ลำนำรักใต้แสงจันทร์
เมื่อเจ้าหญิงกาอิยาห์พยายามจะช่วยชีวิตหญิงสาวเคราะห์ร้ายผู้หนึ่งแต่พลาดจนทำให้เธอผู้นั้นกลายเป็นหิน เมลิอานาร์จึงต้องยื่นมือช่วยเหลือด้วยการเดินทางไปค้นหายาถอนพิษ ซึ่งงานนี้คงไม่ยากเย็นนัก ถ้าหญิงสาวจะไม่บังเอิญต้องร่วมทางไปกับราชาหนุ่มรูปงามแห่งกรีนแลนด์ที่คอยแต่จะกวนโมโหกันอยู่เรื่อย ..มาร่วมผจญภัยไปพร้อมกับสองหนุ่มสาวในนิยายรักเบาๆ ที่มีกลิ่นอายแฟนตาซีอ่อนๆ และไม่ค่อยจะโรแมนติกเรื่องนี้กันนะคะ ^ ^
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอนที่ 23

แม้อากาศภายนอกจะค่อนข้างเย็นด้วยเป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง ทว่าในห้องบรรทมของประมุขแห่งกรีนแลนด์กลับอุ่นจัดจนแทบจะเรียกได้ว่าร้อน ซ้ำยังอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรฉุนกึกจนผู้ที่ล่วงล้ำเข้ามาต้องพยายามกลั้นลมหายใจเพื่อไม่ให้สำลักตายเสียก่อน

แสงละมุนจากเชิงเทียนทองคำมุมห้องสาดต้องใบหน้าหล่อเหลาทว่าซีดเซียวของผู้ที่นอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงแลราวรูปสลักหินอ่อน ร่างสูงใหญ่ตั้งแต่ลำคอลงไปซ่อนอยู่ภายใต้ผืนแพรสีเหลืองนวล มีเพียงอาการเคลื่อนไหวน้อยๆ บริเวณทรวงอกเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเจ้าของร่างยังมีชีวิตอยู่

บาดแผลฉกรรจ์จากคมดาบของเจ้าหญิงลูเซียทำให้ประมุขแห่งกรีนแลนด์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทรงสูญเสียพระโลหิตไปมากจนแพทย์หลวงเกรงว่าจะรั้งพระชนม์ชีพเอาไว้ไม่ได้ โชคยังดีที่ ‘ท่านเมล’ ฝ่าวงล้อมอันแน่นหนาของทหารองครักษ์เข้าถึงตัวราชาหนุ่มได้สำเร็จ บาดแผลที่น่าจะคร่าชีวิตเจ้าของร่างไปแล้วจึงได้รับการเยียวยาด้วยเวทมนตร์จนสมานตัวติดกันราวปาฏิหาริย์ หากยังต้องอาศัยเวลาและสมุนไพรรักษาต่อไปจนกว่าจะหายเป็นปกติ

เหตุการณ์ที่จัตุรัสเมืองทำให้เจ้าชายกันนาร์ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ พ้นข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏอย่างขาวสะอาด ในขณะที่เจ้าหญิงลูเซียถูกกักพระองค์ไว้ที่หอสวดมนต์เก่าแก่เพื่อรอการไต่สวนอีกครั้ง ทว่าน่าแปลกที่หญิงสาวจำเรื่องราวหลังงานฉลองวันประสูติของประมุขแห่งกรีนแลนด์ไม่ได้เลย นางจำได้เพียงภาพงานเต้นรำในห้องโถงใหญ่ซึ่งผ่านไปนานนับสัปดาห์ และใบหน้าของชายหนุ่มผู้ประดับหวีสับอันเล็กฝังอัญมณีแพรวพราวให้ที่ลานน้ำพุเท่านั้น

เจ้าชายกันนาร์ทรงหันไปหับบานประตูให้ปิดสนิทลงโดยไร้สุ้มเสียง แล้วย่องเงียบกริบไปหยุดยืนอยู่ตรงปลายพระแท่น หากการเคลื่อนไหวอันแผ่วเบาก็ยังทำให้จักษุสีน้ำทะเลลืมขึ้นจนได้

