เสน่หาลาวา
เขาคือนักเขียนหนุ่มเพลย์บอยที่หวังจ้างเลขานุการคนใหม่มาเป็นหนูทดลองงานเขียนอันแสนพิสดาร แต่สวรรค์กลับเล่นตลกดลให้เธอความจำเสื่อมและปั่นป่วนเขาด้วยการคิดว่าตัวเองเป็นเด็กสาววัยสิบเจ็ดปี มันควรจะสร้างความรำคาญใจให้เขา แต่หมาป่าหนุ่มนักล่าสวาทกลับพบว่าความไร้เดียงสาของลูกแกะน้อยช่างเย้ายวนชวนชิมอย่างประหลาด ปฏิบัติการพิชิตใจ(และกาย)ของเลขานุการคนใหม่จึงอุบัติขึ้นท่ามกลางความทะเล้น ฮา หื่น ที่รับประกันความฟินเว่อร์ทั่วราชอาณาจักร

ขอเชิญร่วมหรรษาไปกับหมาป่าหนุ่มและลูกแกะน้อยได้ใน...เสน่หาลาวา ไฟป่าที่ว่าแน่ ยังต้องแพ้ไฟรักของเขา!!!

Tags: โรแมนซ์ คอมเมดี้

ตอน: บทที่ 2 – ข่าวดี

เสียงประตูร้านที่เปิดออกฉุดสายตาของธารใสผู้นั่งอ่านหนังสือนิยายอยู่หลังเคาน์เตอร์ให้เหลือบมอง สามวันที่ผ่านมานี้ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเปิดประตู เธอหวังที่จะเห็นใบหน้าหล่อเหลา เจ้าของบุคลิกเงียบขรึมแต่สุภาพ ร่างสูงแต่ไม่เก้งก้างนามอัคคีเดินเข้ามา ทว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่ความหวังของเธอจะเป็นจริง

ครั้งนี้นอกจากจะไม่เป็นจริงแล้ว มันยังเป็นฝันร้ายอีกด้วย

“ป๊อปคอร์นจ๊ะ อยากกินอันไหนชี้เลยจ้ะ เดี๋ยวเค้าเลี้ยง” วรริทธิ์ในทรงผมใหม่จากตีฟูแอฟโฟร่เป็นเลียนแบบนักร้องไอดอลเกาหลีชนิดไม่เกรงใจเบ้าหน้าตัวเองเดินลอยหน้าลอยตาเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวร่างเพรียว กัดสีผมฉูดฉาด ซึ่งธารใสจำได้ว่าเป็นคนเดียวกับสาวในรูปภาพที่วรริทธิ์ส่งมาเย้ยหยันเธอ

ธารใสจิ๊ปากแล้วลุกขึ้นยืน กระแทกหนังสือลงกับเคาน์เตอร์อย่างแรง ก่อนถลึงตาใส่ผู้เป็นลูกค้าทั้งสองคน

“วันนี้ร้านปิด ออกไปซะ!” เธอคำราม

หญิงสาวที่ชื่อป๊อปคอร์นเหลียวมองไปที่ประตูร้านและหันกลับมายังธารใส “ไม่เห็นแขวนป้ายว่าปิดนี่คะ”

“ใช่ๆ ไม่เห็นแขวนป้ายบอกไว้เลย” วรริทธิ์พูด ก่อนเอื้อมแขนโอบไหล่สาวข้างกายเป็นการโชว์ตอกหน้าอดีตแฟนเก่า “ทำตัวแบบนี้เดี๋ยวอีกหน่อยร้านเจ๊งไม่รู้ด้วยนะเออ”

ธารใสกำมือเป็นหมัด พยายามสงบสติอารมณ์เต็มที่เมื่ออีกฝ่ายกล่าวต่อ

“งานก็ยังหาไม่ได้ แฟนที่จะให้เลี้ยงดูก็ยังไม่มี เกิดร้านเจ๊งขึ้นมาอีก สงสัยคงต้องกินแกลบแทนข้าวแหงๆ”

