Sweet Magic เวทมนตร์...รสหวาน
ความฝันที่อยากจะทำร้านขนมหวานครบสูตรของอิศยา ทำให้เจ้าหล่อนยอมหันหลังให้กับชีวิตของครอบครัว...และความฝันสุดยิ่งใหญ่ของเธอจะเกิดขึ้นได้ อิศยาต้องยอมทุ่มเทกายใจเอาชนะกำแพงหนาของป้ณณ์ให้ได้...งานช้างแบบนี้ อิศยาไม่มีทางยอมแพ้เขาเด็ดขาด แล้วจะได้รู้ว่าคนอย่างอิศยารุกรานโลกของเขาได้มากขนาดไหน
Tags: เวทมนตร์,รสหวาน,อิศยา,ปัณณ์,ปวรา

ตอน: ในวันที่เราห่างกัน

แค่ปากพาไป...ไม่ได้คุยกับเขาด้วยซ้ำ อิศยาเบะปากออก ปล่อยสิ่งที่อดกลั้นมาตลอดที่อยู่หน้าปัณณ์จนเจ็บร้าวไปทั้งลำคอให้ไหลทะลักอาบสองแก้ม อิศยานั่งหมดแรงบนเก้าอี้ไม้ฐานกลมริมประตูร้าน เดินต่อไปไม่ไหว...ครั้งหนึ่งปัณณ์เคยไร้เหตุผลกับเธอเรื่องร้าน มาถึงวันนี้เธอก็พอตีความได้ว่าเขาหึง

แล้ววันนี้คืออะไร บอกให้อยู่ห่างๆ กัน ตามที่เธอต้องการ เพื่อความสบายใจของเธอ...

อีกครั้งที่เขาทำให้เธอต้องร้องไห้ อิศยารู้สึกว่าครั้งนี้ยิ่งปาดน้ำตาออกไปมากเท่าไหร่ แหล่งกักเก็บยิ่งปลดปล่อยออกมาไม่ต่างจากฝายกั้นน้ำแตก หัวใจเจ็บระบม จากที่เคยเต้นเร็วแรงไปด้วยความสุข กลับถูกบีบอัดในอก รัดไว้ด้วยดวงตาเจ็บปวดคู่นั้นของปัณณ์

อยากห่างนักก็เชิญ จะให้เขาห่างให้สมใจอยาก แล้วถ้าห่างจนมองหน้ากันไม่ติด เธอจะทนชีวิตที่ไม่มีใครมาคอยดูแล มีใครมาคอยกอดไว้ยามที่คิดถึง ไม่มีใครคอยอยู่ข้างๆ เวลาที่ต้องการ ชีวิตที่ไม่มีคนแบบนั้น...เธอจะทนได้ไหม อิศยา

นึกมาถึงตรงนี้เสียงสะอื้นดังมากขึ้น บุคคลที่ไม่ได้อาศัยอยู่คนเดียวในพื้นที่นี้ต่างมองมายังอิศยาอย่างสนใจ

พรพิรุณมองข้างนอกฝนตกหนักขึ้น อยากไล่คนงานในร้านให้กลับไป แต่ก็ยังเหลือของหลายอย่างที่ยังไม่ได้ขนลงจากรถ “พี่แจนพี่กลอนวานดูแลคนของร้านค้าที่เอาของมาลงทีนะคะ”

“กลับหอพักกันเถอะ วันนี้ฉันจะบริการกางร่มให้เอง เอาไหม”

อิศยาเพิ่งได้สติว่าตัวเองเอาแต่ร้องไห้โดยไม่ทันได้มองว่ามีใครอยู่ร่วมในร้านนี้บ้าง พอเห็นสีหน้าเป็นห่วงชัดเจนจากทั้งเจนจิราและร้อยกรอง หญิงสาวรีบหายใจเข้าลึก รวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับเข้ามาโดยด่วน...ถึงแม้ว่าตอนนี้หัวใจของเธอกำลังบอกว่าลืมภาพแผ่นหลังยามเขาเดินจากไปไม่ได้ก็ตาม

“กลับกันเถอะนะ” บอกเสียงเหม่อลอย ไร้น้ำหนัก พรพิรุณพยักหน้ารับ รีบเข้ามาพยุงร่างที่ยืนเองอาจจะทรุดลงไปนั่งร้องไห้ต่อบนพื้นให้ลุกขึ้นยืน หยิบร่มสีฟ้าที่ร้อยกรองส่งมาถือไว้

บริเวณด้านนอกฟ้าเป็นสีเทาหม่น ฝนกำลังโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เหมือนสายริบบิ้นสีเทากำลังเต้นระบำลงมาจากฟากฟ้า พรพิรุณกางร่มคันโตพอที่จะคนตัวผอมสองคนเข้าไปยืนอยู่ใต้ร่มได้อย่างสบายๆ เมื่อออกนอกชานร้าน อิศยายื่นมือสัมผัสละอองฝนขณะที่เดินไปด้วยกันกับพรพิรุณช้าๆ

“ฤดูฝน ฝน คือเราสองคนเลยนะ” อิศยาพยายามอดทนไม่ให้ร้องไห้ออกมาในบรรยากาศเหงาๆ นี้ บังคับให้ใจนึกถึงพรพิรุณที่ยืนอยู่ข้างกัน “พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าลุงใจกับพ่อฉันอยากให้เราสองคนโตขึ้นมาเป็นเพื่อนกัน ชื่อจริงของเราก็เลยมีสื่อถึงฤดูฝนเหมือนกัน”

