[30กะรัต]
กะรัตเพชร...สาวสังคม ผู้เพียบพร้อม เพอร์เฟค แต่ชีวิตในวัยย่างเข้า 30 ของเธอกำลังต้องพบกับมรสุมครั้งใหญ่ เมื่อความรัก กำลังพัดพาเข้ามา และอาจให้ทุกอย่างในชีวิตของเธอพังพินาศ
รุจรวี...สาวบ้างาน ผู้ใฝ่ฝันจะประสบความสำเร็จให้ได้ก่อน 30 แต่แล้วเมื่อแฟนเก่าของเธอกลับเข้ามาเพื่อขอคืนดี เธอจึงต้องเลือก ระหว่างความสำเร็จ และหน้าที่การงานที่กำลังไปได้สวย หรือความรักที่ดูเหมือนจะเป็นรถด่วนขบวนสุดท้าย
เมธิสต์...ดีไซเนอร์หนุ่มอารมณ์อ่อนไหว ผู้กำลังจะหมดสิ้นความหวัง กับการพบรักแท้ แล้วจู่ๆ ใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาสร้างความวุ่นวาย ปั่นป่วน และความรักที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ก็ดูจะมีความหวังขึ้นมา
แวววริษฐ์...คอลัมนิสต์สาวฝีปากจัด ผู้ไม่ศรัทธาในความรัก เท่ากับตัวเอง แต่เธอกำลังถูกพิสูจน์ มุมมองความรัก และความเชื่อ เมื่อผู้ชายที่ได้ชื่อว่าคาสโนว่า พยายามงัดประตูหัวใจของเธอ

เรื่องราวชีวิตของเพื่อนรัก 4 คนในวัยใกล้ 30 ที่ต้องต่อสู้ ดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองใหญ่ ต้องเผชิญกับปัญหามากมายทั้งเรื่องรัก เรื่องงาน พวกเธอจะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร ติดตามเรื่องราวชีวิตของเพื่อนสนิททั้งสี่ ได้ใน "30กะรัต" นวนิยายที่สอดแทรกแนวคิดของการใช้ชีวิต มุมมอง และการรับมือกับปัญหา ทั้งเรื่องรัก เรื่องงาน ที่คุณเองก็อาจกำลังเผชิญอยู่เช่นกัน

ฐาวรา
Tags: ความรัก เพื่อน มิตรภาพ สาวสังคม chic แฟชั่น ดราม่า คอเมดี้

ตอน: [อาการนอกใจ#1]

-1-

“การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย สำหรับสาวโสด โดยเฉพาะสาวโสดที่อายุเฉียดจะขึ้นเลขสามอย่างฉัน!! หลายคนชอบพูดว่าชีวิตโสดนั้นน่าอิจฉา มีอิสระ อยากทำอะไรก็ได้ อยากไปไหน อยากกินอะไรก็ได้ ไม่มีใครมาคอยผูกมัด หรือต้องกังวลใจว่าใครคนนั้น จะแอบไปผูกมัดกับใครลับหลังเรารึเปล่า แต่เอาเข้าจริงๆ ร้อยทั้งร้อยคนที่พูดแบบนั้นได้มักเป็นพวกที่ไม่โสดแล้วทั้งนั้น ส่วนเพื่อนโสด (ที่ไม่อยากโสด) ของฉันก็รีบลุกขึ้นเถียงเสียงแข็งทันที ว่าถึงคนโสดจะมีอิสระ แต่บางครั้งอิสระนั้นก็มักจะมาพร้อมกับความเหงา และบางครั้งเราก็อยากมีคนมาคอยช่วยเราคิดบ้าง ว่าหลังเลิกงานวันนี้จะไปไหน จะกินอะไร ส่วนเรื่องผูกมัดที่ว่า เพื่อนโสดของฉันขอเรียกมันว่าการลงหลักปักฐานน่าจะดีกว่า “ชีวิตคนเราก็เหมือนเครื่องบินนั่นแหละแก แกจะบินไปไกลแค่ไหนก็ได้ แต่ในที่สุดวันหนึ่งแกก็ต้องลงจอด คนอายุย่างเข้าเลขสามอย่างเรา ก็เหมือนเครื่องบินน้ำมันใกล้หมด ขืนแกไม่รีบหาที่ลงจอดให้ได้ไวไว ก็เตรียมตัวโหม่งโลกได้เลย” เมธิสต์ เพื่อนสนิทผู้เชี่ยวชาญด้านความรักของฉันเคยพูดไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว ในวันที่วัยเรายังไม่ฉียดใกล้เลขสามขนาดนี้ แต่จะเถียงกันไปว่าคนโสด หรือไม่โสดกันแน่ที่มีความสุขกว่ากัน ก็คงจะเข้าทำนองคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า แต่ถ้าถามฉัน ฉันว่าสถานะโสด หรือไม่โสด เอาเข้าจริงๆมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความสุขของเราสักเท่าไหร่ ถ้าคุณเป็นสาวโสดอีกคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยรถติด ยังต้องทำงานหนักมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน มีภาระต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ฉันว่าแทนที่จะเอาเวลามานั่งมองหาความรัก สู้เอาเวลามามองหาความสุขใส่ตัวเสียจะดีกว่า เพราะในที่สุด ชีวิตของเราล้วนเกิดมาเพื่อแสวงหาความสุข ไม่ใช่เพื่อแสวงหาความรัก หรือคุณว่าไม่จริง?”


รุจรวีหัวเราะเบาๆก่อนจะปิดนิตยสารเล่มหนาในมือลง ก่อนจะหันไปหยิบไอโฟนขึ้นมาสไลด์หน้าจอกดพิมพ์ข้อความถึงเพื่อนสนิทอีกสามคน ในห้องแชทประจำกลุ่มผ่านโปรแกรมไลน์
“วา อ่านคอลัมน์แกในพราวเล่มนี้แล้วนะ ฉันว่าฉันเตรียมตัวโหม่งโลกชัวร์ๆเลยว่ะ” พราว คือชื่อแมกาซีนอันดับต้นๆของเมืองไทย ที่มีคอลัมน์ “โรคแห่งความรัก” ของแวววริษฐ์ หรือวา เพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มของเธอเป็นคอลัมน์เด่น ที่มีแฟนๆผู้หญิงติดตามอ่านเป็นจำนวนมาก
ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ รุจรวีรีบวางไอโฟน คว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำ เพราะขืนยืนแชทต่อ มีหวังไปทำงานสายแน่ๆ และจากประวัติการทำงานอันเรียกได้ว่าไร้ที่ติของเธอ ก็ไม่เคยมีสักวันที่รุจรวี เลิศไพศาลกุล จะไปทำงานสาย!!


