ที่สุด...ของหัวใจ
คืนวันล่วง...ผ่านราว...สายน้ำไหล ดวงฤทัย...กลับมั่นคง...เฉกภูผา
ฝังลึกล้ำ...ความรัก...ปักวิญญา สายธารา...ความทรงจำ...ยังย้ำครอง
คือสองหัต...ถานี้...หรือมิใช่ โอบมลาย...ความเหว่ว้า...ในใจหมอง
ด้วยสองเนตร...อบอุ่น...ที่ทอดมอง เฝ้าปกป้อง...ปลอบประโลม...มาเนิ่นนาน

Tags: อาเรีย

ตอน: บทที่ 4


เอลย่าหลับตาลงรวบรวมสมาธิเพียงชั่วครู่ ก่อนจะลืมขึ้นอย่างช้า ๆ แววตาสงบนิ่งจ้องมองไปยังฝ่ายตรงกันข้าม ในขณะที่เซ็ตก็มีแววตามิต่างจากหญิงสาว ปลายดาบของทั้งคู่เลื่อนมาแตะกันเพียงนิดก่อนที่ต่างฝ่ายต่างขยับก้าวออกหาระยะของตน

ดาบของหญิงสาวลดลงต่ำ ปลายดาบชี้ไปที่พื้น เบี่ยงตัวเล็กน้อย ในขณะที่ปลายดาบของเซ็ตชี้เข้าสู่ตำแหน่งคอของเธอ สายตาจับจ้องกันนิ่ง ปล่อยเวลาผ่านไปนับหลายนาที

“อะไรวะ เล่นจ้องตากันอยูได้ ไม่ขยับกันสักที” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยความหงุดหงิด

“ไอ้โง่ ! เงียบเถอะน่า เดี๋ยวเซ็ตก็เสียสมาธิกันพอดี ไม่เห็นหรือว่าต่างฝ่ายต่างกำลังกดดันใส่กัน รอชิงจังหวะเข้าฟันอยู่” อีกคนที่คงจะมีฝีมือมากกว่าหันมาดุเพื่อนเบา ๆ

เจ้าชายราเอลยิ้มเยื้อนด้วยความถูกพระทัย ‘อย่างที่คิดไว้จริง ๆ ฝีมือดีทั้งคู่ สมาธินิ่งมาก โดยเฉพาะเซ็ต ทั้ง ๆ ที่ถูกยั่วโมโหไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังกลับมามีสมาธิได้ขนาดนี้ หึ หึ ผู้ใดจะเป็นฝ่ายถูกบีบให้ขยับก่อนกันนะ’

โดยที่ไม่มีใครทันสังเกตนอกจากเจ้าชายหนุ่ม ระยะของคนทั้งสองค่อยขยับเข้าใกล้กันทีละน้อย อย่างช้า ๆ ทรงเห็นเซ็ตขบกรามแน่น นัยน์ตาหรี่ลง ในขณะที่หยดเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าของเอลย่า ทำให้ทรงพระดำริอย่างมั่นพระทัย ‘นี่คงใกล้จะถึงที่สุดกันแล้วล่ะสิ จะตัดสินกันในดาบเดียวหรือไม่’

ฉับพลันที่เซ็ตเห็นเหงื่อไหลเข้าดวงตาข้างหนึ่งของเอลย่า ทำให้ตาข้างนั้นหรี่ลงด้วยความแสบ ชายหนุ่มตัดสินใจพุ่งตัวเข้าฟันทันที ดาบในมือถูกเงื้อขึ้นแล้วฟันเข้าใส่หญิงสาวเป็นแนวตรง รวดเร็ว

หากเอลย่าก็เร็วมิแพ้กัน หญิงสาวพุ่งตัวเข้าสวน สายตาจับจ้องเป้าหมายที่ต้องการ ปลายดาบที่ชี้ลงสู่พื้นก่อนหน้า บัดนี้ถูกตวัดขึ้นสูง ข้อมือเบี่ยงองศาดาบเล็กน้อยให้ขอบสันดาบปะทะด้านข้างของใบดาบที่ฟันลงมาตรงบริเวณกึ่งกลางเล่ม เมื่อสัมผัสได้ถึงการกระทบกันของดาบทั้งสอง ข้อมือเธอก็บิดเพียงเล็กน้อยเป็นการกระแทกให้ดาบอีกฝ่ายเบนออกจากทิศทางการฟันเดิม และฟันสวนเข้าไปทันที

สติของชายหนุ่มผู้เป็นคู่ต่อสู้ของหญิงสาวมั่นคงยิ่งนัก เพราะเมื่อการฟันในดาบแรกพลาด เขาก็ไม่เกิดอาการลนลาน หรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ปล่อยแขนตามแรงเหวี่ยงจากการปัดให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ แล้วงอตวัดอ้อมศีรษะตนเองมาทางด้านซ้ายเพื่อฟันตัดต่ำยังกลางลำตัวคู่ต่อสู้ของตน เป็นผลให้ดาบของหญิงสาวที่กำลังจะฟันต้องเปลี่ยนทิศทางทันทีด้วยการกระชากดาบในมือเหยียดออกรับทางด้านขวาอย่างแม่นยำ ก่อนจะพุ่งตัวถอยออกจากระยะต่อสู้อย่างรวดเร็ว โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน

‘เร็ว ใจกล้า อ่านระยะได้ขาด และแม่น’ ผู้เฝ้ามองทรงวิจารณ์ในพระทัย เนื่องจากการพุ่งสวนดาบเข้าไปต้องมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง การรับกึ่งกลางดาบคือระยะที่จะทำลายต้นแรงของผู้ฟันทำให้การปัดดาบทำได้เด็ดขาด สุดท้ายความแม่นยำที่สามารถรับได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ ประกายแห่งความชื่นชม สนใจ ฉายชัดในพระเนตร