“นี่ตัวเองรู้จักกะเจ๊คนนี้ด้วยหรอ?” ป๊อปคอร์นตีหน้าใสซื่อถามวรริทธิ์

วรริทธิ์หัวเราะพรืดเมื่อได้ยินแฟนสาวเรียกธารใสว่า ‘เจ๊คนนี้’ เขายักไหล่เล็กน้อย “ก็เคยเป็นแฟนกันน่ะ แต่เค้าทิ้งมาแล้วไง คิดว่าจะคบเอาบุญต่อไปก็ไม่ไหว นี่พ้นจากเค้าไปก็ไม่รู้จะมีผู้ชายโง่ๆ คนไหนหลงมาคบกะผู้หญิงเชยๆ เฉิ่มๆ แบบนี้อีกรึเปล่าเถอะ”

“อุ๊ยตายแล้ว น่าสงสารจังเลย” สาวผมสีทองยกมือปิดปากกลั้นหัวเราะ ท่าทางดัดจริตจนธารใสคิดอยากสมนาคุณด้วยรองเท้าสักข้าง แม้นิสัยพื้นฐานเธอจะไม่ใช่คนที่นิยมใช้ความรุนแรงก็ตาม

เธอกัดฟันกรอด “ออกไปจากร้านของฉันเดี๋ยวนี้”

“เอาอีกล่ะ บอกว่ามาซื้อขนม เอะอะก็ไล่เอะอะก็ไล่” วรริทธิ์ส่ายศีรษะและถอนหายใจด้วยใบหน้ายียวน “แบบนี้ต้องเอาไปโพนทะนาให้ทั่วว่าคนขายขนมร้านนี้ไล่ลูกค้าอย่างไม่มีมารยาทเอาซะเลย”

ธารใสโกรธจนหน้าแดง และหากควันของเธอมันจะออกหูได้อย่างในการ์ตูนมันก็คงพวยพุ่งออกมาแล้วเหมือนควันจากปล่องรถไฟ วรริทธิ์ยื่นหน้าเข้ามาขยิบตาให้เธออย่างยั่วโมโห แต่ทันใดนั้น เสียงประตูร้านเปิดเข้ามาขัดจังหวะของทุกคนไปชั่วขณะ

“ธารใสเอ๊ย ยายกลับมาแล้ว เช้านี้ยายมือขึ้นซื้อมังคุดของชอบหลานมาฝากด้วย” หญิงชราวัยเจ็ดสิบแต่ยังแข็งแรงราวกับหยุดอายุไว้ที่หลักห้าพูดพลางเดินเข้ามาพร้อมถุงมังคุดสามกิโลในสองมือ ผู้เป็นหลานสาวไม่อยากเห็นยายหิ้วของหนักจึงถลาออกจากหลังเคาน์เตอร์ไปหยิบถุงมังคุดมาถือเอง ยายจึงได้มีเวลาสังเกตว่าภายในร้านมีบุคคลอื่นอยู่ด้วย

“โอ้ มาซื้อขนมหรือจ๊ะ หน้าตาเราคุ้นๆ นะพ่อหนุ่ม” ยายทักทายอย่างอารมณ์ดี ท่าทางวันนี้จะจั่วไพ่มือขึ้นจริงๆ

วรริทธิ์ปล่อยมือออกจากไหล่ของป๊อปคอร์นและบรรจงประกบสองมือไหว้คุณยายพร้อมทั้งส่ายศีรษะน้อยๆ ขณะโค้งตัวลงมาเหมือนนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง “สวัสดีครับคุณยาย จำผมได้ไหม? ผมวรริทธิ์ศิษย์ทุ่งกุลาร้องไห้เองครับผม”

ธารใสเดินนำถุงใส่มังคุดทั้งสองถุงมาตั้งบนเคาน์เตอร์ วรริทธิ์ชำเลืองมองเธอก่อนยักคิ้วให้อย่างกวนประสาท เขาคงถือดีที่ตัวเองเป็น ‘คนโปรด’ ของยายเธอด้วยเหตุผลด้านทักษะการร้องเพลงลูกทุ่งที่มีอยู่พอประมาณ(ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาใช้จีบเธอและเอาชนะใจแม่ ยายและน้องสาวเธอ) ทุกครั้งที่ธารใสกับวรริทธิ์มีเรื่องหมองใจกัน ยายของเธอจะเป็นฝ่ายเข้าข้างเขาเสมอ

แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

“อ้อ! เอ็งเองเรอะไอ้หน้าเหียก คิดแล้วเชียวว่าหน้าตาเป็นเล็บขบหมาอย่างนี้จะมีใครอีก แล้วนี่เอ็งมาที่นี่อีกทำไม ทำร้ายจิตใจหลานข้ายังไม่พอใช่มั้ยวะ” คุณยายผู้มีผมขาวโพลนทั้งศีรษะพับแขนเสื้อขึ้น ใช้สายตากราดมองสาวผมทองที่ยืนข้างวรริทธิ์ตั้งแต่หัวจรดเท้า “ชิชะ! นี่อาจหาญพาผู้หญิงใหม่มาเย้ยหลานข้าเรอะ งั้นอย่าอยู่เลยพวกเอ็ง ตายซะเถอะ ย้ากกกก!”

คุณยายมหาภัยคำรามลั่นขณะปราดเข้ามาที่ถุงใส่มังคุดและคว้ามังคุดในถุงระดมปาใส่วรริทธิ์กับป๊อปคอร์นที่ได้แต่ยกมือป้องกันพลางถอยหนีไปที่ประตู

“พอเถอะจ้ะยาย หนูขอร้องล่ะนะ” ธารใสเกาะแขนคุณยายร่ำร้องอย่างร้อนรน เธอไม่ได้เป็นห่วงว่าอดีตแฟนหนุ่มกับคนรักใหม่ของเขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่เกรงว่ามังคุดที่ยายเขวี้ยงใส่สองคนนั้นจะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในร้านต่างหาก

แต่วินาทีนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของธารใสก็กรีดร้องขึ้น

ธารใสล้วงมือหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อนที่คาดอยู่ หน้าจอปรากฏเบอร์.ของพี่ดาว เธอกดรับและตวัดสายตามองวรริทธิ์กับป๊อบคอร์นที่ยืนคู้ตัวหันหลังให้เธอกับยายอยู่ที่ประตู ตอนนี้สองคนนั่นกลายเป็นเป้านิ่งให้มังคุดในมือยายลอยไปกระแทกเพราะป๊อบคอร์นซึ่งเป็นคนพยายามเปิดประตูสติแตกเกินกว่าจะสังเกตว่าประตูร้านต้องดึงเข้ามาหาตัวถึงจะเปิดได้ ไม่ใช่ให้ใช้แรงผลักออกไป

“มีอะไรคะพี่ดาว?” ธารใสเปล่งเสียงถาม ขณะเดียวกันก็เอื้อมมือไปคว้าแขนยายและสั่นหน้าเป็นสัญญาณไม่ให้ยายปามังคุดต่อ แต่แล้วทันทีที่ได้รับฟังคำตอบจากคนต้นสาย มือของธารใสก็ปล่อยมือยายออกเป็นอิสระอย่างลืมตัว

“อะ...อะไรนะคะ...นะ...หนูได้งานแล้วอย่างนั้นหรอ?” หญิงสาวตะกุกตะกักออกมาอย่างไม่อยากเชื่อหู คำพูดของเธอสามารถทำให้ยายหยุดชะงักนิ่งงันเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหิน

“ปะ...เป็นเลขาฯ ของนักเขียน...ชะ...ชื่อลาวา...”

นาทีนี้ เมื่อได้ยินชื่อลาวา ป๊อปคอร์นกลับเป็นฝ่ายนิ่งงันราวรูปปั้นบ้าง

“มะ...ไม่ค่ะ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน...”

สาวผมทองเช่นฝรั่งแต่หน้าออกทรงที่ราบสูงหันขวับกลับไปตะเบ็งเสียงทันที “แต่ฉันรู้จัก! ลาวานักเขียนนิยายแนวสยองขวัญต้องการเลขาส่วนตัวที่จะทำงานด้วยกันในโปรเจกต์หนังสือเล่มใหม่ที่เขาจะเขียน สัญญาว่าจ้างหกเดือน ได้เงินเดือนเดือนละหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท!”

คำพูดของหล่อนทำเอามังคุดหลุดหล่นจากมือคุณยายตกกระทบพื้นเด้งดึ๋งๆ ราวกับลูกชิ้นยักษ์

วรริทธิ์หันขวับถามหล่อน ในดวงตาอันกลอกกลิ้งของเขาปรากฏประกายบางอย่างวิบวับแวววาว “ทำไมตัวเองรู้ดีจังอ้ะ?”

