ชายาอนุบิส
ข้ารอคอยเพียงหนึ่งชายา ข้าปรารถนานางเพียงหนึ่งเดียว แม้จะต้องสูญสิ้นทุกอย่างก็ไม่เป็นไร !!

เทพอนุบิสจะทำเช่นไรเมื่อชะตากรรมของพระองค์ถูกกำหนดว่าที่พระชายาเอาไว้ให้แล้ว ชายาที่เป็นแค่เพียงเด็กสาวมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น

ม่านเมรีหรือไอมีอัต สตรีเพียงหนึ่งเดียวที่จะเป็นจ้าวหทัยของเทพแห่งความตายผู้นี้ตลอดกาล
Tags: แฟนตาซี,เทพเจ้า,อียิปต์,อ่อนหวาน,อบอุ่น

ตอน: ตอนที่ 2 กำเนิด (ว่าที่) ชายา

กำเนิด (ว่าที่) ชายา




3,500 ปีก่อนคริสตกาล

ระยะเวลาที่ดูเหมือนจะเนิ่นนานเกินไป ทำให้เทพบางองค์ทรงรู้สึกเบื่อหน่ายเช่นเดียวกัน...หลังจากเสร็จจากภารกิจที่ได้รับมอบหมายในแต่ล่ะวัน เทพแห่งความตายก็ทรงดำริขึ้นมาได้ว่า นานเท่าไหร่แล้วนะที่พระองค์มิได้ทรงเสด็จลงไปเยือนเบื้องล่าง
และในระหว่างที่ทรงกำลังถอนปัสสาสะอย่างเบื่อหน่าย จู่ๆก็มีพญาเหยี่ยวสีขาวปลอดตลอดทั้งร่างตัวหนึ่งบินโผทะยานเข้ามาภายในวิหารแห่งความตายของพระองค์

“ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรืออนุบิส” เทพโฮรัสตรัสถามหลังจากที่ทรงปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นแล้วเช่นเดียวกัน โอรสแห่งเทพโอซิริสผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งนักรบกำลังทอดสายพระเนตรมองเทพอนุบิสผู้เป็นดั่งเชษฐาและสหายรักด้วยสายพระเนตรเป็นคำถาม ในขณะที่เทพอานุบิสทรงประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองด้วยกริยาคล้ายเฉื่อยชาภายในมหาวิหารของพระองค์เอง ปรายสายพระเนตรหันมามองเทพโฮรัสอย่างเกียจคร้านพลางรับสั่งออกไป

“ข้ากำลังคิดว่าทุกสิ่งในตอนนี้มันช่างดูน่าเบื่อหน่าย ไม่มีสิ่งไหนเลยที่สามารถทำให้ข้ารู้สึกได้ว่าน่าสนใจ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่โฮรัส”

“แต่ข้าไม่เห็นเลยว่ามันจะน่าเบื่อหน่ายตรงไหน” เทพโฮรัสในร่างเทพนภากาศ ที่มีพระเศียรเป็นรูปพญาเหยี่ยว แต่ส่วนล่างจนถึงพระอังสาเป็นมนุษย์ว่าพลางแล้วเสด็จตรงไปประทับนั่งยังบัลลังก์ทองอีกอันที่ตั้งอยู่เคียงข้างกันแต่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ทวยเทพอยู่แล้วว่า บัลลังก์อันนี้เป็นของว่าที่ชายาในองค์เทพอนุบิสซึ่งโชคชะตาได้ลิขิตเอาไว้แล้ว

“ว่าแต่เจ้าอุตส่าห์มาเยือนข้าถึงวิหารแห่งนี้ มีเหตุอันใดหรือไม่” เทพอนุบิสอิงพระปฤษฎางค์กับบัลลังก์ทองด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ก่อนที่พระองค์จะผินพระพักตร์ไปทางผู้ที่เปรียบเสมือนอนุชากึ่งสหายรักที่กำลังนั่งกลั้นพระสรวลด้วยความขบขัน

“นางใกล้จะมีตัวตนแล้วนะอนุบิส” จู่ ๆ เทพโฮรัสก็กล่าวขึ้น ซ้ำยังทรงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาใด ๆ จากเทพอนุบิสผู้เป็นเชษฐากลับมาบ้าง

แต่ทว่าเหตุการณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ !

เทพแห่งความตายยังทรงมีสีพระพักตร์นิ่งขรึม ติดจะเย็นชาบึ้งตึงนิด ๆ เสียด้วยซ้ำ พระองค์ทรงทำราวกับว่าเรื่องที่เทพโฮรัสได้รับสั่งออกมานั้น เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่พระองค์มิใคร่อยากจะเอามาใส่พระทัย ร้อนถึงเทพโฮรัสอีกครั้งที่ทรงอดพระทัยไว้ไม่ไหว ตรัสถามกลับมาอีกครั้งด้วยความใคร่รู้เต็มเปี่ยม

“ท่าน...จะไม่ถามข้าซักคำหรือว่า...นางผู้นั้นคือใคร” ในเมื่อกระตุ้นความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของเทพอนุบิสไม่เป็นผล เทพโฮรัสก็ทรงเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่

“เจ้ากล่าวว่า...‘นาง’...เช่นนั้นหรือ”

รับสั่งกันมาตั้งนาน นี่เทพอนุบิสเพิ่งทรงทราบหรือว่าที่เทพโฮรัสกล่าวถึงนั่นน่ะ หมายถึงสตรีหาใช่บุรุษไม่ เทพแห่งนภากาศได้แต่กรอกพระเนตรไปมาอย่างจนพระทัย ระอากับผู้ที่ทรงเคารพบูชาประดุจเชษฐาแท้ ๆ ผู้นี้ยิ่งนัก

“ก็นางผู้ที่เทพีไอซิสมารดาของข้า ทั้งทรงขอร้องและอ้อนวอนต่อเทพธอธเพื่อให้ท่านทำนายให้อย่างไรเล่า...นางผู้มีบุญญาธิการสูงส่ง ได้เป็นถึงชายายอดดวงหทัยของเทพอนุบิสพระองค์นี้” ว่าพลางชี้ดัชนีเข้าไปที่แผ่นะอุระของเทพอานุบิสถึงสองครั้ง เผื่อว่าบางทีมันจะสามารถตอกเข้าไปในพระหทัยของพระเชษฐาได้บ้าง พลางเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในวิหารแห่งธอธเมื่อหลายชั่วยามก่อนให้พระองค์ฟัง

เริ่มตั้งแต่ตอนที่เทพีไอซีสมารดาของพระองค์ และเทวีเนฟทีสมารดาของเทพอนุบิสเสด็จไปเยือนวิหารแห่งธอธที่ตั้งอยู่สุดขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกด้วยตัวของพระนางเอง เพื่อให้เทพธอธช่วยเสี่ยงทายถึงคู่ครองของเทพอนุบิส ผู้ที่กระทั่งมีชันษาไม่ต่ำกว่า 3,500 ปีแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววเลยว่าจะทรงมีพระชายาคู่พระทัยเสียที

เทวีทั้งสองต่างคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าพระชายาของเทพอนุบิสจะต้องเป็นเทพีองค์ใดองค์หนึ่งที่ชาวอียิปต์ให้ความเคารพนับถือเป็นแน่แท้ แต่ผู้ใดจะคิดเล่าว่าทันทีที่เทพแห่งกาลเวลาพระองค์นั้นเปิดตำราแห่งธอธขึ้นมาทำนายกลับกลายเป็นว่า ว่าที่พระชายาของเทพอนุบิสเป็นแค่เพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น หนำซ้ำยังไม่ได้สืบเชื้อสายทางเทพหรือแม้แต่กระทั่งทางกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอียิปต์เลยซักนิด

