ได้บอกกล่าวอะไรใครเลย” หญิงสาวบ่นเสียงงึมงำกับตัวเอง

“ไม่ต้องห่วงหรอก พวกเขาชินกันแล้วละ อีกอย่างเราก็เขียนบอกไว้แล้ว” รับสั่งบอกเมื่อเสียงบ่นแว่วเข้าพระกรรณ

“ทรงเขียนไว้ว่าอย่างไรเพคะ”

“ไปเที่ยว !!” พระเนตรพราวระริกยามตรัสบอกหญิงสาว “เอาล่ะ ถึงเวลาลืมเจ้าชายราเอลได้แล้วล่ะ ตอนนี้เป็นเวลาของซารัสแล้ว”

ทั้งสามคนชิดตัวตรง พร้อมเสียงตอบรับ “พ่ะย่ะค่ะ”

วรองค์สูงตวัดองค์ขึ้นสู่หลังม้าพร้อมกับคนอื่น ๆ ดึงบังเหียนม้าบ่ายหน้าไปยังทิศเหนือ อันเป็นที่ตั้งแห่งเทือกเขาวินิเทียร์



‘วินิเทียร์’ คือเทือกเขาสูงยาวเป็นแนวทางตอนเหนือ โดยพื้นที่ของเทือกเขาทั้งหมดอยู่ในอาณาเขตของวินเทียร์ ความยากลำบากในการสัญจรหากมิใช่ผู้เคยคุ้นจึงทำให้วินิเทียร์เปรียบเสมือนปราการธรรมชาติของวินเทียร์ที่ขวางกั้นอาณาจักรเมลาวีที่อยู่อีกฟากเอาไว้

ดวงอาทิตย์ยามอัสดงเคลื่อนคล้อยต่ำ อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็วด้วยภูมิประเทศอันเป็นป่าหนาแน่น ความสมบูรณ์ของพรรณพฤกษากั้นแสงแดดให้ส่องลงมายังพื้นล่างน้อยกว่าปกติ ทำให้บรรยากาศเป็นเริ่มเป็นเงาสลัว

เสียงฝีเท้าม้าย่ำใบไม้ดังกรอบแกรบ หมอกขาวเริ่มโรยตัว ลมเย็นพัดโชยทำให้ร่างเล็กบอบบางบนหลังม้ากระชับผ้าคลุมแน่น ชายผ้าโพกหัวถูกตวัดปิดใบหน้าเห็นแต่ดวงตาสีน้ำตาลสวยที่สอดสายตามองไปรอบด้าน พลันเหยียดแขนชี้นิ้วไปทางขวาร้องบอกเสียงใส

“ตรงด้านโน้นมีโพรงหินอยู่ คืนนี้เราพักที่นั่นเถอะนะ”

ทุกคนมองไปยังทิศทางที่หญิงสาวชี้บอก แลเห็นชะง่อนหินสูงชันที่ด้านล่างมีสภาพเว้าเป็นโพรงหินตื้น ๆ ขนาดไม่ใหญ่นัก หากเพียงพอให้คนสี่คนใช้พักนอนได้

เจ้าชายราเอลทอดพระเนตรกวาดไปทั่วบริเวณเพื่อพิจารณาสภาพรอบด้าน “ก็ดีเหมือนกัน ไม่ค่อยไกลจากลำธารด้วย” เสียงตรัสแสดงความเห็นด้วย พลางชักม้าให้มุ่งหน้าไปยังโพรงหิน

“ตาไวนี่อาเรีย” ไคล์พูดชม หากน้ำเสียงยั่วแหย่ของรีฟดังขึ้นทันควัน

“จะไม่ดีได้ยังไง ก็อาเรียกลัวความหนาวเป็นที่สุด แล้วชะง่อนหินนี่ท่าทางจะกันลมได้ดี”