“ต้องรู้สิ ก็เค้าสมัครเข้าไปด้วยนี่นา!” ป๊อปคอร์นตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์ “ทำไม ทำไม ทำไมนังนั่นถึงได้ตำแหน่งนั้นไป มันดีกว่าฉันตรงไหน มันดีกว่าฉันตรงไหน กรี๊ดดดด!”

เสียงกรี๊ดราวชะนีโหยหวนเรียกสติที่กระจัดกระจายของธารใสให้กลับเข้าที่เข้าทาง เธอกล่าวกับพี่ดาวขณะเหลือบมองสาวผมทองที่ยืนกระทืบเท้าเหมือนเด็กที่ร้องไห้งอแงเพราะพ่อแม่ไม่ซื้อของเล่นให้

“หนูขอตัววางสายก่อนนะคะพี่ดาว ตอนนี้ยังไม่สะดวกคุยค่ะ แล้วหนูจะติดต่อกลับไปให้เร็วที่สุดนะคะ”

ธารใสกดวางสาย และพูดเสียงเข้มใส่ป๊อปคอร์นกับวรริทธิ์ “ถ้ายังไม่ออกไปตอนนี้ ฉันจะแจ้งตำรวจจับคุณสองคนโทษฐานบุกรุก”

“หล่อน หล่อนใช้เส้นสายใช่มั้ยถึงได้เป็นเลขาของคุณลาวาน่ะ!” สาวผมทองแผดเสียงกลับมาอย่างไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

“พอได้แล้วนะบัวผัน! อย่ามาพูดอย่างนี้กับผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุดในชีวิตนะ” วรริทธิ์ตะเบ็งเสียงใส่สาวผมทองด้วยใบหน้าถมึงทึง กิริยาท่าทีเปลี่ยนแปลงไปราวกับเป็นคนละคน สร้างความตกตะลึงให้เกิดขึ้นกับป๊อปคอร์นได้มากกว่าใครทั้งหมด

“ตัวเองมาเรียกชื่อจริงเค้าทำไม เค้าบอกว่าเปลี่ยนจากบัวผันมาเป็นป๊อปคอร์นตั้งนานแล้วไง!” คนรักใหม่ของวรริทธิ์กรีดเสียงใส่เขาพร้อมทั้งทุบกำปั้นใส่ไม่ยั้ง ชายหนุ่มยกแขนป้องอยู่ครู่หนึ่งก็รวบมือของหล่อนทั้งสองข้างและพูดเสียงแข็งว่า

“ถ้าขืนทำตัวงี่เง่าแบบนี้ เราเลิกกันเถอะ!”

ป๊อปคอร์นอ้าปากหวออย่างไม่เชื่อหู “ตัวเองว่าอะไรนะ?”

วรริทธิ์ยกมือเสยผมอย่างวางมาด “เราเลิกกันดีกว่า ที่เค้าคบกับตัวเองน่ะ ก็แค่คบฆ่าเวลาเล่นๆ เท่านั้น เค้าทนไม่ได้หรอกที่ตัวเองมาหยาบคายใส่ธารใส”

ป๊อปคอร์นจ้องหน้าแฟนหนุ่มเขม็ง แล้วจึงสะบัดมือที่ถูกเขาบีบจับออกเพื่อฟาดใส่แก้มซ้ายของวรริทธิ์เต็มแรง วรริทธิ์ถูกตบก็ถึงกับหมุนคว้างลงไปนอนคว่ำหน้าบนพื้นเคียงข้างกับบรรดาลูกมังคุดที่กลิ้งอยู่เกลื่อนกลาด ป๊อปคอร์นเตะสีข้างของแฟนหนุ่มระบายแค้นอีกหนึ่งทีก็ตวัดสายตาริษยาแผ่รังสีอำมหิตใส่ธารใส ก่อนที่หล่อนจะเปิดประตูออกได้สำเร็จและก้าวพรวดๆ ออกจากร้านขนมของพวกเธอไปในที่สุด

“โอ๊ย เจ็บ ธารใสมาช่วยประคองเค้าหน่อยซี่” วรริทธิ์พลิกตัวนอนหงายและครวญครางอย่างต้องการเรียกร้องความสนใจ

