ภูหมอกผาดาว (e-book)
ฉบับปรับปรุง (ชื่อเดิม โปรเจลับภูลับแล)

เรื่องราวของนักเขียนสารคดีสาวจอมเฮี้ยว กับคนนำทางหนุ่มเชื้อสายอินเดียนแดง
เพราะโปรเจคลับที่ได้รับมอบหมาย ทำให้ข้าวหวาน ต้องเดินทางมุ่งหน้าสู่ภูลับแล และเขาก็คือคนนำทางของเธอ

-------------------------

...เมื่อไม่นานมานี้ข้าวหวานเคยถามกับชีวิตว่า..จะมีใครสักคนไหมที่เกิดมา
เพื่อรักเธอ ถึงเวลานี้เธอมองเห็นคนๆ นั้นอยู่ตรงหน้าแล้ว อาจจะยังไม่ข้ามขั้นไปถึงเรื่องของความรัก แต่ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่มีความหมายสำหรับเธอและเขาเป็นอย่างมาก

Tags: รักโรแมนติก ผจญภัย ลึกลับ

ตอน: บทที่ 1 โปรเจคลับ

บทที่ 1 โปรเจคลับ


“ตามข้อมูลของนักสำรวจกลุ่มหนึ่งที่บังเอิญถ่ายภาพบริเวณป่าภูหมอกไว้ได้ เป็นภาพจากมุมสูงมองเห็นทิวเขาสูงๆ ต่ำๆ ทอดตัวยาวสงบนิ่งอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ยามบ่าย ทุ่งหญ้าเขียวปกคลุมบนเนินยอดเขา...แนวลำธารสายเล็ก คดเคี้ยวไหลตัดผ่าน..ด้านหนึ่งเป็นชะง่อนผาชะโงกเงื้อมทะมึนดุจกำแพงแห่งความลึกลับในป่าทึบ
จากในภาพถ้าเราจะสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีจุดเล็กๆ กระจายอยู่บนพื้นที่ราบกว้างต่ำลงมาจากชะง่อนหินล้อมรอบด้วยแนวป่า จุดเล็กที่มองเห็นนั่นน่าจะเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง
“หมู่บ้านหมาป่า” แห่งป่าภูหมอก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ภูลับแล” เริ่มเป็นที่สนใจของนักวิชาการและเหล่านักสำรวจบางกลุ่มเมื่อไม่นานมานี่เอง ที่ตั้งของหมู่บ้านซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในป่าบนเทือกเขาใหญ่ อันมีอาณาเขตติดต่อกันถึงสามจังหวัดทางภาคเหนือ แม้ว่าประวัติความเป็นมาของชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้จะยังไม่เป็นที่ปรากฏชัดเจนนัก แต่พอจะสรุปคร่าวๆ ได้จากหลักฐานอ้างอิงต่างๆ ที่มีผู้คนค้นพบได้ว่า น่าจะเป็นชนพื้นเมืองลึกลับที่สืบเชื้อสายมาจากอินเดียนแดงโบราณ แต่จะเป็นชนเผ่าใดยังไม่มีหลักฐานระบุให้แน่ชัดลงไปได้
เชื้อสายอินเดียนแดงในเมืองไทย..?
เป็นไปได้หรือ..?
เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงเหตุผลว่า ทำไมชนเผ่ากลุ่มนี้ถึงได้ละจากถิ่นฐานบ้านเกิด ระหกระเหินรอนแรมเป็นระยะทางไกล มุ่งหน้าข้ามทะเลทรายผ่านประเทศต่างๆ จนมาถึงหุบเขาในเขตประเทศไทยในที่สุด
จากคำบอกเล่าของคณะนักสำรวจ..ได้พูดถึงเหตุการณ์ครั้งที่พวกเขาเดินทางข้ามเทือกเขาแล้วเกิดพลัดหลงเข้าไปในเขตของป่าภูหมอกโดยบังเอิญ ในป่ารกชัฏเต็มไปด้วยสุนัขป่าขนาดใหญ่มีขนสีเทา ซึ่งปกติแล้วสุนัขป่าพันธุ์นี้จะพบได้น้อยมากในป่าประเทศไทย จากการสันนิษฐานของนักสำรวจ คาดว่าสุนัขป่าพวกนี้น่าจะเดินทางมาพร้อมกับชนเผ่าพื้นเมือง เริ่มแรกอาจจะมีเพียงแค่ไม่กี่ตัว ต่อมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นเจ้าถิ่นกระจายอยู่ทั่วป่าอย่างน่าอัศจรรย์
นักสำรวจยังเล่าต่อไปอีกว่าคนของพวกเขาบางคนได้รับบาดเจ็บจากการถูกสุนัขป่าไล่ล่า โชคดีที่พบกับพรานพื้นเมืองคนหนึ่งช่วยขับไล่หมาป่าไปได้ และพาคนเจ็บไปรักษาตัวยังหมู่บ้านพรานป่านอกเขตป่าภูหมอก วันรุ่งขึ้นพรานคนเดิมได้พานักสำรวจไปส่งจนถึงแนวป่าที่ปลอดภัย เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้พวกเขาได้รับรู้เรื่องราวบางอย่างของชนเผ่าลึกลับ
จากปากคำของพรานเล่าว่าตนเคยหลงเข้าไปในเขตของหมู่บ้านหมาป่า ชนกลุ่มน้อยตกสำรวจพวกนี้ไม่ใช่คนป่าไม่มีวัฒนธรรม แต่กลับมีการพัฒนาปลูกบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า เหตุผลรองรับในข้อนี้จะเห็นจากภาพมุมสูงของบ้านเรือนความเป็นอยู่ในภาพประกอบที่สอง
ส่วนภาพที่สาม..นักสำรวจอีกคนได้เล่าเพิ่มเติมว่า หลังจากเหตุการณ์หลงป่า เขากับเพื่อนสองคนได้กลับไปยังแถบป่าภูหมอกอีกครั้ง โดยใช้เฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่หลายรอบ สามารถจับภาพบริเวณหุบผาไว้ได้อีกหลายภาพ เป็นที่น่าเสียดายว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยหมอกทำให้รูปออกมาไม่ชัดเจนเท่าที่ควร แต่นับว่ายังโชคที่เป็นช่วงกลางวันแดดจัดบางรูปบางมุมจึงพอจะเห็นได้ค่อน ข้างชัด…”
นิ้วเรียวซึ่งทำหน้าที่พิมพ์ตัวอักษรลงบนคีย์บอร์ดกดปุ่มเอ็นเตอร์เพื่อขึ้นย่อหน้าใหม่ แล้วกลับนั่งมองจอคอมพิวเตอร์เฉยอยู่ไม่พิมพ์ข้อความต่อ ข้าวหวานกำลังพิมพ์บทนำของโปรเจคสารคดีท่องเที่ยวสำรวจโลกในชุด “สายลมแห่ง หมาป่า” ความหนักใจจนเกือบจะเป็นท้อทำให้เธอไม่สามารถทำงานต่อได้อีก
ข้าวหวาน แรมรัตนา เป็นนักเขียนบทความสารคดีของนิตยสารทริปทัวร์ทั่วหล้า นิตยสารการท่องเที่ยวที่เน้นในเชิงวัฒนธรรมเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนท้องถิ่น รวมไปถึงชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ การที่เธอต้องมานั่งกลุ้มนั่งท้ออยู่ตอนนี้ก็เพราะบรรณาธิการนันทนาได้โยนงานมหาโหดชิ้นนี้มาให้เธอรับผิดชอบร่วมกับทีมของผาติ ต้องลุยขึ้นเหนือเข้าป่าลึก ตามเจาะข้อมูลวิถีชีวิตชนกลุ่มน้อยเผ่าพลัดถิ่นที่หมู่บ้านหมาป่าบน ภูหมอกกลับมาเขียนบทความให้ได้
