เพียงกลีบดอกไม้ล่องลอยไปในสายลม
..........
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอนที่ 5 : ผมไม่ใช่ผู้ชายที่ใครเรียกมาก็มา ใครไล่ออกไปก็ไป

ฉันไม่ใช่เจ้าหญิง ฉันเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งและไม่ได้สวยหวานปานนางเอกในนวนิยายพาฝัน เพราะฉะนั้นหลังจากที่ตื่นตระหนกตกใจเพราะมีผู้ชายมานั่งอยู่ข้างเตียงในขณะที่ฉันไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ฉันก็ไม่แน่ใจว่าร่างเปลือยเปล่าของตัวเองจะมีคุณค่ามากพอที่จะเปิดปากกรีดร้องตกใจโวยวายตามสไตล์นางเอกผู้รักนวลสงวนตัวหรือไม่

ดีที่เขาพูดออกมาก่อน

“ไม่ต้องตกใจ ผมไม่ได้มาทำร้ายคุณ”

ในขณะนั้น มือข้างซ้ายของคนพูดคือ Nokia N76 สีแดงสดของฉัน (อันเป็นรุ่นที่วิรงรองพูดอย่างไม่ไว้หน้าเลยว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้มันสมควรกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของโนเกียได้แล้ว) ส่วนในมือขวาของเขาคือ Blackberry รุ่นล่าสุดสีดำ

วิรงรองเคยบอกฉันว่าจริงๆทางตะวันตกใช้ BB กันมานานแล้ว แรกๆมักใช้ในกลุ่มนักธุรกิจที่จำเป็นต้องติดต่อกับ ‘คนของตน’ เกือบตลอดเวลา (ทั้งหุ้นส่วน คณะกรรมการผู้บริหาร เลขานุการ ฝ่ายผลิต ฝ่ายการตลาด ฝ่ายโฆษณา ลูกน้อง ลูกค้า คนขับรถ ภรรยาหลวงที่อยู่ในบ้านใหญ่ ภรรยาน้อยที่อยู่ในบ้านเล็กและโสเภณีคนโปรด?) เนื่องจากชีวิตนักธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้เป็นไปตามละครหลังข่าวนำเสนอ พระเอกไม่ได้ใส่สูทไปนั่งอ่านและเซ็นเอกสารในห้องทำงานสุดหรู ที่ทำ..คือลูกน้องส่งรายละเอียดงานหรือรายละเอียดสัญญาธุรกิจเป็นไฟล์แนบมาในอีเมลให้เจ้านายอ่านก่อน เจ้านายอนุมัติหรือไม่ บางทีก็ตอบกันได้เดี๋ยวนั้น จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับความใจดีของเจ้านายที่อาจจะถ่อมาลงชื่อในเอกสารที่บริษัทด้วยตัวเอง ถ้าไม่ เราก็อาจได้เห็นแม่เลขาฯสาวหอบแฟ้มกองโตขึ้นแท็กซี่ไปตามหา..มายบอส

CEO บางคนในยุคนี้ ไม่มีห้องทำงาน (อ้าว..แล้วคราวนี้นางอิจฉาจะไปตามหาพระเอกที่ไหนล่ะ)

เพื่อนสาวผู้ชอบเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือของฉันเคยพูดเปรยๆว่า “มีวัยรุ่นไทยกี่คนที่รู้ว่าบีบีถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครเอาไปนั่งแชทไร้สาระจนไม่มีเวลาทำงานทำการหรือเล่าเรียนหนังสือ แล้ว..มีคนไทยกี่คนที่ซื้อโทรศัพท์มือถือมาสักเครื่องแล้วใช้ฟังก์ชั่นทั้งหมดของมันอย่างเต็มเหนี่ยว”

มันซดเหล้าเข้าปากไปอีกอึกก่อนจะพูดต่อ

“คนเราน่ะนะ ถ้าลองพิจารณาดีๆ แม่งมันเสียเงินไปอย่างเปล่าประโยชน์มากมาย แล้วก็มาบ่นๆว่าจน กู้หนี้ยืมสินจนท่วมตัว”

ต้องเมาเท่านั้น สาวสวยแถมรวยอย่างมันถึงจะพูดอะไรแบบนั้นได้ ก็ขนาดจ่ายค่าเหล้า มันยังไม่เคยเอาตังค์ทอน

เหตุผล

“เพชรลดา ใครบอกว่าฉันจ่ายแต่ค่าเหล้า ฉันจ่ายค่ายิ้มของบาร์เทนเนอร์ด้วยว่ะ”

