Love song ลุ้นรักให้พลิกล๊อค (นิยายชุด Love pill)
ถ้าเพลงรักไม่ใช้กับความรัก จะใช้กับอะไร?
Tags: รักกุ๊กกิ๊ก

ตอน: ตอนที่ 2

แสงแดดอ่อนๆสาดล่องลงมากระทบกับบ่อน้ำเล็กๆหน้าบ้านฉัน ก่อนจะเกิดประกายเจิดจ้าระยิบระยับเต็มไปหมด ฉันทอดสายตามองภาพเบื้องหน้าด้วยอารมณ์ที่สุนทรีย์ หูทั้ง 2 ข้างก็กำลังเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงลูกกรุงยุคคุณแม่ยังสาว ที่ท่านเปิดขับกล่อมสมาชิกในบ้านอยู่เป็นประจำยามบ่าย

“ครีม” เสียงนุ่มๆดังขึ้นจากด้านหลัง สะกิดให้ฉันตื่นจากภวังค์เล็กน้อย ฉันค่อยๆหันหลังไปมองเจ้าของ เสียง ก่อนจะส่งยิ้มให้

“ว่าไงคะพี่คิน” ฉันขานรับพี่ชายต่างมารดาของฉันด้วยน้ำเสียงที่สดใส พี่คินเป็นคนไม่ค่อยพูด ค่อนข้างจะเก็บตัว แต่ก็ถือเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์พอสมควรเลยนะ สาวๆนี่แวะเวียนมาโยนผ้าเช็ดหน้าให้เกลื่อนไป ทั่ว

“ช่วยรับหน่อยสิ เบอร์แปลกพี่ไม่กล้ารับ ถ้าไม่ใช่เพื่อนพี่ ฝากบอกทีว่าพี่ลืมโทรศัพท์ไว้” พี่คินว่าพลางยื่นโทรศัพท์มือถือที่กำลังมีสายเข้าอยู่มาให้ฉัน ฉันยิ้มรับเล็กน้อย การรับโทรศัพท์สาวๆที่มาตามตื๊อพี่คิน นี่ก็ถือเป็นงานอดิเรกฉันเหมือนกันนะ

“สวัสดีค่ะ” ฉันกรอกเสียงเข้มลงไปยังโทรศัพท์ แอบเดาว่าปลายสายคงงงเล็กน้อย ที่คนรับโทรศัพท์ไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นผู้หญิงแทน

“เอ่อ...ขอโทษนะคะ คินอยู่ไหมคะ”

“อ๋อ พี่คินออกไปข้างนอกค่ะ เขาลืมโทรศัพท์ไว้ มีอะไรฝากไว้ไหมคะ ฉันเป็นน้องสาวเขาค่ะ”

“ฝากบอกว่า พัด โทรฯมา รบกวนโทรกลับหน่อยนะคะ”

“ได้ค่ะ สวัสดีค่ะ” ฉันกล่าวลาไปตามมารยาท จริงๆผู้หญิงทั้งหลายที่มาวนเวียนใกล้ตัวพี่คินนี่น่าจะพอได้กลิ่นความรักอิสระของพี่คินบ้างนะ ขนาดฉันที่เป็นน้องสาวเขา ยังแทบไม่ได้คุยอะไรด้วยเลย

“ใครเหรอ” พี่คินถาม พลางรับโทรศัพท์คืน

“ชื่อพัดค่ะ”

“น่าเบื่อจริงๆ ขอบใจมากนะ” พี่คินทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วก็เดินหายขึ้นห้องไป เห็นไหมล่ะ...ฉันเองยัง ไม่ค่อยจะเข้าถึงตัวพี่คินได้เลย

/ตื่อออ/

คราวนี้โทรศัพท์ฉันดังบ้าง นี่แทบไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร

“ว่าไงคีย์”

“ทำไมไม่เรียกว่าที่รักบ้าง”

ถ้าไม่ติดว่าหล่อแล้วแอบชอบมา 3 ปี ฉันจะด่าไล่ให้วางไปจริงๆ

“ติ๊งต๊อง สรุปมีอะไร”

