หวานใจจอมอหังการ์
บารอนโซ่เคลื่อนฝ่ามือไปตามแถวกระดุม สะกิดปลายนิ้วเพียงเล็กน้อยกระดุมเม็ดจิ๋วก็หลุดออกจากรัง เม็ดที่หนึ่ง
“อย่าค่ะ”
“ขอฉันเถอะสาวน้อย แผลทั่วตัวฉันยังไม่สาหัสเท่าที่ต้องตัดใจจากเธอ”
ดวงตาของเขาเข้มจัดไปด้วยความต้องการอันแรงกล้า ดึงดูดให้หล่อนจ้องตอบอย่างไม่อาจถอนสายตา กลีบปากสีกุหลาบสั่นระริกจากอารมณ์บางอย่างที่กำลังปั่นป่วนจนขนบนร่างลุกเกรียว โดโรธีได้แต่จ้องเข้าไปในดวงตาที่สะกดหล่อนให้อยู่เฉย จนไม่รู้ว่ากระดุมเสื้อที่ยังคั่งค้างอยู่ในรังดุมเหลือเพียงเม็ดเดียว
ดอกบัวบนร่างเพียงสองดอกเบียดชิดงามงดยิ่งกว่าดอกบัวในบึงร้อยดอกรวมกัน ยั่วยวนสายตาคมให้จับจ้องก่อนโน้มใบหน้าลงใกล้แล้วซุกซอนปลายจมูกสูดดมความหอมหวาน โดโรธีตัวสั่นคว้าสาปเสื้อของเขาแล้วกำแน่น ขาแข้งกำลังจะอ่อนแรงลมหายใจเริ่มติดขัดเหมือนคนใกล้จะจมน้ำ
“บารอนโซ่”
“เรียกฉันอีก เรียกฉันบารอนโซ่ ฉันรักเสียงสั่นๆ ร่างกายสั่นๆ ของเธอสาวน้อย”

Tags: หวานใจ

ตอน: กำเนิดโดโรธี

ตอนที่ 1 กำเนิดโดโรธี
เวลา 19.25 น.
เดือนเต็ม แสงนาคร พาร่างอุ้ยอ้ายด้วยอายุครรภ์ 8 เดือน กับอีก 15 วัน ลงจากรถสองแถวย่านชานเมืองกรุงเทพฯ มือข้างขวาถือตะกร้าใส่ผักและอาหารสด มือข้างซ้ายพยุงครรภ์กลมใหญ่ที่เริ่มคล้อยต่ำลงจากเวลาใกล้คลอด
“อูย” หล่อนรู้สึกเจ็บท้องกว่าทุกครั้งจนต้องครางออกมา เหงื่อเต็มใบหน้าจนรู้สึกแสบไปทั่วหน่วยตา และเพียงก้าวเดินไปไม่กี่ก้าวก็มีน้ำใส ๆ ไหลออกมากลางต้นขา หญิงสาวปล่อยมือจากตะกร้าแล้วโบกมือเรียกให้คนแถวนั้นช่วย
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย”
ผู้ชายคนหนึ่งเห็นท่าจะไม่ดี เขาก็พาเดือนเต็มอุ้มไปส่งโรงพยาบาลที่อยู่ไม่ไกล ความจริงวันนี้ยังไม่ถึงกำหนดคลอด เดือนเต็มจึงออกไปตลาดเพื่อซื้อข้าวของมาทำอาหาร แต่อาการแบบนี้น่าจะถึงเวลาที่หล่อนต้องคลอดลูกแล้วจริง ๆ
“ใกล้จะถึงโรงพยาบาลแล้วนะครับคุณ ทำใจให้ดี ๆ นะครับ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ”
ผู้ชายที่อุ้มเดือนเต็มบอก หล่อนจึงมองหน้าของคนใจดีอย่างนึกขอบคุณ เดือนเต็มอยู่ที่นี่มานานหลายปีแต่ไม่ยักจะเคยเห็นหน้าค่าตาของผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เขาก็คือคนที่ช่วยหล่อนกับลูกเอาไว้ เดือนเต็มนึกขอบคุณและตั้งใจว่าสักวันจะต้องตอบแทนเขาให้บ้าง
เดือนเต็มถึงมือหมอในไม่กี่นาทีต่อมา แต่กว่าหล่อนจะคลอดก็ต้องปวดท้องจวนเจียนจะขาดใจอยู่หลายชั่วโมง จนนางพยาบาลต่างมองหน้ากันว่าจะเอายังไง เพราะปากมดลูกก็เปิดกว้างพอสมควรที่เด็กจะคลอดออกมาเองโดยไม่ต้องใช้วิธีผ่า แต่เวลาก็ผ่านไปเร็วเหลือเกินจากที่มาถึงโรงพยาบาลเวลาทุ่มครึ่ง นี่ก็ล่วงเลยไปเกือบ 5 ทุ่มแล้ว คนเป็นแม่ร้องครวญด้วยความเจ็บปวด หน้าซีดปากซีด เหงื่อออกเป็นกระบุงขนาดนี้ ถ้าเด็กไม่ยอมออกมาสักทีคุณหมอคงต้องใช้วิธีอื่น
“เอาไงดีคะคุณหมอ ปากมดลูกก็กว้างมากพอแล้วนะคะ แต่ทำไมเด็กยังไม่ออกมาสักที” นางพยาบาลถามหมอ
“รอไปก่อน” คุณหมอบอกนางพยาบาล ก่อนจะหันมาทางว่าที่คุณแม่ที่นอนหน้าซีดเหงื่อโทรมกายอยู่บนเตียงคลอด “ออกแรงเบ่งอีกนิดนะครับคุณแม่ พยายามหน่อยนะครับ หมออยากให้คลอดแบบธรรมชาติมากกว่า”
เดือนเต็มอยากจะบอกว่าหล่อนก็ออกแรงจนจะหมดแรงอยู่รอมร่อ แต่ถ้าพูดไปก็คงช่วยอะไรไม่ได้ หล่อนจึงต้องออกแรงที่มีทั้งหมดเบ่งถี่ ๆ ติดต่อกันอีกนาน
กระทั่งเวลา 23.59 น.