ธารใสหันหน้ามองยายแล้วระบายยิ้ม เธอคิดว่าตนเองทราบดีว่าวรริทธิ์เลือกที่จะเลิกกับแฟนใหม่ของเขาเพราะอะไร จะมีเหตุผลอื่นใดอีกนอกจากเงินเดือนหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทของเธอเล่า ธารใสก้มลงหยิบมังคุดที่ตกอยู่แทบเท้าลูกหนึ่งขึ้นมาถือ เธอเดาะมันในมือเล่นขณะรอให้อดีตแฟนหนุ่มยันตัวลุกขึ้นมาพร้อมกับร้องครางโอดโอยสำออยเต็มที่

“ธารใสยังโกรธเค้าอยู่หรอ? ยกโทษให้เขาเถอะนะ เค้าจะไม่มีวันเลิกกับธารใสอีกแล้ว” วรริทธิ์พูดเสียงอ่อย เดินโซเซตรงเข้ามาหาธารใสและยายของเธอด้วยสีหน้าหมาหงอย

โดยไม่เกิดความใจอ่อนแม้แต่น้อย ธารใสง้างมือไปข้างหลังและยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งคล้ายเวลาที่นักเบสบอลกำลังจะคว้างลูก วินาทีถัดมา เธอก็เขวี้ยงมังคุดใส่ใบหน้าที่หล่อไม่เสร็จของวรริทธิ์ด้วยความเร็วและแรงสุดแรงเกิด

“ไปลงนรกซะ ไอ้ผู้ชายเฮงซวยเอ๊ย!” ธารใสร้องตะโกนด้วยความสะใจเป็นอย่างยิ่ง



++++++



หลังจากไล่อดีตแฟนหนุ่มออกไปจากร้านและเก็บมังคุดที่กลิ้งกระจัดกระจายกลับมาใส่ถุงเรียบร้อย ธารใสก็โทรศัพท์กลับไปหาพี่ดาวเพื่อคุยรายละเอียดเรื่องการจ้างงานที่ไม่คาดฝันของเธอต่อ มันเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันจริงๆ ธารใสไม่เคยรู้เรื่องการเปิดรับสมัครเลขานุการคนใหม่ของนักเขียนที่ชื่อลาวามาก่อน อย่าว่าแต่เรื่องที่เขากำลังหาเลขาฯ เลย แม้แต่ตัวลาวาเองธารใสก็ยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ แต่ว่าก็ว่าเถอะ เธอคุ้นเคยอยู่แต่นิยายโรแมนซ์ จะไปรู้จักนักเขียนนิยายสยองขวัญเลือดสาดได้อย่างไร

พี่ดาวตอบข้อสงสัยทุกอย่างของธารใสโดยไม่ปิดบัง พี่ดาวบอกว่าหล่อนเป็นคนใส่ชื่อของธารใสลงไปในรายชื่อของผู้สมัครที่ลาวาจะพิจารณาด้วยตัวเขาเอง แต่พี่ดาวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรนักเขียนลาวาถึงเลือกธารใส อาจบางทีเป็นเพราะพี่ดาวให้คำรับรองต่อท้ายเป็นการส่วนตัวว่าธารใสจะเป็นเลขานุการที่เขาสามารถเชื่อใจได้ในความซื่อสัตย์และสู้งานทุกอย่างไม่ว่าเขาจะให้ทำอะไร ลาวาดูจะมีความเชื่อถือในคำแนะนำของพี่ดาวอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่แกบอกพี่อยู่เสมอไม่ใช่หรอว่าแกยอมทำงานอะไรก็ได้ไม่เกี่ยงทั้งนั้น?” พี่ดาวถาม

ธารใสตอบกลับทันทีด้วยความกระตือรือร้น “ใช่ค่ะพี่ หนูยินดีทำทุกอย่างเลย ขอให้มีคนรับหนูเข้าทำงานเท่านั้นเป็นพอ เอ้อ แต่ว่าทำไมเงินเดือนมันถึงสูงนักล่ะคะ สูงมากๆ จนหนูไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่เป็นความจริง ไม่ใช่ความฝัน”

“สูงเสิงอะไรกันล่ะธารใส นี่เป็นเงินเดือนระดับมาตรฐานที่ลาวาจ่ายให้กับเลขาของตัวเองเลยนะ ยิ่งถ้าพ้นหกเดือนนี้ไปแล้วเขาประทับใจในตัวแกจนอยากจ้างทำงานต่อเวลาเขียนหนังสือเรื่องต่อไป เงินเดือนก็มีแต่เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเชียวล่ะ เพียงแต่ว่า...”