“อิสยาที่แปลว่าฤดูฝน ถูกเขียนแทนด้วยสอศาลา ส่วนฉัน พรจากพระพิรุณ ตอนนี้พ่อของฉันก็คงสมหวังอยู่บนนั้นแล้ว” พรพิรุณเงยหน้ามองเมฆทะมึนเบื้องบนด้วยอีกคน

วันที่เกิดอุบัติเหตุ วันที่พ่อแม่จากไป วันนั้นฝนก็ตกแบบนี้...แต่อากาศ ฝนฟ้าไม่ได้ทำความผิด เรื่องบางเรื่องหากมันจะเกิดขึ้น ใครก็ห้ามไม่ได้

“เวลาที่ฝนตก เธอเคยฝันร้ายไหม” อิศยาถามอย่างกังวล ภาพพรพิรุณเมื่อในอดีตหลังเกิดอุบัติเหตุ พรพิรุณจะเกลียดเสียงฟ้าร้อง นอนคนเดียวไม่ได้ ต้องมานอนกับสวเนตร กว่าอาการนั้นจะหายก็หลายเดือน

“ฉันเคยกลัวฝนตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ” พรพิรุณหยุดเดิน มองถนนในซอยแคบที่พอให้รถสองคันผ่านไปมาได้กำลังมีน้ำเจิ่งนองตามชายขอบที่ท่อระบายปริมาณน้ำจากบนฟ้าได้ไม่หมด “แต่เพราะฉันเป็นพรจากสายฝน ถึงอุบัติเหตุจะเกิดในวันฝนตก ฉันไม่เคยโทษฝน ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่ฉันมองขึ้นฟ้าในวันฝนตก ฉันจะเห็นพ่อกับแม่กำลังปลอบโยนฉัน บอกให้ฉันรู้ว่าพวกท่านยังอยู่ข้างฉันเสมอผ่านสายฝนพวกนี้”

“ฉันไม่เคยรู้สึกผูกพันกับวันฝนตก เพราะว่าพ่อไม่ยอมให้ฉันเปียกฝน แต่ไม่นานนี้ ฉันกลับมีช่วงเวลาฝนตกแบบนี้กับเขา”

“เธอกับหมอนั่นเคย...”

“ใช่” อิศยากระโดดข้ามน้ำที่เปียกฟุตบาทไปอีกฝั่ง ไม่สนอาการตาค้างของคนที่ข้ามไปก่อน “พี่ปั้นเคยบังคับให้ฉันเดินอยู่ใต้ร่มคันเดียวกับเขา วันนั้นฉันเจอองศาครั้งแรกด้วยมั้ง...ทำไมต้องทำหน้าโล่งใจด้วย” เอียงคอมองหน้าพรพิรุณที่ถอนหายใจ โล่งเมื่อฟังคำอธิบายของอิศยาจนจบ

นี่คงไม่รู้สิท่าว่าเธอคิดเรื่องอิศยากับปัณณ์ไปถึงไหนต่อไหน...

ช่างเถอะ อิศยาบางทีก็ดูฉลาด แต่บางทีก็ดูเป็นเด็กน้อยอ่อนต่อโลก เวลามีปัญหารัก ชีวิตเศร้าอย่างกับเด็กสาวเพิ่งหัดรักใคร นี่ล่ะน้า มีจุดอ่อนเป็นผู้ชาย พรพิรุณหุบร่มในมือลงเมื่อทั้งสองมาถึงใต้ตัวหอพัก เป็นลานจอดรถ หัวสมองเริ่มไตร่ตรองหาวิธีช่วยเหลืออิศยา

“เรื่องคุณปัณณ์ เธอจะทำยังไง พูดแค่นี้อย่ามาทำปากเบะใส่ฉันนะ” ขู่ห้ามทัพ ใบหน้าที่โดนสั่งห้ามไม่ให้ร้องไห้รีบเม้มปาก แต่ดวงตาวาวเป็นประกายสะท้อนของหยดน้ำเต็มหน่วยตา

“ไม่รู้ รู้แค่ว่าเจ็บ ฉันทนให้เขาจากไปแบบนี้ไม่ได้” ไม่ต้องรอให้พ้นวัน อิศยาก็ให้คำตอบของตัวเองได้ชัดเจน

พรพิรุณสรุปให้ง่ายๆ “งั้นก็ไปขอโทษเขา บอกผิดไปแล้ว ฉันมันโง่ ปากพล่อย กลับมาให้ฉันใช้เงินเป็นเบี้ยอีกเถอะ”

ดวงตากลมโตดำขลับมองค้อนคนแนะนำวิธี ซึ่งตีความคล้ายจะด่าเธอกรายๆ อารมณ์เศร้าเปลี่ยนเป็นทิฐิที่เธอชอบใช้ต้มกินเป็นกิจวัตรประจำวัน

“ไม่เด็ดขาด จะไปทำอย่างนั้นทำไม บอกรักสักคำก็ยังไม่เคย รอจนไม่รู้ว่าเริ่มคบกันจริงๆ จังๆ เมื่อไหร่”

“ถ้าเขาฟอร์มจัด ก็ต้องยั่วให้ฟอร์มแตกสิ หรือไม่ ก็เลิกคิดถึงเรื่องคำว่ารัก การกระทำของเขาสำคัญกว่า จริงไหม”