“อุแว๊ ๆ” เสียงเด็กทารกร้องดังลั่นห้องคลอด ฉัตรชัย ศิลปะชัย ลุกขึ้นอย่างยินดี เขาไม่เคยมีลูก ไม่เคยคิดว่าการได้ยินเสียงเด็กแรกเกิดร้องจะทำให้ดีใจขนาดนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ใช่พ่อของเด็ก แต่เขาก็นึกยินดีที่ได้ยิน ผู้หญิงที่เขาอุ้มหล่อนมาส่งหมอคงเจ็บปวดมากสินะในเวลาที่หล่อนจวนเจียนจะคลอด เขายังจำสีหน้าของหล่อนได้ดี หล่อนดูเจ็บปวด ใบหน้าขาวหวานนั่นเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวด โชคดีที่เขาอยู่แถวนั้นจึงช่วยหล่อนกับลูกเอาไว้ได้ทัน
แต่หล่อนเป็นใครและสามีของหล่อนอยู่ที่ไหนเป็นใคร ถึงปล่อยให้ภรรยาต้องออกไปจับจ่ายข้าวของมาปรุงอาหารทั้งยังตั้งครรภ์แบบนี้ ตอนที่อุ้มหล่อนมาจนถึงโรงพยาบาลเขารู้ถึงน้ำหนักค่อนข้างมาก อาจเพราะหล่อนกำลังอุ้มท้องโต ๆ น้ำหนักจากแม่รวมถึงลูกในท้องก็คงต้องมาก แต่แปลกที่เขาไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย นี่กระมังความรู้สึกของที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ
“คุณเป็นพ่อเด็กใช่ไหมคะ” คุณพยาบาลสาวออกมาจากห้องคลอด มาหยุดยิ้มให้เขาและแจ้งข่าวดีให้กับพ่อของเด็ก
แต่เขาไม่ใช่หรอกนะ
“เอ่อ... ผม” ฉัตรชัยมัวแต่อ้ำอึ้ง คุณพยาบาลจึงเข้าใจว่าเขาขัดเขิน เพราะใบหน้าของฉัตรชัยนั้นออกสีแดงระเรื่อ
“ดีใจด้วยนะคะคุณพ่อ คุณได้ลูกผู้หญิงค่ะ”
“ผะ... ผู้หญิง” ความรู้สึกเต็มตื้นเป็นยังไง ฉัตรชัยเพิ่งจะได้รู้ก็ตอนนี้ น่าแปลกที่เขาจะรู้สึกแบบนี้กับคนไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อน
“ใช่ค่ะ เด็กผู้หญิง ทั้งคุณลูกและคุณแม่แข็งแรงกันทั้งคู่ เดี๋ยวจะย้ายคุณแม่เข้าไปในห้องพักฟื้นนะคะ”
ฉัตรชัยต้องพยักหน้าที่กลายเป็นการรับสมอ้างความเป็นพ่อเด็กไปโดยปริยาย เขาอายุ 28 ปี ไม่เคยมีคนรัก ไม่ใช่ว่าไม่รู้จักความรัก แต่ยังไม่เคยเจอคนที่ใช่ต่างหาก เขาอยากทำงานที่ชอบ อยากใช้ชีวิตโสดให้ยาวนานที่สุด มีผู้หญิงมากมายมาทิ้งสายตาให้ท่าเขา เพราะฉัตรชัยจัดว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างดี ที่สำคัญเป็นเจ้าของสวนยางพาราทางตอนใต้ของประเทศไทย จึงไม่แปลกหากเขาจะเป็นที่หมายปองของสาว ๆ แต่เขาก็ยังไม่ลงเอยกับใครจนถึงทุกวันนี้
เดือนเต็มถูกย้ายมาอยู่ห้องพักฟื้น หล่อนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียและกว่าจะลืมตาก็นานหลายชั่วโมง แต่ถึงกระนั้นเมื่อลืมตาขึ้นมา หล่อนก็ยังพบชายหนุ่มคนที่ช่วยพามาส่งโรงพยาบาล
“คุณ ฉันขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยพาส่งโรงพยาบาล” หล่อนบอกแล้วยังพนมมือขึ้นคล้ายจะไหว้ ฉัตรชัยรีบกดมือหล่อนก่อนมันจะยกขึ้นจรดหน้า
“อย่าไหว้ผมเลยครับ ใครเจออย่างผมก็ต้องช่วยทั้งนั้น แต่ที่ผมอยากจะถามหากไม่เป็นการละลาบละล้วงจนเกินไป สามีของคุณไม่น่าจะปล่อยให้ภรรยาท้องแก่ขึ้นรถลงเรือคนเดียวแบบนี้ มันอันตรายนะครับ เขาไปทำงานหรือครับ” ฉัตรชัยเกือบจะตีปากตัวเองที่เซ้าซี้ถามเรื่องไม่สมควร หากหญิงสาวจะไม่เอ่ยปากตอบออกมาเสียก่อน
“สามีของดิฉันเขาไปอยู่อิตาลีค่ะ ไม่กลับมาเลยตั้งแต่ดิฉันท้องได้เดือนเดียว”
“ขอโทษนะครับ ผมไม่น่าถาม” ฉัตรชัยรู้สึกผิดที่ถามหล่อนไปอย่างนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่คนนอกอย่างเขาควรรู้ แย่จังต่อไปเขาจะไม่ถามเรื่องนี้กับหล่อนอีกแล้ว