เซ็ตไม่ปล่อยให้เอลย่าได้หยุดพัก พุ่งดาบแทงตามทันที หญิงสาวก้าวเท้าเฉียงขึ้นไปทางด้านขวาเฉียดดาบของชายหนุ่มเพื่อเข้าระยะประชิด แขนขวางอแนบสันดาบกับลำตัวทางซ้ายก่อนตวัดจะฟันออก หากมือซ้ายชายหนุ่มยื่นมากดแขนเธอไว้ได้ทัน เธอจึงขยับบิดตัวออกด้านข้างของเขา ดึงเท้าขวากวาดเตะตัดข้อเท้าทางด้านหลังของชายหนุ่มทันที ก่อนที่เขาจะทันได้พลิกดาบกลับมาฟันเธอ ทำให้ร่างนั้นล้มหงายลงกับพื้น และหญิงสาวพลิกดาบปักลงพื้นเฉียดคอผู้นอนอยู่ จนเลือดไหลซิบให้เห็น

“เฮ้ย ! อะไรกัน...ประลองดาบกันมีเตะกันด้วยเร้อ” จอมโวยวายคนเดิมร้องขึ้น

“หึ หึ ก็ประลองดาบน่ะสิ ไม่เคยได้ยินหรือ ในตัวของคนเรามีดาบอยู่แปดเล่ม ดาบยาวสี่ ดาบสั้นสี่ แขน ขาเป็นดาบยาว งอเข่า ศอก เป็นดาบสั้น พวกเจ้าโง่อย่างนี้นี่เอง ถึงได้ดักดานอยู่แค่นี้” เจ้าของวรองค์สูงสง่ารับสั่งประทานความรู้และคำด่าให้พร้อมกัน

“แก...ไอ้หนุ่มหน้าสวย จะอธิบายก็อธิบายดี ๆ สิวะ หนอย ต้องมีด่าแถม เก่งมาจากไหนกัน ไหนมาลองกับข้าหน่อยไหม”

เนตรสีน้ำเงินปรายมองผู้อวดเก่งท้าทาย สายพระเนตรทรงอำนาจทำให้อีกฝ่ายหงอลงทันใด

คนหนึ่งในกลุ่มซึ่งยืนดูอยู่ห่าง ๆ ค่อยล้วงมือเข้าไปภายใต้เสื้อคลุมของตนเองเมื่อมองเห็นผลพ่ายแพ้ของผู้เป็นพรรคพวก แล้วชักเอาบางสิ่งออกมา ก่อนจะมีอันต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเสียงเย็นยะเยียบดังขึ้นเบื้องหลัง

“เก็บปืนของเจ้าเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากตาย”

มันค่อย ๆ หันหน้าไปยังด้านหลัง ความกลัววิ่งปราดจับหัวใจ เมื่อเห็นไอ้หนุ่มหน้าสวยที่ยืนอยู่ห่างออกไปก่อนหน้านี้ มายืนอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบโดยที่มันไม่รู้ตัว ดวงหน้านั้นยังแย้มยิ้มสวย หากดวงตาสีน้ำเงิน เข้มจัด เย็นชา จนน่าขนลุก ความกดดันพุ่งปราด มือที่ถือปืนสั่นโดยไม่รู้ตัว

“เพื่อนเจ้าสู้อย่างเต็มฝีมือแบบลูกผู้ชาย แต่เจ้าจะทำลายเกียรติของเขาด้วยการกระทำต่ำช้าเช่นนี้หรือ...เก็บปืน จะไม่มีคำเตือนอีกเป็นครั้งต่อไป” วรองค์สูงสาวพระบาทไปยังคู่ต่อสู้ทั้งสองทันทีที่ตรัสจบ ราวกับมั่นพระทัยยิ่งว่าจะได้รับการปฏิบัติตามคำสั่ง

เซ็ตถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าแพ้แล้ว” น้ำเสียงที่พูดไร้ซึ่งความโกรธ หรือเสียใจ

“เจ้าเก่ง เก่งกว่าพี่ชายของเจ้า” หญิงสาวผู้ได้ชัยตอบเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากจริงใจ มือดึงดาบที่ปักอยู่บนพื้นมาสะบัดเศษดินออก แล้วส่งมือให้ชายหนุ่มที่ยังนอนอยู่จับเพื่อดึงตัวลุกขึ้น โดยที่อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ

“เป็นการต่อสู้ที่น่าประทับใจมากทีเดียว” ประโยคสั้น ๆ ซึ่งบ่งบอกความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อการต่อสู้ครั้งนี้ดังมาจากวรองค์สูงสง่าที่ก้าวพระบาทเข้ามาใกล้

เซ็ตเหลือบตามองเจ้าชายหนุ่มแล้วถาม “ไม่เยาะเย้ยหรือ กับการที่ข้าแพ้ให้กับผู้หญิง”

“แล้วเจ้าอับอายหรือเปล่ากับการแพ้ให้กับนาง” ทรงไม่ตอบ หากตรัสถามกลับทันควัน ทำให้เซ็ตชะงักไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ไม่ ! ข้าไม่อาย นางมีฝีมืออย่างแท้จริง ข้ายอมรับ”

“ถ้าเช่นนั้น...ทำไมข้าจะต้องเยาะเย้ยเจ้า การแพ้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าไร้ฝีมือ ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดหรอกที่เก่งที่สุดตลอดกาล แต่ในทางกลับกัน ผู้แพ้จะเป็นผู้แพ้ตลอดไป หากไม่รู้จักการพัฒนาฝึกฝนตนเอง จำเอาไว้นะเซ็ต ผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้จะไม่มีวันรู้เลย ว่าคำว่า ‘ชนะ’ ที่แท้จริงคืออะไร และการที่เจ้ายอบรับว่าตัวเองแพ้อย่างไม่อาย นั่นล่ะคือชัยชนะประการแรกที่เจ้ามีต่อตัวเอง”