หญิงสาวตวัดตาส่งค้อนให้ชายหนุ่ม ก็แหม...เธอเป็นคนหนาวง่ายนี่นา ขนาดอากาศเย็น ๆ ที่คนอื่นใส่เสื้อแขนยาวแค่ตัวเดียวก็สบาย แต่สำหรับเธอต้องแถมเสื้ออีกตัวถึงจะไหว

“ต่อให้อากาศไม่หนาว ก็ยังดีกว่านอนที่โล่ง ๆ นั่นละ อย่างน้อยเวลาอยู่ยาม เธอก็คอยระวังแต่ข้างหน้าเป็นพอ” เจ้าของเสียงใสเอ่ยตอบชายหนุ่มก่อนต่อประโยค “ว่าแต่ว่า คืนนี้ขออยู่ยามเวรแรกเถอะนะ”

“ทำไมหรือ” เสียงไคล์ถามขึ้นบ้างอย่างแปลกใจ

“ก็...ดึก ๆ มันหนาวออก” หญิงสาวตอบเสียงออดอ่อยพร้อมรอยยิ้มจืด

“โธ่เอ๊ย...อาเรีย” รีฟหัวเราะลั่น ในขณะที่ชายหนุ่มอีกสองคนพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ เมื่อเห็นดวงตาขุ่นเขียวของหญิงสาวที่มองเขม่นรีฟ

“เอ เวรแรกคืนนี้เป็นของไคล์นี่นา ตามคิว ใช่ไหมไคล์” รีฟพยายามกลั้นหัวเราะอย่างยากเย็นก่อนพูด และหันไปพยักหน้ากับไคล์พลางขยิบตาที่มีแววเจ้าเล่ห์ให้เพื่อน

ไคล์หัวเราะหึไม่ตอบคำ ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มที่ทำให้ดวงหน้าดุนั้นดูละมุนลง

อาเรียตวัดตัวลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว แล้วปราดเข้าไปเกาะแขนไคล์ซึ่งเพิ่งแตะเท้าเหยียบพื้น ใบหน้าที่สูงเลยหัวไหล่ของชายหนุ่มมาเล็กน้อยเงยขึ้น ดวงตาใสแจ๋วของหญิงสาวทอประกายออดอ้อน “แลกเวรกันนะไคล์”

ไคล์กลอกตาทำท่าคิดหนัก

“เอ ดึก ๆ หนาวซะด้วย ยิ่งเข้าเขตวินิเทียร์แบบนี้คงยิ่งหนาว” เสียงรีฟยังลอยมายั่วแหย่

“เถอะนะ ไคล์เอล” หญิงสาวอ้อนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พลางเขย่าแขนชายหนุ่มเจ้าของเวรกะแรก

รีฟกัดฟันหัวเราะกึก ๆ กับอาการของหญิงสาว ทุกคนรู้ว่ายามหญิงสาวเรียกชื่อเต็มของพวกเขาถ้าไม่ใช่เพราะโมโหจัด ก็เป็นการอ้อนเสียงหวานเวลาต้องการอะไรสักอย่างจากพวกเขา ที่สำคัญ ไม่เคยมีใครทนได้เลยสักครั้งสิน่า

“พวกเจ้าอย่าแกล้งอาเรียอีกเลย” คำตรัสปนสรวลลอยมาจากวรองค์สูง “คืนนี้ท่าทางจะอากาศหนาวมากอยู่ อาเรียไม่ต้องอยู่เวรก็ได้ นอนเถอะ”

หากหญิงสาวส่ายหน้าโดยเร็ว “ไม่เป็นไรค่ะ มาด้วยกันก็ต้องลำบากด้วยกัน แค่อยู่เวรเรื่องเล็ก” ก่อนหันไปอ้อนไคล์ต่อ “ตกลงเราแลกเวรกันนะ”

“เอาเถอะ จะเอายังไงก็เอา” ไคล์ตอบ พร้อมรอยยิ้ม

“ขอบคุณค่ะ ไคล์เอลใจดีที่สุดเลย” อาเรียตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง

หญิงสาวไม่ได้อวดเก่ง หากเป็นอุปนิสัยที่ทุกคนล้วนทราบดีว่า แม้เธอจะเป็นผู้หญิง หากสิ่งใดที่เธอกระทำได้เธอจะกระทำโดยไม่เอาเปรียบใคร

“รีบแยกย้ายกันเตรียมที่พักเถอะ ก่อนจะมืดจนมองอะไรไม่เห็น” ไคล์บอกกับทุกคน

โดยมิต้องให้ใครเตือนซ้ำ แต่ละคนต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่ต่าง ๆ เจ้าชายราเอลเสด็จหายไปในป่า ขณะที่รีฟและไคล์แยกย้ายกันไปเก็บกิ่งไม้เพื่อมาทำฟืน ส่วนอาเรียจูงม้าทั้งสี่ตัวไปที่ลำธารเพื่อให้ม้าได้กินน้ำ



บรรยากาศที่เริ่มสลัวทำให้ลำธารใสดูเป็นริ้วสายสีเข้ม ใบไม้สีแดงที่หลุดร่วงจากต้นไหลลอยมาตามกระแสน้ำปะปนกับดอกไม้บางชนิดที่ส่งกลิ่นหอมกำจาย

อาเรียปล่อยให้ม้ากินน้ำอย่างอิสระ ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบด้านพลางสูดอากาศเข้าปอดลึก ก่อนจะนั่งคุกเข่าลงใช้มือวักน้ำจากลำธารขึ้นมาล้างหน้า หากความเย็นจัดทำให้ต้องหลับตาแน่นพลางสูดริมฝีปากด้วยความหนาว ผิวหน้าเย็นจนแทบจะชา ร่างบางสะท้านน้อย ๆ

พลันกริชสั้นถูกกระชากออกจากเอวพร้อมการสะบัดตัวกลับทันทีที่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวทางเบื้องหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลวาววับ หากพักตร์สวยของวรองค์สูงในชุดดำตรงหน้าทำให้ประกายตาอ่อนแสงลง กริชสั้นในมือถูกเก็บเข้าที่เดิม

“ฝ่าบาท ตกใจหมดเลย”

“ซารัส อย่าลืมซิ”

“ขอโทษค่ะ ท่านซารัส ตกใจไปหน่อยก็เลยลืมตัว ก็ท่านเล่นเข้ามาเงียบ ๆ” หญิงสาวแก้คำเรียกขาน ด้วยน้ำเสียงอ่อย

“ไม่เงียบ ถ้าเงียบจะรู้ตัวหรือ” พระสุรเสียงตอบปนสรวล พลางส่ายพระเศียร

“ก็จริงค่ะ” หญิงสาวยอมรับ เพราะลองอีกฝ่ายตั้งใจที่จะเข้ามาแบบเงียบจริง ๆ ไม่มีทางหรอกที่เธอจะรู้ตัว อย่าว่าแต่เธอเลย กี่คนกี่คนก็ไม่เคยเห็นรู้ตัวสักที

สายลมพัดกรรโชกวูบ ดวงหน้าหญิงสาวที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราวเย็นจนชา ริมฝีปากบางสั่นกึก อาการนั้นทำให้เจ้าชายราเอลขมวดพระขนงเล็กน้อย หัตถ์แกร่งล้วงผ้ามาซับน้ำที่ใบหน้าขาวเนียนของอีกฝ่าย แล้วตรัสดุ “น้ำในลำธารเย็นออก ยังกล้าล้างหน้าอีก”

อาเรียยิ้มเจื่อน ก่อนพึมพำ “ก็มันสกปรกนี่นา”