“ว่าอย่างไรเล่า ท่านจะไม่เสด็จลงไปทอดพระเนตรนางดูเสียหน่อยหรืออนุบิส” เทพโฮรัสลองกระตุ้นความรู้สึกนึกคิดของเทพอนุบิสอีกครั้ง ข้างฝั่งเทพอนุบิสเองเมื่อทรงได้สดับฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น พระองค์ก็ทรงมีรับสั่งออกมาว่า

“ก็ดีเหมือนกัน...ข้าเองก็เบื่อหน่ายที่จะอยู่เฉย ๆ มานาน บางทีการได้เล่นกับนางอาจนำมาซึ่งความเพลิดเพลินก็เป็นได้” ทันทีที่รับสั่งจบ พระองค์ก็ทรงร่ายมนตราจำแลงวรกายเป็นลูกสุนัขจิ้งจอกสีดำ ตัวเล็ก อ้วนท้วนสมบูรณ์ ที่ดูแล้วเหมือนจะน่ารักมากกว่าน่ากลัวตามลักษณะเดิมของพระองค์ ก่อนที่จะท่องมนตราบางอย่างเพื่อหายตัวไปจากวิหารอนุบิสทันที

หนำซ้ำยังทรงทิ้งให้เทพโฮรัสที่มักจะทรงกล่าวอยู่เสมอว่ารักนักรักหนาไว้อยู่เฝ้าวิหารอนุบิสแทนพระองค์เพียงลำพังอีกด้วย !

“เดี๋ยวก่อนอนุบิส ท่านจะทิ้งข้าไว้เช่นนี้ไม่ได้นะ” เทพโฮรัสพยายามรั้งตัวเทพอนุบิสเอาไว้แต่ก็ไม่เป็นผล ที่พอจะทรงทำได้ก็มีแค่เพียง
ส่ายพระเศียรรูปพญาเหยี่ยวไปมาก็เท่านั้น

จะว่าไปแล้วคำว่า ‘เล่นกับนาง’ ของเทพอนุบิสนี่มันยากจะคาดเดาได้ว่าสุดท้ายแล้วนั้นมันจะลงเอยแบบใด น่าสงสารก็แต่นางผู้นั้นล่ะ ไม่รู้ว่าชะตากรรมเล่นตลกหรืออย่างไร จึงได้ลิขิตให้นางต้องกลายมาเป็นชายาในองค์เทพผู้เย็นชา ไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายพระเนตรพระองค์นี้

เทพโฮรัสถอนปัสสาสะออกมาอย่างกังวล นึกเห็นใจสตรีนางนั้นยิ่งนัก ก่อนที่พระองค์จะทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกของวิหารอนุบิส แล้วจำแลงวรกายเป็นพญาเหยี่ยวเต็มองค์โผทยานออกไป




กรุงเทพมหานคร พุทธศักราช 2534...

ภายในโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง มีสตรีที่ครรภ์แก่ใกล้ถึงกำหนดคลอดกำลังร้องครวญครางอย่างทรมาน เนื่องจากบุตรของตนที่แม้จะเลยช่วงกำหนดคลอดมานานแล้ว แต่ทว่าไม่มีวี่แววเลยว่าจะลืมตาขึ้นมาดูโลกเสียที

“ถ้ายังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กก็ได้” แพทย์ที่ทำคลอดมีสีหน้าลำบากใจ ทั้งที่ตนก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก

“คลอดออกมาเสียทีหนูน้อย ไม่อย่างนั้นล่ะก็หมอคงจะรั้งชีวิตของหนูเอาไว้ไม่ได้” ว่าแล้วก็สั่งให้ผู้ช่วยของตนพยายามรีดท้องของผู้เป็นแม่อีกครั้งเพื่อให้เด็กโผล่หัวออกมา แต่ทว่ากลับไม่เป็นไปตามที่ใจคิดนัก