“เพียงแต่ว่าอะไรหรือคะ?”

“เพียงแต่ว่าแกอย่าไปทำอะไรที่เขาไม่พอใจเท่านั้นแหละ พวกนักเขียนน่ะแกก็รู้ว่าติสท์แตกขนาดไหน เผลอทำอะไรผิดใจนิดหน่อยอาจจะถูกไล่ออกได้ง่ายๆ แต่เอาเถอะ เดี๋ยวแกไปเจอตัวเขาเองแกคงเข้าใจ ลาวามักจะแจ้งกฎให้เลขาคนใหม่รู้เสมอล่ะว่าสิ่งที่เขาชอบหรือไม่ชอบมีอะไรบ้าง”

ธารใสพยักหน้าหงึกๆ รับคำโดยลืมไปว่าตนเองกำลังคุยโทรศัพท์ ปลายสายจึงมองไม่เห็น แต่เธอก็ถามต่อไป

“แล้วหนูจะเริ่มงานได้ตั้งแต่วันไหนหรือคะ?”

พี่ดาวตอบ “ตั้งแต่วันมะรืนนี้จ้ะ พี่จะขับรถไปรับเรามาส่งที่สนามบินเอง”

“เอ๋ สนามบิน? คุณลาวาคนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในกรุงเทพหรอคะพี่?” ธารใสขมวดคิ้วอย่างงงงัน ดวงตาปรากฏความวิตกกังวลเล็กน้อย

“เค้ามีเกาะส่วนตัวอยู่แถวทางใต้น่ะ ลาวามักจะเขียนงานที่นั่น ความจริงก็คือเค้าเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวายนักหรอก ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ก็เป็นการยากมากที่จะทำให้เขาย่างเท้าเข้ามาในกรุงเทพหรือตัวเมืองอื่นๆ ได้”

“หว๋า อย่างนี้ก็หมายความว่าหนูต้องไปอยู่กับเค้าบนเกาะส่วนตัวตลอดเวลา ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านเลยน่ะสิคะ” ความวิตกกังวลในดวงตาของหญิงสาวแผ่ขยายรัศมีใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

“ใครบอกว่าไม่ได้กลับล่ะ ทุกๆ วันเสาร์และวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ลาวาอนุญาตให้เลขาสามารถกลับมาพักผ่อนที่บ้านได้ตามความสมัครใจ ก็ขึ้นอยู่กับแกแหล่ะว่าจะอยากกลับหรือไม่อยากกลับ”

ธารใสย่นจมูก “ใครกันจะไม่อยากกลับบ้านของตัวเองเล่าพี่ดาวก็ แต่หนูไม่สบายใจยังไงบอกไม่ถูก อีตาลาวานั่นนิสัยใจคอหรือหน้าตาเป็นยังไงก็ไม่รู้”

“แหม ยัยสาวบริสุทธิ์ อายุแกก็ปาเข้าไปยี่สิบห้าแล้วนะจะกลัวอะไรอีก แล้วอีกอย่าง ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวจริงของลาวาเป็นใคร นิสัยดีไหมหรือหน้าตาเป็นยังไง นั่นเป็นสิ่งที่แกต้องไปค้นหาความจริงเอาเองเมื่อทำงานกับเค้า” พี่ดาวกล่าวเสียงเรียบ

“นี่หมายความว่ายังไม่เคยมีใครเห็นตัวจริงของนักเขียนลาวามาก่อนหรือคะ?” ธารใสโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจ

“ใช่จ้ะ ปกติลาวาจะส่งงานผ่านอีเมล์และติดต่อเรื่องการพิมพ์หนังสือผ่านคนกลางทั้งสิ้น มีคนรู้ว่าตัวจริงของลาวาคือใครไม่กี่คนหรอก”

“หนึ่งในไม่กี่คนนั้นคือพี่ดาวด้วยหรือเปล่าคะ?”