เจ้าชายหนุ่มโคลงพระเศียร แล้วยกพระหัตถ์ตบหัวหญิงสาวเบา ๆ “กลับเถอะ ออกมานานแล้ว ไคล์กับรีฟจะเป็นห่วงเอา” ตรัสจบก็หันพระพักตร์ไปผิวปากเบา ๆ เรียกม้าทั้งสี่ตัวที่เล็มหญ้าไม่ห่างจากลำธารให้วิ่งมาหาพระองค์ เนตรสีน้ำเงินหรี่มองกวาดไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง ก่อนแตะบ่าหญิงสาวให้ออกเดิน



เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้บริเวณที่พักเรียกให้รีฟและไคล์เงยหน้าขึ้นมามองอย่างระแวดระวัง หากเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด รีฟจึงเป็นฝ่ายตะโกนขึ้น

“ท่านซารัส อาเรีย ไม่รีบมาเดี๋ยวเรากินหมดนะ”

กลิ่นหอมของอะไรบางอย่างโชยมาเตะจมูกของหญิงสาวคนเดียวในกลุ่ม ทำให้ต้องก้าวเข้าไปหาชายหนุ่มทั้งสองที่นั่งอยู่ข้างกองไฟอย่างรวดเร็ว “หอมจริง อะไรน่ะ”

รีฟชูเนื้อเสียบไม้ที่กำลังย่างอยู่ในมือให้เห็นแทนคำบอกกล่าว

“ไก่ !! ได้มาจากไหนกันน่ะ” อาเรียอุทาน ดวงตาคู่สวยทอแววแปลกใจ

“ไคล์บังเอิญจับมาได้น่ะสิ ก็เลยเป็นลาภปากของเรา”

“ลาภปากของเรา แต่โชคร้ายของไก่” เจ้าของเสียงใสเอ่ยก่อนนั่งลงข้าง ๆ รีฟ

“ถ้าไก่โชคดี เราเก๊าะอด แล้วคุณหนูอาเรียก็ต้องแทะขนมปังแข็ง ๆ ต่อ”

“ไม่เป็นไรหรอก ยังไม่เบื่อ ถ้าเบื่อเมื่อไหร่ก็จะขอเนื้อเธอมาย่าง คง...ไม่ค่อยอร่อย แต่เอาเป็นว่าถ้าถึงเวลานั้นจะพยายามกินให้ลงแล้วกันนะ” หญิงสาวย่นจมูกน้อย ๆ ใส่ผู้เป็นเพื่อน ก่อนจะหัวเราะคิกออกมาเมื่อได้ยินเสียงบ่นพึมพำจากอีกฝ่ายว่าเธอใจร้าย

ไคล์ส่ายหัวยิ้ม ๆ ให้กับการเย้าแหย่ของทั้งสอง แล้วเหลือบตามองวรองค์สูงที่ยังทรงยืนทอดพระเนตรไปรอบ ๆ บริเวณ ก่อนจะหันมาสบตากับเขาพร้อมส่ายพระพักตร์น้อย ๆ เขาพยักหน้ารับเพียงนิด ในขณะที่รีฟเหลือบตามองชั่วแวบ แล้วหันไปใส่ใจกับการย่างไก่ในมือต่อ

“ท่านซารัส มานั่งเถอะค่ะ ไก่โชคร้ายสุกแล้วล่ะ”

คำร้องเรียกของอาเรียทำให้วรองค์สูงดำเนินมาประทับระหว่างไคล์และหญิงสาวที่ส่งไก่โชคร้ายถวายให้ทรงรับมาเสวยพร้อมกับทุกคน



เสียงไม้ประทุไฟดังเปรี๊ยะ อาเรียหยิบกิ่งไม้จากกองฟืนสำรองมาใส่เพิ่มเข้าไปในกองไฟที่ไหววูบยาม ลมหนาวพัดโชย ความเย็นทำให้หญิงสาวดึงชายผ้าโพกศีรษะพันปิดวงหน้าครึ่งหนึ่ง แล้วนั่งกอดเข่าทอดสายตาฝ่าความมืดออกไปเบื้องหน้า สมองครุ่นคิดถึงข่าวที่ได้รับ อันเป็นสาเหตุของการออกมา ‘เที่ยว’ ซึ่งไม่น่าสนุกสักนิด ในเมื่อความหมายของมันคือการออกมาหา ‘ข่าว’ ดี ๆ นี่เอง และนั่นละคือของอร่อยของพวกเธอ ทว่า...จะอร่อยจริง ๆ หรือ