ถึงกระนั้น..แปลก ฉันก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันใช้เงินอย่างไร้ประโยชน์เหมือนในสายตาของคนอื่น คงเหมือนกับฉันจ่ายค่าอาหารแล้วต้องเอาเงินส่วนหนึ่งไปใส่ใน Tip Box ทุกครั้งไม่ว่าบริกรจะบริการหรือไม่ หรือซื้อของแล้วไม่เคยต่อราคาและไม่เข้าใจว่าทำไมต้องต่อ

คุณค่ากับราคาต่างกันฉันใด ดูเหมือนว่าคนประหยัดกับคนตระหนี่ก็ต่างกันฉันนั้น

“มันเป็นปริศนาอย่างหนึ่งของโลก ทำไมผู้ชายจ่ายมากกว่าสองเท่าเพื่อสิ่งที่ต้องการแต่ผู้หญิงจ่ายเพียงครึ่งเดียวเพื่อสิ่งที่ไม่ต้องการ ผู้ชายแค่อยากฟันผู้หญิงคนหนึ่ง มันอาจหาให้ทั้งรถและบ้านที่ราคาเป็นล้านๆ ทั้งคำสัญญิงสัญญาว่าจะแต่งงาน จะฮันนีมูนที่นู่นที่นี่ ขอเพียงแม่งได้ฟันผู้หญิงที่อยากฟันอย่างเดียว ถ้าพ่อคุณมี พ่อคุณทุ่มได้หมด ในขณะที่ผู้หญิงกระโจนใส่กองเสื้อผ้าที่ขึ้นป้ายว่า Sale โดยที่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่าตอนนั้นหล่อนอยากได้เสื้อผ้าหรือเปล่า”

ฉันมองผู้ชายที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า นึกสงสัยว่ากว่าไอ้บ้านี่จะมายืนตรงนี้ได้ มันลงทุนไปเท่าไร

เขาใช้โทรศัพท์ของฉันโทร.เข้าเครื่องเขา แล้วยังมีหน้ามาทวนเบอร์และถามฉันหน้าตาเฉย

“ถูกไหม”

ดู...มัน...ทำ (ได้แต่ดูจริงๆ)

โทรศัพท์มือถือของฉันถูกนำไปหย่อนใส่กระเป๋า หมดความหวังว่าจะฉกมันมาโทร.เรียกตำรวจ

“คุณหายตัวได้ใช่ไหม”

ฉันหลุดปากถามไปอย่างคนปัญญาอ่อน ส่วนเขาเลิกคิ้วแล้วทำหน้าเหมือนแฮรรี่ พอตเตอร์กรุ้มกริ่มใส่เฮอร์ไมโอนี่

“เอ๊ะ..หายได้ไหม”

“ทำไมคุณเข้าห้องฉันได้”


ฉันไม่เคยเสียดายเงินที่ต้องจ่ายเพื่อสวัสดิภาพของตัวเอง ฉันจึงเลือกพักโรงแรมหรูที่ดูแล้วน่าวางใจในระบบความปลอดภัย ทุกห้องพักใช้คีย์การ์ดซึ่งเมื่อเข้าห้องเสียบการ์ดแล้ว ประตูจะล็อกอัตโนมัติทันทีที่ปิด

แล้วนายนี่เข้ามาอยู่ในห้องฉันได้อย่างไร ฉันไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเขาหายตัวได้ แต่ถามตรงๆนายนี่คงไม่ยอมบอก สังเกตจากท่าทางก็รู้ ..น่าจะฉลาดมิใช่น้อย

แต่เสียใจ...ไอดอลของฉันคือนางเตียวเสี้ยนว่ะ นางเตียวเสี้ยนที่ยุให้ตั๋งโต๊ะกับลิโป้ฆ่ากันได้

ฉันทอดเสียงแผ่วหวานปานน้ำเชื่อม

“บอกฉันหน่อยนะคะ”

เขา..เรียกชื่อบ้างก็ได้ นายเมธวัชร์..นามสกุลอะไรก็ไม่รู้..เลิกคิ้วตีหน้าโง่อีก ฉันเลยพูดต่ออีกหน่อย

“ฉันคิดว่าเราคุยกันดีๆ เราคงเป็นเพื่อนกันได้”

“ผมไม่อยากเป็นเพื่อนคุณ”

เขาพูดแล้วถือวิสาสะนั่งลงบนเตียงของฉัน ทอดมือวางลงบนผ้าห่มและยกขาข้างหนึ่งขึ้นไขว่ห้าง

ปกติ..ฉันมักจะวิจารณ์ผู้ชายที่ชอบนั่งไขว่ห้าง(ในใจ)ว่า...เป็นเกย์..แต่ตอนนี้กลับคิดว่าผู้ชายตรงหน้านั่งไขว่ห้างได้ก้าวร้าวและเท่เป็นบ้า ทั้งมาดทั้งแววตาเหมือนพวกทรราช พวกหัวหน้ากองกำลังเผด็จการหรือไม่ก็เหมือนพวกหัวหน้าอาชญากรในหนังเจ้าพ่อ ไม่ใช่หนังแก๊งสเตอร์ธรรมดา นายนี่ต้องเป็นพระเอกในหนังประเภทเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ซิซิเลียนหรือไม่ก็เดอะก๊อดฟาเธอร์