“ฉะ...ฉัน...ไม่ไหวแล้วล่ะ...คะ....คุณหมอ” เมรีรัตน์ที่เจ็บปวดแทบขาดใจจนใบหน้าซีดเซียวกล่าวออกมาอย่างกระท่อนกระแท่น นางเจ็บมากซะจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

“ใจเย็น ๆ นะครับคุณแม่ อดทนเข้าไว้ เด็กใกล้จะคลอดออกมาแล้วล่ะ คุณแม่ไม่อยากเห็นหน้าลูกหรอกหรือครับ” หมอประจำห้องคลอดกล่าวให้กำลังใจเพื่อให้เมรีรัตน์มีแรงฮึดสู้ ถึงแม้จะดูเหมือนว่ากำลังหมดหวังก็ตามที

“ตะ...แต่ฉันเห็นพี่เนมตีกำลังส่งยิ้มและยื่นมือมาให้” คำพูดของนางทำให้คุณหมอมีสีหน้าลำบากใจ เม็ดเหงื่อที่หยุดไหลไปแล้วกำลังผุดพรายขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าสามีของนางซึ่งเป็นถึงท่านชีคกองคาราวานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอียิปต์นามว่าเนมตีผู้นั้นได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อห้าเดือนก่อนด้วยโรคปัจจุบันทันด่วน ทิ้งให้ภรรยาสาวที่กำลังมีครรภ์อ่อน ๆ อย่างเมรีรัตน์ต้องกลายเป็นสตรีหม้ายอย่างกะทันหัน นางเศร้าโศกเสียใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายเดือนสงผลให้ครรภ์ของนางไม่สมบูรณ์นัก

คุณหมอปรายตามองครรภ์ของนางก่อนที่จะสั่งให้ผู้ช่วยลงมือรีดท้องอีกครั้ง เขาสั่งให้ทำเช่นนั้นอีกสองสามทีก่อนที่ส่วนหัวของเด็กกำลังจะโผล่พ้นช่องคลอดออกมา

“ใกล้จะคลอดออกมาแล้วล่ะ อดทนไว้นะครับคุณแม่” คุณหมอกล่าวออกมาด้วยความดีใจ พลางให้กำลังใจเมรีรัตน์ไปพร้อม ๆ กัน แล้วส่งสัญญาณให้นางเบ่งคลอดเป็นครั้งสุดท้าย

“กรี๊ดดด....” เสียงกรีดร้องยาวนานปานว่าจะขาดใจดังเล็ดลอดออกมาจากในห้องคลอด ทำให้เฮกาซึ่งเป็นสาวใช้เชื้อสายอียิปต์ที่รออยู่นอกห้องคลอดผุดลุกขึ้นยืนด้วยความกระวนกระวาย จนกระทั่งมีเสียงเด็กร้องจ้าออกมา

“ท่านเมรีรัตน์คลอดแล้ว” เฮกาอุทานออกมาด้วยภาษาอียิปต์ด้วยความดีใจ นางเป็นคนรับใช้ที่ติดตามท่านชีคเนมตีมาจากอียิปต์เมื่อครั้งที่ทั้งสองท่านเพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ๆ แล้วย้ายมาอยู่ประเทศไทย

และในขณะที่ทุกคนในห้องคลอดกำลังวุ่นวายกับทารกน้อยที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกกันอยู่นั้น เทพอนุบิสซึ่งจำแลงองค์ลงมาในร่างของลูกสุนัขจิ้งจอกสีดำสนิท หรือที่ชาวอียิปต์ขนาดนามลักษณะเช่นนี้ของพระองค์ว่า ‘แซ็บ’ กำลังย่ำพระบาทสี่เท้าอย่างมั่นคงตรงไปยังห้องทำคลอดห้องหนึ่งด้วยกายที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น

“เหมือนมีกลิ่นอายของความตาย” ทันทีที่พระองค์ทรงก้าวผ่านบริเวณห้องคลอดของเมรีรัตน์นั้น เทพอนุบิสก็สัมผัสได้ถึงกรุ่นกลิ่นของความตายได้เด่นชัด

เทพแห่งความตายที่มีผู้คนเคารพนับถือมากมายมีหรือจะมีสัมผัสที่ผิดพลาด คงไม่แม่ก็เด็กที่เพิ่งจะคลอดนั่นล่ะ เห็นทีจะมีชีวิตอยู่รอดแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น !

ลูกสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยสีดำอาศัยช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นดีใจกับการให้กำเนิดชีวิตใหม่วิ่งเข้าไปในห้องคลอดของเมรีรัตน์ทันที เพิ่งจะเสร็จจากภารกิจชั่งหัวใจของดวงวิญญาณมาหมาด ๆ ดูเหมือนว่าการเสด็จลงมาเยือนต่างแคว้นต่างเมืองของพระองค์ในเพลานี้ คงจะต้องรับหน้าที่นำดวงวิญญาณไปสู่โลกแห่งวิญญาณใหม่เสียแล้วกระมัง


ภายในห้องคลอด...

“คุณแม่ได้ลูกสาวนะครับ” แพทย์ทำคลอดอุ้มทารกน้อยน้อยส่งให้กับผู้เป็นมารดา หลังจากให้นางพยาบาลนางหนึ่งซึ่งเป็นผู้ช่วยทำคลอดได้นำทารกไปชำระกายมาให้เรียบร้อยแล้ว

“ลูกสาวของฉัน” เมรีรัตน์ที่นอนอยู่บนเตียงรับทารกน้อยในห้อผ้าเข้ามาไว้ในอ้อมกอด นางก้มลงมาทารกตัวเล็ก ๆ ที่ยังคงหลับตาพริ้ม แก้มย่นนิด ๆ ตัวแดง ๆ ด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก

“ผมจะออกไปแจ้งข่าวให้ญาติที่ด้านนอกทราบ ส่วนคุณแม่ก็นอนพักผ่อนเสียหน่อยเถิดนะครับ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งคงจะได้พบกับญาติที่ห้องพิเศษที่ทางโรงพยาบาลได้จัดเตรียมเอาไว้ให้” คุณหมอกล่าวกับเมรีรัตน์ก่อนที่เขาจะก้าวออกจากห้องคลอดไป



ห้องพิเศษภายในโรงพยาบาล

“เอ๊ะ! นั่นลูกสุนัขจิ้งจอกที่ไหนกันถึงเข้ามาอยู่ในนี้ได้ แล้วมันเข้ามาทางไหน” เฮกาที่กำลังจะอุ้มทารกน้อยออกมาจากอกผู้เป็นมารดาเพื่อให้นางได้พักผ่อนร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือด เนื่องจากนางเป็นชาวอียิปต์จึงพอจะคาดการถึงลางร้ายที่กำลังจะปรากฏตรงหน้าได้ตามความเชื่อของเผ่าพันธุ์ตนที่ว่า หากพบเห็นสุนัขจิ้งจอกสีดำในบริเวณที่มีทารกถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ล่ะก็ อย่างน้อยต้องมีคนหนึ่งล่ะที่จะต้องจบชีวิตลง !!

เฮกากอดกระชับทารกหญิงในอ้อมกอดเอาไว้อย่างหวงแหน และในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากไล่ให้ลูกสุนัขจิ้งจอกนัยน์ตากลมสีทองแวววาวตัวนี้ให้ออกไปอีกครั้งกลับพบว่า สายตาของมันทั้งแข็งกร้าว ดุดัน และมีอำนาจบางอย่างกำลังทำให้นางไม่สามารถเอ่ยคำพูดใดออกมาได้

“วาระสุดท้ายของนางได้มาเยือนแล้ว เจ้าเองก็อย่าได้ฝืนชะตากรรมนั่นอีกเลย” จู่ ๆ เฮกาก็รู้สึกเหมือนกับว่านางได้ยินเสียงลูกสุนัขจิ้งจอกตรงหน้าเอ่ยขึ้นมาภายในจิตใจ

และในระหว่างที่สาวใช้กำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น พลันหางตาของนางก็เหลือบไปเห็นบนเตียงนอนของชายาท่านชีคกำลังเปียกชุ่มไปด้วยเลือด !