“กันนาร์หรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มตอบรับอย่างเกรงใจ “กระหม่อมได้ยินจากท่านหมอว่าทรงฟื้นแล้วก็เลยแวะมาเยี่ยม ต้องขอพระราชทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะที่เข้ามาปลุกพระบรรทม”

“ไม่หรอก ข้าตื่นนานแล้ว”

ราชาเอลเบอเรธทรงโบกพระหัตถ์พลางขยับพระวรกายขึ้นประทับนั่งเอนๆ พิงพระเขนย ผ้าคลุมพระบรรทมจึงเลื่อนหล่นลงไปกองอยู่ตรงบั้นพระองค์ เผยให้เห็นพระอุระเปลือยเปล่าและพระนาภีที่มีผ้าพันไว้หนาปึก

“ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายกันนาร์จ้องมองร่างกายท่อนบนของอีกฝ่ายแล้วอดที่จะถามไม่ได้

“ก็เจ็บน่ะสิ เจ้าลองมาโดนบ้างมั้ยล่ะ”

“ไม่ดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังไม่อยากให้ร่างกายเสียโฉม”

“หน็อย ไม่อยากให้ร่างกายเสียโฉม งั้นถ้าหน้าหล่อๆ เสียโฉมเจ้าคงไม่ว่าอะไรสินะ”

เจ้าชายกันนาร์แย้มพระสรวล

“ถ้าทรงคิดจะประทุษร้ายกระหม่อมละก็ อย่าดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมว่าฝ่าบาทคงไม่อยากโดนเทศน์อีกกระบุงแน่”

“อย่ามาขู่ข้ากันนาร์ เจ้านึกว่าข้ากลัวหรือไง”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ แต่...”

“ฝ่าบาทเพค้า~”

เสียงแหลมลากยาวที่ดังขัดจังหวะขึ้น ทำให้ประโยคสุดท้ายของเจ้าชายกันนาร์กลืนหายไปในลำคอพร้อมกับเสียงหัวเราะขลุกขลัก ทรงกลอกพระเนตรไปทางประตูพลางยักคิ้วให้ผู้เป็นทั้งเพื่อนและนาย ก่อนจะปลีกตัวไปยืนแอบอยู่มุมห้อง หลีกทางให้หัวหน้านางกำนัลร่างอ้วนเดินนำขบวนข้าหลวงสาวๆ มาหยุดยืนอยู่ข้างพระแท่นแทนที่ กว่าราชาเอลเบอเรธจะไหวพระองค์ทันว่าเกิดอะไรขึ้น ก็สายเกินกว่าจะทอดพระวรกายลงนอนตามเดิมและแกล้งหลับได้ทันเสียแล้ว

“ว้าย ฝ่าบาท”

อดีตพระพี่เลี้ยงวัยกลางคนร้องเสียงหลงเมื่อเห็นว่าคนเจ็บอยู่ในท่าไหน นางแทบจะถลาเข้าประคองร่างหนาให้เอนลงบนพระยี่ภู่เสียเดี๋ยวนั้น

“ทรงลุกขึ้นมาทำไมเพคะ ท่านหมอสั่งห้ามลุกจนกว่าบาดแผลจะหายดีแท้ๆ”

“มันก็เกือบจะหายดีแล้วละน่า” คนได้รับบาดเจ็บตอบอุบอิบ

“ไม่ได้นะเพคะ ทรงเอนพระองค์ลงบรรทมเดี๋ยวนี้เลย ฝ่าบาทคงไม่อยากทำให้พระมารดาเสียพระทัยที่ขัดคำสั่งท่านหมอหรอกนะเพคะ พระนางแอนน์น่ะทรงมีพระโอรสอยู่องค์เดียวเท่านั้น ถ้าทรงเป็นอะไรไปอีก พระนางจะมีพระชนม์ชีพอยู่ได้อย่างไร ทรงนึกถึงข้อนี้บ้างสิเพคะ”