“คุณเรียกผมมาในคืนนั้น จำไม่ได้หรือ”

เออ..เขาไม่โง่อย่างที่เขาว่าจริงๆนั่นแหละ

“ถ้าคุณมาเพราะเหตุนั้น เสียดาย คืนนี้ฉันต้องเชิญคุณออกไป”

“ผมไม่ใช่ผู้ชายที่ใครเรียกมาก็มา ใครไล่ออกไปก็ไป”

ฉันห่อปากเป็นรูปตัวโอ ประโยคนี้สวย

เขามองตาฉัน

“เพชรลดา ถ้าผมพอใจ ผมยินดีจ่ายให้คุณอย่างงาม”

พอนายนี่พูดคำว่าจะ ‘จ่าย’ ฉันก็เริ่มวางท่าเยี่ยงโสเภณีชั้นสูงและกล่าวตอบอย่างชัด

“ไม่!”

เขาจ้องฉันนิ่ง เหมือนอารมณ์จะเริ่มไม่ดี

“ผมเกลียดคำว่าไม่”

“ฉันก็เกลียดคำว่าไม่ แต่ผู้หญิงสามารถปฏิเสธได้ถ้าเธอไม่พอใจ และผู้ชายก็ควรจะรีบไสหัวออกไปถ้าเธอไม่พอใจ”

“ผู้หญิงกล้าปฏิเสธผู้ชายที่มีอำนาจมากกว่าเธออย่างนั้นหรือ”

“ทำไมจะไม่กล้า เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ชายแบบไหน มีอำนาจเท่าไร แต่ถ้าใช้สยบแม้แต่ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งไม่ได้มันจะมีประโยชน์อะไร ผู้หญิงฉลาดไม่สนใจหรอกว่าผู้ชายที่ต้องการเธอมีอำนาจมากเท่าไร เพราะพวกเธอรู้จักอำนาจของตัวเองดีและรู้จักวิธีใช้อำนาจของพวกเธอเสมอ ซึ่งนั่นมันเพียงพอแล้วสำหรับการถล่มโลกให้ราบเป็นหน้ากลอง”

ฉันไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงได้หลุดคำพูดเพ้อเจ้อไปตามที่คิดได้ขนาดนั้น ทั้งที่รู้ก็รู้ว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักจะหมิ่นแคลนผู้หญิงได้ทุกเรื่องเพราะถือว่าต่อให้ไม่มี ‘อำนาจ’ อย่างน้อยเขาก็ยังมี ‘กำลัง’มากกว่า ศักดิ์ศรีและความทรนงของผู้ชายไม่เคยยอมรับความเหนือกว่าของผู้หญิงไม่ว่าจะเหตุผลใด ฉันรู้มาตั้งแต่เกิดว่าบุรุษเพศอหังการอย่างไม่อาจเยียวยารักษา มันจึงป่วยการที่จะโต้เถียงกับผู้ชาย เพศที่มีเหตุผลแต่ไม่ค่อยใช้

เขาเงียบไปพักใหญ่แต่สีหน้าแววตาบอกว่ากำลังขำ ฉันเริ่มขยับตัว บอกตัวเองให้เตรียมพร้อม ถ้าเขาจะกล้าใช้ ‘อำนาจ’ หรือแม้แต่ ‘กำลัง’ ของเขาก็เอาสิ ฉันก็มีมือมีเท้าเท่ากันและเชื่อว่าตัวเองทำอะไรได้ดีกว่าหนี

แต่ผิดคาด..ท่าทีเย่อหยิ่งของเขาลดลงไปห้าสิบเปอร์เซ็นต์

“คุณไม่ใช่โสเภณี”

“ถ้าเป็นเรื่องการทำมาหากินทั้งอาชีพหลักและอาชีพรอง ฉันไม่ใช่โสเภณี”

“คุณชอบมีเซ็กส์แบบเสรีหรือ”

นั่นไง ถ้าไม่ใช่กุลสตรีที่ทำตัวเหนียมอายไร้เดียงสาเรื่องเพศและไม่ใช่โสเภณีอาชีพ ผู้ชายก็มักจะเหมารวมผู้หญิงที่เหลือว่าเป็นอย่างนี้แหละ

“ฉันเป็นเสรีชน แต่ไม่ได้ชอบเซ็กส์ถึงขนาดนั้น”