“แย่แล้วล่ะ! คุณหมอคะ ท่านเมรีรัตน์กำลังตกเลือด !!” เฮการีบวิ่งออกจากห้องพิเศษเพื่อไปขอความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนว่ามีบางอย่างสะกดประตูเอาไว้ทำให้นางไม่สามารถเปิดออกไปได้ เธอจึงได้แต่ยืนร้องขอความช่วยเหลืออยู่ข้างใน แต่ทว่าไม่มีใครได้ยินเสียงนั้น

“นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ !” เฮกายืนกอดกระชับทารกน้อยในห่อผ้าเอาไว้อย่างหวงแหงน พลางหันกลับไปจ้องมองลูกสุนัขจิ้งจอกสีดำตัวนั้นอีกครั้งด้วยความหวาดระแวง

ข้างฝั่งเทพอนุบิส พระองค์ก็มิอาจทนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เทพแห่งความตายร่ายบทสวดโบราณก่อนที่จะเผยให้เห็นเป็นร่างเทพที่มีเศียรเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกสีดำสนิทออกมาต่อหน้าต่อตาเฮกา แล้วรับสั่งกับนางตรงหน้าที่กำลังตกตะลึงจนเข่าอ่อน ทรุดลงหมอบกราบพระองค์อยู่กับพื้นด้วยสุรเสียงมั่นคงดุจหินผา

“วาระสุดท้ายของนางได้มาเยือนแล้วล่ะ เจ้าก็อย่าเสียเวลาร้องเรียกให้ผู้ใดมาช่วยรั้งนางเอาไว้” รับสั่งเสร็จ พระองค์ก็สาวพระบาทอย่างมั่นคงผ่านหน้าเฮกาและทารกน้อยไป พระบาทคู่นั้นกำลังมุ่งตรงไปยังร่างของเมรีรัตน์ที่กำลังอ่อนแรงเต็มที

อดีตชายาชีคผู้มีรูปโฉมงดงาม ที่ครั้งหนึ่งนางเคยได้คร่ำครวญต่อขานว่ากล่าวพระองค์ถึงดินแดนอียิปต์ภายในวิหารอนุบิสเอาไว้ว่า เทพอนุบิสผู้นี้ช่างพระทัยร้ายนักจึงได้พรากชายผู้เป็นที่รักไปจากนาง มาบัดนี้พระองค์ได้ทรงมาประทับยืนต่อหน้านางอีกครั้ง

เหมือนกับครั้งแรกเมื่อเก้าเดือนก่อนในขณะที่นางเริ่มจะมีครรภ์ไม่มีผิด !

ไม่แตกต่างกันเลยสักนิดกับครั้งที่สองเมื่อห้าเดือนที่ผ่านมา ภายในห้องนอนส่วนตัวของนางเพื่อแจ้งข่าวว่า ท่านพี่เนมตีสามีของนางได้เดินทางไปยังโลกวิญญาณใหม่แล้วเช่นกัน !!