เรื่องของเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนันทนาเห็นข้าวหวานทำงานเก่งหรือมีประสิทธิภาพสูง จนถึงกับไว้วางใจมอบหมายให้เธอรับผิดชอบงานยากมหาหินที่ไม่มีนักเขียนคนไหนในกองอยากรับ ความจริงประสบการณ์การทำงานของข้าวหวานยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับพี่ๆ นักเขียนนักข่าวด้วยซ้ำ แต่จู่ๆ กลับเจอแจ็คพอทงานช้างเข้าเต็มเปาเพราะมีสาเหตุ
ในฝ่ายสารคดีท่องเที่ยวในประเทศ ข้าวหวานมีหัวหน้าสองคน คนหนึ่งเป็นบรรณาธิการใหญ่ชื่อสกล ประธานสรร อีกคนคือ บก.นันทนา นามสกุลเดียวกันกับบก.สกล นันทนาไม่พอใจที่สามีเสนอตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการให้กับนักเขียนด้อยประสบการณ์อย่างเธอ
ถ้านันทนาจะไม่สร้างความลำบากใจให้กับข้าวหวานถึงขนาดนี้ เธอก็อยากจะเห็นใจเจ้านายหญิงอยู่เหมือนกัน เพราะรู้ดีว่าการที่ บก.ใหญ่ คิดจะเลื่อนตำแหน่งให้เธอนั้นไม่ได้มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าความเจ้าชู้ ต้องการหาโอกาสใกล้ชิดเท่านั้นเอง แน่นอนว่านันทนาในฐานะภรรยาย่อมต้องไม่พอใจและคัดค้านจนถึงที่สุด
เมื่อเรื่องถูกนำเข้าที่ประชุม นันทนาจัดการสถานการณ์ทุกอย่างได้เรียบร้อยลงตัว มีเหตุผลมีหลักการชนิดที่สกลค้านไม่ออกสักคำ เมื่อสกลเสนอเลื่อนตำแหน่งให้ข้าวหวาน นันทนาก็เสนอเหมือนกัน บอกว่าข้าวหวานเพิ่งมาทำงานได้ไม่นานเท่าไหร่ ไม่มีผลงานโดดเด่นพอที่จะเลื่อนตำแหน่งให้ ยังมีพนักงานที่ทำงานมานานทั้งยังมีประสิทธิภาพสูงรอการเลื่อนตำแหน่งอยู่แล้วหลายคน ดังนั้นถ้าจะให้ยุติธรรมควรจะให้ข้าวหวานได้สร้างผลงานเป็นที่ยอมรับให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยพิจารณาจะได้ไม่น่าเกลียด
คณะกรรมการบริหารเห็นชอบด้วยกับความคิดอันเต็มไปด้วยหลักการและเหตุผล บก.นันทนาได้โอกาสจึงมอบหมายภารกิจให้ข้าวหวานเดินทางไปพร้อมกับทีมของผาติ เพื่อเจาะวิถีชีวิตของชนเผ่าในหมู่บ้านหมาป่า
‘ถ้าทำสำเร็จพวกเธอห้าคนจะมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตกเชียวจะบอกให้ นิตยสารของเราจะเป็นแนวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการตีแผ่ทุกแง่มุมของชนเผ่าที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย’
นันทนาว่าอย่างนั้น ฝ่ายสกลรู้เรื่องเข้าก็มาโวยวายกับนันทนาถึงห้องทำงานส่วนตัว ไม่สนใจว่าประตูห้องเปิดกว้างอยู่ ดังนั้นถ้อยคำที่เจ้านายทั้งสองโต้เถียงกันพนักงานในฝ่ายจึงได้ยินกันถ้วนหน้า
‘จะบ้าไปกันใหญ่ ใช้เด็กไม่มีประสบการณ์เข้าป่าไปหาข่าวมาเขียน คิดได้ยังไง!’
‘ทำไมจะไม่ได้ ผาติกับน้ำตาลก็ไปด้วยกัน เด็กของฉันมือดีทำงานมาหลายปีเชี่ยวประสบการณ์ทั้งสี่คนเชียวนะคุณ’
‘ผมรู้ แต่นี่มันคนละอย่างกัน ที่ผ่านๆ มาไม่ใช่เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงอย่างคราวนี้ ป่านะคุณ มันเป็นป่าแท้ๆ!’