“เอาละ นอร์ม่า” ราชาหนุ่มทรงยกพระหัตถ์ขึ้นโบกอย่างยอมแพ้ “ข้าจะนอนก็ได้ เจ้าเลิกบ่นทีเถอะ”

พอผู้เป็นประมุขแห่งกรีนแลนด์ทอดพระวรกายลงบรรทมเรียบร้อย นอร์ม่าก็รีบจัดผ้าคลุมพระบรรทมให้เข้าที่ ก่อนประคองต้นคออีกฝ่ายพลางรับถ้วยยาจากมือนางข้าหลวงที่หยุดยืนอยู่ด้านหลัง มาจ่อถวายจนถึงพระโอษฐ์

“เสวยพระโอสถหน่อยเพคะ”

มีเสียงหัวเราะพรืดดังมาจากมุมห้อง แต่พอดวงเนตรขุ่นเขียวเหลือบแลไป เจ้าของเสียงก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หันไปชื่นชมลวดลายสลักเสลาบนเชิงเทียนทองคำ ประหนึ่งกำลังซาบซึ้งกับผลงานศิลปะอันเก่าแก่เสียเต็มประดา

“นอร์ม่า ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบนะ ไม่ต้องป้อนก็ได้” คนเจ็บส่งเสียงโอดครวญ หากอดีตพระพี่เลี้ยงจะเห็นใจก็หาไม่

“คราวที่แล้วก็ตรัสอย่างนี้ ขืนหม่อมฉันยอมตามพระทัย ฝ่าบาทก็คงแกล้งปล่อยพระโอสถทิ้งไว้จนเย็นชืด แล้วก็หาข้ออ้างไม่เสวยอีก อย่าทรงคิดจะหลอกคนแก่เสียให้ยาก รีบเสวยพระโอสถได้แล้วเพคะ เสร็จแล้วจะได้เสวยซุปร้อนๆ กับขนมปังขาว”

“ซุปอีกแล้วหรือ ข้าอยากกินเนื้อสัตว์บ้างนี่นา”

นางกำนัลสูงวัยสายหน้า “ไม่ได้เพคะ ท่านหมอสั่งไว้ว่าช่วงนี้ฝ่าบาทต้องเสวยแต่พระกระยาหารอ่อนๆ อดทนหน่อยเถิดนะเพคะ อีกไม่กี่วันเท่านั้นเอง พอครบสัปดาห์จะเสวยเนื้อสัตว์มากเท่าใดก็ได้”

ราชาหนุ่มเหลือกพระเนตรขึ้นมองเพดานห้อง ก่อนจะฝืนพระทัยจิบยาน้ำขมปี๋ที่ประโคมเครื่องหอมเสียเต็มที่เพื่อกลบกลิ่นรสเฝื่อนฝาดเข้าไปอึกหนึ่ง

“เสวยให้หมดสิเพคะ ยานี่หม่อมฉันอุตส่าห์เคี่ยวเองกับมือเชียวนะเพคะ”

...มิน่าเล่า...กลิ่นเครื่องหอมถึงได้ฉุนนัก...

ชายหนุ่มลอบทำหน้าเมื่อย หากก็ยอมดื่มยาในถ้วยนั้นจนหมด

นอร์ม่ายิ้มอย่างพอใจ นางส่งถ้วยเปล่าให้แม่สาวคนเดิม หันไปรับถาดบรรจุซุปและขนมปังขาวจากข้าหลวงอีกคนมาถือไว้ในมือเตรียมป้อนถวาย หากคราวนี้ประมุขแห่งกรีนแลนด์ทรงปฏิเสธเสียงแข็ง

“ไม่ต้องนอร์ม่า ข้าจะกินซุปเอง เจ้าวางถาดไว้ที่โต๊ะนั่นเถอะ”

“แต่พระองค์...”