อิศยาขบริมฝีปากไปมา ถึงประโยคของพรพิรุณเป็นสองทางเลือกที่น่าสนใจ จะยั่วให้เขาหลุด หรือจะลดทิฐิเขาไม่บอกก็ไม่เป็นไร ยังไ'การกระทำของปัณณ์เธอเองก็รับรู้ได้ แต่สำหรับผู้หญิง คำว่ารักก็สำคัญ แต่ไปกระตุ้นให้เขาบอก...เธอก็ไม่อยากให้คำว่ารักเกิดจากการถูกกดดัน คำๆ นี้หากอยากจะพูด ก็ควรจะพูดเองดีกว่าไหม

ปล่อยให้ระยะเวลาได้ให้ทั้งเธอและปัณณ์มีเวลาที่จะเรียนรู้ใจของกันและกันมากกว่านี้จะดีหรือเปล่า

“ฉันจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น ฉันเชื่อว่าเวลาจะให้คำตอบที่ชัดเจนแก่เราทั้งคู่”

ระยะเวลาที่ไม่พบหน้ากัน...จะทรมานสำหรับอิศยาหรือปัณณ์มากกว่ากัน พรพิรุณว่าเธอน่าจะพอมีคำตอบ สายตาเหลือบมองร่มสีเทาที่โผล่ปลายตัวร่มมาเพียงเล็กน้อย คนที่ยื่นคำขาดว่าให้ห่างกัน คงรอคอยให้อิศยาไปง้อ แต่ดูทำตัวเข้า...คนหนึ่งก็ร้องห่มร้องไห้ จนปลงตก อีกคนทำตัวเข้าข่ายอยู่ห่างๆ แต่ยังห่วงๆ แบบนี้

พรพิรุณไม่เข้าใจความรักแบบนี้จริงๆ


ไม่ทำอะไรเลย...จริงอย่างนั้นเหรอ

พรพิรุณชูกล่องขนมในถุงกระดาษที่ถูกใครอีกคนยัดเยียดให้เอามาให้คนที่ตัวเองบอกว่าไม่แคร์ขึ้นดู ตีห้าปลุกให้เธอออกมาร้าน เพื่อทำคุกกี้ ในขณะที่ตัวอิศยาเอง ขอบตาบวม นอนไม่หลับ...นี่ถ้าไม่ไล่ให้หาเวลางีบพักผ่อน แล้วอาสาเป็นหนังหน้าไฟแบบนี้ อิศยาอาจทำตัวเป็นเสือซุ่ม ตามมาเงียบๆ อย่างที่ปัณณ์ทำเมื่อวาน

บ้านหลังใหญ่สองชั้น ปิดเงียบ พรพิรุณทำใจ นิ้วกดกริ่งหน้าบ้านของคนอื่น...อิศยาสั่งไว้ให้แค่แขวนไว้หน้าประตู แต่ถ้าแค่แขวนไว้ เกิดไปถึงมือคนอื่นจะทำยังไง

ผู้ชายหัวยุ่ง ผิวสีน้ำตาล เดินหน้ายุ่งลงมาในสภาพชุดนอนยับๆ อ้าปากหาวกว้างไม่รักษาสภาพเจ้าบ้านที่ดี มาถึงหน้าประตูบ้าน ก็ทำท่าจะยืนหลับอวดสายตาพรพิรุณ

“นี่คุณ ทำไมทุเรศอย่างนี้”

คนถูกว่าทุเรศเปิดเปลือกตาที่เพิ่งหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเพราะเพิ่งทำงานเสร็จขึ้นมอง จากภาพลางๆ พอเห็นว่าเป็นคนผมยาว เสียงหวาน อาการหูเหอตั้ง ตาโต เวลาเจอสาวทำงานทันที แต่พอเขม้นมองชัดๆ ว่าสาวหน้านิ่งอารมณ์เดียวตรงหน้าเป็นใคร ภีมก็ตั้งท่าจะเข้าสู่โหมดยืนหลับให้เจ้าหล่อนด่าอีกรอบ

“มีอะไรล่ะคุณเชฟหญ่าย” เรียกสรรพนามจงใจล้อเลียนแบบยานคางให้รู้วว่าตนนั้นง่วง จงใจยื่นหน้ามาหาวอ้าปากกว้างๆ ที่ยังไม่แปรงฟันขึ้นกว้าง พรพิรุณเบือนหหน้าหนีอย่างรังเกียจ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้รวมความทุเรศไว้ขนาดนี้

พรพิรุณขออนุญาตอิศยาในใจแกะกล่องคุกกี้ หยิบยัดใส่ปากคนที่อ้าปากหาวไม่หยุดด้วยอารมณ์หมั่นไส้เต็มแก่ เอาให้ติดคอไปข้าง

“หวานๆ...แหวะ” ภีมว่าจบไปนั่งโก่งคออาเจียนของในปากที่เผลอเคี้ยวไปหลายคำออกจนหมด อาการครึ่งหลับครึ่งตื่นหายเป็นปลิดทิ้ง ตั้งใจจะกลับมาเอาเรื่องคนยัดคุกกี้เข้าปาก ร่างที่เห็นรีบแขวนถุงไว้ตรงประตูบอกรัวเร็ว “ฝากให้คุณปัณณ์ด้วย ย่าทำมา คนบ้าอะไรกินขนมหวานแล้วอ้วก ไดเอทหรือไง เป็นตุ๊ดหรือเกย์ล่ะ”