‘อย่าคิดแคบนักเลยน่า..จะทำงานใหญ่มันก็ต้องมีเสี่ยงบ้างเป็นธรรมดา ถ้าไม่เสี่ยงแล้วจะมีงานคุณภาพออกมาได้ยังไง อย่างพวกนักสารคดีฝรั่งนั่นเขาเข้าไปเจาะเรื่องเผ่ากินคนหรือบุกเข้าไปตามป่าอเมซอนลึกๆ เขาก็เสี่ยงชีวิตเหมือนกัน’
‘นั่นเขามืออาชีพยกทีมกันไป มีทั้งลูกหาบมีคนนำทางท้องถิ่น คณะที่ไปถ่ายทำส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายอกสามศอกประสบการณ์เพียบ เด็กของเราแค่สี่ห้าคนจะทำอะไรได้ ในป่าคนเผ่าจะเถื่อนดิบแค่ไหนยังไม่แน่ชัด ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมาคุณจะรับผิดชอบไหวเรอะ!’
‘ฉันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ให้ผาติติดต่อไกด์ท้องถิ่นกับลูกหาบไว้ มัวแต่มานั่งคิดว่าไปแล้วจะต้องมีอันตรายอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ต้องทำมาหากินกันล่ะ คนเราอยู่ที่ไหนก็เสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นป่า อยู่ในเมืองเดินๆ อยู่อาจจะถูกรถชนตายหรือตกบันไดที่บ้านตายก็ได้’
‘พูดไปคนละเรื่องแล้วคุณ ผมว่าเปลี่ยนให้เด็กทำบทความหมู่บ้านชาวเขาทั่วไปจะเหมาะกว่า ส่วนโปรเจคลับค่อยให้ทีมจักรรับไปทำก็แล้วกัน หนุ่มๆ กลุ่มนี้ชอบอะไรที่ผจญภัยอยู่แล้ว’
‘ไม่ทันแล้วค่ะ ฉันส่งเรื่องให้ผู้ใหญ่ไปแล้ว เซ็นอนุมัติเรียบร้อยแล้วด้วย’
‘หา!..อะไรนะ..คุณทำอะไรข้ามหัวผมไปได้ยังไง!’
ฝ่ายนันทนาคงจะเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าประตูเปิดอ้าอยู่จึงรีบเดินมาปิด เสียงถกเถียงยังลอดมาให้ได้ยินแว่วๆ แต่จับความได้ไม่ถนัด สักพัก บก.สกลก็เปิดประตูผางออกมา ก้าวพรวดๆ หน้าตาบึ้งตึงกลับไปที่ห้องทำงานของตน
สรุปว่าเสียงคัดค้านของสกลเป็นอันต้องตกไป พอวันรุ่งขึ้นนันทนาก็เรียกข้าวหวานไปพบที่ห้องทำงาน
‘ไหน..ข้าวหวาน พูดกับฉันตรงๆ สิ เธอเต็มใจจะทำงานให้ฉันมากน้อย แค่ไหน’
‘เอ้อ..คือ..’
‘พูดมาเลยไม่ต้องเกรงใจ’
ดวงหน้าอิ่มกลมขาวจัด ดวงตาเรียวบ่งบอกถึงเชื้อสายคนจีนประดับด้วยขนตาปลอมแผงใหญ่บนเปลือกตา แก้มและริมฝีปากบางแต่งแต้มสีเข้มอย่างที่ ข้าวหวานนึกนินทาอยู่ในใจว่าแต่งหน้ายังกับจะเล่นงิ้ว
คนจะเล่นงิ้วทำท่าตวัดสายตาผ่านหน้าเธอ พูดด้วยน้ำเสียงเข้มงวด ‘เธอคิดว่าฉันบังคับให้เธอทำงานหรือเปล่า’
ก็ใช่น่ะสิ..ข้าวหวานโต้ตอบอยู่ในใจ
‘ถ้าเธอไม่อยากทำก็ถอนตัวได้นะ..ความจริงโปรเจคลับสายลมแห่งหมาป่า ฉันตั้งใจจะให้มืออาชีพอย่างเดชไทกับไกรจักรทำ แย่ตรงที่บังเอิญฉันรู้มาว่านิตยสารส่องทั่วหล้าไกลปืนเที่ยง..นิตยสารคู่แข่งของเราก็กำลังฟอร์มทีมเตรียมจะลุยป่าหมอกในเร็วๆ นี้เหมือนกัน ถ้าเรามัวแต่รอเดชไทกลับจากทิเบตทางโน้นก็ชิงตัดหน้าไปพอดี’
พูดถึงตรงนี้ตาเรียวเล็กจ้องหน้าเธอเขม็งทีเดียว
‘นักเขียนสารคดีในฝ่ายของเรามีหลายคน ฉันพิจารณาดูแล้วในช่วงนี้มีแต่พวกเธอเท่านั้นที่มีอิสระพอจะรับงานเดินทางไกลมากกว่าคนอื่นๆ หรือเธอคิดว่าฉันควรจะให้สุรเชษฐ์ ชัยยา หรือไม่ก็พิมพ์พรไปดี..ฮึ?’