“คุณชื่ออะไรคะ เผื่อวันข้างหน้าได้เจอกัน ดิฉันจะได้ทำอะไรเพื่อเป็นการตอบแทนคุณบ้าง”
“ผมชื่อฉัตรชัยครับ ฉัตรชัย ศิลปะชัย คุณล่ะครับชื่ออะไร”
“ดิฉันชื่อเดือนเต็มค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ถ้าไม่ได้คุณ ดิฉันคงแย่” เดือนเต็มซาบซึ้งในบุญคุณของเขาครั้งนี้จริง ๆ
“อย่าถือเป็นบุญคุณเลยครับ เรียกว่าความมีน้ำใจจะดีกว่า นี่ครับนามบัตรผม ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ก็ติดต่อหาผมได้ตลอดเวลานะครับ ผมยินดี” ที่ต้องกล่าวแบบนี้ก็เพราะความรู้สึกที่เขามีต่อหล่อนมันบอกว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่มีที่พึ่งใด ๆ หล่อนจะกลายเป็นแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง ถ้าเป็นจริงขึ้นมา ชีวิตของหล่อนกับลูกในท้องก็ดูจะน่าสงสารไปนิด ที่สำคัญเด็กทารกหน้าตาแดง ๆ ในห้องเด็กแรกเกิด ก็คงจะน่าสงสารกว่าถ้าเกิดมาบนความยากลำบาก ถ้ามีอะไรที่เขาน่าจะช่วยได้ เขาก็ควรจะช่วย
หญิงสาวรับนามบัตรนั้นแล้วกล่าวขอบคุณฉัตรชัยอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะขอตัวลา หล่อนมองแผ่นหลังกว้างของคนตัวสูงที่เป็นผู้มีพระคุณจนลับหายไปจากห้อง
************************************
เดือนเต็มให้ชื่อลูกน้อยของหล่อนว่าดารานาถ แสงนาคร หรือเด็กหญิงโดโรธี ที่ต้องมีชื่อเล่นเป็นฝรั่งจ๋าก็เพราะพ่อของลูกเป็นชาวอิตาลี ถึงหล่อนจะไม่เข้าใจว่าเขาหายไปไหนแล้วทำไมไม่ส่งข่าวคราวมาบ้าง แต่หล่อนก็ไม่คิดจะสร้างความเดียดฉันท์ยัดใส่สมองของลูกน้อยให้มีต่อพ่อของแก ถึงพ่อของแกจะไม่อยู่ดูแล แต่หล่อนจะบอกลูกน้อยว่าแกไม่ได้เป็นเด็กกำพร้า แกมีพ่อแต่พ่อของแกมีความจำเป็นต้องกลับไปบ้านเกิด ลูกของหล่อนจะต้องไม่เป็นเด็กมีปัญหา ซึ่งบางอย่างที่ยืนหยัดอยู่บนความจริงพร่ำบอกเดือนเต็มว่า ดาเรนโน่พ่อของโดโรธีจะต้องกลับมาในวันใดวันหนึ่ง
เมื่อถึงวันที่คุณหมออนุญาตให้เดือนเต็มพาลูกกลับบ้าน หล่อนก็อุ้มลูกน้อยที่ถูกพันผ้าขนหนูไว้แนบอก เวลากลางวันเช่นนี้แดดจ้าเสียจนต้องพยายามหลบเร้นเอาตัวเป็นร่มกำบังป้องกันแสงแดดปะทะเนื้อตัวลูกน้อย เดือนเต็มอุ้มลูกข้ามถนน ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นคล้ายจะบอกเล่าเก้าสิบ
“บุตรของพระจันทร์จะมีอำนาจพิเศษ”
เดือนเต็มชะงักมองยายแก่ในชุดปอน ๆ ที่ยืนพิงกำแพงคล้ายคนเหนื่อยหอบ สังเกตได้จากร่างชราโยกขึ้นลงราวกับคนที่วิ่งมาเป็นระยะทางไกล ๆ แต่ที่เป็นจุดสนใจอีกอย่างก็คือในมือของยายถือไม้เท้าที่มีด้ามยกขึ้นจนปลายไม้เท้าพ้นพื้น ท่าทีของยายดูเหนื่อยอ่อนน่าจะใช้ไม้เท้าช่วยพยุงร่างไว้มากกว่าจะยืนได้เอง หรือเพราะยายเอาตัวพิงกำแพงไว้แล้ว เดือนเต็มก็ไม่ค่อยเข้าใจท่าทีนั้นนัก
“เด็กที่เกิดในเวลาห้าทุ่มห้าสิบเก้านาที ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ถือเป็นบุตรของพระจันทร์ เด็กคนนี้จะได้อำนาจพิเศษจากพระจันทร์ สามารถช่วยเหลือคนที่เฉียดความตายได้”
เสียงยายเริ่มสั่นจนเดือนเต็มเริ่มกลัว ภาวนาว่ายายเฒ่าผู้นี้คงไม่ได้หมายถึงลูกน้อยของหล่อนหรอกนะ หญิงสาวจ้องไปยังใบหน้าที่ก้มนิด ๆ ของยาย แล้วหล่อนก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อดวงตาของยายทั้งสองข้างเป็นสีขาว