เขายิ้มกว้างบริสุทธิ์แบบที่นายแบบเวอร์ซาเช่ชอบยิ้มใส่กล้องหลังจากจบสัมภาษณ์และเหมือนจะยิ้มคนเดียวไปอีกนานจนฉันพาลจะอิจฉา..มีความสุขอะไรนักหนา

เป็นนานกว่าเขาจะเงยหน้าขึ้นมา ลุกจากเตียงแล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเดรสยาวสีดำและชุดชั้นในสีเดียวกันยื่นให้ฉัน

“คุณรับปากว่าจะไปดื่มกับผมแล้ว ช่วยรักษาคำพูดด้วยล่ะกัน”

“ฉันเหนื่อย”

“ผมยินดีใส่เสื้อผ้าให้คุณ อุ้มคุณไปที่รถ ให้คุณหลับบนอกของผมสักพักหนึ่ง แล้วอุ้มคุณเข้าผับ ให้คุณหลับอยู่ใกล้ๆระหว่างที่ผมดื่มแล้วหลังจากนั้นผมจะอุ้มคุณกลับมายังโรงแรม”

ถ้าเป็นฉันที่คิด และเป็นนายนี่ที่พูด ฉันจะว่าผู้ชายคนนี้ใกล้จะกลายร่างเป็น‘ปรสิต’

ปกติ ฉันเป็นพวกศรัทธาความบ้าคลั่งทะเยอทะยานและซีเรียสกับชีวิตในระดับที่คนธรรมดาอาจมองแปลกๆ แต่บางกรณี อย่างในกรณีนี้ ฉันก็เกลียดคนเอาจริงเอาจังเหมือนกัน

“ไม่ไป”

พูดแล้วก็ล้มตัวนอน

“ถ้าคุณรู้จักผมดี คุณจะรู้ว่าผมเป็นคนที่คุณไม่ควรลองดีด้วยเด็ดขาด”

ฉันหัวเราะเสียงใส

“งั้นเหรอ ถ้าคุณรู้จักฉันดี ฉันก็เป็นคนที่คุณไม่ควรลองดีด้วยเหมือนกัน”

เขาหัวเราะเสียงต่ำ

“ไม่เหมือนกันหรอก เพชรลดา ผมชอบที่คุณมีความกล้า แต่ผมก็ไม่อยากเห็นคุณทำอะไรโง่ๆ ถ้าคุณไม่ห่วงตัวเองแต่คุณก็ยังมีเพื่อนที่สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยชื่อวิรงรอง อนิลภัทร์ มีแม่อยู่ที่กรุงเทพฯชื่อพิมพา เปิดร้านอาหารในห้องแถวเล็กๆในซอยราษฎร์บูรณะยี่สิบสี่อยู่กับสามีที่เป็นอัมพาต”

“นี่..คุณ!”

เขาเงียบ ทำหน้าเรียบเฉย

“คุณกล้าดียังไงมาสืบเรื่องของฉัน!”

“ผมไม่ได้สืบเองหรอก หลังจากที่ได้เบอร์ห้องของคุณ ผมก็สั่งให้ลูกน้องของผมสืบชื่อและเรื่องของคุณ เว้นแต่เบอร์โทรศัพท์..” เขาพยักหน้าไปทางกระเป๋าของฉัน “ผมมาสืบเอาเองดีกว่า คุณควรรู้ว่าสำหรับผู้หญิงที่เราสนใจ ไม่มีผู้ชายคนไหนใจกว้างอยากให้เบอร์โทรฯของเธอหลุดไปอยู่ในมือของผู้ชายคนอื่น”

“คุณเป็นใคร!”

“เมธวัชร์ กฤติกาลักษณ์”

“ไม่รู้จัก!”

กฤติกาลักษณ์..นามสกุลสวยกว่านามสกุลของฉันมาก แต่ไม่รู้จักจริงๆนะเว้ย

เขาโยนเสื้อผ้ากับชุดชั้นในลงมาต่อหน้าฉัน แล้วพูดเสียงเรียบเฉยปานพูดถึงดินฟ้าอากาศว่า

“โอเค เอางี้ ผมเป็นใครชื่ออะไรไม่สำคัญ เอาเป็นแค่รู้ว่าผมเป็นผู้ชายที่สามารถรับประกันได้ว่าถ้าคุณขัดใจผมเมื่อไร ภายในสามสิบนาทีจะต้องมีคนที่คุณรู้จักตายอย่างน้อยหนึ่งคน”







เมธวัชร์ กฤติกาลักษณ์

ฉันโทร.ไปถามวิรงรอง เพื่อนของฉันตอบกลับมาว่า “เมธวัชร์ กฤติกาลักษณ์ ฉันไม่รู้จัก แต่ฉันเคยได้ยินชื่อภาณุภัทร กฤติกาลักษณ์ เขาเป็นเจ้าพ่อโรงแรมคาสิโนที่รวยโคตรและเมียสวยมาก แต่ได้ข่าววงในว่าพ่อเจ้าประคุณอัพเกรดหล่อนจากนางบำเรอลำดับท้ายสุดขึ้นพรวดเดียวมาเป็นภรรยา”

“วิรงรอง..เอาง่ายๆสั้นๆ ฉันมีเวลาไม่มาก..”