สุรเชษฐ์ เป็นทั้งนักเขียนและช่างภาพประสิทธิภาพการทำงานสูง แต่ระยะนี้เขามีปัญหาที่ต้องดูแลบิดาป่วยหนัก พักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาล ฝ่ายชัยยามีภรรยาท้องแก่ใกล้คลอดต้องดูแล ขณะที่พิมพ์พรเพิ่งจะหายป่วยจากไข้หวัดใหญ่ ส่วนนักเขียนคนอื่นต่างก็มีหน้าที่ประจำล้นมือกันมากพออยู่แล้ว
เมื่อเห็นข้าวหวานนิ่งอึ้งพูดไม่ออกจนด้วยเหตุผล รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้ากลม
‘ไม่ใช่ว่าฉันจะใจร้ายใจดำอะไรแต่เราต้องมีคนเสียสละทำงาน เธอไม่ต้องกังวลไปล่ะ..ที่จริงอยากให้ไปเป็นทีมใหญ่สักสิบคน แต่ดูๆ แล้วทุกคนก็ติดงานอื่นกันหมด ผาติน่ะไม่ใช่ขี้ไก่หรอกนะ น้ำตาล เพียงกร ต้นกล้า พวกนี้ขึ้นเหนือล่องใต้ลุยงานยากๆ มานับไม่ถ้วน สำหรับเธอถือได้ว่าจะเป็นงานชิ้นโบว์แดงชิ้นแรก ชีวิตคนเราไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องมีครั้งแรกต้องมีจุดเริ่มต้นด้วยกันทั้งนั้น..อีกอย่าง..ข้อมูลจากนักสำรวจก็บอกอยู่แล้วว่าคนในหมู่บ้านหมาป่าไม่ใช่คนเถื่อนอะไร มีอารยะธรรมพอสมควร เราก็ไม่ต้องไปกลัวจนเกินเหตุ เข้าใจที่ฉันพูดไหม’
‘เข้าใจค่ะ’ ปากพูดแต่แอบเถียงอยู่ในใจว่า..ไม่เข้าใจ
ทั้งหมดก็คือสาเหตุที่ทำให้ข้าวหวานต้องมานั่งกุมศีรษะ รู้ยิ่งกว่ารู้แก่ใจว่านันทนาแค่อ้างเหตุผลร้อยแปดให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จุดประสงค์แท้จริงคือจงใจกำจัดข้าวหวานอย่างแนบเนียน ในเมื่อไล่ออกไม่ได้เพราะเธอไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรงจึงบีบด้วยวิธีนี้ คิดจะเขี่ยเธอไปให้พ้นหูพ้นตาสกลจะได้ไม่มีโอกาสมาลุ่มล่ามอะไรกับเธอ..อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง
เมื่อครู่ใหญ่ผาติโทรศัพท์มาบอกว่ายังหาคนนำทางไปป่าหมอกไม่ได้ สักคน การเดินทางไปหมู่บ้านหมาป่าไม่ใช่เรื่องง่าย มีคำร่ำลือต่อๆ กันมาว่าถ้าคนเผ่านี้พอใจต้อนรับใครก็จะให้พบโดยไม่มีอุปสรรค แต่ถ้าไม่พอใจต่อให้นักเดินทางชำนาญเส้นทางแค่ไหนก็จะไม่สามารถไปจนถึงหมู่บ้านได้ จะจริงเท็จแค่ไหนยังหาข้อพิสูจน์ให้แน่ชัดไม่ได้ในขณะนี้ ถ้าไม่ติดว่างานมันหายากเธอยังต้องกินต้องใช้ ยังจะต้องหาเงินจ่ายค่าที่พักด้วยแล้วล่ะก็ ข้าวหวานจะลาออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย
ความกดดันกับสิ่งกระทบรอบด้าน ต้องทนกับเจ้านายมาหลายเรื่อง ทั้งสายตาเจ้าชู้คำพูดแทะโลมของบก.ใหญ่ แล้วยังถูกนันทนาจ้องจับผิดระแวงว่า ข้าวหวานจะไปกุ๊กกิ๊กกับสามี..ประกอบกับโดนบีบให้เดินทางเข้าป่าไปหาข้อมูลมาเขียนสารคดี สุดท้ายความอัดอั้นทั้งหลายแหล่ก็ทะลักทลายออกมาเป็นน้ำตา
ความอัดอั้นตันใจจากสิ่งกดดันในที่ทำงานทำให้ทำนบน้ำตาพังทลายอยู่พักใหญ่ พอได้ระบายความรู้สึกออกไปบ้างข้าวหวานก็ค่อยดีขึ้น ตอนแรกคิดว่าจะกลับมานั่งทำงานต่ออีกสักหน่อยกลับไม่มีสมาธิเสียแล้ว หญิงสาวปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เก็บเอกสารต่างๆ เข้าที่เสร็จก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำให้สดชื่น จากนั้นปิดไฟขึ้นเตียงนอนทันที แต่ยังไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ด้วยสมองยังตึงเครียดนัก ได้แต่นอนก่ายหน้าผากลืมตามองเพดานห้องสีครีมอยู่ในความมืดสลัว นึกเรียงลำดับชีวิตของตนเองคิดไปเรื่อยเปื่อย
ปัจจุบันข้าวหวานอายุยี่สิบสี่ เติบโตมากับบ้านเด็กกำพร้าช่อแก้ว เจ้าของผู้ก่อตั้งมีชื่อเดียวกับชื่อของบ้านคือคุณช่อแก้ว สุกันต์วารี หรือเรียกกันว่าคุณแม่ใหญ่ เป็นที่รักและเคารพของเด็กทุกคนในบ้านอุปถัมภ์ ข้าวหวานก็รักคุณแม่ใหญ่แต่จะสนิทสนมกับแม่ทดแทนหรือแม่บ้านมากกว่า
ชีวิตที่บ้านช่อแก้วก็คงจะคล้ายๆ กับชีวิตในหอพักนักเรียนประจำของโรงเรียนบางแห่ง เพียงแต่ว่าเวลาหยุดเทอมนักเรียนประจำได้กลับบ้านอยู่กับพ่อแม่พี่น้องของตน ขณะที่เด็กในบ้านกำพร้าไม่มีบ้านอื่นให้กลับ ข้าวหวานไม่มีญาติที่ไหน มีแต่เพื่อนร่วมบ้านมากมาย โดยแบ่งมิตรภาพออกเป็นสามกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งคือกลางๆ เรียกว่าคบได้แต่ไม่สนิท อีกกลุ่มเป็นพวกที่เจอกันตรงๆ เมื่อไหร่เป็นต้องฟาดฟันฉะกันด้วยปาก บางทีถึงขั้นลงแรงต่อสู้ แต่เพื่อนสนิทจริงๆ ของข้าวหวานกลับมีแค่สองคนเท่านั้น คนหนึ่งโชคดีได้พ่อแม่อุปถัมภ์รับไปเลี้ยงอยู่สุขสบาย พอออกจากบ้านไปแล้วก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกันอีก ข่าวล่าสุดที่ได้ยินมาคือเพื่อนคนนี้สอบชิงทุนได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ
เพื่อนอีกคนมีชีวิตที่ตรงกันข้าม พอเรียนจบมัธยมหกออกหางานทำ ไม่ยอมเรียนต่อให้จบปริญญาตรีเพราะเบื่ออยู่บ้านเด็กกำพร้า ไปได้งานทำอยู่ต่างจังหวัดทางภาคใต้ไม่ทันข้ามปีได้ข่าวว่าแต่งงาน ต่อมาไม่ทันไรมีบ้านใหญ่มาทวงสิทธิ์คืน และยังคงรบราไม่ลงตัวจนถึงเดี๋ยวนี้