“สมุดที่ให้ไป เขียนบ้างรึยัง” คีย์ถามฉันถึงไดอารี่สีแดงสดที่เขาให้มาเป็นของขวัญครบรอบ 1 อาทิตย์ ที่เราแกล้งทำเป็นรักกัน ฉันปลายตามองสมุดเล่มนั้นเล็กน้อยก่อนจะเปิดมันขึ้นมาแล้วพบว่ามันยังคงว่างเปล่า และแม้ว่าฉันจะยังไม่ได้เขียนอะไรลงไป แต่ฉันก็เอาติดตัวไปด้วยทุกที่ ทุกเวลาไม่ห่างเลยนะ

“ยังเลย”

“อะไรกัน นั่นมันเป็นส่วนของคำร้องเลยนะ”

โอเค ระหว่างเรามันมีแค่เรื่องงาน

“รู้แล้วล่ะหน่า ไว้ฉันอยากเขียนอะไร ฉันจะเขียนนะ”

“โอเคๆ งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ” เขาทิ้งท้ายประโยคไว้แค่นั้น ก่อนจะวางสายไป และนั่นก็ยิ่งตอกย้ำฉันเข้าไปใหญ่ ว่าเขาคิดแค่เรื่องงานจริงๆ

“เฮ่ออออ...” ฉันยกมือขึ้นเหนือหัวจนสุด ก่อนจะเอี้ยวตัวไปทางซ้ายและขวาจนสุดตัวเช่นกัน “ขี้เกียจจริงๆเล้ยยย”

“อะไรกันคุณลูกสาว” เสียงคุณนายใหญ่ดังขึ้น เป็นสัญญาณให้ฉันต้องรีบหุบแขนลง “บิดขี้เกียจแบบนี้ ได้ยังไง คุณแม่บอกแล้วใช่ไหมคะ เป็นผู้หญิงน่ะต้องทำตัวให้เรียบร้อย”

“เรียบร้อยนี่ทำยากจังนะคะคุณแม่” ฉันพูดติดตลก บางทีอยู่บ้านนี่ฉันก็แทบจะเอาเตารีดรีดตัวเองให้ เรียบอยู่เหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ ก็ดันเกิดมาเป็นลูกคุณหญิงชุติกานต์ สาวสวยชาววังที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมตามแบบหญิงไทยในวรรณคดีเป๊ะ

“ลูกคนนี้นี่ ไปทานข้าวกันได้แล้วลูก คุณพ่อรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว” คุณแม่เอ่ยแกมสั่งพลางเดินนำหน้าฉันเข้าไปในบ้าน ฉันก็ว่าง่ายเดินตามเข้าไปติดๆ เป็นประจำของครอบครัวเราอยู่แล้วที่จะร่วมโต๊ะอาหารกันแบบไม่มีพี่คินเสมอ

“หืมม...น่ากินจังค่ะ” ฉันร้องด้วยความดีใจทันทีที่เห็นปลาดุกฟูของโปรดวางอยู่บนโต๊ะ “ป้าจิตนี่รู้ใจจัง”

“ชอบก็ทานเยอะๆนะคะคุณหนู” ป้าแม่บ้านที่อยู่รับใช้คุณพ่อตั้งแต่ฉันยังไม่เกิดกล่าวอย่างใจดี ฉันยิ้มรับ ก่อนจะสวาปามกับข้าวตรงหน้าอย่างจุใจ

“ค่อยๆหน่อยยัยครีม”

“เอาหน่า...ให้ลูกมันมูมมามบ้าง น่ารักดีออก” คุณพ่อของฉันน่ารักเสมอ คอยออกโรงปกป้องลูกสาวขี้ดื้อคนนี้ตลอด

/ตื๊ด/

/ครีม แกดูนี่สิ/

/clara just sent a photo/

ฉันละสายตาจากปลาดุกฟูตรงหน้ามามองข้อความที่ปรากฎบนจอโทรศัพท์แทน คลาร่าเพื่อนสนิทของฉันเป็นคนส่งมาเอง ยัยนี่ส่งอะไรมาให้ฉันนะ