หากอะไรก็ไม่เท่ากับผู้ที่ต้องรอกิน ‘ข่าว’ อยู่ที่กรม กลับไม่ชอบรอ แต่ชอบที่จะวิ่งออกไปหาข้อมูลด้วยองค์เองเพราะไม่ทันใจ แต่ก็นั่นละ อาเรียรู้ดี...การลงพื้นที่เองย่อมทำให้สามารถประมวลผลสถานการณ์ได้ดีกว่า เพราะเธอก็ต้องวิ่งออกไปบ่อย ๆ เหมือนกัน

ลมกรรโชกแรงอีกครั้ง อาเรียห่อไหล่ พลันผ้าคลุมอีกผืนหล่นมาห่มตัวหญิงสาว ทำให้ดวงหน้าหวานหันกลับไปมอง“ขอบคุณค่ะ ท่านซารัส”

“คืนนี้อากาศเย็นจัดทีเดียว คงเพราะเข้าใกล้วินิเทียร์มากแล้ว” วรองค์สูงตรัสก่อนทรุดองค์ลงนั่งใกล้ ๆ หญิงสาวเทชาร้อนที่แขวนอยู่เหนือกองไฟใส่แก้วแล้วส่งถวาย

“ยังไม่นอนอีกเหรอคะ”

“นอนไม่หลับ...ไม่ค่อยง่วง” ตรัสบอกด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยน “ง่วงไหม ไปนอนก่อนได้นะ ถึงอย่างไรเราก็เป็นเวรต่อไปอยู่แล้ว”

“ยังไม่ง่วงค่ะ อยู่ได้” ประกายตาของหญิงสาวทำให้รู้ว่าเธอกำลังยิ้ม โอษฐ์หยักงามจึงคลี่รอยแย้มพระสรวลตอบ

อันที่จริงไม่ใช่ว่าพระองค์บรรทมไม่หลับ เพราะสำหรับพระองค์หรือแม้แต่ไคล์กับรีฟต่างนอนหลับง่ายตื่นง่ายตามวิสัยทหาร หากแต่เพราะการออกไปเดินสำรวจรอบ ๆ เมื่อหัวค่ำต่างหากที่ทำให้พระองค์ไม่อยากปล่อยให้หญิงสาวอยู่ยามเพียงลำพัง ทั้งยังต้องตามไปที่ริมลำธารเพราะความเป็นห่วง

เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยมีใครใช้เพราะเป็นป่าทึบ การที่ปรากฏร่องรอยของคนย่อมไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่นัก แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมีคนเลือกใช้เส้นทางนี้บ้างเพราะเป็นเส้นทางที่ลัดได้พอสมควร หากพระองค์ไม่ต้องการประมาท

เพียงสบสายพระเนตร ทั้งไคล์และรีฟต่างก็รับรู้ว่าต้องระวังเป็นพิเศษ และเมื่อทรงเอ่ยเบา ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะล้มตัวลงนอนว่า ‘จะดูเอง’ ย่อมทำให้พวกเขา ‘นอนหลับ’ จริง ๆ ไม่ใช่แกล้งนอนเพื่อดูแลหญิงสาว มิใช่ไม่ไว้ใจ แต่จะอย่างไร หญิงสาวย่อมอ่อนประสบการณ์มากกว่าพวกเขา

“ที่จริง ถึงจะหนาวมากไปหน่อย แต่ว่าอากาศดีนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะงานล่ะก็ จะปลุกสองคนนั่นขึ้นมานั่งคุยรอบกองไฟแบบสมัยเด็ก ๆ เลยละ”