“สิ่งที่ยากยิ่งสำหรับคนเรา คือการยอมรับว่าตนเองพ่ายแพ้ แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือการก้าวข้ามความพ่ายแพ้ของตนเอง” พระสุรเสียงเคร่งขรึม ทรงอำนาจยิ่ง ไร้ร่องรอยบุคลิกยั่วเย้าเฉกเช่นก่อนหน้า

เซ็ตนิ่งงันไปชั่วขณะยามรับฟังถ้อยรับสั่งของเจ้าชายหนุ่ม ริมฝีปากค่อยคลี่ยิ้มบาง จากนั้นก้มศีรษะให้วรองค์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกจากหัวใจ “ข้าขอขอบคุณสำหรับคำพูดที่มีค่ายิ่งนัก”

เอลย่าหันไปมองบุรุษหน้าสวยที่ยืนอยู่ข้างกายเธออย่างนึกไม่ถึง คำพูดที่ได้ยินฝังรอยแห่งความประทับใจลงในความรู้สึกของหญิงสาว

เมื่อรู้สึกองค์ว่าถูกมอง พักตร์งามดุจสตรีจึงหันกลับมาสบนัยน์ตาสีนิลคู่คมที่ทอประกายชื่นชมแม้เพียงชั่วแวบ หากมิได้พ้นสายพระเนตร ริมโอษฐ์จึงคลี่รอยแย้มพระสรวลบาง หากเอลย่าหลบตาลงทันที และหันไปหาเซ็ต

“ถ้าเจ้าพร้อมเมื่อไหร่ ข้ายินดีที่จะสู้กับเจ้าอีกครั้ง”

“ขอบใจเอลย่า เอาล่ะตามสัญญา พวกเจ้าผ่านทางไปได้แล้ว”

หากเพิ่งสิ้นเสียงพูดของเซ็ต กริชพลันถูกขว้างออกจากพระหัตถ์ของเจ้าชายราเอลพุ่งไปยังผู้หันปลายกระบอกปืนมาทางกลุ่มของพระองค์ รวดเร็ว แม่นยำ ก่อนที่ทุกคนจะทันเห็นและรับรู้ว่าเป็นเรื่องใด ตามด้วยวรองค์สูงก้าวพระบาทไปกระชากกริชเล่มนั้นออกจากคอของผู้ตกเป็นเป้าหมายซึ่งนอนแน่นิ่งหมดลมหายใจ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน

ทรงสะบัดกริชสองสามครั้งเพื่อให้หยดเลือดที่เกาะอยู่หลุดออกไปหมด ก่อนจะเก็บซ่อนไว้ที่บั้นพระองค์เช่นเคย วงพักตร์งามนิ่งเรียบดุจไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น หากเนตรคมที่กวาดมองนั้นทำให้ทุกคนรับรู้ได้ถึงความกดดัน “อุตส่าห์บอกแล้วว่าจะไม่มีการเตือนอีก เมื่อไม่ฟังกันก็ช่วยไม่ได้” รับสั่งเย็นเยียบยามทรงพระดำเนินกลับมาที่เดิม

เอลย่าสบตากับเซ็ตด้วยความรู้สึกมิแผกกัน ‘ผู้ชายคนนี้น่ากลัว’ ในขณะที่คนอื่น ๆ กลืนน้ำลายยากเย็น โดยเฉพาะจอมโวยวายประจำกลุ่ม ยกมือจับคอตัวเองด้วยความสยอง

“เราจะไปกันหรือยัง” ทรงหันไปถามหญิงสาวเพียงคนเดียวในที่นั้น

เซ็ตพยักหน้า “พวกเจ้าไปเถอะ ส่วนเรื่องไอ้หมอนั่นข้าจัดการเอง การตายของมันนับว่าสมควรแล้ว”

“เซ็ต...ข้าเห็นเจ้าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นข้าอยากเตือน อะไรก็ตามที่เจ้ากำลังทำอยู่ มันไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลย ถอนตัวออกมาเถอะ อย่าใช้ฝีมือของเจ้าไปในทางที่ผิด...ข้าเสียดาย” เอลย่าเอ่ยกับชายหนุ่ม แล้วหันไปพยักหน้ากับเจ้าชายราเอลเป็นสัญญาณเดินทาง โดยมิใส่ใจกับผู้เป็นคู่ต่อสู้เมื่อสักครู่อีกเลย ทิ้งให้อีกฝ่ายมองตามอย่างครุ่นคิด



”ทำไมถึงรู้ว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางลัดไปที่หมู่บ้านได้” เอลย่าเอ่ยปากถาม เมื่อทั้งคู่เดินมาได้ระยะหนึ่ง

“ข้าเคยใช้เป็นประจำ เวลาที่จะไปที่นั่น” รับสั่งตอบอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก

“เจ้าพูดเหมือนกับว่า เจ้าไปบ่อยอย่างนั้นละ แต่ข้าไม่รู้จักเจ้า”

“เจ้าต้องรู้จักคนทุกคนที่ขึ้นไปที่หมู่บ้านหมดเลยหรือ” เจ้าชายหนุ่มย้อน

“หมู่บ้านข้า ใครจะไปใครจะมา ข้าก็ต้องรู้สิ” ก็เธอเป็นสายข่าวนี่นะ ต้องมีหูผีจมูกมด โดยเฉพาะกับพื้นที่หมู่บ้านของตัวเอง