/สมาคมเกลียดแฟนใหม่พี่คีตา/

“เฮ้ยย!” ฉันอุทานเสียงหลงกลางโต๊ะอาหาร จนคุณแม่กับคุณพ่อต้องหันมาจ้องเป็นตาเดียว ฉันเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ท่านฟังไปซะทุกเรื่องด้วย เลยต้องแกล้งทำเฉไฉว่าไม่มีอะไร

/มีคนตั้งสมาคมอะไรบ้าๆพวกนี้ด้วย แฟนคลับคีตาแน่ๆแหล่ะแก/ คลาร่ายังคงส่งกระหน่ำส่งข้อความมารายงานข่าวร้าย ฉันเองก็ช๊อคพอๆกับคลาร่านั่นแหล่ะ นี่ฉันก็ไม่ได้เตรียมตัวมารับมือกับอะไรพวกนี้ด้วย

หลังจากมื้อเย็น ฉันก็ต้องรีบบ่ายเบี่ยงกับคุณแม่ที่จะไม่ไปงานเลี้ยงต้อนรับลูกค้าคนสำคัญของบริษัท โดยอ้างว่าไม่สบาย ก็มันร้อนใจ ฉันไม่รู้จะปั้นหน้ายิ้มให้ใครต่อใครยังไง ถ้าใจเต็มไปด้วยเรื่องให้ต้องกังวลขนาดนี้

/ตื่ดดด/

“ฮัลโหล” ฉันรับทันทีโดยไม่ปล่อยให้ปลายสายต้องรอนาน

“พรุ่งนี้ไปดูหนังกันนะ” แฟนกำมะลอของฉันชวนเสียงหวาน นี่เขาไม่รู้อะไรเลยรึไงนะ นี่เคยสนใจอะไรฉันบ้างไหมเนี่ย หรือว่าจะมีแต่เรื่องงานที่เขาให้ความสำคัญ

“จะหาแรงบันดาลใจไปถึงไหน”

“เธออารมณ์ไม่ดีเหรอ”

ยังมีหน้ามาถาม เสี่ยงจะโดนรุมฟาดหน้าแบบนี้ คงอารมณ์ดีมากมั้ง

“ใช่”

“งั้นไว้เราคุยกันก็ได้ สวัสดีครับ” เขาพูดแค่นั้น แค่นั้นจริงๆ ผีบ้าเอ๊ย จะไม่อยากรู้หน่อยเหรอว่าฉันเป็น อะไร นี่ฉันกำลังจะเดือดร้อนเพราะแผนบ้าๆของนายนะเนี่ย นายคีตา!!!!




เสียงนาฬิกาดังขึ้นปลุกฉันตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ เพราะฉันตั้งใจจะตื่นเช้ากว่าทุกวันเสียหน่อย อย่างน้อยเข้ามหาวิทยาลัยก่อนจะมีคนมาเยอะๆ ก็น่าจะดีกว่าเดินเฉิดฉายให้คนมองตลอดทาง ฉันเกลียดนักล่ะ เวลารู้สึกเหมือนจะโดนสปอร์ตไลท์ส่องเข้าเต็มๆที่หน้าเนี่ย

หลังจากรถโฟล์คสีเหลืองคันจิ๋วคู่ใจ พาฉันมาถึงจุดหมายเรียบร้อยแล้ว ฉันก็คงต้องสำรวจบริเวณรอบๆดูเสียหน่อย โอเค...คนแทบไม่มีเลย โล่งใจไปเปราะนึง คงเป็นเพราะออกจากบ้านแต่เช้าล่ะมั้ง รถก็เลยยังไม่ทันจะติด

“ครีม ทางนี้” เสียงคลาร่าเพื่อนผู้น่ารักตะโกนโบกไม้โบกมือให้ตรงมุมตึกคณะ ฉันยิ้มรับก่อนจะกึ่งวิ่ง กึ่งเดินไปหา