โยนระเบิดใส่หน้าคนทานขนมหวานไม่ได้เสร็จพรพิรุณรีบชิ่ง เดินเร็วกลับไปทางร้านขนมทันที ปล่อยให้ภีมพยุงร่างที่รู้สึกมีเกลียวบิดมวนในท้อง เดินตามมาประกาศเสียงดัง

“ไม่เคยมีใครมาปรามาสว่าผมเป็นตุ๊ด สักวันเถอะคุณเชฟใหญ่ มาพิสูจน์สิว่าผมเป็นอะไร” พ่อเสือหนุ่มคำรามอย่างแค้นเคือง จดจำใบหน้าคนกล่าวหาเขาด้วยข้อหาร้ายกาจไว้ในใจ สักวัน...จะทำให้เจ้าหล่อนรู้ ว่าเขาแมนทั้งแท่ง

“แหวะ...” อาการคลื่นเหียนป่วนกระเพาะดันขึ้นมาอีกรอบ ภีมโก่งคอในสภาพหมดท่า ขนมหวาน ไม่ว่ายังไงเขาก็เกลียดที่สุด


ร้านหนังสือที่อยู่ในสายตามองจากด้านบนร้านคุณตาคุณยาย ชื่อร้านที่อิศยาคิดมาดีแล้วเพื่อให้เกียรติกับบุคคลที่ถือเป็นอาจารย์ทางด้านทำขนมของเธอทั้งสอง พ่อกับยาย

หนังสือนิยายกองโตบนโต๊ะที่ถูกอ่านจบหลายวันแต่ยังไมได้คืน แขนสองข้างของอิศยาวางทาบกับโต๊ะ หนุนคางบนหลังมือ มีเวลาว่างให้หัวสมองได้คิดอะไรนิดหน่อย ความคิดของเธอก็ชอบลอยลมไปหาเขา วันนี้ไม่มีเสียงเขาผ่านโทรศัพท์มาปลุก ไม่มีความห่วงใยจากเขา...อิศยาจะทนไม่ไหวแล้ว

อิศยาเพ่งไปยังกองหนังสืออีกครั้ง ถึงเวลาที่เธอต้องเลือกตามใจตัวเอง ลดทิฐิลงมา


ยี่สิบนาทีต่อมา หนังสือกองโตถูกวางลงบนเคาว์เตอร์ร้านที่มีปุณณ์นั่งเอกเขนกอ่านการ์ตูนอยู่ “เอาหน้าไปทำอะไรมาน่ะ สภาพแย่เชียว หรือป่วย” คนถามแกล้งเย้าทั้งที่รู้สาเหตุของเรื่องดี

ใครอีกคนก็อาการหนักไม่ต่างกันนักหรอก...

“เอาหนังสือมาคืน เดี๋ยวต้องไปตกแต่งร้านเพิ่ม นายไปช่วยด้วยก็ได้นะ ถ้ามีความสามารถทางการวาดรูป”

ปุณณ์ทำสีหน้าประหลาดใจ”ชวนเด็กประมงไปนั่งวาดรูป ตั้งใจชวนคนอื่นแทนหรือเปล่าน่ะย่า”

คนโดนรู้ทันถลึงตาใส่ เลื่อนหนังสือไปให้ปุณณ์ กระซิบเสียงเบากลัวจะมีใครได้ยิน “ให้พี่ปั้นดูหนังสือพวกนี้ด้วยนะ...ต้องให้ดูให้ได้นะ” กำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ยืมเกินตั้งหลายวันไม่เสียค่าปรับเหรอ” ปุณณ์หัวเราะกวน ดวงตาล้อเลียนเต็มที่ สิ่งที่อิศยาต้องการให้ปัณณ์อ่านถูกแปะไว้ตั้งแต่หน้าแรกของหนังสือ

“อยากมาเก็บเงินค่าปรับ ให้เจ้าของร้านมาทวงเอง” สะบัดหน้า หมุนตัวออกจากร้านไป ความกล้าทั้งหมดถูกฝากไว้ที่หนังสือทุกเล่ม บนโพสท์อิทสีเขียวสะท้อนแสงแผ่นเล็ก กับข้อความจากลายมือสวยงาม

‘พี่ปั้นคะ...ย่าขอโทษ’


ปัณณ์โผล่หน้าออกมาจากชั้นหนังสือ เกือบหลบอิศยาไม่ทัน เพราะทางนี้ก็เอาแต่ใช้กล้องส่องทางไกล ตามติดชีวิตอิศยา หน้าตาของหญิงสาวหม่นหมองจนเขาอยากแสดงตัว แต่ใจหนึ่งก็ยังกลัว ว่าถ้ากลับไปง่ายๆ อิศยาจะแคร์เขาไม่มากพอจนบอกเลิกง่ายๆ ตอนกลางคืนก็ไม่ได้กลับไปนอนที่บ้านของภีม ปักหลักอยู่ที่ร้านหนังสือ แล้วไอ้ประโยคกระซิบเสียงเบานั่น ในร้านเงียบๆ นี้มีหรือที่เขาจะไม่ได้ยิน

“ปูน ส่งหนังสือมาที จะอ่าน”