“โอเค..เอาง่ายๆสั้นๆนะเพื่อน ฉันไม่รู้จักเมธวัชร์ กฤติกาลักษณ์ แต่นามสกุลกฤติกาลักษณ์คือนามสกุลของผู้มีอิทธิพลของเมืองไทย”

“หา”

“ง่ายเข้าไปอีกก็พวกมาเฟีย”

ฉันถอนหายใจ เข้าใจแล้วว่าทำไมมาดของ ‘เมธวัชร์ กฤติกาลักษณ์’ ถึงยังกับอัล คาโปนกลับชาติมาเกิด

ทั้งที่ผู้ชายมากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชายธรรมดาแต่พระเจ้ากลับพาผู้ชายที่พ่วงนามสกุลกฤติกาลักษณ์มาหาฉัน ถึงแม้ยังไม่แน่ใจว่าพระเจ้าเกลียดฉันจนเข้าไส้แล้วหรือเปล่า แต่มันก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่ทำให้เบาใจได้ว่า..นี่อาจเป็นโอกาสท่ามกลางวิกฤต

บ้าที่สุด วิกฤตที่ไหนมีโอกาส(วะ)!

“ฉันไม่รับรู้หรอกแกจะไปรู้จักใครที่ไหน แต่เตือนไว้ก่อน ห้ามไปยุ่งกับพวกกฤติกาลักษณ์เด็ดขาด แกตีหัวสารวัตรที่สถานีตำรวจ อนิลภัทร์อย่างฉันเคลียร์ให้ได้ แต่ถ้าแกไปเหยียบเท้าคนในตระกูลกฤติกาลักษณ์...”

ตัวใครตัวมันเถอะ..เปล่า..เพื่อนของฉันไม่ได้พูดอะไรไร้น้ำใจอย่างนั้น แต่เพราะมือของผู้ชายข้างหนึ่งดึงโทรศัพท์ของฉันไปกดวางสาย ปิดเครื่องแล้วหย่อนลงในกระเป๋าถือของฉันเสียก่อน ฉันก็เลยไม่รู้ว่าวิรงรองพูดต่อว่าอะไร

“ผมไม่ชอบที่คุณคุยโทรศัพท์กับคนอื่นในขณะที่คุณกำลังอยู่กับผม เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมไม่มีความสำคัญสำหรับคุณเลย”

เขากระแซะเข้ามานั่งติดฉันและโน้มใบหน้ามาเสียใกล้

“ถ้ามีคุณทำอย่างนั้น ผมจะเรียกร้องความสนใจจากคุณทุกวิถีทาง”

“อย่างเช่น ขู่ว่าจะฆ่าเพื่อนและพ่อแม่ของฉัน”

อุ๊ย เขาขำ!

“ไม่เอาน่า เพชรลดา อย่าทำให้บรรยากาศในคืนนี้เสียสิ ผมอุตส่าห์ดีใจที่คุณออกมาด้วยกัน”

“แล้วคุณคิดว่าฉันสมัครใจออกมากับคุณไหม!”

“เรื่องนั้น ผมไม่คิดหรอก ไม่ว่าคุณจะสมัครใจหรือไม่ คุณก็ออกมาแล้วนี่”

แล้วเขาก็หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะแผ่วทุ้มที่ทำให้ฉันอัดอั้นตันใจ..มีความสุขอะไรกันนักหนา

กฤติกาลักษณ์คนหนึ่งที่นั่งซดเหล้าอยู่ข้างๆฉันในห้องดื่มส่วนตัว ส่วนฉันพยายามสงบความกลัวของตนเองด้วยการเฟ้นหาความจริงของโลกในสมองซึ่งอยู่ดีๆก็นึกถึงเรื่องเล่าของพระเซนรูปหนึ่ง ผู้ซึ่งมีเพียงผ้าห่มขนสัตว์หุ้มร่างที่เปล่าเปลือย และวันหนึ่งมีโจรใจโฉดบุกเข้ามาในกระท่อมร้างที่ท่านอาศัยอยู่ เพื่อที่จะปล้นชิงเอาทรัพย์เพียงหนึ่งเดียวคือผ้าขนสัตว์ของท่านไป

โจรคนนั้นขู่ว่าจะฆ่าท่าน แต่น่านับถือที่ท่านไม่กลัวแม้แต่น้อย จนโจรแปลกใจต้องถามออกไปว่าไม่รู้จักเขาหรือไร ไม่รู้หรือว่าเขาเป็นโจรใจโฉดที่ฆ่าคนมาแล้วหลายศพและกำลังจะฆ่าท่าน

ท่านตอบอย่างสงบ “จะกลัวทำไม ในเมื่อคนเราก็เกิดมาเพื่อเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่แล้ว”

ใช่ จะกลัวไปทำไม ในเมื่อคนเรามันก็เกิดมาเพื่อเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เป็นพระ เป็นโจร..เป็นคนเขียนหนังสือหรือเป็นอาชญากร!

