Adriana
สมบัติล้ำค่าที่สองแคว้นต่างแย่งชิงได้สูญหายไป แต่ทว่าเสี้ยวหนึ่งแห่งพลังอำนาจนั้น กลับแฝงเร้นอยู่ในตัวหญิงสาว ผู้ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นสายลับของศัตรู // โรแมนติกแฟนตาซี
Tags: โรแมนติกแฟนตาซี,แฟนตาซี,กรีกโบราณ,รัก,การเมือง

ตอน: บทที่ 11

ในยามเช้าครู่ กิจวัตรของเทเลอัสยังคงเป็นเช่นเดิม เขาซ้อมฟันดาบอยู่นานและใช้เวลาในการอาบน้ำอีกพักใหญ่ในโรงอาบน้ำ ก่อนจะตรงไปยังโรงอาหารที่เต็มไปด้วยบรรดาทหารซึ่งกำลังนั่งดื่มกินมื้อเช้า พลางส่งเสียงคุยสวนเสเฮฮากันดังลั่นดั่งเช่นทุกวัน พวกเขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับก้มศีรษะเมื่อสังเกตเห็นผู้เป็นหัวหน้าเดินเข้ามา ซึ่งเทเลอัสก็พยักหน้ารับให้แล้วเดินไปนั่งยังโต๊ะด้านในที่ยังคงว่างอยู่ พร้อมด้วยมีรอพส์ที่เดินมาด้วยกัน หากแต่อาหารยังไม่ทันพร่องไปถึงครึ่ง เสียงที่เคยจอแจก็ค่อยๆ เบาลงอีกครั้งแทบจะเงียบสนิทจนผิดสังเกต เทเลอัสจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากซุปใสในชาม มองไปยังร่างของแขกผู้มาเยือน ซึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ

“เลิกมองหน้าข้าแบบนั้นเสียที -- ที่ข้าพูด หมายรวมถึงพวกลูกน้องเจ้าด้วยนะ”ราชครูไบอัสเอ่ยเสียขุ่น แค่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามา สายตาเคลือบแคลงระคนประหลาดใจก็พุ่งตรงมายังเขาทันทีอย่างไม่คิดปิดบัง แต่นั่นยังไม่ทำให้รู้สึกไม่สบอารมณ์เท่ากับยามเห็นท่าทางของเสนาบดีกลาโหม ที่ดูเหมือนจะยังกวนโทสะเขาได้เก่งเช่นเดิม


“ใครต่อใครต่างรู้กันจนทั่วว่าท่านไม่ค่อยปลื้มกับการส่งเสียงโหวกเหวกของพวกลูกน้องข้าสักเท่าไร แต่ก็นะ...ที่นี่เป็นโรงอาหารของพวกทหาร จะให้สงบเป็นห้องสมุดคงไม่ได้ -- ท่านมีธุระอะไรกับข้าล่ะ”เทเลอัสพูดหน้าตายราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่สามารถเรียกให้นัยน์ตาของราชครูเบิกกว้างขึ้นอย่างเหลืออด


“แน่นอน ข้าลงทุนมาถึงที่นี่ก็เพราะมีธุระกับเจ้า”


ราชครูว่า พลางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกที่กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง โดยไม่มีใครจะคิดใส่ใจฟังการสนทนาที่กำลังจะเริ่ม เพราะรู้ดีว่าหากสอดรู้สอดเห็นไม่เข้าเรื่อง ไม่ใช่เพียงแค่จะถูกราชครูไบอัสเล่นงาน ผู้เป็นหัวหน้าของพวกเขาก็รอซ้ำดาบสองด้วยเช่นกัน


“ข้ามาคุยเรื่องอาเดรียน่า”ราชครูเอ่ยขึ้น ไม่จำเป็นต้องลดเสียงให้เบาลง เพราะหากทำเช่นนั้นคงถูกเสียงอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวกลบจนหมด “เราต้องรีบจัดการ”