“คุณพระช่วย! ยายตาบอด” สิ้นเสียงอุทาน ร่างของเดือนเต็มก็เริ่มสั่น ความรู้สึกกลัวเริ่มจับจิตมันบอกให้หล่อนกอดลูกน้อยให้แน่นขึ้น หล่อนไม่ได้อุปทานไปเองใช่ไหม ยายตาบอดจะมองเห็นและรู้เวลาที่ลูกหล่อนคลอดได้ยังไง
“เด็กคนนี้มีสัมผัสพิเศษ แต่ความพิเศษที่พระจันทร์มอบให้กลับถูกบดบังด้วยอำนาจของพระจันทร์เอง ความสามารถของหล่อนจะนำพาทั้งความโชคดีและโชคร้ายมาสู่ตน เพียง 3 ครั้ง 3 ครั้งเท่านั้น ความสามารถพิเศษของเด็กคนนี้ก็จะถูกทำลาย แล้วเมื่อนั้นบุคคลโชคร้ายก็จะตายดับตามบัญชาของสวรรค์”
“ยายพูดเรื่องอะไร ไม่เห็นจะรู้เรื่อง” เดือนเต็มควบคุมร่างไม่ให้สั่น หล่อนอยากจะเดินหนีไปจากยายเฒ่าผู้นี้ แต่แข้งขาของหล่อนมันก้าวไม่ออก จนต้องยืนฟังยายเฒ่าตาบอดนิ่งอยู่อย่างนี้
“เด็กที่เกิดตามเวลาคาบเกี่ยว ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ขาวนวลเหมือนแสงของพระจันทร์ มลทินหรือความสกปรกจะเกิดขึ้นในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงไม่ได้ ไม่เช่นนั้น... น่าเสียดายจริง ๆ”
“ยายเพ้อเจ้อ ฉันไม่คุยกับยายแล้ว” เดือนเต็มพยายามผลักความกลัวให้ออกไปจากใจ แล้วก้าวขาเดินหนีไปจากยาย หล่อนทำสำเร็จก็จ้ำอ้าวหนีไปจากคำพูดน่ากลัวนั่น โดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีก ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตามหล่อนจะถือว่าไม่เคยได้ยินและประสบพบเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน
****************************
เดือนเต็มต้องเลี้ยงโดโรธีอยู่ตามลำพัง บางวันก็ได้เพื่อนบ้านซึ่งอยู่ในบ้านเช่าห้องติดกันเข้ามาช่วยเหลือ สาลิกาเป็นสาวโรงงานที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ บ้างก็มีโอ.ที.เพิ่มอัตรารายได้แต่ละเดือน แต่รายได้รวมแล้วก็หลักพันปลาย ๆ ไม่ได้มากมายจนมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้และช่วยเหลือเดือนเต็มได้
“พี่เดือนน่าจะส่งยัยหนูไปฝากเลี้ยงนะ จะได้ออกไปทำมาหากินได้” สาลิกาพูดในเชิงเตือนสติ เพราะเข้าใจว่าภาระของเดือนเต็มที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังหนักหนาสาหัสพอควร ขนาดที่ต้องประหยัดใช้ประหยัดกินแล้วก็ยังแทบไม่พอ
“ลูกพี่เพิ่งจะเดือนเดียวเองนะสา พี่จะเอาลูกไปฝากที่ไหนได้ ถ้าฝากก็ต้องมีค่าใช้จ่าย”
“แล้วถ้าเงินเก็บหมด พี่เดือนจะทำยังไง”
นั่นสิ เดือนเต็มต้องคิดให้รอบคอบ จะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงลูกเป็นอันดับแรก โชคดีที่โดโรธีเป็นเด็กแข็งแรงไม่เจ็บออด ๆ แอด ๆ ไม่งั้นหล่อนคงย่ำแย่กว่านี้
“พี่อยากให้ลูกอยู่ใกล้พี่มากที่สุดนะสา ยัยหนูไม่ควรอยู่ห่างพี่แม้สักนิด”
“พี่เดือนพูดอย่างกับยัยหนูจะไม่ปลอดภัย หรือมีอะไรที่น่าเป็นห่วงล่ะ หรือยังหนูจะป่วยเป็นอะไร” ความคิดของสาลิกาเริ่มไม่ได้เรื่องขึ้นทุกที จนเดือนเต็มต้องรีบส่ายหน้าห้ามไม่ให้สาลิกาคิดเลยเถิดไปมากกว่านั้น
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะสา คือว่า... ” หล่อนสองจิตสองใจว่าควรจะเล่าเรื่องยายเฒ่าคนนั้นให้สาลิกาฟังดีหรือเปล่า
“อะไรพี่เดือน อย่าทำให้ฉันอยากรู้แล้วไม่บอกเด็ดขาด ไม่งั้นฉันเคืองพี่เดือนจริง ๆ”
คำเตือนที่คล้ายจะขู่เข็ญของสาลิกาทำให้เดือนเต็มทอดถอนใจ เรื่องราวของยายเฒ่าคนนั้นไม่ควรจะเอ่ยปากบอกใครให้รู้ ทว่าหล่อนรู้สึกอึดอัดที่ต้องเก็บงำเรื่องราวให้เป็นความลับไว้เพียงผู้เดียว บางทีการได้ระบายออกจะทำให้สบายใจขึ้นบ้างก็ได้