“ไม่มีแต่ อีกเดี๋ยวท่านหมอก็จะเข้ามาเปลี่ยนสมุนไพรพอกแผลให้ข้าแล้ว เจ้ารีบไปเสียก่อนดีกว่า ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่อยากเห็นบาดแผลนี่นักหรอก ข้าสัญญาว่าจะกินซุปให้หมด แล้วจะให้เฟรดเอาชามเปล่าไปคืนเจ้าเป็นหลักฐาน ดีมั้ย”

ระหว่างที่ตรัส ราชาเอลเบอเรธก็ทรงแอบไขว้พระดัชนีที่อยู่ใต้ผ้าคลุมพระบรรทมไปด้วย ทว่านอร์ม่ามิได้ล่วงรู้ในข้อนั้นจึงนิ่งไปอย่างลังเล แน่นอนว่านางไม่อยากจะเห็นบาดแผลอันน่าสยดสยองบนพระนาภีอีก นางคิดว่าได้เห็นมันแค่ครั้งเดียวตอนพวกทหารช่วยกันหามร่างโชกเลือดของผู้พูดเข้ามาในตำหนักก็เกินพอแล้ว ในที่สุด อดีตพระพี่เลี้ยงก็ตัดสินใจวางถาดเงินบรรจุชามซุปและขนมปังอบใหม่กลิ่นหอมฉุยลงบนโต๊ะเล็กข้างพระที่ แล้วถอนสายบัวอย่างต่ำก่อนพาร่างอวบอ้วนและบรรดานางข้าหลวงเดินแถวออกจากห้องไป

“เฮ้อ...” ราชาหนุ่มระบายลมหายพระทัยโล่งอก พลางขยับลุกขึ้นนั่งแทบจะทันทีที่ร่างของอดีตพระพี่เลี้ยงลับหายไปจากกรอบประตู

“รอดไปที”

“กระหม่อมไม่ยักทราบว่าท่านหมอจะมาทำแผลถวายเช้าขนาดนี้” เจ้าชายกันนาร์เลิกให้ความสนใจกับเชิงเทียนและภาพวาดประดับผนัง หันมากล่าวยิ้มๆ กับผู้ที่นั่งทำหน้าบูดอยู่บนเตียง

“หุบปากเหอะกันน์ ไม่มีใครถามความเห็นเจ้าสักหน่อย แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่านางจะมา”

“กระหม่อมเห็นขบวนของนอร์ม่าระหว่างทางน่ะพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมเดินเร็วกว่า ก็เลยมาถึงก่อน”

พูดแล้วชายหนุ่มก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างพระแท่น ก้มลงสำรวจอาหารมื้อเช้าของประมุขหนุ่มก่อนส่ายหน้า

“ต้องเสวยอย่างนี้ทุกวันเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ทุกมื้อต่างหาก” อีกฝ่ายแก้ให้ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “ตกลงเจ้าแค่มาเยี่ยมข้าเฉยๆ หรือว่ายังมีเรื่องอะไรอีก ถ้ามีก็นั่งลงซะ แล้วว่ามา”

เจ้าชายหนุ่มค้อมกายถวายคำนับก่อนจะลากเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้มาทรุดลงนั่งตามรับสั่ง จากนั้นจึงส่งรายงานทางทหารที่ทรงได้รับจากท่าน
คาร์ลตอนที่ราชาหนุ่มเสด็จเมืองลัสเตอร์สโตนให้ทอดพระเนตร

“กองลาดตระเวณส่งข่าวมาว่าช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนด้านที่ติดกับทาเนียร์พ่ะย่ะค่ะ ท่านคาร์ลเลยส่งทหารจำนวนหนึ่งไปคอยสังเกตการณ์แล้ว”

“นี่ฟังดูไม่ดีเลย”

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็เป็นกังวลอยู่เหมือนกัน ได้แต่หวังว่าราชาคาลอสจะเพียงแค่สับเปลี่ยนกองกำลังเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา”