เทเลอัสเลิกคิ้วขึ้นข้างเล็กน้อย “เรา?”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลงใจ “แค่เริ่มต้น ท่านก็คิดจะมัดมือชกข้าเลยรึนี่”


“ไม่ใช่แค่คิด แต่เจ้าต้องร่วมมือกับข้า -- ต้องการเหตุผลรึ” ราชครูพูดต่ออย่างรวดเร็วเมื่อรู้ดีว่าสีหน้าแบบนั้นของเทเลอัสแปลว่าอะไร “ข้าคือผู้คิดแผนการ ในขณะที่เจ้าคือคนเดินหมาก”


เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างไม่คิดปกปิดของเสนาบดีกลาโหมดังขึ้นทันทีหลังจบประโยคนั้น เขาพอจะคาดเดาได้ต่อในทันที ว่างานนี้คงเหนื่อยใช่เล่น เพราะทุกครั้งที่ราชครูไบอัสบอกเช่นนี้ เขามักมีอันต้องเจ็บตัวหรือไม่ก็ลำบากใจอย่างถึงที่สุด ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเห็นว่าเขามีฝีมือ ไว้ใจได้ หรือแค่อยากหาเรื่องแกล้งคืนกันแน่


“จะให้ข้าทำอะไร”


“คุ้มกัน”ราชครูมองใบหน้าของเทเลอัสที่ยังคงแน่นิ่ง ไม่แสดงทีท่าใดออกมา ก่อนจะกล่าวประโยคที่เหลือ “ข้าจะให้เจ้าคอยคุ้มกันอาเดรียน่า”


เป็นไปดั่งคาด ทันทีที่บอกความต้องการทั้งหมด ใบหน้าไร้อารมณ์ของเสนาบดีกลาโหมก็ขึงตึงขึ้นทันตา แม้จะเพียงน้อยนิดแต่ก็มากพอให้ผู้ร่วมโต๊ะสังเกตเห็นได้


“ข้าสั่งเวรยามเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า --”


“ -- ข้าไม่ได้หมายถึงตอนอยู่ในวังหลวง”


เทเลอัสหันมาสบตากับราชครู จ้องนิ่งจนดูน่าขนลุก ก่อนเอ่ยถามย้ำช้าๆ “ท่าน...กำลังจะทำอะไร”ถึงจะบอกว่าคณะเสนาบดีกว่าครึ่งลงความเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพนักโทษแล้ว แต่ถึงอย่างไรสิทธิ์ขาดในการควบคุมตัวเจ้าหล่อนกว่าครึ่งก็ยังขึ้นอยู่กับเขา


ราชครูโน้มตัวเข้าไปใกล้คนถาม ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว ยังไงก็ขอป้องกันไม่ให้เล็ดรอดไปถึงหูคนนอกไว้ก่อน “ข้าจะดึงดวงจิตเทพธิดาออกจากร่างของนาง”


ดวงตาของเทเลอัสเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยกับคำตอบนั้น ในขณะที่มีรอพส์ถึงกับสำลักเหล้า ไอแค่กๆ แต่ยังไม่วายเอ่ยละล่ำละลักถามเสียงแตกตื่น


“หาวิธีได้แล้วหรือขอรับ!”


ราชครูพยักหน้าตอบ “ข้ายอมรับว่างานนี้หนักมาก ซึ่งทำให้ไม่เชื่อฝีมือใครนอกจากเจ้าเทเลอัส เพราะบอกตามตรงเลยนะว่าราชครูบาซิลไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ แล้วคนที่จะรับมือเขาไหวก็มีแค่เจ้าเท่านั้น”


“งานนี้ข้าต้องเตรียมเจ็บตัว?”