ในขณะที่รุจรวีน่าจะไปถึงออฟฟิศแล้ว เมธิสต์ก็เพิ่งเสร็จจากกาแฟแก้วแรกของวัน หลังจากอ้อยอิ่งจิบไป คุยไปกับกะรัตเพชรอยู่นาน
“เม ฉันต้องไปเข้าคลาสโยคะแล้ว คืนนี้ เจอกันที่งานนะ อย่ามาสายล่ะ ฉันนัดให้นักข่าวสัมภาษณ์แกด้วย ในฐานะดีไซเนอร์หน้าใหม่ที่กำลังมาแรงสุดๆ”

กะรัตเพชรเอ่ยย้ำ หลังจากที่เธอใช้เส้นสายนิดหน่อยดึงเอาสถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลีมาออกแบบร้านให้กับเมธิสต์ ซึ่งกำลังจะเปิดตัวที่ห้างของเธอ บวกกับฝีมือการออกแบบที่โดดเด่นเป็นที่น่าจับตามองอยู่แล้วของเมธิสต์ ก็เป็นเรื่องไม่ยากที่จะดึงสื่อให้หันมาสนใจโปรโมตดีไซเนอร์หน้าใหม่ หรือเพื่อนสนิทของเธอคนนี้

“ไม่สายชัวร์ ขอบใจแกมากเพชร ร้านชั้นคงไม่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขนาดนี้ถ้าไม่มีแก ว่าแต่คืนนี้พี่ท๊อปมาด้วยรึเปล่า” เมธิสต์เอ่ยถามถึงชายหนุ่มคู่หมั้นของเพื่อนสนิท คนปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเซ็งๆกลับมาว่า

“ไม่อ่ะแก พี่ท๊อปมีบินอีกแล้ว คราวนี้บินทีตั้งห้าวัน หลังๆพี่ท๊อปบินไฟลท์ยุโรป ไม่ก็อเมริกาตลอดเลย”

“ฉันก็ว่า ไม่ค่อยเห็นแกกับพี่ท๊อปออกงานด้วยกันเท่าไหร่ นี่ใกล้งานแต่งแล้วนะ แกต้องบอกพี่ท๊อปอย่าหักโหมมากไป เดี๋ยวจะหมดแรงก่อนได้เข้าหอนะ” เมธิสต์จงใจพูดติดตลก เพราะรู้ดีว่าหลังๆมานี้กะรัตเพชรเริ่มบ่นให้ทุกคนในกลุ่มฟังบ่อยขึ้น ถึงอาการห่างเหินของแฟนหนุ่ม นี่ขนาดใกล้วันแต่งงานแล้ว ชายหนุ่มกลับไม่มีท่าทีตื่นเต้น หรือใส่ใจเท่าที่ควร

“ฉันว่าแกต้องลองแอบดูโทรศัพท์พี่ท๊อปบ้างๆนะ อย่าลืมว่ากัปตันเนี่ย ห้อมล้อมไปด้วยสาวๆทั้งนั้นนะจ้ะ” แวววริษฐ์เคยแนะแกมยุเมื่อครั้งที่กะรัตเพชรกับกฤษธีเริ่มคบหากันใหม่ๆ

“จะบ้าหรอวา ไปแนะนำเพชรมันไม่เข้าเรื่อง พี่ท๊อปไม่เห็นจะดูเป็นคนเจ้าชุ้ตรงไหน พี่เค้าออกจะดูแล ใส่ใจเพื่อนเราดีจะตาย รอให้พี่ท๊อปเค้ามีพฤติกรรมส่อแววน่าสงสัยก่อนสิ แล้วค่อยสืบก็ยังไม่สาย” รุจรวีแย้ง ขณะที่กะรัตเพชรในตอนนั้นพยักหน้าเห็นด้วย และทำท่ามั่นใจในตัวแฟนหนุ่มเต็มที่

“เอาเถอะจ้ะๆ ฉันน่ะเจอมาเยอะแล้ว พวกผู้หญิงที่ชอบโทรมาร้องห่มร้องไห้ในรายการ ไม่ก็พวกที่เขียนอีเมล์มาปรึกษาเรื่องถูกแฟนนอกใจ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะไว้ใจมากไปทั้งนั้นแหละ แล้วจะหาว่าไม่เตือน” แวววริษฐ์เบะปาก

แล้ววันนี้ สิ่งที่เพื่อนสนิทเคยพูดไว้ ก็เหมือนจะกลับมาเตือนสติ ท่าทีห่างเหินของว่าที่เจ้าบ่าวทำให้กะรัตเพชรเริ่มไม่แน่ใจ โบราณว่าสามวันจาก นารีเป็นอื่น แล้วกับนักบินรูปหล่อ นามสกุลดัง ลูกนักการเมืองใหญ่อย่างกฤตธีที่ต้องบินไปต่างประเทศทีเป็นอาทิตย์ๆ ใครจะรับประกันได้ว่าเขาจะไม่เป็นอื่นเช่นกัน คิดแล้วก็ยิ่งทำให้ว่าที่เจ้าสาวอย่างกะรัตเพชรอดรู้สึกหวั่นวิตกขึ้นมาไม่ได้

“เม แกว่าพี่ท๊อปจะเคยนอกใจฉันรึเปล่าว่ะ” กะรัตเพชรถามเสียงเอื่อยอย่างคนที่ไม่มั่นใจ
เมธิสต์ฟังคำถามของคนเป็นเพื่อนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว “เพชร เรื่องนี้ฉันตอบแกไม่ได้หรอก ใครๆก็มีสิทธิถูกนอกใจกันทั้งนั้น แต่อะไรทำให้แกคิดว่าพี่ท๊อปจะนอกใจแกว่ะ เพราะเรื่องที่หลังๆพี่เค้าบินเยอะ แล้วไม่มีค่อยเวลาอยู่กับแกน่ะหรอ”

“ไม่รู้สิ เม ที่วามันเคยเตือนฉันเรื่องพวกแอร์สาวๆที่หวังจับนักบินหล่อๆรวยๆ ฉันก็เคยให้คนไปตามสืบมาแล้วนะ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าพี่ท๊อปจะสนใจ หรือมีข่าวว่าไปยุ่งกับใครสักคน แต่ทำไมพักหลังๆมานี้ ฉันถึงเกิดรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาก็ไม่รู้”

“หรือเพราะแกกำลังจะแต่งงานรึเปล่า อาจจะเป็นอาการนอยด์ของคนที่กำลังจะสละโสด เอางี้ดีกว่า คืนนี้รออยู่กันครบ แล้วค่อยมาว่ากันทีเดียว ฉันว่าตอนนี้แกไปโยคะให้สบายใจก่อนเถอะ สายๆถ้าว่างแวะมาดูฉันฟิตติ้งชุดคอลเลกชั่นใหม่ที่ออฟฟิศก็ได้นะ”
เมธิสต์จงใจไฉพาเพื่อนสนิทออกนอกประเด็น

เพราะคบกันมาตั้งแต่ยังเด็ก เขาจึงรู้จักตัวตน และนิสัยของกะรัตเพชรดีกว่าใคร คนที่ภายนอกดูเป็นสาวสังคมที่มาดมั่น โดดเด่น เฉิดฉายอยู่เสมอ แถมยังเป็นผู้บริหารห้างสรรพสินค้าชื่อดังตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากที่บิดาของเธอจากไปอย่างกะทันหันด้วยโรคร้าย ลึกๆแล้วก็มีมุมที่อ่อนไหว คิดมากเหมือนผู้หญิงทั่วๆไป เผลอๆจะมีมากกว่าผู้หญิงทั่วไปด้วยซ้ำ และผู้หญิงต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ยังอ่อนแอในเรื่องของความรักอยู่ดี