ส่วนตัวข้าวหวาน..พ่อแม่จะเป็นใครมาจากไหนเธอเลิกสนใจไปนานแล้ว ในเมื่อชีวิตในบ้านอุปถัมภ์มีความเป็นอยู่มั่นคงในระดับหนึ่ง อย่างน้อยได้เรียนหนังสือจนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยของรัฐ พอเรียนจบมีงานทำจึงย้ายออกจากบ้านช่อแก้ว มาเช่าอพาร์ตเมนต์ยืนหยัดใช้ชีวิตอยู่ด้วยตนเองตามลำพัง
หญิงสาวได้งานทำครั้งแรกกับบริษัทเสื้อผ้าส่งออก ทำงานในตำแหน่งซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสาขานิเทศศาสตร์ที่จบมาแม้แต่น้อย ทำอยู่ได้ไม่นานเปลี่ยนงานใหม่และเปลี่ยนอีกถึงสองครั้งภายในปีเดียวกัน ต่อมาถึงได้งานตรงกับความตั้งใจในที่สุด...นิตยสารทริปทัวร์ทั่วหล้า
หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็เต็มไปด้วยเรื่องของงาน งาน แล้วก็งาน
แก้วประดับเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ชอบแกล้งพูดติดตลกกระทบข้าวหวานว่า..ทำแต่งานซะจนหัวฟู อันที่จริงข้าวหวานอยากมีเส้นผมตรงนุ่มสลวย เหมือนกับ พรีเซนท์เตอร์โฆษณาแชมพูในทีวีที่มักจะทำท่าหมุนตัวสะบัดหน้าทิ้งผมเป็นแพนุ่มไว้ด้านหลัง ผมของข้าวหวานต่อให้สะบัดจนคอจะหลุดก็ไม่ลื่นเป็นแพ คงเด้งดึ๋งเหมือนสปริงมากกว่าเพราะผมของเธอเส้นใหญ่ม้วนตัวเป็นเกลียวโดยธรรมชาติ กุ๊กกิ๊กเพื่อนร่วมงานอีกคนพูดปลอบใจว่า
‘จะกลุ้มไปทำไมว้ายายหวาน ผมหล่อนไม่ใช่หยิกหยองฟูทั้งหัวซะหน่อย..ม้วนหยักแบบนี้สวยดีจะตาย’
‘ฉันไม่ชอบนี่ อยากมีผมตรงๆ มากกว่า’
‘นี่ก็สวยอยู่แล้ว เหมือนเกลียวโปเต้ไม่ต้องไปดัดให้เปลืองเงิน’
สรุปแล้วความไม่พอใจในผมของตัวเอง เธอจึงไม่ยอมปล่อยให้ยาวสยาย กลับมัดรวบเป็นพวงหางม้าบ้างถักเปียบ้างให้สิ้นเรื่อง บางคนว่าทำให้หน้าตาดูอ่อนกว่าวัยลงไปอีก
ข้าวหวานรู้ตัวว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงสวยสะดุดตาอะไรนัก มองรวมๆ แล้วจัดว่าอยู่ในระดับดีพอใช้เท่านั้น เพื่อนบางคนบอกว่าเธอเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่น ตาสองชั้นยาวเรียว ปากนิดจมูกหน่อย สิ่งที่มองเป็นเสน่ห์น่าอิจฉาสำหรับผู้หญิงด้วยกันและเป็นที่ชื่นชมสำหรับผู้ชายก็คือผิวของข้าวหวาน...ขาวอมชมพูเนียนละเอียดมาก หน้าใสปิ๊งไร้สิวฝ้าโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องสำอางประทินผิวใดๆ เป็นตัวช่วยเสริม เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งเคยบอกว่า
‘ผิวพรรณแบบนี้..หวานเอ๊ย..ฉันว่าแม่ของแกต้องเป็นสาวแดนอาทิตย์อุทัยแน่ๆ’