คนโดนสั่งเดินมาหาคนที่ใช้ฐานที่มั่นเป็นซอกระหว่างชั้นหนังสือ พร้อมกองหมอน ผ้าห่ม และกล้องส่องทางไกลด้วยอารมณ์หมั่นไส้ ส่งกระดาษสิบแผ่นไปให้แทนที่จะเป็นหนังสือ “เอาไปแค่นี้ก็พอ ขอโทษนะที่ไม่ได้อ่านคนแรก หึๆ” ปุณณ์รีบชิ่งหนีมะเหงกของปัณณ์กลับไปนั่งประจำที่ มีเสียงดัดกวนๆ ตามมาหลอกหลอน

“พี่ปั้นคะ ย่าขอโทษ ย่าขอโทษ” แสร้งทำเสียงบีบน้ำตาให้ดูน่าสงสาร ตรงข้ามกับคนอ่านที่ตอนนี้หน้าบานเป็นกระด้ง ยิ้มไม่หุบ หัวใจที่มีแต่ความไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ ถูกคำขอโทษของอิศยาพัดปลิวหายไปในอากาศ

ถ้าเขาได้อ่านแผ่นกระดาษพวกนี้ต่อหน้าอิศยา มั่นใจได้ว่าจะกระโดดกอด จูบให้หายคิดถึง...แต่รอก่อน อีกนิด ให้อิศยารับรู้ความรู้สึกของตัวเองให้มากๆ จนนับจากนี้จะดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหลุด

“นั่นพี่พลของย่านี่ แขนใส่เฝือกอยู่ข้างหนึ่งก็ยังจะมา ทุ่มทุนสร้างจริงๆ” ปัณณ์หันขวับไปมอง ตาเขียวปั๊ดกับการเห็นอิศยาพยุงคนเจ็บที่ตนต้องให้สิทธิ์พิเศษไปเฝ้าตลอดเวลาที่พลอยู่โรงพยาบาล ใครจะไปกล้าขัดเจตนารมณ์ ปัณณ์คนนี้เคยขัดที่ไหน

แต่งานนี้ขอหึงอยู่ตรงนี้ก่อน ยังไงเขาก็เชื่อใจที่รักมากกว่า...ถือเป็นบททดสอบความอดทนของคนขี้หึงอย่างเขาที่สุด

“น่าสงสาร” ปุณณ์พูดลอยลม มองหน้าพี่ชายร่วมสายเลือดหยิบแผ่นกระดาษสีเขียวขึ้นมาอ่าน แต่หน้าบูดบึ้งแบบขีดสุด “อดทนไปนะ เกมแห่งความอดทนเริ่มขึ้น”

“ถ้าแกหุบปาก และสนับสนุนฉันกับย่าแบบไม่กวนประสาท สัญญาว่าจะดูแลงานส่วนของแกหลังเรียนจบสักปีหนึ่ง”

“เตรียมรับพี่สะใภ้เข้าบ้านเร็วๆ นี้ได้เลย อย่าลืมที่พูดมาล่ะ” ปุณณ์หัวเราะอารมณ์ดี ถือว่าคุ้มค่าที่ที่ผ่านมาสนับสนุนคู่นี้อย่างเป็นทางการ ต่อจากนี้ก็คงเหลือปัญหาเดียวของคนคู่นี้ เขาต้องง้างปาก ยัดคำว่ารักเข้าปากของพี่ชายให้พูดออกมาให้ได้


“ขอบคุณมากนะคะพี่พล ขนาดแขนเจ็บยังมาช่วย คุณด้วยนะคุณองศา เรื่องการจัดการระบบร้าน เกี่ยวกับการเงิน คุณช่วยร้านของฉันได้เยอะเลย” พลยิ้มเอ็นดู ยกมือลูบศีรษะนุ่มของอิศยา เริ่มทำใจยอมรับกับสถานะพี่ชายที่อิศยาอยากให้เป็นสักที

การได้เห็นอิศยาเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง มีร้านเป็นของตัวเอง แสดงฝีมือออกมาต่อหน้าใครได้อย่างงดงาม การได้เห็นคนที่เรารัก และปรารถนาดีไปได้สวยในทางที่เลือก สำหรับพล เท่านี้ก็คง...พอแล้วล่ะ

อิศยากลั้นขำกับใบหน้าติดบึ้งขององศา สมัยก่อนเจ้าตัวจะออกฤทธิ์ออกเดชเวลาเธอเข้าใกล้ปัณณ์ได้แบบไม่ต้องเก็บอาการ แต่กับพล ความสัมพันธ์มันคนละอย่างกับตอนนั้น

“คุณองศาคะ ฉันฝากพี่พลด้วยนะคะ ต้องลำบากคุณไปรับเขามาด้วย” พลเหลือบมององศา ผู้หญิงที่หลายวันมานี้ทำตัวติดกับเขาโดยที่ไม่ก่อความวุ่นวายให้ปวดหัว ไม่รู้หรอกว่าจะตามติดกันทำไม แต่การมีองศาอยู่ใกล้ตัว คอยช่วยดูแลกันบ้างเวลาที่เขาเคลื่อนไหวตัวลำบาก แต่แบบนี้ก็อาจจะดี เขาจะได้วางใจว่าองศาไม่มีทางมาระรานอิศยาอีก

“พี่กลับก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาใหม่”