อีกมุมหนึ่งของเมืองหลวงอันแสนวุ่นวาย บรรยากาศภายในออฟฟิศบนชั้นห้าสิบของอาคารพาณิชย์สูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหัวมุมสี่แยกใหญ่ของถนนสาทรหลังเวลาพักเที่ยงนั้นก็ดูจะคึกคักวุ่นวายไม่แพ้กัน หลังจากที่เหล่าบรรดามนุษย์เงินเดือนทยอยจับกลุ่มกันกลับขึ้นมาทำงานต่อในช่วงบ่าย ด้วยเรี่ยวแรงที่เหมือนจะไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว

“พี่รุ้งค่ะ ได้ข่าวรึยังว่ามีหนุ่มหล่อเพิ่งย้ายมาทำงานใหม่ ได้ข่าวว่าเพิ่งจบมาจากบอสตันเลยนะค่ะ” แยม รีบวิ่งตรงดิ่งมายังโต๊ะของรุจรวีทันที พร้อมกับรายงานข่าวใหม่ให้หัวหน้าทีมของเธอผู้ซึ่งวันๆขลุกอยู่แต่กับงานจนไม่ค่อยมรเวลาสนใจเรื่องซุบซิบในบริษัทฟังทันที
“ใช่ๆพี่รุ้ง หนูแอบเจอมาแล้วด้วย หล่อมากกกกกกกก หุ่นนี่นะ สูง ล่ำอย่างกับนักบาสเอนบีเอ นี่ถ้าหนูได้เป็นแฟนกับพี่เค้านะ จะพาเดินควงรอบบริษัท เช้ารอบ เที่ยงรอบ เย็นรอบเลยอ่ะพี่” เชอร์รี เด็กฝึกงานอีกคนในทีมรีบเข้ามาสมทบ พร้อมกุมมือแนบอก สีหน้าเคลิ้มฝันของเด็กสาวที่ยังไม่ผ่านพ้นรั้วมหาลัยนั้น ทำเอารุจรวีอดนึกขันในความไร้เดียงสาแบบสาวๆไม่ได้ ครั้งหนึ่งเธอก็เคยกรี๊ดกร๊าดหนุ่มๆ เคยฝันจะได้เป็นแฟนผู้ชายดีดีสักคน แต่ประสบการณ์เกือบสามสิบปีบอกเธอว่า งานดีดีนั้น หาง่ายกว่าผู้ชายดีดีเป็นไหนๆ แถมมันยังทำให้เรามีเงินไปซื้อกระเป๋าแบรนด์ดัง เสื้อผ้าสวยๆ กินอาหารดีดี ซึ่งผู้ชายดีดี ก็อาจไม่มีวันให้เราได้

“แล้วเค้ามาทำงานแผนกเรารึเปล่า” รุจรวีถาม ทำเสียงไม่ใส่ใจนัก

“ได้ยินว่าใช่นะพี่รุ้ง เห็นว่าเข้ามาก็ได้ตำแหน่งเมเนเจอร์เลยนะ ไม่รู้ว่าจะมาแทนใคร พี่ชัยที่เป็นเมเนเจอร์แผนกเราอาจจะได้โปรโมตก็ได้ คนนี้ก็เลยได้เข้ามาแทน” แยมเล่าตามที่ได้ยินมาจากเพื่อนแผนกอื่นอีกที

“ได้ยังไงกัน อย่างนี้พี่รุ้งของเราก็อดได้โปรโมตเป็นขั้นเมเนเจอร์ตอนปลายปีนี้กันพอดีสิ” อ้อ สาวร่างท้วมที่กำลังเคี้ยวมะม่วงดองตุ้ยๆ ขัดขึ้น รุจรวีฟังแล้วแอบเห็นด้วยในใจ ใช่! จากผลการทำงานอันยอดเยี่ยมของเธอ ทำให้เธอแอบหวังไม่ได้ว่าปลายปีนี้ ยังไงเสียก็คงต้องได้โปรโมตเป็นเมเนเจอร์สักที แม้ว่าเธอจะอายุน้อยไปเสียหน่อย แต่เธอก็เชื่อว่าความรู้ความสามารถของเธอนั้นเข้าตาผู้ใหญ่หลายๆคน แล้วอิตานี่เป็นใคร มาจากไหน ถึงคิดจะมาปาดหน้าเค้กแย่งตำแหน่งของเธอไปต่อหน้าต่อตา อยากรู้นักว่าจะเก่งแค่ไหนเชียว รุจรวีนึกค่อนอีกฝ่ายในใจ

“แต่ได้ยินมาว่า พี่เค้าจบโทใบที่สองมาจากยูเพน แถมสอบแค่สองปีก็ได้ซีเอฟเอไลเซนส์แล้วนะค่ะ นี่หนูสอบมาสี่ปีแล้ว ยังไม่ได้สักตัว” แยมพูดแล้วก็ถอนใจยาว ทำงานในบริษัทใหญ่ก็เหมือนกับปิระมิดยอดแหลมยิ่งตำแหน่งสูงๆ ก็ยิ่งต้องการคนน้อย คนที่จะได้เลื่อนขั้นไปอยู่ข้างบนยอดนั้น จึงต้องไม่ใช่แค่ทำงานมานาน แต่ต้องเก่งและมีไลเซนส์ต่างๆนานาเป็นในผ่านทาง ซึ่งคนที่หัวไม่ดีอย่างเธอ ต่อให้อยู่ไปอีกสิบปีก็คงยังเป็นได้แค่แรงงาน ที่อัดกันอยู่ตรงฐานล่างของปิรามิด คอยเคลื่อนปิรามิดไปตามแต่ที่คนชั้นบนจะสั่งลงมา คนส่วนใหญ่พอทำงานมาได้สักสามปี เมื่อไม่เห็นทางที่จะได้ย้ายขึ้นไปอยู่บนยอดปิรามิด ก็มักจะตัดสินใจย้ายไปหาปิรามิด หลังใหม่แทน
“น้องรุ้งค่ะ” พี่ใหม่ เลขาของวีรชัย หรือพี่ชัยเดินเข้ามาขัดจังหวะการสนทนา ก่อนเอ่ยต่อ

“พี่ชัยให้มาตามไปประชุมที่ห้องค่ะ ตอนนี้เลยนะค่ะ”

ทันทีที่เลขาสาวหันหลังเดินจากไป ทุกคนก็รีบกรูกันเข้ามารุมอยู่รอบโต๊ะของรุจรวีทันที
“หนูว่าชัวร์ คนที่มาใหม่จะต้องมาแทนตำแหน่งพี่ชัยชัวร์” แยมพูดพลางตบโต๊ะเสียงดัง ขณะที่คนอื่นๆพากันพยักหน้าเห็นด้วย ซึ่งนั่นอดทำให้รุจรวีอดรู้สึกโหวงๆข้างในลึกๆไม่ได้ เมื่อดูเหมือนตำแหน่งในฝันทำท่าจะหลุดลอยไปจริงๆ แต่เธอก็ยังคงตีสีหน้าเรียบ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ลุกขึ้นคว้าไอโฟนและจัดความเรียบร้อยของเบลเซอร์สีดำปักเลื่อมของดีจีให้เรียบร้อยสวยงาม