ราชาเอลเบอเรธทรงถอนพระปัสสาสะอย่างหนักพระทัย ด้วยรู้ดีว่าปัญหาใหญ่ที่เรื้อรังมานานของกรีนแลนด์ก็คือกำลังทหาร แม้ฉากหน้ากรีนแลนด์จะดูเหมือนเป็นประเทศที่มั่นคงแข็งแกร่ง จนประเทศใกล้เคียงอย่างทาเนียร์และวูดแลนด์ไม่กล้าผลีผลามยกทัพมารุกรานอย่างที่ทำกับประเทศเล็กๆ รอบข้างมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ใครเลยจะรู้ว่ากรีนแลนด์หาได้มีกองทหารที่แข็งแกร่งดังภาพลักษณ์ไม่ ประเทศอันมั่งคั่งและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามในดินแดนแถบเทือกเขาอัลมาร์นี้ อันที่จริงแล้วขาดแคลนกำลังทหารอย่างหนัก ถึงขนาดต้องพึ่งพาทหารรับจ้างจากแลมพ์ตันมาตลอด นั่นก็เพราะกรีนแลนด์ร้างสงครามมานานจนชาวบ้านเริ่มเคยชินกับความสงบสุข จึงมองข้ามความสำคัญของการส่งบุตรชายเข้าเป็นทหาร และสนับสนุนให้พวกเขาประกอบอาชีพอื่นที่ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตและเหนื่อยน้อยกว่าแทน ราชาเอลเบอเรธเป็นผู้ที่ทรงเล็งเห็นจุดอ่อนข้อนี้และพยายามที่จะหาทางแก้ไขมาตลอด แม้จะยังไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผลนักก็ตาม

“ทหารผลัดใหม่จากแลมพ์ตันมาถึงหรือยัง” ราชาหนุ่มตรัสถาม

“มาถึงเมื่อวานพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมกำลังจะกราบทูลอยู่พอดี ลองทายสิพ่ะย่ะค่ะว่าคราวนี้ใครเป็นผู้นำทหารมาถวาย”

“ไม่ใช่ท่านเฮนรี่หรอกหรือ”

เจ้าชายกันนาร์แย้มพระสรวลกว้างก่อนทูลตอบ

“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นเจ้าชายเอเดรียน”

ราชาเอลเบอเรธทรงเลิกพระขนงอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“เจ้าหมายถึง เจ้าชายเอเดรียน ...โอรสองค์ที่สองของราชาซาเรียน่ะหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ”

แม้จะทรงทราบมานานแล้วว่าเจ้าชายเอเดรียนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบิดาให้บังคับบัญชากองทหารรักษาพระองค์ หากราชาเอลเบอเรธไม่คิดว่าเจ้าชายหนุ่มพระองค์นั้นจะทรงขยันถึงขั้นคุมทหารรับจ้างมาส่งมอบให้กรีนแลนด์ด้วยพระองค์เอง

“เจ้าล้อข้าเล่นหรือเปล่ากันนาร์”

“ไม่ได้ล้อเล่นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลจริงๆ หากไม่ติดว่าทรงได้รับบาดเจ็บ เจ้าชายเอเดรียนคงเสด็จมาเข้าเฝ้าแล้วละพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าไม่นึกว่าเจ้าชายเอเดรียนจะโปรดกรีนแลนด์ถึงเพียงนี้”

กระแสรับสั่งของประมุขแห่งกรีนแลนด์ทำให้เจ้าชายกันนาร์นึกไปถึงคำบอกเล่าของน้องสาว รอยแย้มสรวลกว้างจึงกลายเป็นเสียงหัวเราะดังกังวาน

“ไม่ได้โปรดกรีนแลนด์หรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่เสด็จมาเพราะทรงมีเหตุผลอื่นต่างหาก” หลุดพระโอษฐ์ออกไปแล้วเจ้าชายหนุ่มก็นึกอยากกัดชิวหาองค์เองยิ่งนัก ในบรรดาเรื่องทั้งหมดที่ทรงได้รับรู้มา มีเพียงเรื่องเดียวที่พระองค์ไม่ปรารถนาจะกราบทูลให้ราชาเอลเบอเรธทรงทราบ ก็คือเรื่องที่นักบวชเมลเป็นผู้หญิงและเป็นคู่หมั้นของเจ้าชายเอเดรียนนี่แหละ