รอยแย้มพระสรวลกว้าง “สองคนนั้นจะได้มานั่งเล่าเรื่องผีให้เจ้าฟังจนนอนไม่หลับน่ะซี”

“แหม ท่านซารัสนี่ อาเรียโตแล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กเหมือนเมื่อก่อน” หญิงสาวแย้งตาโต

“นั่นสิ อาเรียโตแล้วเลยไม่กลัวผี แต่กลัวหนาว”

หญิงสาวหัวเราะคิก “ท่านซารัสเองก็ไม่กลัวผี ไม่กลัวหนาว แต่กลัวคุณนม”

“เอ นั่นสินะ กลัวจริงนั่นละ” เจ้าของวงพักตร์สวยยิ้มฝืดเฝื่อนเมื่อนึกถึงแม่นมที่คอยดูและพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ คุณนม...ผู้เป็นมารดาของรีฟ

“ก็คุณนมเธอดุออก วันก่อนรีฟส่งดอกไม้ไปให้สาวทีเดียวสามคน คุณนมรู้เข้า คว้าไม้เรียวยืนรอที่บ้านทีเดียว” สุรเสียงตรัสเล่างึมงำ

อาเรียหัวเราะลั่นด้วยความขำก่อนพยายามระงับด้วยความยากเย็น “สม รีฟเจ้าชู้ดีนัก ต้องโดนเสียให้เข็ด”

เจ้าชายราเอลสรวลตามหญิงสาว ก่อนจะทรงเปลี่ยนเรื่องถามขึ้นมากะทันหัน “เจ้าคิดว่าคนพวกนั้นเป็นพวกไหน”

อาเรียชะงักเพียงนิด แล้วทูลเอ่ยตอบด้วยอาการเคร่งขรึม “เรายังคงยืนยันไม่ได้แน่ชัดค่ะ ทว่า...ดูเหมือนเมลาวีจะมีปัญหาเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท และคนพวกนั้นปรากฏขึ้นทันทีที่ว่าที่เจ้าชายรัชทายาทแห่งเมลาวีมีหมายกำหนดการเยือนหมู่บ้านชายแดนด้านวินิเทียร์ แต่...คนพวกนั้นอยู่ในเขตของเรา”

“นั่นละปัญหา บังเอิญ หรือจงใจ หากจงใจ คนของเราหรือทางโน้นกันแน่”

“จะคนของเราหรือทางโน้นก็ไม่สนุกแน่ ๆ ค่ะ หากคนกลุ่มนั้นทำให้เกิดอะไรขึ้นกับการเสด็จครั้งนี้ วินเทียร์จะโดนลากไปเอี่ยวแน่ ๆ คราวนี้ไม่อร่อยจริง ๆ ด้วย” ประโยคท้าย หญิงสาวครวญ

“เพราะอย่างนี้นั่นละที่ทำให้เราต้อง ‘แจ้น’ มานี่” เจ้าชายหนุ่มตรัสเสียงหนัก ก่อนจะแย้มเรียวโอษฐ์บาง ๆ แววพระเนตรยามทอดมองหญิงสาวอ่อนโยน “หมดเวรเจ้าแล้วล่ะ ไปนอนเถอะ”

“ค่ะ ท่านซารัส ขอบคุณสำหรับผ้าคลุมนะคะ” หญิงสาวลุกขึ้นอย่างไม่อิดออด พลางส่งฉลองพระองค์คลุมคืนให้กับเจ้าชายราเอล

อาเรียเดินไปล้มตัวลงนอนระหว่างไคล์และรีฟอันเป็นปกติที่ทุกคนจะบังคับให้หญิงสาวนอนตรงกลางเสมอ เจ้าของร่างบางหลับไปด้วยความรวดเร็วโดยไม่ทันได้รับรู้ถึงผ้าอีกผืนที่ถูกคลุมลงมาอย่างเบามือจากคนหน้าเข้มดุ