ผู้ชายคนเดียวที่อยู่กับฉันเข้ามาแทรกแซงความคิดของฉันจนได้ เขาถามว่าฉันคิดอะไรอยู่ เงียบเชียว หลังจากถอนหายใจอย่างหนักอกหนึ่งเฮือก ฉันก็เล่าเรื่องของพระเซนรูปนั้นให้เขาฟัง

“แล้วพระรูปนั้นพูดว่าอะไรอีก”

แปลกใจนิดหน่อยที่เขาสนใจเรื่องที่ฉันเล่า แต่ฉันก็ตอบคำถามของเขา

“ท่านกล่าวว่าคนเราเกิดมาเพื่อเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่แล้ว และเมื่อเราเป็นอะไรก็จงทำหน้าที่และเคารพในสิ่งที่เราเป็นให้ดีที่สุด พระรูปนั้นกล่าวกับโจรว่าถ้าท่านเป็นโจรและปรารถนาจะฆ่าเรา ก็จงฆ่าเราเถิด เรายินดีตายด้วยน้ำมือของท่านเพื่อให้ท่านเป็นโจรให้ดีที่สุด”

“พระรูปนี้ใช้ได้”

จำไว้ ความจริงอย่างหนึ่งคือคำพูดสามารถแสดงถึงตัวตนของคนพูด

“มันไม่จบแค่โจรฆ่าพระตายใช่ไหม”

“แน่นอน ถ้าจบอย่างนั้นก็ทุเรศแล้ว”

“เพื่อไม่ให้มันทุเรศ เล่าต่อ”

ฉันเงียบ เขาจึงหยิบปืนขึ้นมาจากโต๊ะแล้วหยิบผ้าขึ้นมาขัดถูอย่างทะนุถนอม

ฉันสูดลมหายใจเข้าอีกหนึ่งเฮือก เล่าต่อ

“โจรตกใจมากที่พระรูปนั้นไม่กลัว”

“โจรปัญญาอ่อน เรื่องแค่นี้ตกใจ”

คิดอย่างสุภาพที่สุด ฉันอยากใช้เท้ายันเมธวัชร์ กฤติกาลักษณ์ให้กลิ้งตกโซฟาแต่กลัวว่าวิรงรอง อนิลภัทร์จะไม่ยอมไปเคลียร์ให้

ฉันเงียบ เขายิ้ม

“เล่าต่อสิ คนดี ผมจะไม่ขัดอีกแล้ว”

“โจรตกใจที่พระรูปนั้นไม่กลัว เขาเลยวิ่งหนีออกไป”

“ไม่สมเหตุสมผล โจรวิ่งหนีพระได้ยังไง”

ไม่เล่าแล้ว..ฉัน

“ฉันอยากกลับโรงแรม พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”

“นิทานยังไม่จบเลย”

“จบแล้ว!”

“ถ้าจบเท่านี้ ก็นับว่าจบได้ทุเรศมาก”

โอ๊ย!! ประเดี๋ยวก็เล่าเรื่องป๊อก..ครืดดดด..ให้นายเก็บไปฝันร้ายเสียหรอก!