“ขอบใจนะแก ที่มาอยู่เป็นเพื่อนแต่เช้า”

“สบายมากแก ว่าแต่แกเถอะ บอกเรื่องนี้กับคีตารึยัง”

ฉันส่ายหน้า

“ทำไมไม่บอกไปล่ะ”

“เขาคิดแต่เรื่องงาน ไม่ได้มาสนใจอะไรฉันหรอก” ฉันตอบเสียงอ่อย ก่อนจะทิ้งตัวลงข้างๆคลาร่า นี่ฉันหาเหาใส่หัวจริงๆเลยใช่ไหม

“เอาหน่ะ...มันคงไม่มีอะไรเลวร้ายหรอก ก็แค่แฟนคลับตามกรี๊ด ไม่มีใครมาทำอะไรแกหรอก เชื่อฉันสิ”

/โครมมมม!/

เสียงโลหะหรืออะไรซักอย่างกระแทกเข้ากับวัสดุหนักๆเข้าอย่างจัง ฉันเบิกตาโผลงด้วยความตกใจ คลาร่าก็เช่นกัน แต่ด้วยความที่ยังไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เราก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเสียงนั่นมากนัก คงเป็นอิฐหรืออะไรซักอย่างหล่นลงมาล่ะมั้ง ไม่มีอะไรหรอก

“ขอโทษนะครับ” เสียงลุงยามดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตรงเข้ามาที่ฉัน “เป็นเจ้าของรถทะเบียน ก 1234 รึเปล่า ไปดูที่รถหน่อย กระถางตกใส่น่ะ บุบไปทั้งคันเลย”

“ห๊ะ!!” ฉันคิดผิด เสียงนั่นมันดันเกิดมาจากรถฉัน คงต้องมีใครซักคนเล่นพิเรนทร์แน่ๆ “ซวยแล้วว่ะแก” ฉันหันไปบอกคลาร่าเสียงสั่น เราทั้งคู่ก็ต่างเห็นพร้องต้องกันโดยที่ไม่ต้องพูดอะไร เรื่องนี้มันต้องไม่ใช่อุบัติเหตุ ต้องมีใครซักคนตั้งใจให้มันเกิดขึ้นแน่ๆ

ฉันกับคลาร่าวิ่งกันมาที่รถอย่างหน้าตาตื่น และทันทีที่มาถึง ฉันก็รู้สึกเหมือนมีคนเอาไม้หน้าสามมาฟาดเข้าที่หัวจังๆ รู้สึกมึนอย่างบอกไม่ถูก สภาพรถฉันมีรอยลิปสติกเขียนคำด่าเต็มไปหมด แต่ที่แย่ไปกว่านั้น คือหลังคารถ ที่อยู่ดีดีก็มีกระถางต้นไม้ล่วงลงมาจากระเบียงชั้น 2 มานอนอวดดินจนเละเทะเกือบทั่วไปทั้งคัน

“เล่นกันขนาดนี้เลยเหรอวะ”

/ป้าหน้าปลวก/

/ขี้เหร่ไม่เจียม/

/พี่คีตาเป็นของฉัน/

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เสียงคุ้นหูดังโหวกเหวกขึ้นท่ามกลางนักศึกษาที่เริ่มมาทยอยมุงดู ฉันค่อยๆหันหลัง ไปสบตาเขา ฉันแอบรู้สึกขอบคุณพระเจ้านะ ที่ไปเรียกเขามาให้

“ฉันว่าฉันโดนฤทธิ์แฟนคลับนายเข้าแล้วล่ะ” ฉันพูดเสียงสั่นเครือ หัวใจฉันมันรู้สึกร้าวรานยังไงชอบกล ฉับชอบเขานะ ชอบมาก อยากจะมีโอกาสเข้าใกล้เขาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ทำไม...ทำไมต้องมีคนเข้ามาทำร้ายฉันแบบนี้ด้วย ฉันไม่ได้ต้องการจะเข้าครอบครองเขาเลยจริงๆ ไม่เลยแม้สักครั้ง