“เหตุผลอะไร” ราชาหนุ่มทรงโน้มพระวรกายเข้าหาผู้พูดอย่างสนพระทัย “เจ้ารู้อะไรดีๆ มาหรือกันนาร์”

“ห..หามิได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมก็กราบทูลเรื่อยเปื่อยไปอย่างนั้นเอง จริงสิ กระหม่อมมีอะไรจะถวายให้ทอดพระเนตร”

ผู้พูดรีบเบนความสนใจของประมุขแห่งกรีนแลนด์ด้วยการหยิบหวีสับขนาดเล็กทำจากทองคำฝังอัญมณีแพรวพราว ออกมาวางบนพระแท่นบรรทมเบื้องพระพักตร์ แล้วกราบทูลติดต่อกันไปว่า

“เครื่องประดับผมของเจ้าหญิงลูเซียพ่ะย่ะค่ะ ทหารเก็บได้ตอนจับกุมนางที่จัตุรัสเมือง”

ราชาเอลเบอเรธหยิบวัตถุชิ้นนั้นขึ้นมาทอดพระเนตรอย่างสนพระทัย

“ข้าเคยเห็นแบบร่างของเครื่องประดับชิ้นนี้ที่บ้านของริช ไคลี่ มันถูกสั่งทำขึ้นพร้อมกับตลับยาพิษที่เจ้าหญิงแคธรีนพบบนโต๊ะเขียนหนังสือของข้า”

“ถ้าเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่เจ้าหญิงลูเซียทรงร่วมมือกับเจ้าชายดิเร็กซ์ เพราะถูกบงการด้วยเวทมนตร์ชั่วร้ายผ่านทางเครื่องประดับชิ้นนี้” เจ้าชายกันนาร์ทรงออกความเห็น

“ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน เจ้าหญิงลูเซียเป็นคนเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่น่าจะทำเรื่องเลวร้ายอย่างวางยาพิษใครได้ เจ้าเองก็บอกว่านางดูแปลกไปหลังจากงานฉลองวันเกิดของข้า มิหนำซ้ำกาอิยาห์ยังเคยเล่าว่าเห็นชายแปลกหน้าประดับเครื่องประดับผมให้เจ้าหญิงลูเซียที่ลานน้ำพุ ก่อนจะมอบตลับเครื่องหอมให้นาง บางทีสิ่งที่เจ้าสงสัยอาจจะเป็นไปได้ แต่ก็คงพิสูจน์ยากอยู่สักหน่อย”

“แล้วฝ่าบาทจะทรงทำอย่างไรกับเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ”

ราชาเอลเบอเรธทรงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงแผ่ว

“ก็คงต้องให้สภาผู้ครองแคว้นไต่สวนนางต่อหน้าชาวเมืองตามกฎหมายนั่นแหละ แต่ถึงจะพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหญิงลูเซียถูกเวทมนตร์ชั่วร้ายควบคุมจิตใจจริง นางก็ยังต้องรับโทษอยู่ดี”

“ท่านน้าคงเสียพระทัยมากนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะทรงรักเจ้าหญิงลูเซียเหลือเกิน รักถึงขนาดที่ทรงวาดหวังว่าจะได้นางมาเป็นพระสุนิสา”

“ท่านแม่ต้องทำพระทัยกันนาร์” ราชาหนุ่มตรัสขรึมๆ ทรงส่งเครื่องประดับชิ้นน้อยคืนให้อีกฝ่าย

“เจ้าเก็บของชิ้นนี้ไว้ก่อน มันเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่อาจจะช่วยให้เจ้าหญิงลูเซียไม่ต้องรับโทษสูงสุด พอจบเรื่องแล้วค่อยนำไปทำลาย ไม่ว่ามันจะมีเวทมนตร์ชั่วร้ายกำกับอยู่หรือไม่ ข้าก็ไม่ต้องการให้ใครนำไปใช้อีก”