“เจ้าไม่ไว้ใจให้เราอยู่ยามคนเดียวหรือไคล์” พระสุรเสียงสัพยอกชายหนุ่มหน้าดุที่ลุกเดินมาทรุดกายลงนั่งตรงข้ามอีกด้านของกองไฟ เรียกเสียงห้าวให้หัวเราะแผ่ว

“ถ้าไว้ใจคนอย่างท่านซารัสไม่ได้ คงไม่ต้องไว้ใจใครอีกแล้วละ”

“แล้วลุกขึ้นมาทำไม เจ้าอยู่เวรสุดท้ายเลยไม่ใช่หรือ”

ไคล์ยื่นมือไปอังไฟเพื่อรับเอาความอบอุ่น “รู้สึกตัวพอดีตอนอาเรียล้มตัวนอนน่ะ แล้วเลยไม่อยากนอนต่อ ว่าแต่...พอตัวแตะพื้นก็หลับทันที หลับง่ายจริง ๆ เด็กคนนี้”

เจ้าชายราเอลสรวลแผ่วเบาทอดพระเนตรไปยังร่างบางอย่างอ่อนโยน “รายนี้หลับง่าย ที่ไหนก็ไม่เคยบ่น ขออย่างเดียวอย่าหนาว อ้อ...เมื่อสักพักเจ้าตัวเขาบอกโตแล้ว ไม่ใช่เด็กแล้วนะ” ปลายพระสุรเสียงมีเจือรอยขำ

“ยังไง ๆ นางก็ยังเป็นเด็กสำหรับข้านั่นละ เห็นมาตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยกร้องไห้งอแงจะขี่ม้าฝึกดาบกับพวกเรา แล้วดูสิแทนที่จะโตมาเป็นกุลสตรีอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเหมือนคุณหนูคนอื่นเขา กลับมาตะลอน ๆ นอนกลางดินกินกลางทรายกับพวกเราเสียนี่” ไคล์บ่น หากน้ำเสียงนั้นไม่จริงจัง ติดแววเอ็นดูเสียด้วยซ้ำไป

“ดูสิ เจ้าบ่นเสียเหมือนคนแก่เลย อายุมากกว่าพวกข้าไม่กี่ปีแท้ ๆ หากนางไม่เป็นอย่างนี้เจ้าจะรักเอ็นดูนางขนาดนี้หรือ พวกกุลสตรีที่เจ้าว่าน่ะ เห็นเจ้าตีหน้าบึ้งใส่จนพวกนางแต่ละคนที่อยากจะทอดไมตรีด้วยหงอกันไปเป็นแถบ ๆ” เจ้าชายหนุ่มตรัสย้อน

“โธ่ ท่านซารัส มีที่ไหนกัน” ไคล์ทูลแย้งอุบอิบ

“พี่ชายมาบอกข้าว่าได้ยินสาว ๆ พูดกัน...ท่านราชองค์รักษ์ไคล์เอลน่ะ บุคคลิกสง่างามน่าสนใจนัก เสียอย่างเดียว ชอบตีหน้าดุ ยิ้มไม่เป็น มองพวกนางเหมือนจะไล่ตะเพิดตลอดเวลา จนพวกนางชักสงสัยว่าเจ้าชอบผู้ชายด้วยกันหรือเปล่า”

ไคล์ทำสีหน้าปั้นยาก กลืนน้ำลาย “โธ่เอ๊ย...ท่านซารัส ท่านลันเทียร์ก็พูดเกินไป ข้าแค่ขี้เกียจคุยกับพวกนางเท่านั้นเอง อยู่ต่อหน้าจะพูดอะไรก็ไม่พูด มายืนอึก ๆ อัก ๆ บิดไปบิดมา น่ารำคาญ ข้าไม่ใช่เจ้ารีฟนี่ ยิ้มหวานได้ตลอดเวลา”

“เจ้านี่นะ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะมีพี่สะใภ้ให้ข้าได้กันละนี่” เจ้าชายหนุ่มจุพระโอษฐ์เบา