“โจรมันจะวิ่งหนีออกจากกระท่อม-พระรูปนั้นห้ามไว้และบอกว่าท่านมาเยือนเรา-เราให้ท่านจากไปมือเปล่าไม่ได้-ว่าแล้วพระก็ยื่นผ้าขนสัตว์ให้บอกว่าเอาไป-เป็นของกำนัลจากเราและบอกว่าไปแล้วให้ปิดประตูกระท่อมให้ด้วยเพราะเราละอายที่เราเปลือยกาย-เราไม่อยากให้ใครผ่านมาเห็นเราในสภาพอุจาดตา-โจรทำตามนั้น-วันหนึ่งเขาถูกจับได้-แต่เขาปฏิเสธเพื่อเอาตัวรอดว่าเขาไม่ใช่โจร-ตุลาการตัดสินว่าถ้ามีใครคนหนึ่งยืนยันว่าเขาไม่ใช่โจร-จะปล่อยเขาไปแต่ไม่มีใครออกมาออกมายืนยันเลย จนกระทั่งพระเซนรูปนั้นสวมเสื้อผ้าขาดๆที่ชาวเมืองบริจาคให้มาพบเข้า-ท่านก็เข้าไปรับรองกับตุลาการว่าชายคนนั้นไม่ใช่โจรเพราะเขาเป็นมิตรของท่าน-ที่เขามาถึงเมืองนี้ก็เพราะมาเยี่ยมท่านถึงกระท่อมร้างที่ท่านอาศัยอยู่-ผ้าขนสัตว์ผืนนี้ก็ไม่ได้ปล้นเอามาเพราะท่านให้เขาเป็นของกำนัล-แถมชายผู้นี้มารยาทและมีน้ำใจดีงามที่อุตส่าห์ปิดประตูกระท่อมให้เพราะกลัวว่าท่านจะหนาว-ไอ้โจร! ไอ้มหาโจร! ไอ้ฆาตกร! ไอ้อาชญากร!คนนั้นก็เลยรอดชีวิตและกลับใจสมัครเป็นศิษย์รับใช้พระรูปนั้นไปชั่วชีวิต! จบ!”

“มีภาคสองไหม”

ฉันเสียใจจริงๆที่มิอาจควบคุมอารมณ์ได้เฉกเช่นพระเซนในนิทาน แต่คิดอย่างที่พระคิดในนิทานได้ใช่ไหม คนเรามันต้องเกิดมาเพื่อเป็นอะไรสักอย่างใช่ไหม บางทีฉันอาจจะถูกกำหนดให้เกิดมาเพื่อเป็นฆาตกรที่ฆ่าผู้ชายคนนี้! ถ้าเพื่อนฉันไม่ช่วย ฉันเคลียร์กับพวกกฤติกาลักษณ์ที่เหลือเองก็ได้ กลัวอะไร..อย่างมากก็แค่ตาย!

เมธวัชร์ กฤติกาลักษณ์หัวเราะอีกแล้ว

“เพชรลดา ไม่เอา อย่าทำหน้าบึ้งตึง ผมไม่ชอบ เรามาดื่มกันดีกว่า”

ฉันหยิบกระเป๋าลุกจากโซฟาแล้วก็ต้องถูกดึงล้มพรวดลงไปนั่งบนตักเขา..ไปอยู่ในอ้อมกอดเขา แล้วลมหายใจอุ่นๆของผู้ชายสายสกุลกฤติกาลักษณ์ก็เข้ามาลามเลียใบหน้าฉัน ฉันดิ้นเหมือนโดนเผาทั้งเป็น มือตวัดกะเอากระเป๋าคลัตซ์ตอกหมุดเหล็กฟาดใบหน้าของผู้ชายที่ริจูบแก้มฉันโดยที่ฉันไม่อนุญาต!

แต่เขาจับข้อมือฉันไว้ทัน บีบแน่นปานคีมเหล็ก ฉันกรีดร้องสุดเสียง ผู้หญิงเกิดมาเสียงสูงกว่าผู้ชายเพราะเหตุใด คำตอบ..ก็เพื่อทำให้ผู้ชายแก้วหูร้าวไงล่ะ ในเมื่อห้องนี้มันเป็นห้องเก็บเสียงที่ฉันร้องดังเท่าไรก็ไม่มีใครได้ยินนอกจากผู้ชายคนนี้ ก็ทำให้ความซวยบังเกิดแก่แก้วหูของผู้ชายตรงหน้าฉันคนเดียวแล้วกัน!

เขาปล่อยมือฉันเพื่อไปปกป้องหูของตัวเอง ฉันลุกขึ้นวิ่งไปที่ประตู แต่บัดซบ! ใครล็อกประตูจากข้างนอก!

“ประตูจะเปิดตอนตีสี่” เขาอุตส่าห์บอก

“ใครจะอยู่กับคุณจนถึงตีสี่กัน!”

“คุณ” เขาถอดเสื้อนอกแล้วปลดกระดุมที่ข้อมือ..นี่หมายความว่า..

เอาล่ะ ไม่ต้องคิด ตั้งสติเท่านั้น

เขาถอดเข็มขัด ปลดกระดุมแขนเสื้อ สัญญาเลยว่าถ้าฉันรอดตายไปได้ สิ่งที่ฉันจะทำเป็นอย่างแรกคือกลับไปเผาตำราเรียนวิชามนุษยศาสตร์ของตัวเองให้หมดเพราะพวกมันหลอกลวงให้ฉันเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนดีโดยกำเนิด มนุษย์รู้จักผิดชอบชั่วดีต่อให้ไม่มีศาสนาอบรมบ่มนิสัย แต่นี่ขนาดโลกมีศาสนาตั้งหลายศาสนา มีงานศิลปะที่ยกระดับจิตใจมหาศาล มีหนังสือดีๆนับไม่ถ้วน มนุษย์ยังเลวได้ขนาดนี้เลย!