“อย่างกับว่าปกติเจ้าเคยสนใจเรื่องนี้ อีกอย่าง...ก็ดีกว่าปล่อยให้อาเดรียน่าเป็นอันตราย”ราชครูพูดทีเล่นทีจริงอย่างอารมณ์ดี นานทีปีหนเขาถึงจะมีโอกาสได้เอาคืนเสนาบดีกลาโหม ที่โดยมากมักเป็นฝ่ายไล่ต้อนเขาจนมุม ที่สำคัญ ดูเหมือนเรื่องของอาเดรียน่าจะสามารถทำให้ความอดทนของเสนาบดีกลาโหมสั่นคลอนได้ง่ายกว่าเรื่องอื่น


“และข้าต้องเล่นบทองครักษ์นอกวังหลวงด้วยงั้นสิ”คำถามติดประชดประชันมากกว่าอยากรู้คำตอบ แล้วก็เป็นจริงตามคาด เมื่อราชครูพยักหน้ารับตอบกลับมา


“เจ้าต้องคุ้มกันอาเดรียน่าไปยังที่ๆ เคยเป็นแท่นบูชาเก่าของผลึกเทพธิดา”


นัยน์ตาสีฟ้าของเทเลอัสเบิกกว้างอย่างไม่คิดที่จะเก็บอาการอีกต่อไป เขาละมือจากอาหารตรงหน้า เมื่อเริ่มรู้สึกว่ารสชาติมันทำให้แสบร้อนคอจนกลืนไม่ลง เช่นเดียวกับมีรอพส์ที่นั่งอ้าปากค้าง มองผู้เป็นหัวหน้าอย่างเห็นใจ


“ท่านทำให้ข้าไม่เจริญอาหาร”


“โทษที คราวหน้าจะเลือกเวลาหลังอาหารของเจ้าก็แล้วกัน”ราชครูบอกด้วยน้ำเสียงระรื่น ต่างจากอีกฝ่ายที่เอ่ยเสียงดุห้วนสั้น


“แล้วต้องออกเดินทางเมื่อไร”


“ยังระบุแน่ชัดไม่ได้ ขอให้ข้าทบทวนบางอย่างให้รอบคอบก่อน แต่คิดว่าน่าจะอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี่ล่ะ”ราชครูว่า “ถึงระยะทางจะไกล แต่อย่าลืมสิว่าเจ้ามีม้าวิเศษเพียงหนึ่งเดียวในโลกไว้ในครอบครอง อดทนสักสองสามวัน ก็แค่นั้น”

“ไม่แค่นั้นหรอก ท่านก็รู้ว่าแซนธัสไม่ยอมให้มนุษย์คนไหนขึ้นขี่หลังมันได้ง่ายๆ”


ราชครูโบกมือไปมาอย่างไม่แยแส “ข้ารู้ๆ แต่เจ้าเป็นนาย พูดเกลี้ยกล่อมยังไงแซนธัสก็คงไม่คัดค้านอะไร เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย”


เทเลอัสทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ เลือกที่จะนิ่งเงียบ เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ตนเสียเปรียบเต็มประตูอย่างที่ไม่มีหนทางหลบเลี่ยงไปได้


“แต่ก่อนจะถึงวันนั้น กษัตริย์กอรินธ์คงสั่งให้ราชครูของเขาเดินหน้าเต็มที่ อย่างที่เพิ่งจะลงมือไปเมื่อสามวันก่อน แล้วองค์กษัตริย์กับเจ้าชายรัชทายาทก็กังวลในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จนมีรับสั่งฝากมาถึงเจ้าโดยตรง”ราชครูจงใจเว้นวรรคไปครูหนึ่งเพื่อดึงให้คู่สนทนาหันมาฟังให้ชัดๆ ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมเชื่อ “ในระหว่างนี้ นอกเหนือไปจากการเพิ่มทหารเวรยามแล้ว ทั้งสองพระองค์มีพระประสงค์ให้มีรอพส์หรือเจ้าไปคอยคุ้มกันอาเดรียน่าโดยตรง ด้วยตนเอง"


"คิดดีแล้วเหรอที่จะให้ข้าโผล่หน้าไปให้ผู้หญิงคนนั้นเห็นบ่อยๆ”เทเลอัสถามเสียงเย็น “ไหนท่านเคยบอกว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้นางเสียสุขภาพจิต”


“ใช่ ข้าบอก แล้วก็ยังไม่คิดที่จะกลับคำ แต่นั่นเป็นพระประสงค์ของทั้งสองพระองค์ ข้าขัดไม่ได้ แล้วเจ้าเองก็ขัดไม่ได้เช่นกัน”ราชครูสวนกลับอย่างรวดเร็ว


เทเลอัสถอนหายใจ “ทุกอย่างจะเป็นไปตามพระประสงค์ แต่...”