“ไม่บอก อิอิ”

“น่านะพี่ดาว บอกหนูหน่อยเถอะ หนูจะได้สบายใจขึ้นมาสักนิด ถ้าพี่ไม่บอกว่าเค้าเป็นใคร งั้นช่วยตอบแค่คำถามเดียวก็ได้ว่าเขาไม่ใช่โรคจิตใช่มั้ยคะ?”

“เท่าที่รู้จักเค้าก็ไม่เห็นจะเหมือนคนโรคจิตอะไรนี่”

ธารใสถอนหายใจด้วยความโล่งอกเสียงดังจนคนปลายสายอดหัวเราะออกมาไม่ได้

“อะไรกัน นี่แกคิดว่าลาวาจะเป็นนักเขียนโรคจิตงั้นเรอะ?” พี่ดาวพูด

“ไม่รู้ล่ะ ก็ทำตัวลึกลับซะแบบนั้น ใครจะไม่ระแวงได้ล่ะคะ”

พี่ดาวจึงลดเสียงลงเป็นกระซิบ “เอาอย่างนี้ล่ะกัน พี่จะแอบบอกความลับกับแกสักอย่างหนึ่ง แล้วแกอย่าไปบอกลาวาล่ะว่าพี่พูด”

ธารใสสูดหายใจลึกและเหยียดกายนั่งหลังตรง ก่อนพยักหน้าแข็งขัน “ค่ะ หนูจะปิดปากให้สนิทเลย”

“ความลับที่พี่จะบอกแกก็คือ...” พี่ดาวทิ้งช่วงเว้นวรรคยาวนานคล้ายอยากจะแกล้งคนฟังเล่น “...แกกับลาวาเคยเจอหน้ากันแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน”

ธารใสเบิ่งตาโต “จริงหรอพี่?”

“จริงสิ แกลองนึกดูให้ดีๆ แล้วกัน” พี่ดาวกล่าวเสียงกระหยิ่ม

ธารใสลุกขึ้นจากเก้าอี้หลังเคาน์เตอร์ตู้ขนมและเดินกลับไปกลับมาอย่างใช้ความคิด

“หนูกับเค้าเคยเจอกันแล้วหรือคะ? ที่ไหนอ้ะ พี่ดาวใบ้อีกนิดนึงซี่”

“แบะๆ”

“อย่าล้อเล่นสิคะ หนูคิดจนปวดสมองแล้วเนี่ย หนูกับนายลาวาคนนั้นเคยเจอกันที่ไหนคะ?” ธารใสทำหน้างอโดยไม่รู้ตัว

“อ้ะ ก็ได้ๆ แกกับเค้าเคยเจอกันก็ที่ร้านขนมของแม่แกไง แล้วถ้ายังคิดไม่ออกอีกน่ะนะ จะใบ้อีกหน่อยก็ได้ว่าพี่เป็นคนพาเขาไปเอง นี่บอกขนาดนี้ถ้าไม่รู้อีกพี่ว่าแกต้องกินปลาให้มันเยอะกว่านี้หน่อยนะ”

แต่แน่นอนว่าธารใสรู้แล้ว

เธอรู้ตั้งแต่ที่พี่ดาวบอกว่าเธอกับเขาเจอกันที่ร้านขนม...

ธารใสหยุดเดินกลับไปกลับมา ก่อนเปล่งเสียงตะกุกตะกัก “นะ...นักเขียน...ละ...ลาวาคือ...คือคุณอัคคีคนนั้น?”

“ใช่แล้วจ้า” พี่ดาวเฉลยเสียงใส

“สุดยอดไปเลย!” ธารใสส่งเสียงร้องออกมาอย่างลืมตัว เธอกำลังดีใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต สวรรค์เข้าข้างเธอแน่แล้ว ผู้ชายเฮงซวยคนหนึ่งเพิ่งถูกเขี่ยทิ้งไปจากชีวิตเธอ และพื้นที่ว่างของหัวใจก็ถูกเติมเต็มด้วยชายหนุ่มที่เพียบพร้อมทั้งรูปร่างหน้าตา หน้าที่การงานและอุปนิสัยใจคอ

แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าพรหมลิขิต แล้วจะเรียกอะไรได้อีก?





โภควินต์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 13 ก.ย. 2556, 11:51:26 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 13 ก.ย. 2556, 11:51:26 น.

จำนวนการเข้าชม : 948





<< หัวใจที่วุ่นวายของสาวขายขนม    
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account