“หึ หึ ข้าไปไม่บ่อยหรอก ครั้งล่าสุดก็...จำไม่ได้เหมือนกันว่ากี่ปีมาแล้ว” ทรงตอบพลางย้อนคิดถึงอดีต ก็เมื่อก่อนไม่ได้ทรงเสด็จเข้าหมู่บ้านโดยตรง แต่ต้องเลยขึ้นไปสูงกว่านั้น นาน ๆ หรอกที่จะแวะเข้าหมู่บ้านสักที แล้วหญิงสาวจะมารู้จักพระองค์ได้อย่างไร ทรงพระดำริก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อพลัน “ฝีมือดาบของเจ้า ท่านผู้เฒ่าซาฟีนเป็นผู้สอนให้ใช่ไหม”

เอลย่าชะงัก หันมามองอย่างแปลกใจ “นี่เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าท่านเป็นคนสอนข้า เจ้ารู้จักท่านหรือ”

“ก็...พอจะรู้จัก ท่านผู้เฒ่าได้ชื่อว่าเป็นนักดาบที่มีฝีมือดีเป็นอย่างยิ่ง แล้วเจ้าเป็นเนอร์ราห์ แถมฝีมือดีขนาดนี้ แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้รับการถ่ายทอดจากใคร เพราะใครก็ตามที่ท่านผู้เฒ่าลงมือสอนให้ เก่งทุกคน” รับสั่งก่อนจะหลุดพระสรวลยามนึกขึ้นได้ “...อ้อ ! ไม่สิ มีคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น ทำให้ท่านยอมยกธงขาวได้”

“ท่านไม่ค่อยลงมือสอนใครง่าย ๆ นะ แล้วใครกันที่เป็นข้อยกเว้น” หญิงสาวถามด้วยความงุนงง ด้วยเธอเองก็มิเคยได้ยินว่า มีผู้ใดที่ท่านผู้เฒ่าจะสอนสั่งให้มีฝีมือไม่สำเร็จ

เจ้าชายราเอลทรงพระสรวลเบา โดยไม่ตรัสตอบ แววเนตรทอประกายขำขันเมื่อนึกถึงบุคคลที่ทรงพูดถึง ก่อนจะปรายเนตรมองหญิงสาวคู่สนทนาผู้เดินเคียงข้าง “เจ้าชื่อเอลย่าใช่ไหม”

“เจ้าก็ได้ยินเซ็ตเรียกข้าแล้วนี่ จะถามทำไม ข้าสิ ยังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลย” เอลย่าตอบเย็นชา

“เรียกข้าซารัสก็ได้” ทรงบอกพระนามที่ใช้ในยามนี้

“ตกลง ซารัส เจ้าก็เรียกข้าว่าเอลก็พอ ว่าแต่...เจ้าจะไปที่หมู่บ้านทำไม”

“ไปเยี่ยมท่านผู้เฒ่า บวกกับมีธุระนิดหน่อยจะคุยกับท่าน”

“ข้าไม่รู้ว่าท่านจะยอมให้เจ้าพบหรือเปล่าน่ะสิ”

“ให้พบสิ” พระสุรเสียงมั่นใจยิ่ง

ทั้งสองเดินลัดเลาะมาทะลุยังเส้นทางด้านหนึ่งที่มีลักษณะเป็นริมผา มีทางเดินในระยะที่ไม่กว้างเท่าใดนัก บริเวณนั้นค่อนข้างโล่งเพราะต้นไม้เบาบาง ทำให้สามารถทอดมองทัศนียภาพต่าง ๆ ได้ไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นสียาวเป็นแนวซึ่งยังคงหลงเหลือร่องรอยจาง ๆ อยู่บนท้องฟ้าพอให้มองเห็น เป็นผลให้ชายหญิงทั้งคู่ชะงักฝีเท้าอย่างทันควัน

อาการนิ่งเงียบของชายหนุ่มข้างกายทำให้เอลย่าละสายตาจากการอ่านรหัสเบื้องหน้าหันมามอง ภาพเจ้าของดวงหน้าสวยที่มีอาการเคร่งขรึม ตาหรี่จับจ้องแนวเส้นสัญญาณนั้นมีร่องรอยครุ่นคิด บ่งบอกให้หญิงสาวได้รู้ ‘เขาเข้าใจความหมาย’ เสียงเอ่ยถามจึงหลุดออกจากปากทันที “เจ้า...เป็นคนของอาควิล”

ถ้อยคำถามที่ทรงได้ยิน บ่งบอกทรงรู้เช่นกัน “แสดงว่าเจ้าด้วย สังกัดหน่วยไหน”

“ข้าว่าเจ้าควรจะบอกสังกัดของตัวเองก่อน ซึ่งข้าคิดว่าไม่น่าจะเป็นหน่วยใดในเขตนีซ เพราะข้าไม่รู้จักเจ้า” หญิงสาวพูดก่อนจะต่อโดยเร็วเมื่อนึกขึ้นได้ “หรือว่า...เจ้าจะมาจากกรมฯ”

ไม่มีคำตอบ หากประกายตาที่หญิงสาวเห็นบ่งบอกว่าที่เธอคาดนั้นถูกต้อง จึงยินยอมบอกสังกัดของตนเองออกไป “หน่วยข่าวประจำกองกำลังเนอร์ราห์ แห่งกองพลที่หนึ่ง สังกัดหน่วยข่าวกรมราชวัลลภพิเศษ กองร้อยที่สี่ ประจำเมืองนีซ”

เจ้าชายหนุ่มพยักพระพักตร์เป็นการรับรู้ คนของกรมฯ กระจายแทรกซึมอยู่ในทุกส่วนงาน ด้วยหน้าที่ของอีกฝ่าย ข่าวใดก็ตามที่ผ่านเข้ามายังหน่วยข่าวของเนอร์ราห์ ข่าวนั้นอาควิลจะรับรู้ด้วย