องศากระพริบตาข้างหนึ่ง พร้อมรอยยิ้มมุมปากแทนคำขอบคุณให้อิศยาเมื่อเดินตามร่างของพลไปขึ้นรถคันกะทัดรัดน่ารักสีเหลืองของเธอ
ดวงตาลึกโหลของคนอดหลับอดนอนมองไปทางร้านหนังสืออีกครั้ง นึกตลอดวันว่าปัณณ์จะรู้ถึงคำขอโทษของเธอ ยอมออกมาพบหน้ากัน แต่คงไม่ใช่วันนี้ ตัดสินใจปิดร้านที่ตกแต่งเสร็จ วันเปิดร้านคือวันพรุ่งนี้ วันเดียวกับการแข่งรอบสุดท้ายในการทำขนมของดีเอส


ฟ้ามืดสนิท มีแค่ดวงดาวส่องแสงจางๆ เพราะสู้แสงจากยอดเสาไฟฟ้าข้างทางไม่ได้ สภาพโดยรอบเงียบเชียบ ผู้คนเดินกลับเข้าที่พักกันหมด ปัณณ์เยี่ยมหน้าออกมาจากในร้านหนังสือ มองกุญแจที่นายช่างมอบไว้ให้ กุญแจร้านคุณตาคุณยาย ป้ายไม้แกะสลักงดงามเหนือร้าน แค่มองคนที่ทุ่มเทเพื่อร้านนี้มาไม่น้อยก็พลอยหายเหนื่อย

ในวันที่มีร่างของอิศยาคอยตามติดวอนขอให้เขาช่วย หวนคืนในความทรงจำ ผู้หญิงคนหนึ่งทุ่มเทขนาดปีนหลังคาเพื่อขอร้องเรื่องร้านในครั้งแรกที่พบกัน ตากแดดขายเครปหน้าร้านหนังสือแห่งนี้เพื่อพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริง หรือการแต่งตัวสวยออกไปกินข้าวมันไก่หน้าปากซอยกับผู้ชายเสื้อยืดกางเกงสีมอซอรองเท้าหูหนีบอย่างเขาด้วยเรื่องแบบของร้าน วันที่อิศยามาทะเลาะว่าด้วยเรื่องแบบร้าน หรือเขาที่หึงอิศยาเพราะเข้าใจว่าเธอไปขอความช่วยเหลือจากภีม...ในที่สุดความฝันของอิศยาก็เป็นจริงไปอย่างหนึ่งแล้ว

ปัณณ์ยิ้มจาง เปิดประตูที่เปิดออกได้อย่างที่คาดไว้ อิศยายังไม่ทันได้เปลี่ยนกุญแจ ภาพร้านมืดสนิท ยกเว้นรอบๆ ร้านที่ถูกออกแบบด้วยหลอดไฟดวงเล็กในตะเกียง แขวนไว้ทั่วร้านรอบนอก สว่างเป็นสีนวล แต่เสียงกระดิ่งที่กำลังดังล้อกับลมเล่นในตอนนี้ อิศยาคงนำมาเพิ่มในภายหลัง

บริเวณด้านในร้านมุมหนึ่ง เป็นกำแพงผืนใหญ่ตลอดแนวบันไดเพื่อขึ้นไปชั้นสองที่เขาเว้นไว้ให้อิศยาตกแต่งได้เอง แต่ดูเหมือนมันจะเสร็จไปแค่ครึ่งเดียว เป็นรูปง่ายๆ อย่างดอกไม้ ธรรมชาติ ตรงกลางยังเว้นไว้ ถังสี แปรงลงสี และถุงมือ ปัณณ์เดินเข้าไปใกล้ๆ เห็นกระดาษขนาดเอสี่แผ่นหนึ่งที่คงจะร่วงตอนเก็บอุปกรณ์จนคว่ำไปบนพื้นเขียนไว้ด้วยลายมือสวยที่ตนจำได้ว่าเป็นอิศยา ‘ให้พี่ปั้น’

รอยยิ้มยิ่งกว้างขึ้น มือลูบไปบนพื้นที่ว่างด้วยความรัก ที่ตรงนี้เป็นของเขา และมันจะเป็นของอิศยาเช่นกัน


“หาอะไร” สวเนตรมองน้องสาวที่เพิ่งตื่นมากลางดึกลุกขึ้นมาเหมือนละเมอลุกขึ้นมาในเงามืดตะคุ่ม เดินเตะขาโต๊ะจนร้องโอย

“โทรศัพท์ค่ะ เพิ่งนึกออกว่าต้องโทรหาร้านให้มาลงของ เบอร์อยู่ในเครื่องด้วย ย่าลืม”

“ลองโทรเข้าเครื่องตัวเองสิ อาจจะอยู่ในนี้ก็ได้” พรพิรุณมองสภาพหน้าโทรมๆ ที่ท่าทางกลับมาก็เอาเรื่องส่วนตัว เรื่องงานมาคิดจนไม่ได้หลับอีกตามเคย “หน้าเธอไม่ไหวแล้วรู้ไหม พรุ่งนี้ร้านก็เปิด” เปิดไฟในห้อง สวเนตรส่งโทรศัพท์ของตัวเองมาให้น้องที่มีใบหน้าคล้ายผีซอมบี้ตามหนังเข้าไปทุกที

อิศยากดเบอร์ตัวเอง หวังได้ยินเพลงโหมโรงของตัวเองจะดังขึ้น รอจนเกือบจะตัดสายวาง เสียงที่อิศยาจำได้ดีก็ทำให้หัวสมองที่ปวดตุบจากการอดหลับอดนอนเกือบจะหายไป “สวัสดีครับพี่สาว หนูย่าลืมโทรศัพท์ไว้ที่ร้านครับ”