“ดี ไปดูซะหน่อย อยากรู้เหมือนกันว่าเก่งมาจากไหน” รุจรวีว่า

“ฝากดูด้วยนะค่ะว่าหล่อสมคำร่ำรือรึเปล่า ปกติเชอร์รีมันเป็นพวกเสป๊กแปลกอยู่ด้วย” อ้อหันไปแขวะรุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ
“หล่อจิงๆพี่อ้อ เห็นแล้วจะน้ำลายสอ ถ้าไม่หล่อให้มาตบหนูเลยเอาสิ”

รุจรวีเดินไปยังห้องทำงานของพี่ชัยด้วยอารมณ์ขุ่นมัว พลางกดแชทหาเพื่อนสนิททั้งสาม

“แก ท่าทางตำแหน่งเมเนเจอร์ของชั้นคงชวดแล้วล่ะ” รุจรวีตบท้ายประโยคด้วยอิโมติคอนหน้าเซ็งสุดขีด

“ทำไมอ่ะแก พี่ชัยของแกเกิดไม่ได้โปรโมตขึ้นมาหรอ หรือถูกพี่ฟ้าสุดที่รักของแกปาดหน้าเค้กไป” แวววริษฐ์พิมพ์ตอบกลับมา พร้อมเอ่ยถึงนภา หรือพี่ฟ้าหัวหน้าทีมวิเคราะห์อีกคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความร้ายกาจ ชอบเอาเปรียบลูกน้องสารพัด แถมยังชอบขัดแข้งขัดขารุจรวีอยู่เป็นประจำ

“เหอะ พี่ฟ้าไม่อยู่ในลิสต์เลยจ้ะ รายนั้นถูกฟรีซเข้าช่องแช่แข็งมาหลายปีแล้ว ดึงออกมาจากฟรีซก็โยนลงขยะสถานเดียว” รุจรวีเหยียดริมฝีปาก แม้จะไม่แสดงออกให้คนในออฟฟิศเห็น แต่รุจรวีก็เข้าขั้นเกลียดนภา คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนร่วมงานอย่างเข้ากระดูกดำ

“แล้วยังไง…” เมธิสต์เข้ามาพิมพ์ถามต่อ

“ก็เหมือนบริษัทเพิ่งรับคนเข้ามาใหม่ เห็นว่าจบมาจากยูเพ็น มาถึงก็เสียบตำแหน่งชั้นไปเลย เซ็งมาก แต่ได้ข่าวมาว่าหล่อ”

“งั้นก็ปล่อยเค้าเสียบตำแหน่งแกไป ส่วนแกก็รอเสียบหัวใจเค้าแทน 555” เมธิสต์แหย่แกมลามกตามนิสัยคนชอบพูดจาสองแง่สองง่าม

“บ้า!! ฉันไม่ใช่แกนะ เม” รุจรวีเดินไปพิมพ์ไปด้วยความเคยชิน จนไม่ทันสังเกตเห็นใครอีกคนที่กำลังยืนมองเธออยู่จากตรงหน้าประตูห้องทำงานของวีรชัย

“รุ้ง!!” ใครคนนั้นเรียก เสียงคุ้นหูนั้นดังจนรุจรวีสะดุ้ง ตั้งท่าจะหยุดเท้า แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะเธอชนใครคนนั้นเข้าเต็มๆ

“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” รุจรวีรีบเอามือดันอกของใครคนนั้นออก พลางถอยกลับมายืน เงยหน้ามองคนที่เพิ่งถูกเธอชนเข้าอย่างจัง ก่อนที่จะหลุดชื่อคนตรงหน้าออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ

“พี่-กิต” รุจรวีตาค้าง อาการใจสั่นจู่โจมเธออย่างไม่ทันตั้งตัว สมองของเธอเหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ ใบหน้าอันคุ้นเคยของกรกิต อดีตแฟนหนุ่มของเธอมองตอบกลับมามีประกายของความดีใจ เวลาเจ็ดปีที่เขาหายไป ไม่สิ เจ็ดปีที่เธอจงใจหลบหน้าเขาจนเธอคิดไปเองว่าลืมเขาได้แล้ว แต่ตอนนี้เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าตอกย้ำความจริงที่ว่า เธอไม่เคยลืมเขาไปได้เลย

เราเลือกลืมใครไปจากชีวิตไม่ได้หรอก เราทำได้แค่ไม่คิดถึงเค้าเท่านั้น คำพูดของแวววริษฐ์ลอยขึ้นมาในสมอง

ไม่เจอกันนานเจ็ดปี กรกิตดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แถมยังดูดีขึ้นกว่าเดิมมากด้วย รูปร่างสูงใหญ่อย่างคนที่เคยเป็นนักบาสของมหาวิทยาลัยดูดีมากเมื่อมองผ่านเสื้อเชิร์ตคัทติ้งเนี๊ยบ กลิ่นหอมจางๆของเคนโซทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกสะกด ไม่สิ อาจเพราะแววตาคู่นั้นต่างหาก ที่มองมาอย่างมีความหมายแอบแฝง

“ดีใจจังที่ได้กลับมาเจอรุ้ง” กรกิตเอ่ยขึ้นมาในที่สุด ดวงตาสีน้ำตาลใต้แผงคิ้วหนา เข้มยังคงจ้องมองเธอไม่เลิก จนเธอต้องเลี่ยงสายตาหนี

“พี่เอกมาทำอะไรที่บริษัทรุ้งค่ะ” ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ตอบ ประตูห้องทำงานของวีรชัยก็เปิดอ้าออก

“อ้าว มาถึงแล้วก็เข้ามาเลย เดี๋ยวผมต้องขึ้นไปประชุมกับนายที่ชั้นบนอีก” วีรชัยเยี่ยมหน้าออกมา กวักมือเรียกคนทั้งสอง
รุจรวีรีบข่มอาการมือไม้สั่น ก่อนจะรีบเดินตามกรกิตเข้าไปในห้อง

นี่อย่าบอกนะว่า เมเนเจอร์หนุ่มหล่อคนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาที่พวกลูกน้องของเธอพูดถึงก็คือ…!!!