“สัญญาณสีดำนั่น แสดงว่ามีคนอื่นนอกเหนือจากท่านอีก” หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนามบุคคลตรงหน้า หากอีกฝ่ายมาจากกรมฯ จะอย่างไรย่อมต้องมีตำแหน่งที่สูงกว่าเธอ “ท่านจะกลับลงไปที่อาควิล หรือจะขึ้นเนอร์ราห์ต่อ”

“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องขึ้นไป จากตรงนี้ก็ใกล้หมู่บ้านมากแล้วด้วย พอถึงข้างบน เจ้าช่วยเช็คข่าวกับพวกข้างล่างให้ทีว่าเกิดอะไรขึ้น” เจ้าชายหนุ่มตัดสินพระทัยรวดเร็ว แม้ว่าขณะนี้ความกังวลจะเกาะกุมพระทัยเป็นอย่างยิ่ง สัญญาณขอความช่วยเหลือนั่น...จากผู้ใด หวังว่าจะมิใช่อาเรีย

“ได้” เอลย่ารับคำสั้น ๆ จากนั้นไม่มีใครพูดอะไรกันอีกนอกจากเร่งเดินทางเพื่อให้ถึงยังหมู่บ้านโดยเร็ว



ร่างสูงวัยของผู้เฒ่าซาฟีนโอบกอดวรองค์สูงของผู้มาเยือนแน่นก่อนจะคลายออก ดวงตาแจ่มใสไร้รอยฟ้าฟางตามวัยจับจ้องวงพักตร์งามเกินบุรุษที่บัดนี้กระจ่างด้วยรอยแย้มพระสรวลกว้าง นัยน์เนตรสีน้ำเงินของเจ้าชายหนุ่มทอประกายอ่อนโยนยิ่งนักยามทอดมองตอบบุรุษผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งเผ่าเนอร์ราห์

บุคลิกยังคงความสง่างามเฉกเช่นในอดีต ผมสีดอกเลายาวถูกถักเป็นเปียไว้ทางด้านหลัง ดวงหน้าดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงที่บัดนี้นับได้แปดสิบสองปีแล้ว เค้าแห่งความดุดันยังเห็นได้ชัด ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายแวววาว ฉลาดลึก มากล้นไปด้วยประสบการณ์

“เจ้าชายน้อย...” ผู้เฒ่าซาฟีนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงยินดี

“ท่านผู้เฒ่า ไม่สิ...ท่านครู สบายดีใช่ไหม” พระสุรเสียงทอดอย่างนุ่มนวล เคารพ

“สบายดี เชิญประทับก่อนเถอะ ไม่เสด็จมาที่นี่นานแล้ว” พูดจบ ร่างสูงของผู้ชราหากไม่งองุ้มตามวัย ก้าวเดินนำอย่างคล่องแคล่ว แสดงถึงความแข็งแรงแห่งสุขภาพ

เจ้าชายราเอลก้าวพระบาทตามผู้ที่ทรงเรียกว่าครูไปยังยกพื้นไม้ไม่สูงภายในห้อง ซึ่งมีโต๊ะเตี้ย และเบาะนุ่มวางอยู่ แล้วทรุดองค์ประทับด้านตรงกันข้ามกับอีกฝ่าย พระเนตรทอดมองยังตู้หนังสือรอบด้าน “หนังสือของท่านครูนับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น”

“คนแก่...ไม่มีอะไรทำ วัน ๆ ก็อ่านแต่หนังสือ หรือไม่ก็เอกสารโน่นนี่ที่น่าสนใจ ทรงอยากอ่านบ้างไหมล่ะ มีเอกสารอยู่ชิ้นเพิ่งจะได้มาใหม่ น่าสนใจดี”

“ถ้าท่านครูแนะนำ คงจะพลาดไม่ได้”

“หึ หึ นี่ไง” มือเหี่ยวย่นของผู้สูงวัยหยิบม้วนหนังขนาดไม่ใหญ่นักจากข้างตัวมาส่งให้เจ้าชายหนุ่มที่รับมาคลี่ออกดู ก่อนจะทรงชะงัก รอยแย้มพระสรวลจุดมุมโอษฐ์ทันที เหลือบมองผู้เป็นครูอย่างถูกพระทัย เนตรพราวระยับ

เสือร้าย ถึงจะแก่แต่ก็ไม่ยอมถอดเขี้ยวเล็บ ‘ซาฟีน’ อดีตผู้บังคับการกองร้อยที่สี่แห่งกรมราชวัลลภพิเศษ นักดาบที่ขึ้นชื่อถึงความร้ายกาจ และครูฝึกหน่วยปฏิบัติการพิเศษของอาควิลที่โหดจนลูกศิษย์แต่ละคนขยาด แน่นอนรวมทั้งพระองค์ด้วย

“ท่านนี่ร้ายไม่เปลี่ยน แบบนี้คงจะรู้แล้วล่ะสิว่าเราขึ้นมาที่นี่ทำไม” ผู้เป็นลูกศิษย์ตรัสเบา ๆ พลางทอดพระเนตรแผ่นหนังในพระหัตถ์ ’แผนที่ภูมิประเทศโดยละเอียดของชายแดนอัลโทเรียทางด้านที่ติดกับวินเทียร์’

“ถึงข้าจะแก่ แต่ก็ไม่ได้หูตาฟ้าฟาง...เจ้าชายน้อย”

เจ้าชายน้อยของท่านครูนิ่วพระพักตร์ก่อนตรัสด้วยพระสุรเสียงโอดครวญราวเด็ก ๆ “โอย...นี่เราโตเกินกว่าจะเป็นเจ้าชายน้อยแล้วนะ สูงกว่าท่านแล้วด้วย เรียกแบบนี้ ใครมาได้ยินเข้าก็อายเขาตาย”