กองคาราวานและครอบครัวของท่านชีคเนมตีเป็นกองคาราวารที่สามารถติดต่อสื่อสารกับเทพอียิปต์โบราณได้ตามเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมที่กระทำสืบต่อกันมา โดยที่ไม่มีผู้ใดทราบความลับนี้นอกจากคนในเท่านั้น

“ครานี้เป็นทีของหม่อมฉันเช่นนั้นหรือเพคะ” เมรีรัตน์เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เนื่องจากในช่องคลอดของนางยังมีเลือดไหลออกมาไม่ขาดสาย แต่ก็ปราศจากความหวาดกลัวในพระองค์

“มันเป็นเช่นนั้น” เทพอนุบิสมีรับสั่งออกมาอย่างไม่ลังเล ก่อนที่จะทรงผินพระพักตร์ไปทางเฮกาที่ยังคงหมอบคลานอุ้มทารกน้อยอยู่

“แต่วาสนาของนาง...ยังมีอยู่ ใช่หรือไม่เพคะ” คนใกล้ตายกลั้นใจเอ่ยถามถึงชะตากรรมของบุตรสาวอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่า เด็กคนนี้จะปลอดภัย และสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปจริงๆ

“นางไม่เป็นอะไรหรอก !” เทพอนุบิสแค่นรับสั่งออกมา ติดจะขัดพระทัยนิดๆ แต่เมรีรัตน์ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด

“หม่อมฉันจะได้ไปพบพวกเขาแล้วใช่หรือไม่เพคะ ท่านพี่เนมตี ... อิมเซติ...” ชื่อของบุรุษอีกคนหนึ่งที่ท่านเมรีรัตน์กล่าวออกมาทำให้เฮกาเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ !

อิมเซติ...ชายผู้นั้น...เป็นไปไม่ได้ !!

เฮกามีสีหน้าซีดเซียวขึ้นมาทันที จนเผลอกระชับทารกหญิงในอ้อมแขนเสียแน่นจนทารกน้อยมิอาจทนไหว นางแผดเสียงร้องแอ้ ๆ ออกมาทันทีด้วยความตกใจ

“เจ้าจะได้พบกับพวกเขาหรือไม่ มิใช่ข้าจะตอบเจ้าได้ในทันที คงต้องรอดูกันว่าหัวใจของเจ้ากับขนนกของข้าสิ่งใดจะเบากว่ากันกันแน่ !” เทพอนุบิสรับสั่งอีกครั้งด้วยสีพระพักตร์นิ่งขรึม

“หม่อมฉันอยากเห็นหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย ได้หรือไม่เพคะ” เมรีรัตน์เอ่ยขึ้นมาในขณะที่กำลังอ่อนแรงเต็มที ข้างฝั่งเฮกาเมื่อได้ยินดังนั้น จึงรีบเดินเข้ามาพลางคุกเข่าลงแล้วยื่นเด็กออกไปข้างหน้า รอให้เทพอนุบิสเทพแห่งความตายผู้นั้นรับทารกหญิงคนนี้เอาไป

“นางช่างน่ารักน่าเอ็นดู แต่ในขณะเดียวกันก็อาภัพยิ่งนัก และดูเหมือนว่านางจะมีบางอย่างผูกพันกับพระองค์ใช่หรือไม่เพคะ” เมรีรัตน์แหงนหน้าขึ้นมามองบุตรสาวของนางในอ้อมพาหาของเทพอนุบิสพลางเอ่ยถาม ด้วยเพราะว่านางคิดเสมอว่าตั้งแต่ตั้งครรภ์เด็กคนนี้ เด็กในครรภ์ของนางจะต้องมีบางอย่างเกี่ยวพันกับเทพแห่งความตายพระองค์นี้เป็นแน่แท้

ไม่เช่นนั้นเทพผู้ซึ่งไม่เคยเห็นผู้ใดในสายพระเนตรพระองค์นี้ จะคอยวนเวียนอยู่ใกล้ชิดนาง เพื่อคอยคุ้มครองครรภ์น้อยๆ จนกระทั่งเด็กคนนี้ได้มีโอกาสลืมตาขึ้นมาสู่โลกภายนอกทำไมกัน

ทารกน้อยที่เพิ่งจะคลอดได้ไม่นาน บัดนี้นางได้ลืมตาขึ้นมาเป็นครั้งแรก แต่ทว่าสิ่งแรกที่สะท้อนในม่านตาของนางหาใช่ภาพของผู้เป็นมารดาไม่