“นั่งลงก่อนสิกิต รุ้ง” วีรชัยพูดพลางหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ รุจรวีพยายามดึงความสนใจกลับมาจากชายหนุ่มข้างกาย ก่อนจะหันไปมองเห็นว่านภา หรือฟ้าก็นั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย

วีรชัยยิ้ม ก่อนจะเปิดประเด็นเข้าเรื่องทันที “ที่พี่ตามรุ้ง กับฟ้ามา ก็เพราะว่าอยากให้รู้จักกับกิตเอาไว้ น่าจะรุ่นดียวกับฟ้านะ” ชายสูงวัยหันไปมองทางกรกิตเป็นเชิงแนะนำ “กรกิตจะมาทำงานเป็นหัวหน้าแผนกพิเศษ ที่บริษัทกำลังจะจัดตั้งขึ้นในปีหน้า”

คนที่ถูกแนะนำหันมาส่งยิ้มให้สองสาว “ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณฟ้า..คุณรุ้ง”
นภายิ้มหวาน แค่คิดว่าจะมีหลุ่มหล่ออย่างกรกิตมาคอยเดินโฉบไปโฉบมาในที่ทำงาน ก็ทำให้ชีวิตการทำงานอันน่าเบื่อของเธอดูจะแจ่มใสขึ้นมาทันที ไม่แน่ กรกิตอาจจะเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวมาพาเธอลงไปจานหอคอยคานทองนี่ก็เป็นได้

“แผนกพิเศษ คืออะไรค่ะพี่ชัย” นภาปัดความคิดเพ้อเจ้อเรื่องชายหนุ่มทิ้งไป ก่อนจะหันไปแสดงความสนอกสนใจในประเด็นที่วีรชัยกำลังพูดถึง

วีรชัยยิ้ม ก่อนตอบ “อย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า ถ้าเทียบกับลูกค้าทั้งหมดในแผนกของเรา ที่รับผิดชอบดูแลสายธุรกิจอาหาร โรงแรม และความงามอยู่ตอนนี้ แอคเคาต์ที่เป็นโรงแรมมีจำนวนอยู่เกือบครึ่งของทั้งหมด ทางผู้ใหญ่เลยมีความเห็นว่าเราน่าจะขยายกลุ่มธุรกิจนี้ให้เป็นอีกหนึ่งแผนกได้” วีรชัยว่า ขณะที่รุจรวีพยายามไม่หันไปสบตากับกรกิต ซึ่งเธอแอบเห็นเขามองมาทางเธอบ่อยครั้งจากปลายหางตา

“เป็นความคิดที่ดีมากๆเลยค่ะพี่ชัย เพราะอย่างตอนนี้ ฟ้าเองตอนนี้ก็ดูแลแอคเคาต์ลูกค้าโรงแรมอยู่ตั้งห้าหกที่ เรียกว่าทำงานกับลูกค้าสายนี้มาจนสนิท เหมือนจะเป็นพี่เป็นเพื่อนกันไปแล้ว” นภาหัวเราะเสียงดัง

รุจรวีแอบเขม่นเพื่อนรุ่นพี่เบาๆ แต่ก็จริงอย่างที่นภาว่า ในแผนกนี้ถ้านับแอคเคาต์ลูกค้าที่เป็นโรงแรม นภาดูแลอยู่เกือบทั้งหมด ถ้าแผนกใหม่ที่ว่าเจาะจงลูกค้าที่เป็นธุรกิจโรงแรม นภาก็คงเป็นคนที่ทางผู้ใหญ่มองไว้

“จริงๆ พี่ก็คิดว่าฟ้าน่าจะเหมาะกับงานนี้นะ เพราะก็ทำมานานจนน่าจะเชี่ยวชาญระบบ คอนเนคชั่นกับลูกค้าก็ดี เลยว่าจะให้ฟ้าไปเป็นรองหัวหน้าแผนกใหม่ คอยช่วยเอกเค้าดูแลเรื่องประสานงานกับลูกค้า แต่ทางผู้ใหญ่ที่พี่ไปคุยมา เค้าก็เห็นว่ารุ้งเอง ก็มีประวัติการทำงานที่ดีมาก ทางผู้ใหญ่ก็เลยกำลังลงความเห็นกันอยู่ นี่เดี๋ยวพี่ก็จะขึ้นไปประชุมฟังผลเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เอาเป็นว่า พวกเราก็เตรียมตัวรอฟังคำสั่งของผู้ใหญ่แล้วกัน”

รุจรวีหันไปเห็นนภาแอบมองเธอด้วยหางตาที่ไม่พอใจนัก คงจะฉุนไม่น้อย ที่ผู้ใหญ่ดูจะให้เครดิตรุจรวี ซึ่งเป็นรุ่นน้องเธอถึงสามปีมากกว่า ทั้งที่เธอเองก็ดูจะเหมาะสมกับงานนี้มากกว่าเห็นๆ

วีรชัยลุกขึ้นยืน ทั้งหมดจึงลุกขึ้นตาม “ยังไง เดี๋ยวพี่จะช่วยเชียร์เราทั้งสองคนเลย พี่ว่าจริงๆแล้ว แผนกใหม่นี้เป็นโอกาสที่ดีมากๆเลย ทางผู้ใหญ่ตั้งใจจะให้ลองเซตทีมขึ้นมาดูแลลูกค้ากลุ่มโรงแรม สักสองควอเตอร์ ถ้าเราเพิ่มลูกค้าได้เกินสิบแอคเคาต์ ทางผู้ใหญ่ก็จะอนุมัติเรื่องแผนกใหม่อย่างเป็นทางการ แต่แหม…สองสาวนี่ พอเห็นหนุ่มหล่อหุ่นนายแบบอย่างกิตเข้ามาหน่อย ไม่ใช่จะขอย้ายตามไปแผนกใหม่ทั้งคู่ แล้วทิ้งพี่ทำงานคนเดียวนะ”

ชายสูงวัยหันมาเย้าแหย่ลูกน้อง พลางตบไหล่กรกิตเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป โดยมีนภาเดินตามออกไปติดๆ รุจรวีแอบคิดไม่ได้ว่าก่อนออกจากห้อง นภามีท่าทางเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว หวังว่าคงไม่ใช่แผนเลื่อยขาเก้าอี้เธออีกครั้งหรอกนะ
แต่เอาเข้าจริงๆ เธอก็ชินเสียแล้วกับนิสัยชอบปัดแข้งปัดขาของนภา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่นภาเคยแอบตำหนิการทำงานของเธอในห้องประชุมเฟอร์ฟอมานซ์ ตั้งแต่สมัยที่เธอเพิ่งเข้ามาทำงานปีแรก พอเธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมเทียบเท่ากับนภา ด้วยเวลาเพียงสามปี นภาก็ยังคอยหาเรื่องตัดหน้าแย่งลูกค้าของเธอ หรือแย่งเด็กเก่งๆในทีมเธอไปเสมอ ซึ่งที่ผ่านมารุจรวีก็พยายามใช้ความสามารถของตัวเองโต้ตอบกลับไป แต่นานเข้าเธอก้เริ่มสุดจะทนเหมือนกัน

“คนแบบนั้น ไม่คุ้มที่เธอจะไปใช้วิธีสกปรกๆตอบโต้หรอก เราเป็นทอง อย่าตัวเองไปลู่กับกระเบื้อง” กะรัตเพชร เคยพูดไว้เมื่อครั้งที่เธอถูกนภาดิสเครดิตเธอ ด้วยการแต่งเรื่องโกหกว่าเธอเคยเอาความลับลูกค้าไปขายต่อให้คู่แข่งไปเล่าให้ลูกค้าของเธอฟัง

“รุ้ง” กรกิตเรียก เมื่อเห็นว่าหญิงสาวมีอาการเหมือลอยเหมือนคิดอะไรอยู่คนเดียว

รุจรวีสะดุ้ง เพิ่งรู้ตัวว่ามัวแต่คิดเรื่องงาน จนลืมนึกถึงชายหนุ่มข้างกายไปเสียสนิท