“พ่ะย่ะค่ะ” เจ้าชายกันนาร์รับคำ

หลังจากนั้นจึงกราบทูลขอพระราชานุญาตจัดงานเลี้ยงต้อนรับทหารผลัดใหม่ตามธรรมเนียม ซึ่งราชาหนุ่มทรงมีพระดำริให้จัดอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการชดเชยที่ชาวลินเด็นต้องพบกับเหตุการณ์อันน่าตื่นตระหนก จนไม่ได้ฉลองเทศกาลต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงเหมือนทุกปี และทรงอนุญาตให้ทุกคนในปราสาทลินเด็นเข้าร่วมงานเลี้ยงได้โดยไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะ ‘ท่านเมล’ ทรงมีรับสั่งเจาะจงให้เชิญมาร่วมโต๊ะเสวยเป็นกรณีพิเศษเลยทีเดียว





“ว่าไงนะ”

เจ้าชายดิเร็กซ์กระแทกถ้วยเมรัยในพระหัตถ์ลงกับโต๊ะโดยแรงจนน้ำสีอำพันแทบกระฉอกหก บริเวณระเบียงหลังพระตำหนักที่ประทับอันเป็น ‘มุมสงบ’ ส่วนพระองค์ ถูกความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ

“ท่านฟังผิดหรือเปล่า ฟีบัส”

“ไม่ผิดหรอกพ่ะย่ะค่ะ มีคนเห็นราชาเอลเบอเรธที่เมืองลัสเตอร์สโตนจริงๆ คนของกระหม่อมไปสืบมาแล้ว มีพยานรู้เห็นหลายคนเพราะคืนที่ปรากฏพระองค์เป็นคืนสุดท้ายของงานเทศกาลพอดี กระหม่อมเลยรีบมากราบทูลให้ทรงทราบเสียก่อน”

คำตอบหนักแน่นของหัวหน้าองครักษ์ ทำให้เจ้าชายหนุ่มนิ่งงันไปทันที ...มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อเอลเบอเรธกับเจ้านักบวชกำมะลอนั่นถูกหอกซัดของพระองค์ปลิวตกหน้าผาไปแล้ว มิหนำซ้ำพวกมันยังถูกธนูยิงซ้ำอีก ไม่มีทางที่จะรอดชีวิตไปปรากฏตัวที่ลัสเตอร์สโตนได้เด็ดขาด นอกเสียจากว่า

พวกมันจะเล่นลูกไม้!

ภาพเหตุการณ์ตอนที่ร่างของราชาเอลเบอเรธกลายเป็นท่อนไม้ผุดขึ้นในห้วงความทรงจำ สลับกับภาพที่หน้าผาเมื่อร่างสองร่างร่วงดิ่งลงสู่สายน้ำดำมืด ก่อนจะโผล่ขึ้นมาเป็นเป้าให้กับลูกธนูของพระองค์ จนกระทั่งกลายเป็นศพลอยหายไปกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก แต่ละภาพแต่ละเหตุการณ์ช่างดูชัดเจนสมจริงเสียจนเจ้าชายดิเร็กซ์ไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา ในเมื่อเจ้านักบวชกำมะลอผู้นั้นใช้เวทมนตร์สร้างกำแพงไฟได้ ทำไมมันจะสร้างภาพมายาขึ้นมาตบตาพระองค์และเหล่าทหารไม่ได้

บัดซบ... เจ้าชายดิเร็กซ์บีบถ้วยเงินผสมดีบุกจนบิดเบี้ยวคาพระหัตถ์ ป่านนี้ทหารที่ราชาคาลอสส่งไปเหยียบกรีนแลนด์คงใกล้ถึงจุดหมายเต็มที รอเพียงกองกำลังสมทบจากวูดแลนด์ แผนบุกโจมตีกรีนแลนด์ทั้งทางตะวันออกและตะวันตกก็จะสมบูรณ์พร้อม พระองค์ไม่มีวันยอมถูกพระบิดาตำหนิว่าเป็นต้นเหตุทำให้แผนทั้งหมดต้องพังพินาทเพราะเรื่องแค่นี้แน่ เอลเบอเรธจะต้องตาย ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินเพื่อตามสังหารราชาหนุ่มผู้นั้น พระองค์ก็จะทำ!