“ตอนที่พี่พายัยหนูกลับจากโรงพยาบาล พี่เจอยายคนหนึ่ง แกตาบอดแล้วก็ถือไม้เท้าค้ำยัน แต่แกเหมือนจะเห็นพี่กับยัยหนู แถมยังพูดจาแปลก ๆ”
“พูดว่าไงเหรอพี่ เล่าต่อเร็ว เล่าให้จบด้วยนะ ไม่งั้นมันค้าง”
“ยายคนนั้นบอกว่ายัยหนูจะมีความสามารถพิเศษอะไรสักอย่างนี่แหละ ประมาณว่ายัยหนูได้พลังอำนาจจากพระจันทร์ เพราะเกิดในวันพระจันทร์เต็มดวง พี่ก็ไม่รู้นะว่ายายหมายความว่ายังไง แต่พี่กลัว”
เดือนเต็มกลัวว่าเรื่องที่ยายบอกจะเป็นความจริง และชีวิตอันปกติสุขของหล่อนกับลูกจะมีอันต้องเปลี่ยนไป ใจก็ภาวนาให้คำพูดของยายเป็นเรื่องไร้สาระที่ควรจะมองข้าม แต่สำหรับหล่อนความรักลูกก็ทำให้ต้องเป็นห่วงไม่น้อย
สาลิกาได้ฟังก็ยังนึกกลัวจนต้องหลุบตามองทารกวัย 1 เดือน ในอ้อมแขนของเพื่อนบ้าน ท่าทีของเด็กน้อยไม่มีอะไรผิดปกติกลับเป็นเด็กที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู โตขึ้นจะเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยไม่เบาทีเดียว
“พี่เดือนเล่ามานี่ฉันก็กลัวนะ แต่เด็กที่เกิดในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงคงจะไม่ได้มีแค่ยัยหนูเท่านั้น ถ้ายายนั่นพูดจริงก็หมายความว่าจะมีเด็กอีกหลายคนที่มีความสามารถพิเศษน่ะสิ”
“พี่ก็ไม่รู้หรอก เพราะพี่ฟังยายไม่นานก็เดินหนีออกมาเสียก่อน พี่อยากให้ยัยหนูเป็นเด็กปกติธรรมดาทั่วไปนะสา ไม่อยากให้แกมีความสามารถพิเศษกว่าใคร ๆ ทั้งนั้น” ไม่มีแม่คนไหนต้องการเห็นลูกเป็นสิ่งแปลกประหลาดในสายตาคนอื่นหรอก
“แล้วถ้ายายพูดจริงขึ้นมาล่ะ พี่เดือนจะว่ายังไง”
เดือนเต็มมองหน้าสาลิกานิ่ง ครุ่นคิดภายในใจว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดีหรือจะปล่อยให้เป็นไปตามกรรม ที่จริงถ้าลูกน้อยเป็นอย่างที่ยายเฒ่าคนนั้นบอกก็น่าจะเป็นบุญ หาใช่กรรมอย่างที่คิด แต่ถึงอย่างไรหล่อนก็ยังอยากมีครอบครัวที่เป็นปกติธรรมดาอย่างคนอื่นเขา
“ไม่รู้สิสา” นั่นคือคำตอบของเดือนเต็ม ในใจของหล่อนเริ่มรุมร้อนมีลางสังหรณ์ว่าจะต้องพาลูกน้อยไปไกล แต่เพราะอะไรนั้นต้องรอดูกันต่อไป
**********************************
เช้าวันต่อมาในขณะที่เดือนเต็มอุ้มลูกน้อยออกไปร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย หล่อนก็พบว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองหล่อนไม่วาย พอมองกลับไปสายตาเหล่านั้นก็หลบวูบ จนหล่อนต้องรีบสาวเท้าก้าวให้เร็วขึ้นจนกระทั่งกลับถึงห้องพัก
“อ้าว... ป้าเมี้ยน” เดือนเต็มทักนางเมี้ยนที่ยืนรอคอยหล่อนอยู่หน้าห้อง แต่นางเมี้ยนไม่ได้มาคนเดียวยังมีผู้หญิงอีก 2 และผู้ชายอีก 1 ยืนอยู่ด้วย “เอ้อ... มาทำอะไรกันเหรอจ๊ะ”
“ข้าจะมาดูหน้าเด็กพิเศษหน่อยว่ะ ไหนวะเด็กที่ว่าได้อำนาจจากพระจันทร์ ลูกเอ็งไม่ใช่เหรอเดือน”
สิ้นเสียงของนางเมี้ยน เดือนเต็มก็ชะงักมือที่กำลังจะไขประตู ดวงตาของหล่อนเบิกค้างอย่างตื่นตระหนก คนพวกนี้รู้เรื่องได้ยังไง หรือสาลิกาจะเป็นคนบอกเพราะเป็นอีกคนที่รู้เรื่องนี้รองจากหล่อน
“ไม่ใช่ ลูกฉันเป็นเด็กธรรมดา พวกป้ากลับไปเถอะ” เพราะไม่อยากให้ใครมองลูกหล่อนแปลก ๆ หรือเห็นเป็นเรื่องผิดปกติ หล่อนจึงออกปากไล่อย่างไม่ไว้หน้า
“แต่นังสามันบอกข้าว่าลูกเอ็ง เป็นเด็กไม่เหมือนใคร” นางเมี้ยนกับพวกยังไม่ล่าถอย