โทรศัพท์ถูกส่งคืนให้สวเนตร อิศยาชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง โบกมือไปมาเป็นท่าทีว่าให้บอกว่าเธอไม่อยู่ ไม่รู้ รีบหันไปคว้าเสื้อแขนยาวที่แขวนไว้หน้าตู้มาสวมทับชุดนอนของตัวเอง วิ่งออกไปโดยไม่รอคำทักท้วงจากคนในห้องอีกสองคน

นาฬิกาบอกเวลาตีสาม แต่เขายังอยู่ที่ร้านของเธอใช่ไหม อิศยานึกโกรธที่เผลอลืมใส่รองเท้าลงมา นึกออกก็ตอนวิ่งลงมาบริเวณใต้ตึกข้างล่างแล้ว หัวใจเต้นรัว ลืมไปด้วยซ้ำว่าบริเวณด้านนอกน่ากลัวเพียงใดในเวลาดึกสงัดอย่างนี้

ออกมาถึงทางออก ร่างของอิศยาก็ถูกปิดปากแน่น ตั้งใจดิ้น เสียงดุปนหอบก็ทำให้ความกลัววูบหนึ่งหายไป “ดื้อ เคยเตือนแล้วใช่ไหมว่าดึกๆ ไม่ให้ออกมาคนเดียว”

ปัณณ์ลดมือลง เพราะสัมผัสอุ่นเป็นหยดน้ำโดนมือของเขาเข้า หมุนตัวคนขี้แย ไม่ทันเห็นหน้าร่างผอมก็โถมตัวมากอดไว้แน่น “ไม่เอาแล้วนะ...ไม่ห่างกันแล้ว ย่าขอโทษ ย่าจะไม่ปากไวอีก”

“มีอะไรค่อยพูดกันในร้านนะ” อิศยาไม่ใช่แค่พยักหน้ารับคำ แต่สอดมือ จับการวางมืออุ่นไว้ในอุ้งมือของเขาให้ปัณณ์ต้องกลั้นยิ้มต่อไป
รอให้ถึงร้านก่อน...โชคดีที่สวเนตรบอกให้เขารีบมาดูอิศยาทันทีที่เจ้าตัววิ่งออกมาจากในห้อง ลืมแม้กระทั่งรองเท้า ปัณณ์ช้อนร่างเบาหวิวขึ้นแนบอก ให้กลิ่นหอมอ่อนจากร่างนุ่มได้เพิ่มพลังหลังจากเขาเลือกใช้บททดสอบอันน่าเจ็บปวดกับอิศยา...ไม่ต้องทดสอบอะไรอีกแล้ว ไม่จำเป็นจริงๆ

“นึกว่าจะให้ขี่หลัง” คนถูกอุ้มสบายไม่ต้องเดินให้เท้าเจ็บพูด และยิ้มทั้งน้ำตา ความรู้สึกหนักๆ ตรงหัวใจเบาหวิว เพียงแค่ได้พบหน้าของปัณณ์

“พี่ปั้น”

“หืม”

“พี่ปั้น”

“เรียกแล้วก็ไม่พูด” ปัณณ์ก้มหน้าลงมาจมูกเกือบชิด ทีแรกคิดว่าอิศยาจดหดคอหนี ที่ไหนได้ พอหยุดระยะไว้ช่วงลมหายใจ รอยยิ้มพร่างพราวบนใบหน้าเนียนก็ใกล้เข้ามาจนจมูกสัมผัสกัน ไม่ทันที่ริมฝีปากจะแตะโดนด้วยซ้ำ เสียงหวานพึมพำคล้ายอยู่ในห้วงความฝัน

“ดีใจจัง ย่าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม...พี่ปั้น ย่ารักพี่ปั้นนะ” เสียงเบาในช่วงท้ายหยุดย่างก้าวที่เดินมั่นคงจวนจะถึงทางขึ้นของร้าน ใบหน้าหวานพริ้มเพรา ละมุน มีรอยยิ้มแต้มมุมปากอย่างเป็นสุข ในอ้อมกอดของคนที่เธอรัก

ร่างที่เบาจนคนอุ้มไม่ได้รับรู้ถึงน้ำหนัก หรือเพราะหัวใจที่กำลังโบยบินวางอิศยาลงบนกองหมอนผ้าห่ม ที่เขาย้ายมาวางในร้านของอิศยาชั่วคราวจากร้านหนังสือ ตั้งใจจะขนย้ายออกตอนรุ่งสาง ไม่ทันได้อวดโฉมภาพวาดสุดพิเศษที่เขาตั้งใจมอบให้ คนในภาพก็ชิงหลับไปเสียก่อน

อดนึกด่าตัวเองไม่ได้ คำสำคัญแบบนั้น เขาไม่กล้าพูดออกไป แต่อิศยาในยามหลับยังละเมอออกมาได้ “ขอเติมพลังหน่อยนะ” คนที่นั่งยองกับระดับพื้นเก้าอี้ยกพื้นที่มีกองหมอนยื่นหน้าไปใกล้ วางริมฝีปากของตนลงบนหน้าผากกลมกลึงอย่างทะนุถนอม ละเลียดซับคราบน้ำตาที่ยังไหลเป็นทางลงมาด้วยความนุ่มนวล กลัวคนพักผ่อนจะตื่นขึ้นมา ที่สุดท้ายทิ้งเวลาไว้นานสุด ริมฝีปากอิ่มนุ่มเหมือนเยลลี่ กับกลิ่นกายที่หอมเจือกลิ่นหวาน ปัณณ์คิดว่าเขาควรหยุดแค่นี้...ถอนใบหน้าออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ลูบผมนุ่มอย่างเบามือ