“พี่ขอคุยด้วยหน่อยสิ” กรกิตทำเสียงจริงจัง รุจรวีเดาออกไม่ยากว่าเป็นเรื่องอะไร เธอหันมองซ้ายขวา แม้ตอนนี้จะมีเพียงเธอและเขาในห้องทำงานของวีรชัย แต่ผู้คนก็เดินผ่านไปมาหน้าห้องตลอด คำพูดที่ว่ากำแพงมีหู ประตูมีตา นั้นใช้ได้จริงเสมอ โดยเฉพาะในออฟฟิศที่เรื่องนินทา ว่าร้าย เป็นเหมือนของหวานอันโอชะของเหล่าสาวๆในออฟฟิศ คิดได้เช่นนั้นเธอจึงตัดสินใจชวนกรกิตลงไปนั่งคุยที่ร้านกาแฟด้านล่างแทน

ขณะลงลิฟต์มาด้วยกัน บรรยากาศเหมือนจะตึงเครียดขึ้น เพราะต่างฝ่าย ต่างก็นิ่งเงียบ ใช้เวลาทบทวนเรื่องราวในอดีต เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว…
ตอนนั้นกรกิต เป็นรุ่นพี่ของเธอหนึ่งปี เป็นหนุ่มฮอตที่สาวๆในคณะต่างหมายปอง เพราะตอนนั้นเขาทั้งหล่อ ทั้งเรียนเก่ง แถมยังเป็นนักบาสของคณะอีกต่างหาก แต่แล้วโชคก็เหมือนจะหล่นลงมาใส่มือของเธอ หลังจากได้ไปออกค่ายอาสาด้วยกัน กรกิตก็เริ่มหันมาจีบเธอ แรกๆ เขาทำทีเป็นมานั่งอ่านหนังสือด้วย บ่อยเข้าก็เริ่มชวนเธอไปกินข้าวหลังอ่านหนังสือบ้าง ดูหนังบ้าง ท่ามกลางเสียงเชียร์ และแรงหนุนของเพื่อนสนิทอีกสามคนในกลุ่ม ก็คือกะรัตเพชร เมธิสต์ และแวววริษฐ์ สุดท้าย รุ้งกับกรกิตก็ทำท่าเหมือนจะได้คบหากันจริงๆ แต่แล้วก็มีเหตุให้ทั้งสองต้องแยกกัน เมื่อรุจรวี ได้มีโอกาสตามอาจารย์ที่ปรึกษาไปช่วยทำวิจัย และเทคคอร์สด้านไฟแนนซ์ที่อเมริกาเป็นเวลาครึ่งปี ซึ่งนั่นทำให้รุจรวีต้องเรียนหนักเป็นสองเท่า เพราะต้องกลับมาตามสอบเก็บวิชาของเทอมแรกในชั้นปีสุดท้ายให้ทัน

“ฉันว่าอย่าไปเลยแก มันดูหนักไปไหนจะต้องเรียน ไหนจะต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบของที่นี่ แถมยังต้องคอยช่วยอาจารย์ทำวิจัยอีก ฉันว่าเอาจริงๆ อาจารย์เค้าอยากได้แกไปเป็นลูกมือ เค้าถึงเสนอหลักสูตรนี้มาให้ แถมยังทำเรื่องขอให้แกได้กลับมาตามสอบเป็นกรณีพิเศษอีก” แวววริษฐ์แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน รู้ดีว่าเพื่อนเป็นคนขยัน และดันทุรังในเรื่องเรียนมาตลอด ขืนปล่อยให้รุจรวีไป มีหวังเพื่อนเธอคงทำงานสลับกับท่องตำราจนสมองระเบิดตายเป็นแน่

“ใช่ แถมตอนนี้แกก็กับพี่กิตก็เพิ่งเริ่มต้นคบกัน แล้วแกจะทิ้งเค้าไปอยู่อเมริกาตั้งหกเดือน แกไม่กลัวพี่เค้าจะนอกใจไปมีกิ๊กหรือ” เมธิสต์เอ่ยถาม

นั่นสิ ตอนนั้นรุจรวีลืมเรื่องของกรกิตไปเสียสนิท คิดแต่ว่าการตัดสินใจไปเรียน และช่วยอาจารย์ทำวิจัยที่อเมริกา น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดี และเป็นประโยชน์กับการทำงานของเธอ ในสมองของเธอมีแต่เรื่องของอนาคตที่รออยู่เท่านั้น ซึ่งเธอเองก็ยังแอบแปลกใจ อนาคตของเธอ ไม่ได้มีเขารวมอยู่ในนั้นด้วย

ในที่สุด รุจรวีก็ฝืนเสียงคัดคานจากทุกคนในกลุ่ม บินตามอาจารย์ไปอเมริกา ตอนนั้นเธอเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้เธอมีโปรไฟล์ที่ยอดเยี่ยม และบริษัทใหญ่ๆ คงจะอ้าแขนรับเธอทันที ที่เธอยื่นใบสมัคร ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับกรกิต รุจรวีคิดไม่ตก และเลิกคิดถึงมันไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ไปถึงอเมริกาได้เพียงแค่อาทิตย์เดียว

แรกๆ กรกิตหมั่นโทรหาเธอทุกวันตามที่สัญญาไว้ แต่ก็แทบจะไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ เพราะรุจรวีมัวแต่วุ่นอยู่กับงานวิจัยที่ทำเอาเธอหัวปั่น ไหนจะเรื่องเรียนอีก เมื่อแฟนสาวแทบจะไม่มีเวลาให้ ชายหนุ่มก็เริ่มค่อยๆปลงใจ จากที่เคยโทรหาทุกวัน กลายเป็นวันเว้นวัน จากวันเว้นวัน กลายเป็นอาทิตย์ละครั้ง แล้ววันหนึ่งเขาก็ขาดการติดต่อไป

รุจรวีรู้ตัวอีกทีก็เมื่อเพื่อนๆที่ไทย เริ่มส่งแมสเซจมาไต่ถาม ถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เมื่อมีคนเริ่มเห็นกรกิตไปไหนมาไหนกับเจนเพื่อนร่วมคนใหม่ด้วยท่าทีที่สนิทสนม

“รุ้ง พี่ขอโทษที่ตอนนั้น พี่ไม่ได้บอกรุ้งเรื่องเจน ขอโทษที่พี่ทำร้ายความรู้สึกของรุ้ง” กรกิตเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน เขาหลบสายตาอย่างรู้สึกผิด รุจรวีหมุนแก้วกาแฟสตาร์บัคในมือ พยายามข่มอารมณ์ที่เหมือนจะเริ่มปะทุอยู่ในอก

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่เอก ตอนนั้นรุ้งผิดเอง ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้พี่เอก แถมเราอยู่ไกลกันขนาดนั้น รักแท้ แพ้ระยะทาง มันก็เป็นเรื่องธรรมดา” รุจรวีพูดเสียงเรียบ ยักไหล่เหมือนไม่ได้คิดอะไรมากอีกแล้ว