เจ้าชายดิเร็กซ์ผลุนผลันลุกจากพระเก้าอี้ เสด็จกลับเข้าไปในตำหนักเพื่อออกคำสั่งทหารภายใต้พระบัญชาให้เตรียมจัดทัพ เพียงชั่วอึดใจเดียวกองทัพขนาดย่อมก็พร้อมจะเคลื่อนออกจากทาเนียร์


ม้าทรงสีน้ำตาลแดงควบขับด้วยความเร็วราวกับพายุ ทิ้งห่างขบวนทหารที่ตามติดเบื้องหลังจนไกลลิบ บุรุษชุดดำแนบร่างลงกับหลังเจ้าสัตว์พาหนะเพื่อลดแรงปะทะของสายลมเย็นเฉียบ ดวงเนตรสีนิลวาวโรจน์ดุจเปลวเพลิงจ้องเขม็งไปยังแนวเขานีลันที่ทอดตัวสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า ต่ำลงไปอีกฟากคือแผ่นดินอันเป็น ‘หัวใจ’ ของประเทศกรีนแลนด์

เรียวโอษฐ์งามได้รูปเม้มแน่นก่อนคลี่ออกเป็นรอยยิ้มมาดหมาย

รอก่อนเถอะกรีนแลนด์...

รอให้กองทัพของพระองค์เคลื่อนไปถึงเสียก่อน จะทรงบดขยี้แคว้นดาโกให้ราบเป็นหน้ากลอง ดูสิว่าคราวนี้เอลเบอเรธจะหนีรอดคมดาบไปได้อีกหรือไม่

ม้าทรงของเจ้าชายดิเร็กซ์พุ่งทะยานไม่หยุดยั้ง มีทหารทาเนียร์จำนวนสองหมื่นนายเร่งฝีเท้าตามหลัง สูงขึ้นไปเบื้องบน เมฆทะมึนเริ่มก่อตัวหนาทึบบดบังดวงจันทร์สีทองจนแสงสว่างนวลตาเลือนหายไปเกือบหมด แสงฟ้าแลบแปลบปลาบปรากฏขึ้นเหนือทิวเขาสลับกับเสียงฟ้าร้องครืนคราง เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าพายุใหญ่กำลังตั้งเค้า ...ณ มุมหนึ่งของแคว้นดาโก เงาแห่งสงครามเริ่มทอดทาบอย่างเงียบงัน ทว่าอีกมุมหนึ่งนั้น พระจันทร์รูปเคียวยังคงลอยเด่นอยู่กลางฟ้า เคียงข้างดาวดวงเล็กๆ สีเงินสุกใสที่เปล่งประกายระยับแข่งกับดวงตาของใครบางคน



angelK
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 ส.ค. 2556, 08:02:28 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 24 ส.ค. 2556, 08:02:28 น.

จำนวนการเข้าชม : 1637





<< ตอนที่ 22   ตอนที่ 24 >>
ชลวารี 24 ส.ค. 2556, 09:31:36 น.
ในที่สุดก็มาแล้ว ดีใจจังค่ะ ลุ้นอยู่นะคะ จะเป็นไงต่อน๊า มาต่ออีกนะคะ แล้วตอนนี้แต่งจบเรื่องแล้วหรอคะ


angelK 26 ส.ค. 2556, 10:09:24 น.
เหลืออีกตอนครึ่งก็จะจบค่ะ แต่หลังจากที่อ่านทบทวนดู สงสัยจะต้องรื้อเขียนใหม่หลายตอนเลย T_T
คงอีกนานค่ะกว่าจะเข็นเรื่องนี้ให้จบได้ แต่จะพยายามค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account