“ไม่จริง! ลูกฉันก็เหมือนเด็กคนอื่น ๆ เมื่อคืนฉันแค่พูดหลอกสาลิกาเล่นเท่านั้นเอง ไม่คิดว่าจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาแบบนี้” หล่อนจำต้องแต่งเรื่องขึ้นมาโกหก เพื่อให้คนพวกนี้เลิกสนใจลูกของหล่อนเสียที นึกเสียใจอยู่ครามครันที่ปากพล่อยบอกสาลิกาไปเมื่อวาน ไม่คิดว่าเพื่อนบ้านอย่างสาลิกาจะนำพาเรื่องเดือดร้อนมาให้แบบนี้
“อ้าว... พี่เดือน ไหงพูดแบบนี้ล่ะ” สาลิกามาจากไหนไม่ทราบ แทรกเข้ามายืนอยู่หน้านางเมี้ยนกับพวกด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ขอโทษสาด้วย แต่พี่หลอกสาเล่นเท่านั้น สาเองก็บอกไม่ใช่เหรอว่าเด็กที่เกิดในคืนพระจันทร์เต็มดวงมีถมเถไป แล้วลูกสาวพี่จะมีอำนาจพิเศษได้ยังไงล่ะจริงไหม” เหตุผลของหล่อนน่าจะฟังขึ้นกระมังเพราะสาลิกากับพวกทำสีหน้าแปลก ๆ
“โธ่เอ้ย! ไอ้เราก็นึกว่าเรื่องจริง เคยได้ยินแต่เด็กเลี้ยงแกะ เพิ่งจะเคยเห็นผู้ใหญ่เลี้ยงแกะก็ตอนนี้ล่ะวะ” สาลิกาฉุนเฉียว หล่อนอุตส่าห์เอาเรื่องไปคุยให้แซ่ นึกว่าเป็นเรื่องจริงจะได้สนุกปากมากกว่านี้ ที่แท้หล่อนก็เป็นคนแรกที่ถูกหลอก
“ฉันต้องขอโทษทุกคนจริง ๆ นะจ๊ะ แต่ลูกของฉันเป็นแค่เด็กธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้นจ้ะ ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้น กลับกันไปเถอะจ้ะ ลูกฉันไม่มีสิ่งที่ทุกคนอยากจะเห็น”
เดือนเต็มออกปากไล่ซ้ำ สร้างความขุ่นมัวให้กับทุกคนโดยเฉพาะสาลิกา หญิงสาวสะบัดหน้าเบ้ปากเหมือนจะเย้ยหยันแล้วเดินกลับห้องปิดประตูโครมใหญ่ ทุกคนที่มารอคอยต่างแยกย้ายกันกลับเมื่อไม่มีสิ่งที่ต้องการ
เมื่อพาลูกน้อยเข้าห้อง เด็กทารกน้อยก็แผดเสียงจ้าคล้ายจะหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ถ้าอยู่ที่นี่ต่อไปเห็นทีจะมองหน้าใครไม่ติด บัดนี้ทุกคนต่างคิดว่าหล่อนโป้ปดสร้างเรื่องขึ้นมาหลอกลวง หากเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับลูกน้อยหล่อนจะไม่กริ่งเกรงใด ๆ ทว่าเด็กน้อยไม่รู้เรื่องรู้ราวจะต้องกลายเป็นที่สนใจใคร่รู้ในเรื่องที่ยากจะเข้าใจ เมื่อโตขึ้นก็จะยิ่งเป็นจุดสนใจจนไม่เป็นอันกินอันนอน
ฉะนั้นหล่อนจะต้องพาลูกหนีไปอยู่ที่อื่น แต่จะไปอยู่ที่ไหนล่ะ เงินเก็บก็เหลือน้อยเต็มที จะเดินทางไปไหนจะไปอยู่อย่างไรก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น เดือนเต็มถลกชายเสื้อขึ้นป้อนนมจากเต้าให้ลูกดื่มกิน ลูกน้อยเงียบเสียงหล่อนก็ค่อยเบาใจ สายตาเหลือบแลไปเห็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่ง
“ฉัตรชัย ศิลปะชัย” หญิงสาวพึมพำพลางคิดออกว่าจะพาลูกน้อยไปอยู่ที่ไหน ผู้ชายคนนั้นเคยบอกไว้ว่าถ้ามีอะไรช่วยได้ก็จะช่วย ท่าทางเป็นคนใจดีของเขาทำให้หล่อนมีทางออก แม้จะยังไม่แน่ใจนักว่าทางออกที่ว่าจะเต็มใจต้อนรับหล่อนกับลูกหรือเปล่า
“โดโรธีลูกแม่ พ่อของลูกทิ้งพวกเราไป ตอนนี้เราก็มีกันสองคนแม่ลูกนะ ฉะนั้นแม่จะพาหนูไปหาสิ่งที่ดีที่สุด เราจะไปอยู่ที่ไกล ๆ อาจจะลำบากไปบ้าง แต่แม่คิดว่าก็ยังดีกว่าอยู่ที่นี่นะลูกรัก” จบคำพูดด้วยจุมพิตเหนือหน้าผากนุ่มยู่ยี่ ลูกน้อยหยุดร้องทันทีเหมือนจะเห็นด้วยที่ได้ย้ายที่อยู่ เดือนเต็มยิ้มลูกหยุดร้องก็แสดงว่าการตัดสินใจของหล่อนไม่น่าจะผิดพลาดล่ะนะ
***********************************
ณ สวนยางฉัตรชัย
รถสองแถวที่วิ่งผ่านถนนลูกรังเข้ามาในอาณาเขตสวนยางฉัตรชัย ผ่านสวนยางพาราที่กินพื้นที่หลายร้อยไร่ ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวนทำให้คนที่อยู่ใกล้ต้องเบือนหน้าหนี งานนี้ถ้าใครไม่ได้สวมหมวกคงหัวหูแดงเพราะฝุ่นกลบนี่แหละ