หัวคิ้วของราชครูไบอัสกระตุกเข้าหากัน ก่อนหันกลับไปมองเสนาบดีกลาโหม ที่ดูเหมือนจะเริ่มหาทางออกให้ตัวเองได้แล้ว


“แต่อะไรอีกล่ะ”ราชครูถามเสียงแข็งบ้าง


“ข้าคงไม่อาจเป็นองครักษ์พิทักษ์หญิงงามได้บ่อยตามพระประสงค์ เพราะข้ายังมีงานอื่นที่สำคัญกว่าต้องไปสะสาง”


“เจ้าคิดจะขัดรับสั่ง”


เทเลอัสปรายตามอง บอกกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านได้ยินไม่ถนัดหรอกหรือ ที่ข้าบอกว่ามีงานสำคัญกว่าที่ต้องไปสะสางด้วยตนเอง แล้วอีกอย่าง...คนที่ถูกระบุไว้ก็ไม่ได้มีแค่ข้าเท่านั้น”


มีรอพส์สะดุ้งอีกครั้ง เมื่อรู้ตัวว่าตนถูกผู้เป็นหัวหน้าโบ้ยงานหนัก(ใจ)มาให้หน้าตาเฉย


ราชครูทำได้แค่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอพลางลุกขึ้นยืน ซึ่งทำให้เสียงจ้อกแจ้กเริ่มเงียบลงอีกครั้ง “เรื่องนั้นข้าปล่อยให้เป็นหน้าที่เจ้า ขอแค่อย่าให้อาเดรียน่าตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอีกก็พอ”


ราชครูเดินกลับออกไปทันที โดยไม่ทันสังเกตเลยสักนิดว่าประโยคสุดท้ายที่ตนทิ้งเอาไว้นั้น ดังมากพอที่จะทำให้บรรดาทหารซึ่งนั่งอยู่เต็มโรงอาหารได้ยินกันจนทั่ว และต่างลอบชำเลืองมองไปยังเสนาบดีกลาโหมเป็นตาเดียว



~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



นับตั้งแต่วันที่ราชครูไบอัสมาขอร้องแกมขู่บังคับให้คอยตามคุ้มกันอาเดรียน่าก็ผ่านไปเกือบสัปดาห์ หากแต่คนที่ต้องทำหน้าที่นี้กลับกลายเป็นมีรอพส์ ในขณะที่เทเลอัสแทบจะไม่โผล่ไปแม้แต่เงา หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ ชายหนุ่มแทบจะไม่อยู่ติดวังหลวง มีรอพส์รู้เพียงแค่ว่าผู้เป็นหัวหน้านั้นเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อสืบเรื่องราวเกี่ยวกับแคว้นกอรินธ์ และน่าจะเดินทางไปยังวิหารไดโอนิออสด้วย ดังนั้น ภาระหนักอึ้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาเดรียน่าจึงตกเป็นของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดสองสามวันแรกหญิงสาวเอาแต่มองเขาด้วยสายตาที่บ่งบอกชัดเจนว่าไม่ต้องการญาติดีด้วย แต่พอล่วงเข้าสู่วันที่สี่ เทเลอัสซึ่งคงพอจะคาดเดาจากท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของลูกน้องคนสนิทได้ดี จึงเข้ามาไกล่เกลี่ยกับหญิงสาวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงดุๆ ว่า


“ลูกน้องข้างานหนักพอแล้ว ดังนั้นอย่าทำตัวเพิ่มปัญหาหรือภาระให้เขาอีก ถ้าทำไม่ได้ เรื่องที่ตกลงกันไว้คงต้องช้าออกไปอีก”