“รุ้งเป็นผู้หญิงที่เก่ง ฉลาด มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน ตอนนั้นพี่แอบน้อยใจนะที่รุ้งเลือกไปต่างประเทศ และทิ้งพี่ไว้ที่นี่ แต่ก็ไม่แปลกใจ ตอนนั้น รุ้งคงมีสิ่งอื่นที่รุ้งรัก มากกว่าพี่ อย่างเรื่องเรียน เรื่องงานของรุ้ง รุ้งไม่ได้ผิดที่รักสิ่งอื่นมากกว่าพี่ พี่ต่างหากที่ผิด ผิดที่รักรุ้งไม่มากพอจะอดทนรอให้รุ้งกลับมาได้”

“เรื่องมันจบไปตั้งนานแล้ว รุ้งเลิกคิด เรื่องนั้นไปนานแล้วล่ะค่ะ รุ้งมีงานค้างอีกเยอะ คงต้องกลับขึ้นไปแล้ว” รุจรวีพูดพลางตั้งท่าจะขยับตัวลุกขึ้น กรกิตรีบฉวยข้อมือของเธอไว้ จนรุจรวีต้องรีบถดตัวกลับลงมานั่ง

“พี่ขอโอกาสแก้ตัวอีกครั้งได้มั๊ย พี่เคยคิดว่าถ้าพี่ไม่เจอ ถ้าพี่อยู่ห่างจากรุ้ง พี่จะลืมรุ้งได้ แต่เจ็ดปีที่ผ่านมา พี่ยังรู้สึกผิด ยัง
คิดถึงรุ้งมาตลอดเลย” ชายหนุ่มพรั่งพรูความในใจออกมา มันเหมือนกำปั้นสวนเข้ามากระแทกท้องน้อยของรุจรวีเข้าอย่างจัง เธอจุกกับคำสารภาพนั้น แต่ลึกๆก็เหมือนจะมีความปิติหลั่งไหลอยู่ข้างในหัวใจที่เต้นรัว

“พี่กิตปล่อยมือรุ้งก่อนเอะค่ะ ใครมาเห็นเข้าเอาไปนินทามันจะไม่ดี”

กรกิตจ้องมองหญิงสาวด้วยแววตาดื้อรั้น “พี่ขอโอกาสได้มั๊ยรุ้ง เรากลับมาคบกันได้มั๊ย”

รุจรวีรู้สึกอึ้ง และทำตัวไม่ถูก ได้แต่สูดหายใจลึกๆ แต่ก่อนจะได้เอ่ยตอบอะไรกลับไป เสียงโทรศัพท์มือถือของกรกิตก็ดังขึ้น
“พี่ต้องกลับขึ้นไปแล้ว พี่ชัยโทรมาตามแล้ว”

“ไปเถอะค่ะพี่กิต เดี๋ยวรุ้งก็ต้องกลับขึ้นไปทำงานเหมือนกัน นี่ดีนะได้กาแฟเข้าไป ค่อยตื่นหน่อย” หยิงสาวชูแก้วในมือขึ้น ยิ้มนิดๆ จงใจกลบเกลื่อนบทสนทนาเมื่อครู่ไว้เบื้องหลังแก้วกาแฟ

“แล้วเรื่องที่พี่ขอล่ะ” ชายหนุ่มยังคงไม่ยอมแพ้ รุจรวีถอนลมหายใจยาว ยอมรับว่าเธอเองก็ยังไม่อาจให้คำตอบเขาได้ อย่างน้อยก็ตอนนี้

“รุ้งอาจจะไม่คิดอะไรแล้ว กับเรื่องเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้แปลว่า เรื่องนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นกับรุ้งมาก่อนนะค่ะ อย่าเพิ่งเร่งรัดอะไรรุ้งตอนนี้เลยพี่กิต” รุจรวีบอกปัด อย่างตรงไปตรงมา ทำเอากรกิตหน้าเจื่อนลงไป แต่เขาก็รีบกลบเกลื่อนมันด้วยรอยยิ้ม

“พี่เข้าใจ แต่พี่จะรอนะ” เขากล่าวขณะที่เดินเข้าลิฟต์

“แล้วพวกเม เพชร กับวาสบายดีรึเปล่า”

“สบายดีทุกคนค่ะ เดือนหน้ายายเพชรจะแต่งงานแล้ว ตอนนี้ทุกคนก็วุ่นๆกัน พี่กิตไปงานเพชรด้วยนะค่ะ พวกมันคงดีใจถ้าได้เจอพี่กิต”

“รุ้งยอมเป็นคู่ควงในงานของพี่รึเปล่าล่ะ” ชายหนุ่มแหย่เมื่อสบโอกาส แต่พอเห็นอดีตแฟนสาวนั่งเงียบแทนคำตอบ เขาจึงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน

“พี่พูดเล่น ไปสิ งานแต่งของเจ้าหญิงแห่งวงการไฮโซอย่างมรว. กะรัตเพชร พี่ไม่พลาดหรอก อยากรู้ว่าจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหน” เขาเอ่ยแซวเพื่อนสนิทของเธอ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหญิงผู้เพียบพร้อม และเพอร์เฟคไปเสียทุกอย่างมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ งานนี้ได้วาเป็นพิธีกรให้ด้วย” รุจรวีเอ่ยขณะที่ประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งคู่เดินกลับเข้ามาในออฟฟิศ กรกิตหันมาเอ่ยกับหญิงสาวก่อนที่เขาจะเดินแยกไปอีกทางว่า

“กลุ่มรุ้งสี่คนดูรักกันเหนียวแน่นดีนะ คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม นี่ก็ปาเข้าไปจะยี่สิบปีแล้ว ถ้าความรักของเราเหนียวแน่นแบบนี้บ้าง ก็คงจะดี” ชายหนุ่มเอ่ยเหมือนคนที่แอบมีความหวัง

หญิงสาวส่งเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะของตัวเอง แต่แล้วก็หยุดหันมาพูดกับกรกิต ที่ยังยืนมองเธออยู่ที่เดิมว่า
“พี่กิตค่ะ ความรักจะเหนียวแน่น คนที่รักกันต้องหนักแน่นพอค่ะ”


คืนนั้น การจราจรที่แยกราชประสงค์ยังคงคึกคักด้วยแสงไฟสีแดงจากรถรา ที่ยังคงจอดติดกันเป็นพรวน โชคดีที่รุจรวีพึ่งพาบริการรถไฟฟ้า ไม่อย่างนั้นเธอต้องมาถึงงานสายอีกแน่ๆ

“หลังๆแกชอบเบี้ยวนัดพวกฉันตลอดเลยนะยายรุ้ง แกจะบ้างานอะไรนักหนา” กะรัตเพชรเคยบ่น เมื่อระยะหลังๆ รุจรวีชอบติดงานจนมาเจอเพื่อนๆไม่ได้บ่อยๆ เหมือนแต่ก่อน

“แก ชีวิตพนักงานกินเงินเดือนมันหนักจะตาย แกก็รู้ดี ฉันไม่ได้เป็นทายาทธุรกิจพันล้านเหมือนแก หรือเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าเหมือนเมนี่”