“ถึงแล้วน้อง นี่แหละสวนยางฉัตรชัย ของนายหัวฉัตรชัย ศิลปะชัย ที่น้องส่งนามบัตรให้พี่พามา”
เดือนเต็มมองบ้านที่สร้างขึ้นด้วยไม้ซุงลงแล็คเกอร์เสียเงาวับไปทั้งหลัง ขนาดไม่ใหญ่มากเหมือนบ้านคนรวยในเมืองกรุงแต่เท่าที่เห็นก็พอมองออกถึงฐานะของเจ้าของ
“เท่าไหร่จ๊ะพี่”
“400 ขอแค่นี้แล้วกัน เพราะเดี๋ยวนี้ค่าน้ำมันขึ้นเอ๊าขึ้นเอา” โชเฟอร์ฉวยโอกาสรีดไถเงินจากหล่อนอย่างไม่มีคำว่าเห็นใจ หญิงสาวเกือบจะต่อรองหากไม่เห็นสายตาของโชเฟอร์มองมาเหมือนจะสูบเลือดสูบเนื้อ สายตาแบบนี้ไม่มีทางเสียล่ะที่หล่อนจะต่อรองราคาได้
เดือนเต็มส่งเงินให้ตามจำนวนที่ขอ ระยะทางแค่ 25 กิโลเมตร เรียกเงินค่าจ้างขนาดนี้ถือว่าตั้งใจจะขูดเลือดขูดเนื้อให้ซิบ ๆ หล่อนจำใจต้องให้เพราะไม่อยากมีปัญหา วันนี้ก็กะจะมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าของสวนยางพาราแห่งนี้อยู่แล้ว หล่อนไม่อยากนำเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเพิ่มเติมให้เขาอีก
หญิงสาวอุ้มลูกน้อยแนบอกด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างยกกระเป๋าสัมภาระซึ่งภายในประกอบไปด้วยขวดนม ขวดน้ำ เสื้อผ้าเด็กอ่อนและของหล่อน ทั้งหมดมีจำนวนไม่มากเพราะหล่อนไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย มีน้อยใช้น้อยขยันซักก็อยู่ได้แล้ว ขาดก็ค่อยซื้อหาเอาใหม่
“พี่จ๊ะ ฉันมาหาคุณฉัตรชัย ไม่ทราบว่าอยู่ไหมจ๊ะ” หล่อนถามใครคนหนึ่งที่เดินออกมาจากหลังบ้าน
“มาหานายหัวเหรอ มีเรื่องอะไรกับนายหัวล่ะ” ผู้ชายที่หล่อนถาม ถามกลับแล้วมองเดือนเต็มตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ฉันมีธุระจะคุยกับเขา นี่จ้ะนามบัตรที่เขาให้ฉันไว้ เขาบอกให้ฉันมาหาเขาที่นี่”
ชาติชายเป็นหัวหน้าคนงานในสวนยาง เขามีรูปร่างกำยำสูงใหญ่เหมือนฝรั่งแต่เค้าโครงหน้าเป็นชายไทยแท้ ชาติชายดูนามบัตรของนายหัวฉัตรชัย พลิกหน้าพลิกหลังอยู่ครู่เดียวก่อนจะลอบมองเด็กทารกในอ้อมกอดหญิงสาว
วิธีการมองของผู้ชายตรงหน้า ทำให้เดือนเต็มต้องกอดลูกน้อยแน่นขึ้น
“ตามมาสิ นายหัวอยู่พอดี”
เหมือนยกภูเขาลูกแรกออกจากอก เดือนเต็มมีรอยยิ้มประดับใบหน้าทันที หล่อนหิ้วกระเป๋าเดินตามผู้ชายร่างใหญ่เข้าไปในบ้านไม้ซุงที่เห็นตรงหน้า
ฉัตรชัย ศิลปะชัย แย้มยิ้มเมื่อได้เห็นหญิงสาวพร้อมกับลูกของหล่อนอีกครั้ง
“สวัสดีครับ ผมไม่คิดว่าคุณจะมาที่นี่ได้”
“ฉันต้องขอโทษที่มารบกวน แต่... ” เดือนเต็มมีท่าทีกระอักกระอ่วนเพราะไม่รู้จะเริ่มพูดว่ายังไง เขาไม่ได้เป็นอะไรกับหล่อนแม้แต่น้อย แล้วจะช่วยหล่อนกับลูกหรอกหรือ ทว่าถ้าไม่แบกหน้ามาถึงที่นี่หล่อนก็ไม่มีที่จะไปอีกแล้ว
“ผมเคยบอกแล้วไง ว่าอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ผมจะไม่ลังเลที่จะช่วยคุณเลย คุณพาลูกมาหาผมก็แสดงว่ากำลังเดือดร้อน”
“ฉัน... อยากมาของานทำที่นี่ค่ะ ถ้าคุณจะกรุณาให้ฉันทำงานอะไรก็ได้ ฉันทำได้ทั้งนั้น”
เดือนเต็มพูดออกไปไม่เต็มเสียง หล่อนกำลังตะขิดตะขวงใจที่กำลังเป็นตัวภาระสำหรับเขา ใช่ เขาคงมีงานให้หล่อนทำ งานอะไรสักอย่างในสวนยางพาราแห่งนี้ แต่เขาจะให้โอกาสผู้หญิงสาวแม่ลูกอ่อนอย่างหล่อนหรือเปล่าล่ะ