คำพูดนั้นทำเอามีรอพส์เกือบเข่าทรุดด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นว่างานนี่อาจจะต้องกลายเป็นคนห้ามทัพ ไม่ให้ชายหญิงตรงหน้าทะเลาะกันเอง แต่เรื่องปฏิหาริย์อย่างที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้น เมื่ออาเดรียน่าทำพียงแค่ถลึงตาคู่สวยๆ ใส่เสนาบดีกลาโหม ที่พอพูดจบก็ก้าวเดินฉับๆ ผ่านไป ไม่มีปฏิกิริยาใดมากไปกว่านั้น และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา หญิงสาวก็พยายามปรับตัวเข้าหาเขา แม้จะดูฝืนทำไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ซะทีเดียว


“ข้าว่าเราน่าจะเปลี่ยนสถานที่เป็นบ้านท่านโอโดวาคาร์จะดีกว่า มาที่นี่แล้วดู...เอ่อ...ไม่สะดวกสักเท่าไร”อาเดรียน่าออกความเห็นอ้อมๆ กับมีรอพส์หลังพาตนมายังห้องทำงานของเทเลอัสติดต่อกันเป็นวันที่สอง เพื่อให้นางบรรยายรูปร่างลักษณะของซีย์น่าให้ทหารที่ทำหน้าที่วาดภาพเหมือน


“มาที่นี่สิสะดวกกว่า เพราะทหารที่วาดภาพให้เจ้าน่ะไม่ได้มีเวลาว่างเหลือขนาดนั้น”มีรอพส์ว่า เริ่มพูดจาเป็นกันเองมากขึ้น เมื่อหญิงสาวไม่มีท่าทีต่อต้านเขาแล้ว “ไม่อย่างนั้นป่านนี้ก็วาดเสร็จไปนานแล้วสิ”


อาเดรียน่าลอบถอนหายใจอย่างปลงอนิจจัง เพราะดูจากท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของเสนาธิการกลาโหมแล้ว เขาคงจะไม่ทันสังเกตเลยว่า สายตาของพวกทหารที่มองยามเห็นนางเหยียบย่างเข้ามาในอาณาบริเวณนี้ ดูระแวดระวังและคอยจับผิดตามทุกฝีก้าว


“แล้ว...ข้าต้องมาที่นี่อีกกี่วัน”


“คงอีกสักสองถึงสามวัน”มีรอพส์ตอบ มองท่าทางหงอยๆ ของหญิงสาวครู่หนึ่งก่อนเสริมว่า “ไม่ต้องกังวลว่าจะเจอท่านหัวหน้าหรอก ช่วงนี้ท่านทำงานยุ่งกว่าปกติ อย่าว่าแต่เห็นหน้าเลย แม้แต่เงาข้าก็ว่าคงแทบไม่มีใครได้เห็นหรอก”


ไหง๋คิดแบบนั้นได้เล่า แต่ก็ดี ไม่อยากเจออยู่แล้ว


อาเดรียน่าคิดในใจ พลางส่งยิ้มแก้เก้อให้


“แล้วหลังจากวันนั้นอาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”


อาเดรียน่าหันไปมองมีรอพส์ที่กำลังเดินนำหน้าออกจากที่ทำการของพวกทหาร นัยน์ตาคู่สวยแสดงชัดถึงความงุนงง


“ข้าหมายถึงตอนที่เจ้าถูกเวทหุ่นเชิด”มีรอพส์ตอบเมื่ออ่านความหมายจากสีหน้านั้นออก “หลังจากนั้นแล้ว...เจ้ามีความรู้สึกว่าจำช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งไม่ได้บ้างหรือเปล่า ประมาณว่าไม่รู้ตัวว่าหายไปไหน หรือไปทำอะไรมาบ้าง...ทำนองนั้น”


หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่...ข้าปกติดี หัวหน้าราชองครักษ์บอกว่าเสนาบดีกลาโหมทำลายเวทหุ่นเชิดไปหมดแล้ว”


มีรอพส์ส่งเสียงรับรู้ผ่านลำคอ “ดีแล้ว เพราะขืนเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาตอนนี้ ดวงข้าอาจถึงฆาต”


“ขนาดนั้นเชียว!”