“ถ้าคุณกลัวก็นอนนิ่งๆแล้วหลับตา ไม่นานหรอก หลังจากที่ผมพอใจ ผมจะส่งคุณกลับไปโดยที่ไม่มีอะไรบุบสลาย”

เขายิ้มที่มุมปากก่อนจะพูดต่อ

“เว้นแต่คุณจะยังบริสุทธิ์อยู่”


อีกแล้วไง..ฉันเจอคนที่ล้อปมด้อยของฉันอีกคนแล้ว ถึงแม้ผู้หญิงบางคนจะหลงคิดว่าตัวเองมีคุณค่าเหนือกว่าผู้หญิงคนอื่นเพราะยังมีเยื่อพรหมจรรย์ติดอยู่กับตัว แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้น มากกว่าครึ่งหนึ่งในใจฉันอยากเป็นเหมือนวิรงรอง เป็นอิสระและใช้ชีวิตอย่างเสรีเสมอภาคเท่าเทียมผู้ชาย ฉันเชื่อว่าการที่ตัวเองยังบริสุทธิ์อยู่จะทำให้ฉันอ่อนไหวกับผู้ชายได้ง่ายดาย ถึงกระนั้นมันก็ฝืนความรู้สึกมากเกินไปที่ฉันจะไปนอนกับผู้ชายคนใดก็ได้เพื่อทำลายความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ฉันยืนเอาหลังติดประตู มองดูเขาเดินเข้ามา ความร้อนเคลือบทากระบอกตา ถ้าจะสู้ มันไม่ใช่เพราะฉันสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้หญิง เพราะในความคิดของฉัน พรหมจรรย์ไม่ใช่ศักดิ์ศรีของผู้ชายฉันใด มันก็ไม่ใช่ศักดิ์ศรีของผู้หญิงฉันนั้น แต่ถ้าฉันสู้ ฉันจะสู้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ต้องการให้ใครมารุกรานร่างกายของฉัน ร่างกายของฉันเป็นสิทธิของฉันโดยชอบธรรมตั้งแต่วันที่ฉันถือกำเนิดและถ้าฉันไม่พอใจให้ใครแตะต้องฉัน ฉันก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ว่าคนข้างหน้าฉันจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม

“อย่าดื้อเลย เพชรลดา ผมชอบคุณมาก”

ฉันยิ้มที่มุมปาก เป็นลักษณะกิริยาอาการที่วิรงรองเท่านั้นที่รู้และเข้าใจ

..ฉันบ้าเลือดแล้ว..

“ถ้าคิดว่าจะทำได้ ก็ลองดูสิ”



สร้อยดอกหมาก
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 5 เม.ย. 2554, 11:51:30 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 5 เม.ย. 2554, 11:51:30 น.

จำนวนการเข้าชม : 3900





<< ตอนที่ 4 : ผู้ชายที่มั่นใจจนน่ากลัวและฉลาดจนน่าเกลียด   ตอนที่ 7 : แม่จำไม่ได้ว่าผู้ชายคนแรกของตัวเองเป็นใครและจำไม่ได้ว่านอนกับผู้ชายมากี่คนแล้ว >>
มะดัน 5 เม.ย. 2554, 12:03:15 น.
มาอ่านต่อ..


จุฬามณีเฟื่องนคร 5 เม.ย. 2554, 12:25:33 น.
ชอบชื่อนิยายยาว ๆ แบบนี้จังเลยครับ


panon 5 เม.ย. 2554, 16:22:29 น.
อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยช๊อบมั่กๆๆๆๆๆๆ


sai 5 เม.ย. 2554, 17:04:23 น.
รอดูนางเอกเราบ้าเลือด


ณิณ 5 เม.ย. 2554, 17:31:30 น.
ูู^^


bow 5 เม.ย. 2554, 18:57:11 น.
รอ.. ร๊อ.. รอ..
มาตั้งแต่ตแนคุณสร้อยโพสในบอร์ดเดิมแล้วละค่ะ :)
ชอบเรื่องนี้มากๆ เลยค่ะ


จุฬามณีเฟื่องนคร 5 เม.ย. 2554, 20:38:25 น.
โอ้ววววววววว..สุดยอด


หมอนทอง 6 เม.ย. 2554, 07:57:38 น.
มาปูเสื่อรอดูตอนต่อไป


แว่นใส 7 เม.ย. 2554, 08:26:39 น.
รออ่านตอนต่อไปตั้งนานแล้ว


Canopus 28 ส.ค. 2554, 12:10:40 น.
เพิ่งมาตามย้อนอ่านตอนที่6หายไปไหนคะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account