“ให้ทรงมีพระชนม์กว่านี้ ก็ยังเป็นเจ้าชายน้อยของข้าอยู่ดีนั่นละ แล้วเจ้าลิงทโมนรีฟ เจ้าเด็กหน้าบึ้งกับยายหนูกลัวหนาวลูกศิษย์ข้าล่ะ ไม่มาด้วยหรือ”

“มาสิครับ อยู่ข้างล่างโน่น แยกย้ายกันทำงาน แต่...ดูเหมือนจะมีปัญหา ยังไม่รู้ว่าใคร” พระสุรเสียงแสดงความกังวล ขณะที่ดวงหน้าชราซึ่งยังมีเค้าของความเด็ดขาดดุดันในอดีตพยักช้า ๆ

“อ้อ พลุสัญญาณนั่นน่ะเอง” ดวงตาผู้มากวัยรับรู้ถึงความไม่สบายพระทัยของลูกศิษย์ผู้สูงศักดิ์ จึงได้เอ่ยขึ้น “ยังไม่มีรายงานอะไรเข้ามาแบบนี้ แสดงว่าเจ้าหนูวามิสคงเก็บข่าวเงียบ ถ้าอยากรู้ก็มีแต่ต้องกลับลงไปนั่นละ นี่คงจะห่วงยายหนูนั่นล่ะซิ”

เจ้าชายราเอลผ่อนพระปัสสาสะยาว “ก็ห่วงทั้งสามคนนั่นละครับท่านครู เพราะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยายหนูกลัวหนาวของครูนั่นละที่น่าห่วงกว่าเพื่อน เพราะใจกล้าแบบแผลง ๆ ถึงจะพอวางใจได้ว่ามีคนของเราอยู่ในแถบนี้มากก็ตามที”

“อย่าทรงกังวลให้มากเลย ยายหนูอาเรียก็ฝีมือพอตัวอยู่ ถึงฝีมือดาบจะไม่เอาไหนก็เถิดน่า” ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงเจือรอยขำขัน เรียกพระสุรเสียงสรวลจากเจ้าชายหนุ่มให้ดังขึ้น

ผู้เป็นครูหวนนึกถึงลูกศิษย์ตัวน้อยของเขา ที่พยายามสอน ทั้งเคี่ยว ทั้งเข็ญ เท่าไหร่ยายหนูก็ไม่มีความสามารถที่จะใช้ดาบได้ดี ทั้ง ๆ ที่แม่หนูน้อยเองก็มีความพยายามอย่างสูง จนในที่สุดเขาก็ต้องยอมแพ้ แต่แล้วเขาก็พบว่าลูกศิษย์มีความสามารถในการใช้มีดซัดเป็นอย่างดี ทำให้วางใจได้ในระดับหนึ่งว่าจะมีฝีมือติดตัวพอป้องกันตนเองได้บ้าง

“ท่านครู ข้าอยากให้เนอร์ราห์ขยายการลาดตระเวนบนเขาไปทางชายแดนอัลโทเรีย” พระสุรเสียงของลูกศิษย์ผู้สูงศักดิ์ดังขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน ทำให้ผู้เฒ่าซาฟีนหลุดจากภวังค์

“หน่วยของคีนกำลังเข้าประจำจุดตรงขอบผาตรงนี้ จะคอยดูแลพื้นที่บริเวณนี้ให้ ฝากทูลเจ้าชายลันเทียร์ว่าไม่ต้องเป็นห่วง” ครูผู้เฒ่าชี้ลงจุดหนึ่งในแผนที่ อันเป็นตำแหน่งเชิงผาสูงบนเทือกเขาวินิเทียร์ติดขอบชายแดนอัลโทเรีย

“อัลโทเรียมีปัญหากับเราเรื่องการล้ำแดน ส่วนทางนี้...ครูว่า เป็นไปได้ไหมที่อัลโทเรียจะเข้ามาเกี่ยวข้อง”

“ยังตอบไม่ได้ เจ้าชายน้อย อาจจะเกี่ยว หรืออาจจะไม่เกี่ยว ดูสถานการณ์ภายในของเมลาวีดี ๆ”

“เจ้าชายรัซเซล ทรงเป็นพระภาติยะในพระอนุชาพระองค์โตของพระราชาธิบดีแห่งเมลาวี ดังนั้นจึงถูกวางตัวเป็นว่าที่รัชทายาทอันดับหนึ่ง แต่ข่าวที่เราได้มาอย่าง ๆ ลับคือ เจ้าชายอัลดีน ผู้เป็นพระภาติยะในพระอนุชาต่างมารดาขององค์เหนือหัวไม่ทรงพอพระทัย เพราะทรงถือว่ามีพระชนม์มากกว่า และสิ่งที่ต้องคิดคือ เจ้าชายพระองค์นี้มีพระมารดาเป็นเจ้าหญิงแห่งอัลโทเรีย ถึงแม้จะเป็นเจ้าหญิงปลายแถวที่ไม่สลักสำคัญก็เถิดน่า เฮ้อ...” อีกครั้งที่ทรงถอนปัสสาสะยาว ก่อนจะทรงบ่นต่อ “จะแย่งกันทำไมนักหนาก็ไม่รู้ไอ้ตำแหน่งนี้ ดูสิ เรายังไม่อยากจะเป็นเลย พี่ลันเทียร์ก็ไม่อยาก แต่รายนั้นเลี่ยงไม่ได้ สม...อยากเกิดก่อน”

“อำนาจเป็นสิ่งหอมหวานเสมอ เจ้าชายน้อย และสิ่งนี้ก็เปรียบเสมือนไฟ ที่มีคุณอนันต์ และมีโทษมหันต์ สุดแต่ผู้ใช้จะนำไปใช้ในทิศทางใด” ผู้เป็นครูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อฟังลูกศิษย์ตัวโตบ่นหงุงหงิงเฉกเช่นสมัยยังทรงพระเยาว์