“แน่สิ”มีรอพส์ว่าเสียงสูง “คนแรกที่เล่นงานข้าก็ราชครูไบอัส ท่านโอโอวาคาร์ เสนาบดีลาร์โก้ ต่อด้วยคนที่จับข้าแขวนคอก็คือองค์กษัตริย์กับเจ้าชายรัชทายาท”


อาเดรียน่าเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ ก่อนเอ่ยรับแต่โดยดี“ข้าจะพยายามไม่ก่อปัญหาให้เจ้าเดือดร้อน”


แต่คำพูดนั้นทำเอามีรอพส์ถึงกับสะดุ้ง พูดเสียงตะกุกตะกัก “เอ่อ...คือ...ข้าไม่ได้...”


“ไม่ๆ ข้าไม่ได้พูดประชด แค่ไม่อยากให้เจ้าเดือดร้อนจริงๆ”อาเดรียน่ายืนยันหนักแน่น ตลอดหลายวันที่ผ่านมานางได้เห็นแล้วว่ามีรอพส์เป็นคนที่มีจิตใจดีคนหนึ่ง สิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพราะหน้าที่ ดังนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่นางจะต้องไปถือโทษโกรธเคือง อีกอย่างก็จริงตามที่เสนาบดีลาร์โก้เคยบอก


สร้างมิตรดีกว่าสร้างศัตรู


“บางครั้งการเชิดหน้าสูงตลอดเวลาก็ทำให้เหนื่อยเหลือเกิน ยิ่งไม่รู้ว่าจะต้องทำแบบนั้นไปอีกนานเท่าไร เรี่ยวแรงก็เหมือนจะหมดไปเสียดื้อๆ”


มีรอพส์ลอบมองคนที่จู่ๆ ก็สารภาพในเรื่องคาดไม่ถึงให้ฟัง ท่าทางที่เหนื่อยล้าและอ้างว้างนั้นทำให้เขานึกถึงใครอีกคน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยบอกเพราะเกรงว่าจะทำให้คนข้างๆ อารมณ์บูด


เมื่อทั้งสองเดินมาถึงโรงคนป่วย อาเดรียน่าจึงขอตัวไปทำงานของตนในช่วงบ่าย หลังหมดเวลาในช่วงเช้าไปกับการบอกรายละเอียดซีย์น่ากับทหารที่วาดภาพเหมือน ในขณะที่มีรอพส์เดินไปมารอบโรงคนป่วยเช่นเดิมตามหน้าที่พร้อมทหารคุ้มกันอีกสี่คน หากแต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะเริ่มทำงานตามที่ได้ตั้งใจไว้ ชายร่างเล็กบางที่อยู่ในชุดเครื่องแบบมหาดเล็กก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอก เขาหยุดยืนคุยครู่หนึ่งกับมีรอพส์ที่เอียงศีรษะน้อยๆ ด้วยความงุนงง และอาเดรียน่าจะไม่หยุดมองเลย หากทั้งคู่ไม่ได้กำลังมองตรงมาที่นาง


“มีอะไร”หญิงสาวถาม เมื่อชายทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานของนาง


แล้วชายที่อยู่ในชุดเครื่องแบบมหาดเล็กก็เป็นผู้เอ่ยตอบ “ข้าชื่อดารัน เป็นมหาดเล็กของเจ้าชายรัชทายาท พระองค์มีรับสั่งให้เจ้าเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้”


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



กาแฟเย็นIcedcoffee
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 พ.ค. 2557, 11:16:23 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 พ.ค. 2557, 11:16:23 น.

จำนวนการเข้าชม : 733





<< บทที่ 10   บทที่ 12 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account