“แต่ฉันก็ยังเป็นลูกจ้างเหมือนแกนะรุ้ง ไม่เห็นจะทำงานหนักถวายหัวอย่างที่แกทำเลย นี่แกทำงานเหมือนเป็นซีอีโอ แต่ได้เรทเงินเดือนเท่าลูกจ้าง แกรู้รึเปล่า ” แวววริษฐ์แย้งขึ้นมาทันที อดบ่นเพื่อนไม่ได้

“แต่งานอย่างแกมันไม่มีพวกเพื่อนร่วมงานที่คอยจ้องปัดแข็งปัดขา แอบถือเลื่อยอยู่ข้างหลังคอยหาทางเลื่อยขาเก้าอี้แกนี่หน่า อีกอย่างพวกแกก็รู้ พ่อกับแม่ฉันตั้งท่าจะดึงฉันกลับไปรับช่วงต่อกิจการไร่ส้มของพวกเขา ถ้าฉันไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์ก่อนอายุ 35 ตามที่เคยสัญญากับพวกเขาไว้ ฉันคงต้องโดนดึงตัวกลับไปเชียงราย เป็นสาวแก่เหี่ยวเฉาตายคาไร่แน่ๆ” รุจรวีสาธยายเหตุผลยาวเหยียด พร้อมทำสีหน้าเบื่อหน่ายสุดๆ เมื่อต้องเอ่ยถึงกิจการไร่ส้มของครอบครัว

“โอเคๆ เอาเป็นว่า แกก็พยายามหาเวลามาเจอพวกฉันบ่อยๆก็แล้วกัน ปกติไปไหนมาไหนกันสี่คนตลอด พอเหลือแค่สามคน ฉันว่ามันโล่งๆว่ะ” แวววริษฐ์พูดติดตลก

“ใช่แก” กะรัตเพชรเสริม “มันเหมือนจัดเต็มใส่ลองแวง ส้นสูงลูบูแตง สร้อยคาร์เทีย และขาดคลัทช์ของแมคควีนไปน่ะ”

“แกจะเปรียบเทียบชั้นเป็นคลัทช์ของแมคควีนหรอ” รุจรวีหันมาถาม แกมขำ

“ไม่ได้ ฉันจองแมคควีน สาวคอนเซอร์เวทีฟอย่างแกเหมาะกับชาแนลมากกว่า” เมธิสต์รีบลุกขึ้นแย้ง


รุจรวียิ้มเมื่อนึกถึงบทสนทนาชวนขำของเพื่อนๆในกลุ่ม

ตั้งแต่สมัยมัธยม กะรัตเพชร แวววริษฐ์ เมธิสต์ และรุจรวี คือกลุ่มเพื่อนสนิทที่ไปไหน มาไหนด้วยกันตลอด แถมพวกเธอยังเป็นจุดสนใจของทุกคนในโรงเรียน เริ่มจากกะรัตเพชร ไฮโซสาวสวยทายาทกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุด และร่ำรวยที่สุดกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย บวกกับนามสกุลดัง และคำนำหน้าชื่อที่เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ ไม่แพ้แวววริษฐ์สาวเปรี้ยวจี๊ด ฝีปากกล้าที่มีเรื่องกับอาจารย์ฝ่ายปกครองอยู่ตลอด แตกต่างจากรุจรวีที่เป็นนักเรียนระดับหัวกะทิที่อาจารย์ทุกคนภูมิใจ ส่วนเมธิสต์คือเด็กกิจกรรมตัวยงที่ทำชื่อเสียงให้โรงเรียนไม่ขาด

พอเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งหมดก็ตัดสินใจเลือกสอบเข้าเรียนในคณะเดียวกัน โดยรุจรวีเลือกเรียนด้านไฟแนนซ์ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะจบมาทำงานสายการเงิน ขณะที่เมธิสต์เลือกเรียนบัญชีตามความต้องการของมารดา ส่วนกะรัตเพชรและแวววริษฐ์มุ่งตรงไปสายมาร์เกตติ้งตามความถนัด ตลอดเวลาสี่ปีในรั้วมหาลัย กลุ่มของพวกเธอก็ยังคงเป็นกลุ่มที่โดดเด่น และเป็นที่จับตามองของคนทั้งในและ นอกคณะ เพราะแวววริษฐ์นั้นได้รับเลือกเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยด้วยบุคลิกมั่นใจ รูปร่างที่สูงโปร่ง และใบหน้าอันสวยเฉี่ยวตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง พร้อมๆกับกะรัตเพชร สาวสังคมคนดังซึ่งก็ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยในการอัญเชิญสัญลักษณ์ของสถาบัน ในการแข่งขันกีฬาประจำปีระหว่างสองสถาบันใหญ่ ในขณะที่รุจรวีกับผลการเรียนอันดีเยี่ยมของเธอ และการที่เธอสามารถคว้าเอาหัวใจของกรกิต รุ่นพี่สุดหล่อประจำคณะไปควงได้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสมาชิกในกลุ่มที่ทุกคนพากันอิจฉาตาร้อน ส่วนเมธิสต์ ก็เป็นตัวแม่แฟชั่นที่แม้จะเรียนในคณะบัญชี แต่ก็มักจะปรากฏตัวในคณะพร้อมสไตล์การแต่งตัวที่ล้ำจนทุกคนแต่งตาม แถมยังเคยบินไปชนะการประกวดยัง ดีไซเนอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ถึงเมืองนอก ทำเอาแมกาซีนแฟชั่นเมืองไทย วิ่งแจ้นตามตัวไปสัมภาษณ์กันยกใหญ่

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เหมือนอย่างที่กรกิตว่า รุจรวีมองลงไปยังท้องถนนเบื้องล่าง ที่ซึ่งรถรายังคงติดหนึบไม่ขยับไปไหน พลางนึกถึงความยากลำบากของการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ผู้หญิงโสดวัยเหยียบเลขสามอย่างเธอ จะต้องการอะไรบ้างเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ในเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แก่งแย่ง ชิงดี ความมั่นคงอาจมาในรูปแบบของงานดีๆ เงินเดือนดีๆ เพื่อเอามาจ่ายค่าห้องพัก ในย่านดีๆ ซื้อเสื้อผ้าดีๆ กินอาหารในร้านดีๆ เข้าคอร์สสุขภาพดีๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เข้ามาเติมเต็มให้ชีวิตนั้นดี และนอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ รุจรวีรู้สึกอุ่นใจ รถไฟฟ้ากำลังเทียบเข้าชานชาลาสถานีชิดลม รุจรวีก้าวยาวๆ เบียดฝ่าฝูงชนออกมา รู้ดีว่าความมั่นคงดีๆ กำลังรอเธออยู่ ความมั่นคงที่มาในรูปแบบของ…เพื่อน



ฐาวรา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 ก.ย. 2556, 13:42:51 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 ก.ย. 2556, 13:42:51 น.

จำนวนการเข้าชม : 790





kraten 7 ก.ย. 2556, 19:29:54 น.
ตกลงเมธิสต์นี่ผู้ชาย? อ่านในเรื่องย่ อเป็น ดีไซน์เนอร์หนุ่ม


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account