“นั่นละปัญหา ท่านครู เจ้าชายอัลดีนปรารถนาในความหอมหวานอันนั้น จะทรงเข้าพระทัยหรือไม่ว่า ตำแหน่งรัชทายาทที่พระองค์ต้องการนั่น มิได้หมายถึงความสุขสบาย อยากได้อะไรก็ได้หากแต่หมายถึงภาระหน้าที่ต่าง ๆ ที่จะต้องทรงทำเพื่อแผ่นดินของพระองค์” รับสั่งก่อนจะส่ายพระเศียรน้อย ๆ “แต่ไม่ว่าอย่างไร เราน่ะยุ่งแน่ ๆ ถ้าอย่างไรเรื่องบนนี้ข้าขอฝากท่านครูด้วยแล้วกัน จะให้วามิสมาประสานงานด้วย”

“ไม่ต้องห่วง เป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว”

“จริงสิ ระหว่างทางที่ขึ้นมาที่นี่ ข้าได้รู้จักกับเอลย่า ฝีมือดาบของนางดีมาก ท่านเป็นคนสอนนางสินะครับ”

“อ้อ ทรงรู้จักนางแล้วหรือ นางเป็นหลานสาวของข้าเอง ฝีมือดาบนับว่าไม่เลวอยู่”

“ไม่ใช่ไม่เลว แต่อยู่ในขั้นดีทีเดียว สูสีกับไคล์เลย ถ้าได้ประลองกัน ไคล์คงจะถูกใจ”

ผู้เฒ่าแห่งเผ่ายิ้มบาง ๆ ให้กับรับสั่งชมนั้น “นางเป็นอาควิล อยู่หน่วยข่าว ทรงใช้นางได้”

ก๊อก ๆ ! เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนจะเปิดออกด้วยมือของหญิงสาวผู้เป็นหัวข้อสนทนา เอลย่าก้าวเข้ามาภายในห้อง โค้งทำความเคารพผู้เป็นทั้งผู้เฒ่าแห่งเผ่าและตาของตน ก่อนเดินเข้าไปใกล้ยกพื้นที่คนทั้งคู่นั่งอยู่ ตาคมสีนิลมองสบเจ้าชายราเอล แล้วเลยไปยังชายชราพร้อมคำรายงานสั้น กระชับ

“ท่านผู้เฒ่า มีข่าวขึ้นมา ธิดาเสนาบดีกลาโหมถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ส่วนรายละเอียดอื่นไม่มีค่ะ”

ผู้นำสูงสุดของเผ่าเนอร์ราห์ขมวดคิ้วทันที เบือนหน้าไปยังเจ้าชายผู้เป็นลูกศิษย์ ซึ่งขณะนี้พักตร์งามเกินบุรุษที่เคยแตะแต้มรอยแย้มพระสรวลอยู่เสมอแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง เนตรสีน้ำเงินเข้มจัด แลดุ น่ากลัว ประกายแห่งความเย็นชาแผ่ซ่านจนเอลย่าที่หันไปมองสะดุ้ง

“ไม่มีรายละเอียดแม้แต่น้อยเลยหรือ” ชายชราถาม

เอลย่าส่ายหน้าช้า ๆ ในขณะที่ผู้เป็นตามองเห็นร่องรอยกังวลบางอย่างในดวงตาสีนิลคู่นั้น

“ท่านครู ข้าคงต้องขอตัวก่อน” เสียงตรัสเรียบเย็นดังขึ้น ทำให้ผู้เป็นครูพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจ

“ขึ้นไปใช้ทางตรงหน้าผาก็แล้วกัน เร็วดี ส่วนม้าจะให้คนเอาลงไปให้ทีหลัง เอล...เจ้าก็ไปด้วยกัน น่าจะมีข่าวบางอย่างคืบหน้ามิใช่หรือ” ผู้เฒ่าแห่งเผ่าหันไปสั่งหลานสาว

เจ้าชายราเอลทรงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงครูผู้เฒ่าพูดประโยคสุดท้าย “อย่าเพิ่งวิตกอะไรให้มากนัก เพราะหากเป็นจริง วามิสไม่น่าจะปล่อยให้ข่าวหลุดออกมาได้ อาจจะมีอะไรมากกว่านั้น”

“ครับท่านครู” ทรงโค้งทำความเคารพ ก่อนออกจากบ้านอย่างรีบเร่ง โดยมีเอลย่าตามไปติด ๆ



คนทั้งสองออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าสูงขึ้นไปยังเส้นทางสู่ค่ายทหารกองกำลังเนอร์ราห์ แล้วลัดเลาะออกทางด้านหลังค่ายไปยังหน้าผาสูง ซึ่งที่นั่นมีเสาไม้ถูกติดตั้งอย่างแข็งแรงเรียงรายอยู่ขอบหน้าผา ตามเสาไม้แต่ละต้นจะมีเชือกมะนิลาขนาดไม่ใหญ่มากผูกติดกับเสาเหล่านั้นทอดตัวทิ้งลงไปยังผาเบื้องล่าง

เอลย่าส่งถุงมือหนังให้เจ้าชายหนุ่ม ที่รับมาสวมอย่างรวดเร็ว แล้วเดินไปยังเสาต้นหนึ่งพลางคว้าจับเชือกที่ผูกอยู่มาออกแรงดึงเพื่อทดสอบความแน่นหนาของเชือก หญิงสาวทำตามวรองค์สูง โดยเลือกเชือกจากเสาที่อยู่ติดกัน เธอชะโงกลงมองยังเบื้องล่างก่อนเงยหน้าสูดลมหายใจลึก เป็นจังหวะเดียวกับที่พักตร์สวยเบือนมาเห็นพอดี เสียงตรัสถามอย่างเป็นห่วงจึงดังขึ้น