“งานที่นี่มีมากมาย แต่ผมว่า... รอให้ลูกของคุณโตขึ้นกว่านี้สักนิดไม่ดีเหรอ เด็กเล็กขนาดนี้ยังไขว่คว้าหาความอบอุ่นจากอ้อมอกของแม่อยู่นะ ผมว่ารออีกสัก 1 ปี ให้หนูน้อยอายุ 1 ขวบ แล้วคุณค่อยเริ่มทำงานไม่ดีกว่าเหรอ” เขาเป็นผู้ชายยังคิดว่าไม่ถึงเวลาอันควรที่เด็กจะห่างจากอ้อมอกแม่ตั้งแต่แบเบาะเช่นนี้ เด็กน้อยควรจะอยู่ติดกับแม่มากกว่า
“งานบ้านก็ได้ค่ะ งานที่ฉันจะทำไปพร้อมกับเลี้ยงลูกไปด้วยได้ เด็กเล็กขนาดนี้ก็เอาแต่กินกับนอน พอแกหลับฉันก็สามารถทำงานบ้านให้คุณได้ ถ้าจะให้ฉันอยู่เฉย ๆ ฉันคงทำไม่ได้”
ฉัตรชัยมองเดือนเต็มกับลูกอย่างเห็นใจ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนสู้ชีวิต หล่อนบอกว่าสามีของหล่อนหายตัวไปตั้งแต่รู้ว่าหล่อนท้อง แต่หล่อนก็ยังอุ้มท้องจนกระทั่งคลอดแล้วเลี้ยงลูกมาตามลำพัง นี่ถึงขนาดกระเตงพาลูกมาขอความช่วยเหลือจากเขาถึงแดนไกล ก็แสดงว่าหล่อนคงกำลังเดือดร้อนจนไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร แล้วผู้ชายใจบุญอย่างเขาจะไม่ช่วยเหลือหล่อนได้อย่างไร
“ตกลง คุณแค่ทำความสะอาดบ้านให้ผมเฉพาะช่วงเช้าก็แล้วกัน ผมจะจ้างคุณเท่ากับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ มันไม่มากไปหรอก” เขารีบพูดขัดเมื่อเดือนเต็มจะอ้าปากปฏิเสธข้อเสนอ “เงินเท่านี้ค่านมลูก ค่าผ้าอ้อม ค่าหยูกยารักษาลูก ยังแทบจะไม่พอ ส่วนอาหารการกินเรามีโรงครัวอยู่ด้านหลัง คนงานทุกคนจะได้ปิ่นโตครบ 3 มื้อ คุณก็เหมือนกัน”
เดือนเต็มตื้นตันใจกับความใจบุญของฉัตรชัยจนเกือบจะยกมือขึ้นพนมไหว้ ภายในใจร่ำร้องอย่างโลดแล่นว่าหล่อนกับลูกรอดตายแล้ว
“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากจริง ๆ”
“ว่าแต่ว่า ลูกของคุณชื่ออะไรรึ” ฉัตรชัยถาม นึกเอ็นดูเด็กทารกในห่อผ้าขนหนูนัก เด็กทารกไร้เดียงสาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ โชคดีของแกแล้วที่ได้เกิดในท้องเดือนเต็ม ผู้หญิงสู้ชีวิตที่ไม่คิดจะทำลายลูกตัวเองเมื่อสามีจากไป
“ดารานาถ แสงนาคร หรือโดโรธีค่ะ ฉันตั้งชื่อฝรั่งให้แกจะได้เตือนใจว่าแกมีพ่อเป็นฝรั่ง”
ฉัตรชัยเพียงพยักหน้ายิ้ม ๆ เด็กทารกน้อยหน้าตาบ่งบอกเชื้อสาย ดวงตาสีฟ้า จมูกโด่งแหลม ขนาดยังเล็กเท่านี้ยังคงมีเค้าความงามตั้งแต่แบเบาะ แล้วโตขึ้นแกจะงามพริ้งขนาดไหน
“ผมจะให้คนพาไปบ้านพัก พอดีมีหลังหนึ่งที่ยังว่างเพราะคนเพิ่งออกไป อาจจะคับแคบไปสักนิด แต่คิดว่าคุณน่าจะอยู่ได้ ขาดเหลืออะไรบอกผมได้ทุกเมื่อ อ้อ... งานของคุณจะเริ่มในอีก 3 วัน ผมให้เวลาคุณกับลูกปรับตัวกับสถานที่ใหม่ก่อน อีกอย่างหนึ่ง คนงานที่นี่อยู่ในความดูแลของชาติชาย คนที่พาคุณเข้ามานั่นแหละ คุณอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจเพราะผมไม่เลี้ยงนักเลงไว้” ฉัตรชัยบอก
“ค่ะ ฉันกับลูกอยู่ได้ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” เดือนเต็มซาบซึ้งใจนัก หล่อนยกมือไหว้เขาโดยไม่ฟังเสียงห้าม ผู้ชายคนนี้ควรค่าแก่การถูกกราบไหว้ เขาคงมีทั้งพระเดชและพระคุณเต็มตัวไม่งั้นคงดูแลคนงานในสวนยางแห่งนี้ไม่ได้แน่



นางสาวบราวนี่
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 ต.ค. 2556, 13:26:07 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 ต.ค. 2556, 13:26:07 น.

จำนวนการเข้าชม : 964





   ตอนที่ 2 บารอนโซ่ เชนร็อคกี้ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account