“เถอะ ท่านหาของท่านก่อนเถอะ ทั้งท่านและท่านลันเทียร์ละ ไม่อย่างนั้นจะได้โดยไม่ต้องหาเอง”

“เอ เรายังไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย แต่ว่ายังไงคงไม่ถึงตาเราหรอกน่า พี่ชายสิต้องหาให้ได้ ไม่อย่างนั้นโดนเป็นคนแรกแน่ ๆ ได้ยินท่านแม่เปรย ๆ อยู่ แถมดีไม่ดีจะหาให้เจ้าด้วยสินี่”

ไคล์หัวเราะหึหึ ส่ายหัว

องค์รานีทรงพระเมตตาต่อพวกเขาเป็นพิเศษ เนื่องจากเขาและรีฟถูกเลือกให้เป็นเพื่อนร่วมเรียนของเจ้าชายราเอลตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และรับหน้าที่ราชองค์รักษ์ประจำพระองค์ยามทรงเจริญพระชันษา เขาแก่กว่าเจ้าชายสามปี ในขณะที่รีฟอายุเท่ากันกับพระองค์ ส่วนอาเรียเป็นธิดาของเจ้าคุณกลาโหม มีอายุอ่อนกว่ารีฟและเจ้าชายสองปี เนื่องจากสูญเสียมารดาแต่เด็ก องค์รานีจึงให้ความเอ็นดูหญิงสาวเป็นพิเศษและให้เจ้าคุณพาเข้าวังบ่อย ๆ จนกลายเป็นเพื่อนเล่นและร่วมเรียนกับพวกเขาทั้งสาม

พวกเขาสี่คนเป็นทั้งเพื่อน พี่น้อง นายบ่าว และผู้ใต้บังคับบัญชา ยามใดที่ทรงอยู่ในฐานะซารัส พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนที่พูดคุยได้ทุกอย่างเสมอกัน เท่า ๆ กับยามทรงอยู่ในพระอิสริยยศเจ้าชายราเอล พวกเขาเทิดพระเกียรติพระองค์ไว้สูงสุด

“พรุ่งนี้เราจะเข้านีซกัน แยกย้ายกันสืบข่าว ส่วนอาเรียคงจะไปติดต่อกับหน่วยของตัวเอง”

“จะให้ใครไปกับอาเรียไหม เธอยังไม่เคยไปที่นั่นเลย” ไคล์ถาม

“ไม่ต้องหรอก นีซเป็นจุดรวมข่าวสารเขตนี้ของเรา คนของหน่วยข่าวทั้งนั้น ยังมี...กองร้อยที่สี่ซึ่งประจำอยู่ที่นี่ เป็นกองร้อยที่มีฝีมือดีติดอันดับของพวกเรา และอาเรียก็มีอำนาจในสั่งการอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงหรอก” เจ้าชายราเอลตรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบ

“เจ้ากับรีฟก็แยกย้ายกันไป ส่วนเราจะขึ้นไปเนอร์ราห์”

ไคล์ชะงัก “คนเดียวหรือ...ถ้ายังไง ให้ข้าหรือรีฟไปด้วยดีกว่า”

“ไม่ต้อง แยกย้ายกันทำงานจะดีกว่า”

พระสุรเสียงยามรับสั่งเด็ดขาดชนิดที่ไคล์รู้ว่า ‘ขัดไม่ได้’ ทำให้ต้องพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจ และสั่งตัวเองในใจว่า ให้อาเรียรู้ไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาตายแน่ !!



เพียงรอยฝัน
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 เม.ย. 2554, 12:49:08 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 เม.ย. 2554, 18:14:46 น.

จำนวนการเข้าชม : 1986





<< บทนำ   บทที่ 2 >>
Setia 5 เม.ย. 2554, 22:05:39 น.
คงตายจริงๆนั่นแหละ ตายด้วยฝีมืออาเรีย รึไม่องค์ชายราเอล


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account