“ครีม” เขาเรียกชื่อฉันอย่างแผ่วเบา ก่อนจะโผลเข้ากอดฉันท่ามกลางสายตานับร้อยที่ไม่รู้แห่กันมาจากไหน มายืนทำหน้าที่เป็นไทยมุงที่ดีอยู่ นี่เขากำลังทำให้ฉันตกใจอยู่นะ ไม่สิ ต้องพูดว่าเขากำลังทำให้ฉันตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นไปกว่าเดิมต่างหาก

“ปล่อยฉันนะ กอดฉันกลางฝูงชนแบบนี้ คราวหน้ากระถางคงมาลงที่หัวฉันแทน” ฉันโวยวายพลางดิ้น ให้หลุดจากอ้อมกอดเขา แล้วรีบย้ายตัวไปยืนข้างๆคลาร่า

“ฉันว่านายคงต้องรับผิดชอบอะไรหน่อยนะ” คลาร่าพูดเสียงเข้ม ก่อนจะจับเข้าที่ข้อมือฉัน “ไปเถอะ เรื่องรถไว้เรียกประกันเอา”



“ลอยลิ่วพลิ้วไปชื่นใจอุรา สำราญคืนนี้ในยามราตรี”

ฉันพยายามปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับเพลงลูกกรุงที่เป็นที่โปรดปรานของตัวฉัน แต่คงเป็นเพราะเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นมาหมาดๆ มันทำให้ฉันไม่มีอารมณ์สุนทรีย์เอาเสียเลย

/ตื่ดดดด/

/20 missed call/

ฉันตัดใจไม่รับสายนายคีตามา 2-3 วันแล้ว แถมไม่ไปเรียนด้วย ฉันตั้งใจจะหลบหน้าเขา พอๆกับที่อยากจะหลบหน้าทุกคน บางทีจิตใจของฉันมันก็อ่อนแอเกินไป มันมักจะรับอะไรหนักๆแบบนี้ไม่ได้เสมอ และทางออกทางเดียวที่ฉันชอบใช้ทุกครั้งที่เจอปัญหา ก็คือ หนี

“หนี” ฉันพึมพำกับตัวเอง “หนี หนีงั้นเหรอ”

ทันทีที่เหมือนว่าสมองเฉื่อยแฉะของฉันจะคิดอะไรออก ฉันก็รีบคว้าสมุดไดอารี่สีแดงที่เขาเคยให้ฉันไว้ แล้ววิ่งเหยาะๆตรงเข้าไปที่ห้องดนตรีที่คุณพ่อสร้างไว้ให้ทันที

“เอาล่ะ...ถ้าฉันแต่งเพลงเสร็จแล้ว ฉันก็จะได้ปลดแอกตัวเองจากพันธะพวกนี้ซักที”

ฉันค่อยๆวางลงมือลงบนเปียโนคู่ใจ อันดับแรก ฉันคงต้องลองแต่งเมโลดี้คร่าวๆดูก่อน โดยปกติแล้วฉันจะชอบการแต่งเนื้อร้องไปพร้อมๆกับเมโลดี้เลย มันง่ายกว่าและก็เพราะกว่าสำหรับฉัน

/หนีคงเป็นทางเดียว

หนีคงเป็นทางออก

หนีคงเหมือนการบอก

หนีเพื่อบอกให้เธอไป

ฉันหนีเพื่อหลบพัก

แม้ฉันรักก็ต้องหนี

และหนีจากเธอคนดี

เพื่อหนีจากความวุ่นวาย

และคงต้องหนี...หัวใจตัวเอง

และคงต้องหนี...จบฝันตัวเองในยาม

ราตรีนี้...ให้มันเป็นคืนสุดท้าย

ให้ฝันสลาย...หนีไปจนไกลขอบฟ้า/







กล้วยสีเขียว
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 ส.ค. 2557, 23:40:57 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 ส.ค. 2557, 23:40:57 น.

จำนวนการเข้าชม : 934





<< ตอนที่ 1   ตอนที่ 3 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account