ตัวเองโดนคนหลับที่คล้ายเจ้าหญิงนิทรายิ้มเพราทดสอบความอดทนเข้าจนได้

ปัณณ์ระงับอาการเสียดาย ท่องเตือนว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ถึงของชิ้นนั้นจะหวานจนยั่วเขาได้ทุกวี่วัน “ฝันดีนะครับ เจ้าหญิงขนมหวานของผม ตื่นขึ้นมาผมมีของขวัญพิเศษมอบให้ อีกนิดจะเสร็จแล้ว ผม...” ปัณณ์หยุดคำพูดที่อยากบอก แต่เหมือนมีอะไรมาหยุดยั้งไว้ตลอดเวลา...เขาอยากจะบอกให้อิศยารู้ตอนตื่นนอน

“ฝันถึงผมคนเดียวนะ” หอมแก้มนุ่มตั้งใจจะผละไป อิศยาจอมขี้เซา ก็ยังละเมอออกมาจากจิตใต้สำนึก “พี่ปั้นรักย่าไหม”

“ยังไม่รู้อีกเหรอเจ้าหญิงขี้เซา” ปัณณ์ยอมแพ้คนขี้เซา ลดความท่ามากตัวเองลง กระซิบข้างๆ หู ให้คำของเขาลอยไปอยู่ในฝันของเธอด้วย

“รัก...รักมาก พี่ปั้นรักหนูย่านะ”

...............................................................................
กลัวคนอ่านจะหัวใจวาย เลยจัดหวานเบาหวานกำเริบไปเลยแล้วกัน ชื่อตอนอาจทำให้คิดว่าจบตอนก็ต้องแห้วอยู่แน่ๆ จากตัวเรื่อง ไม่น่าเกินสองตอนนะคะ น่าจะจบแล้ว ใจหายมากๆ
คุณ ร้อยวจี เหนื่อยกับคนคู่นี้มาก็นาน บทนี้คืนความหวานให้แล้วนะคะ ^^
คุณ Auuuu เดี๋ยวไปขอเจ้าปูนให้นะคะ บัตรพี่ปั้นเป็นของหนูย่า ฮา
คุณ wind บททดสอบความอดทนของปั้นได้ผลมากค่ะ
คุณ OhLaLa ตอนหน้าให้พี่ปั้นหึงส่งท้ายกันหน่อย เป็นผู้ชายที่น่ารัก เขียนเองหลงเอง ฮา
คุณ ariesleo หวานพอไหม มากระซิบบอกกันบ้างนะคะ
คุณ icewinter ย่าเขาคงไม่กล้าพูดแบบนั้นอีก ไม่งั้นต้องวิ่งออกมาง้อตอนดึกๆ ดื่นๆ อิอิ
คุณ นักอ่านเหนียวหนึบ เขียนไปเขียนมาเหมือนทุกคนเจ้าเล่ห์ รู้ทันกันหมด ยกเว้นพี่พลจริงๆ โดนองศาตะล่อมยันจบแน่นอน
เหลือตอนจบ กับตอนพิเศษของพี่พลองศา แล้วก็ตอนพิเศษของพี่ปั้นหนูย่านะคะ ขอบคุณทุกเมนท์ ไลค์ และทุกคนที่ติดตามกันมา พรุ่งนี้เวลาเดิมค่ะ





ปวรา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 9 ต.ค. 2556, 00:03:03 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 3 ก.พ. 2558, 22:12:51 น.

จำนวนการเข้าชม : 1349





<< ผู้หญิงปากไม่ตรงกับใจ   ทบทวนความทรงจำ (ตอนจบ) >>
ร้อยวจี 9 ต.ค. 2556, 00:29:15 น.
เอาอีก เอาอีก หวานมากค่ะ จนเวลาอ่่านต้องอ่านไปยิ้มไป ชอบมากๆ ค่ะ แต่มีแอบเศร้าช่วงแรก พอตอนท้ายหวานอย่างนี้ ชอบมาก


icewinter 9 ต.ค. 2556, 08:51:13 น.
ชอบมากกกกก. หวานสุดๆๆ ในที่สุดย่าก้อทนไม่ไหวค่ะ อิอิอิ


OhLaLa 9 ต.ค. 2556, 10:54:11 น.
อร๊ายยย จิกหมอน 555 ชอบความหวานค่ะ


ariesleo 9 ต.ค. 2556, 12:50:56 น.
ถูกใจสุดๆ เลยตอนนี้
ยังหวานได้อีกนะ^^


นักอ่านเหนียวหนึบ 9 ต.ค. 2556, 22:29:31 น.
คำเดียว "จิกหมอนจนขาด" แล้วจ้า
หวานแบบเกือบความดันขึ้น หวานแบบ หยุดอ่านไม่ได้
นี่มันยาเสพติดชัดๆ ชอบอะ ไรเตอร์ ชอบมากกกกกกกก
รักทุกคนในเรื่องเลยอะ ที่สำคัญรักไรเตอร์มว๊ากกก น่ารักอะ


ผักหวาน 18 พ.ย. 2556, 16:07:47 น.
น่ารักจัง อิอิ ละเมอได้อีกหนูย่า


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account