“แอ้ ๆ ๆ...” เด็กน้อยยื่นมือออกมาปะป่ายไปบนพระพักตร์รูปเศียรสุนัขจิ้งจอกของเทพอนุบิสด้วยความสนุกสนาน ไม่ได้ปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัวแต่อย่างใด

“หม่อมฉันขอตั้งชื่อนางว่า ‘ม่านเมรี’ นะเพคะ” เมรีรัตน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นอีกครั้ง นางกำลังใกล้หมดลมหายใจเต็มที ใบหน้ายามนี้เขียวคล้ำ จนออกม่วง

“ชื่อต่างภาษาเยี่ยงนั้นหรือ” เทพอนุบิสรับสั่งออกมาอย่างมิใคร่พอพระทัยนัก

“เอาเป็นว่าข้าอนุญาตให้นางใช้ชื่อ ‘ไอมีอัต’ ซึ่งเป็นอีกนามของเรา ให้นางใช้ยามที่นางต้องกลับไปอยู่กับเผ่าพันธุ์ก็แล้วกัน ถือว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าจะทำให้เจ้าได้ ไปกันเถอะ เจ้าอยากเจอเนมตีและอิมเซติมิใช่หรือ” เทพอนุบิสส่งทารกน้อยคืนให้แก่เฮกาอีกครั้ง ก่อนที่พระองค์จะทรงใช้ ‘กริช’ ซึ่งอาวุธประจำพระองค์คร่าดวงวิญญาณของเมรีรัตน์ไปทันที แล้วจำแลงกายหายไป !

สตรีต่างเผ่าพันธุ์นางนี้ถือเป็นกรณีพิเศษที่นางจะต้องเข้าสู่โลกหลังความตายในดินแดนของพระองค์หาใช่ความเชื่อตามเผ่าพันธุ์ของนาง
เฮกาหมอบกราบเพื่อส่งเสด็จเทพแห่งความตายและดวงวิญญาณของเมรีรัตน์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยน้ำตานองหน้า บัดนี้นางรู้แล้วชัดแล้วว่า ชายาเมรีรันต์สิ้นชีวิตลงแล้ว

สงสารก็แต่ม่านเมรีก็เท่านั้นที่ต้องกำพร้าตั้งแต่พอลืมตาได้ !

“เอ๊ะ ! นี่สิ่งใดกัน” สาวใช้ผู้ภักดีวางร่างทารกลงแล้วจึงก้มลงมองบนลำคอของเด็กสาว เห็นสายสร้อยทองคำขนาดพอดีกับเจ้าตัว คล้องกริชทองประดับอัญมณีสีนิลทั้งเล่ม ดูแพรวพราวน่าเกรงขาม !!
เฮกาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ สร้อยเส้นนี้มาอยู่บนลำคอของม่านเมรีตอนไหน ทำไมนางไม่รู้
และดูเหมือนว่าดวงชะตาของทารกน้อยผู้นี้ คงจะมิใช่ธรรมดาอีกต่อไป !!!



รรรรรรณ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 13 พ.ย. 2556, 18:18:10 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 13 พ.ย. 2556, 18:21:02 น.

จำนวนการเข้าชม : 856





<< ตอนที่ 1 บทนำ   ตอนที่ 3 ดรุณีน้อยในวัยเยาว์ (1) >>
ร้อยวจี 13 พ.ย. 2556, 19:45:53 น.
น่าสนุก น่าติดตามค่ะ


รรรรรรณ์ 14 พ.ย. 2556, 18:50:05 น.
@ K. ร้อยวจี ขอบคุณมากนะคะที่ติดตาม


Zephyr 14 พ.ย. 2556, 19:54:53 น.
อืม ปกติ ไม่ค่อยมีใครเขียนถึงเทพอนูบิสเลย
มันจะฟาโรห์ตัวแทนโฮรัสตลอด
แหวกแนวดี


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account