“เจ้า...เคยใช้เส้นทางนี้หรือเปล่า”

เอลย่ากลืนน้ำลายยิ้มจืด “ก็...เคย แค่สองสามครั้ง ข้าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่”

“แน่ใจนะ ว่าไหว ถ้าไม่ไหวเจ้าค่อยใช้ทางปกติตามไปทีหลังก็ได้” ทรงถามย้ำเสียงขรึม

“ไม่เป็นไร ข้าไหว” หญิงสาวรีบบอก

“ถ้าอย่างนั้นค่อย ๆ ลงไปช้า ๆ ไม่ต้องรีบมาก ถ้าแขนล้า ให้พักตรงจุดพักจนกว่าจะแน่ใจว่าไหว เราไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วย ดังนั้น ระวัง !” ทรงเตือนอย่างจริงจัง

เมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้ารับจึงทรงใช้เชือกพันตัวหนึ่งรอบ มือขวากำเชือกทางด้านบน ส่วนมือซ้ายกำเชือกที่อยู่ใต้บั้นพระองค์ แล้วดีดตัวออกพ้นขอบผา ค่อยผ่อนเชือกโรยตัวลงไปอย่างชำนาญ โดยมีหญิงสาวตามมาไม่ห่างนัก จนความยาวเชือกมาสุดยังตำแหน่งพัก ก็ทรงเงยพระพักตร์ดูหญิงสาวที่ใกล้ถึงจุดพักของตน ครั้นเห็นว่าหญิงสาวสามารถโรยตัวได้อย่างไม่มีปัญหาจึงทรงคว้าเชือกเส้นใหม่จากเสาที่อยู่บริเวณจุดพักของพระองค์ ทำการโรยตัวต่อไป ซึ่งจุดพักและความยาวของเชือกแต่ละเส้นมีไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งตามธรรมชาติว่าตรงจุดไหนจะมีชะง่อนหินให้พักได้

อันที่จริงผาโรยตัวนี้เป็นสถานที่เอาไว้ใช้ฝึกทหารกองกำลังเนอร์ราห์ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกรมฯ โดยเฉพาะ และมักเอาไว้ใช้ในยามเร่งด่วน แต่จำกัดเฉพาะคนของทั้งสองหน่วยเท่านั้น และแน่นอน ทรงเคยผ่านการฝึกที่นี่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน พร้อม ๆ กับรีฟ ไคล์ และอาเรีย ซึ่งทุกคนล้วนชำนาญเป็นอย่างดี

เจ้าชายราเอลโรยผ่านจุดพักมาหลายตำแหน่ง จนกระทั่งถึงจุดพักจุดสุดท้าย ซึ่งเป็นชะง่อนหินทอดยาวเป็นแนวไปจนถึงตำแหน่งเส้นเชือกที่เอลย่าใช้ จึงทรงหยุดรอหญิงสาวอยู่ตรงนั้น ทว่าทรงสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของหญิงสาวในทันใด และรู้ในทันทีว่าแขนของเธอกำลังจะหมดแรง ทรงถลันเข้าไปยังตำแหน่งเชือกเส้นนั้นทันที เนตรคมจับจ้องหญิงสาวนิ่งไม่กะพริบ ก่อนจะร้องบอก “จับเชือกไว้นิ่ง ๆ ยังไม่ต้องขยับ”

เอลย่ากัดฟันแน่น พยายามเกร็งแขนรั้งตัวเองให้นิ่ง หายใจหอบ เหงื่อชุ่มใบหน้า สายตามองลงยังด้านล่าง หูได้ยินเสียงตรัสปลอบนุ่มนวล

“เอล ใจเย็น ๆ หายใจลึก คลายมือให้หลวมแล้วทิ้งตัวลงมาเลย ไม่ต้องกลัว ข้ารอรับอยู่”

หญิงสาวสูดหายใจลึกตามคำบอก ก่อนทิ้งตัวลงยืดแขนสุด คลายมือแล้วปล่อยตัวเองลงมาทันที

เจ้าชายราเอลทรงกะจังหวะยื่นพระกรคว้าตัวหญิงสาวมากอดเอาไว้แน่น แรงปะทะทำให้ทรงเซล้ม หากทรงพลิกวรองค์ให้เป็นฝ่ายกระแทกพื้นเสียเอง แล้วไถลตามพื้นอันเป็นทางลาดไปกระแทกกับก้อนหินใหญ่ที่เป็นเหมือนปราการกั้นไม่ให้หลุดร่วงลงไปยังเบื้องล่าง

เอลย่าค่อยลืมตาขึ้นเมื่อทุกอย่างสงบนิ่ง และเริ่มรู้สึกตัวว่าแขนของชายหนุ่มผู้มาจากกรมฯ ยังกอดเธอไว้แน่น ก่อนจะคลายออกเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงการขยับตัว หญิงสาวจึงยกตัวขึ้นเงยหน้ามองผู้ช่วยเหลือเธอเอาไว้ หากดวงหน้าสวยที่ได้เห็นกำลังนิ่วหน้าด้วยความเจ็บยอกจากแรงกระแทก ริมฝีปากหยักงามเม้มแน่น

“ท่านซารัส!!” เอลย่าอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นทันทีที่ได้เห็นเลือดแดงสดไหลเป็นทาง จากขมับขวาของร่างที่โอบกอดเธออยู่



เพียงรอยฝัน
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 เม.ย. 2554, 12:54:48 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 เม.ย. 2554, 18:18:20 น.

จำนวนการเข้าชม : 1635





<< บทที่ 3   บทที่ 5 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account