แต่จนถึงป่านนี้ข้าวหวานกลับยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาสักคน มีแต่ประเภทหมาหยอกไก่ หรือไม่ก็พวกหัวงูเข้ามาพัวพันให้รำคาญใจอยู่เรื่อยๆ ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดก็ บก.สกล นี่คนหนึ่งละที่หัวงู
บางครั้งเธอก็อดคิดไปตามประสาหญิงสาวไม่ได้ว่า จะมีใครสักคนไหมที่เกิดมาเพื่อเธอ จะมีใครบ้างหรือเปล่าที่รักข้าวหวานอย่างจริงใจจริงจัง สาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้าวหวานยังหาแฟนจริงๆ จังๆ กับเขาไม่ได้สักคน เรื่องนี้พี่ก้องหรือสุริยา..รุ่นพี่ในคณะสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้เคยวิเคราะห์ให้ฟัง ในฐานะที่ผ่านประสบการณ์จีบข้าวหวานอยู่พักหนึ่ง แล้วตอนหลังทั้งสองกลายเป็นพี่ชายน้องสาวไปซะเฉยๆ พี่ก้องคนนี้แหละได้แจกแจงถึงเหตุผลที่บรรดาหนุ่มๆ มักจะลังเลกับข้าวหวาน
‘เราน่ะอะไรๆ ก็ดีหมด เสียแต่มีปากเป็นอาวุธนำหน้า..ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบผู้หญิงคะๆ ขาๆ อ้อนนิดอ้อนหน่อยน่ารักดี ถ้าจะห้าวก็ห้าวอย่างมีเสน่ห์ถึงจะดึงดูดใจ’
‘พี่ก้องว่าหวานแข็งกระด้างหรือ’
‘ไม่ใช่กระด้าง เห็นเวลาปกติเราก็พูดคุยน่ารักดี จะไม่น่ารักเลยตอนที่พอโกรธขึ้นมาแล้วชอบเจ้าอารมณ์ปากจัดเกินไป..ใส่ไม่ยั้งผู้ชายกี่คนก็ขยาดหนี หายหมด’
‘ถ้าเขารักเราจริงเขาก็ต้องยอมรับเราได้สิพี่ก้อง’ ตอนนั้นเธอเถียงไปแบบข้างๆ คูๆ
‘ยอมรับกับรองรับมันต่างกันยายบื้อ ที่เราทำมันเป็นการเอาอารมณ์ไปใส่คนอื่นรู้ไหม..ใครเขาจะทนเล่าไม่ใช่กระโถนนี่’
ไม่อยากยอมรับก็ต้องรับ เธอเป็นอย่างนั้นจริงๆ ข้าวหวานปากจัดเจ้าอารมณ์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็เติบโตมาจากบ้านกำพร้าจำเป็นต้องมีเขี้ยวเล็บบ้างเป็นของธรรมดา ถ้าอ่อนแอนักเธอคงจะยืนหยัดเอาตัวรอดอยู่ได้ยาก ถ้าคุณสกล
ไม่ใช่เจ้านายก็คงถูกอาวุธปากของข้าวหวานซัดใส่จนต้องกระเจิงไปในที่สุดเหมือนกัน แต่ขืนทำอย่างนั้นมีหวังได้ตกงานแน่ๆ เธอจึงต้องเก็บปากเก็บคำทำตัวนิ่งสงบ พลางท่องคาถาในใจว่าทนไว้..เย็นไว้ เพื่อ..เงิน..เงิน..เงิน


------------------------------



วงแหวนอักษรา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 23 มี.ค. 2557, 10:36:05 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 พ.ย. 2559, 10:48:52 น.

จำนวนการเข้าชม : 558





   บทที่ 2 เชือดนิ่ม ๆ >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account