Love scene รักนี้ต้องแย่ง (นิยายชุด Love pill)
ฉันควรจะทำให้เขาเข้าใจฉัน หรือ ฉันควรจะเริ่มใหม่กับใครซักคน
Tags: ดราม่า

ตอน: ตอนที่ 1

“คุณคีย์ครับ นางเอกคุณนี่ ทำไมหน้าบูด ดูอมทุกข์จัง”

คนผมสีออกบลอนซ์ หน้าดูลูกครึ่งหน่อยๆเป็นคนพูดประโยคน่าโมโหนี้

“เบาๆหน่อยครับคุณ เผาขนไปหน่อยนะครับ ผมว่า”

คีตาที่ก้มหน้าไปผูกเชือกรองเท้าอยู่ แหงนหน้ามามองฉันสลับกับนายผมบลอนซ์คนนั้น และแน่นอนเขายังคงคิดว่าฉันไม่ได้ยิน

“สวยดีนะครับ แต่ผมว่าฉากเซ็กซี่ที่ต้องเข้ากับผม คงเหมือนหินเต้นได้แน่ๆ”

/ปัง/

ฉันแกล้งวางกระเป๋าสะพายกระทบลงบนโต๊ะให้เกิดเสียงดังซักหน่อย หากเขาจะพอมีมารยาทซักนิด ก็คงจะฉุกคิดขึ้นได้ว่าควรจะหยุดพูดให้ร้ายคนอื่นแบบนี้เสียที

แต่นั่น...ก็ยังไม่ได้ผล

นายนั่นก้าวเท้ามาทางฉัน ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามและหย่อนตัวลงนั่ง พลางมองมาทางฉันอย่างไม่น่าไว้ใจ

“ผมคิดว่า เราอาจจะต้องทำความรู้จักกันไว้หน่อย ตอนเข้าฉากจะได้ไม่เขิน”

ฉันเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์ มองไปทางคู่สนทนาเพียงคู่ แล้วก้มหน้าลงอย่างเดิม

“เป็นเรื่องดีนะครับ ที่นายคีย์ขอให้คุณมาเป็นนางเอก เอ็มวี เพลงใหม่ ...” เขาเว้นวรรค ก่อนจะเอื้อมมือ มากดโทรศัพท์ฉันลง พลางพูดต่อว่า “...คู่กับผม”

ฉันปิดล็อคโทรศัพท์ ถอนหายใจเล็กน้อย พลางพิจารณาความสามารถพิเศษของนายคนนี้ นี่เขาทำให้ฉันเกลียดได้ตั้งแต่ยังไม่รู้จักชื่อเขาได้ยังไงกัน เก่งชะมัด

แต่เอาล่ะ...ฉันอาจจะต้องยอมเปิดปากพูดอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้เสียมารยาทกับเพื่อนร่วมงานมากจนเกิน ไป

“คีตาเคยช่วยชีวิตคนในครอบครัวฉันเอาไว้ พอเขาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ฉันก็รีบตกลง ถ้าคุณคิดว่านี่เป็นเรื่องดี ฉันก็ว่าดีค่ะ”

ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ไม่มีรอยยิ้มใดใดปรากฎอยู่บนใบหน้าทั้งนั้น แต่ความเฉยชาดุจหินอย่างที่เขาว่ากลับทำให้เขายิ้มหวานอย่างชอบใจ ประหลาดคน

นี่ถ้ารู้มาก่อนว่าการสำนึกบุญคุณน้องคีย์กับน้องครีม จะนำซึ่งความไม่จำเริญใจแบบนี้ ฉันอาจจะยอมเป็นคนเนรคุณเอาก็ได้นะ การทำงานกับนายนี่ ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกอะไรเลย มีอย่างที่ไหนนินทาผู้หญิงที่ยังไม่แม้แต่จะรู้จักกัน หาว่าฉันเป็นหินบ้าง หน้าตาดูอมทุกข์บ้าง ทีนายปากหมา ฉันยังไม่ยักจะอยากพูด

“พร้อมเข้าฉากกันแล้วนะครับ”

เสียงแหบแห้งของทีมงานดังขึ้นแทรกกลางระหว่างฉันกับนายผมบลอนซ์ ฉันค่อยๆหันไปสบตาทีมงานสาวร่างเล็ก แล้วพยักหน้าพลางยิ้มให้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามหล่อนไปติดๆ

นายนั่นก็ด้วย

ฉันเดินตามทีมงานมาหยุดหน้ามอนิเตอร์เพื่อทำความเข้าใจกับบทอีกครั้ง กับผู้กำกับที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี

“สวัสดีค่ะ อาภักค์” ฉันกล่าวพลางยกมือไหว้อย่างนอบน้อม อาภักค์เองก็รับไหว้อย่างเป็นเอง ก่อนจะมองเลยฉันไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“ว่าไงไอซีล เล่นให้ดีนะเอ็งน่ะ อย่าหลายเทคนะเว้ย นี่เขานางเอกตัวท๊อป อย่าทำเขาเสียเวลารู้รึเปล่า”

“ผมน่ะ มืออาชีพนะอา ไม่ต้องห่วงหรอกหน่า”

“อย่าให้เห็นว่าโม้นะ เอาล่ะ...ขออาอธิบายทบทวนซักหน่อย” ว่าแล้วอาภักค์ก็หยิบสตอรี่บอร์ดออกมาวางให้เห็นได้ชัด แล้ววางนิ้วลงไปในเฟรมซ้ายสุด “ เราจะเริ่มถ่ายฉากนี้ก่อน เนื้อหาเพลงคือเพลย์บอยกลับใจใช่ไหม รุ้งนี่ก็จะใช้ท่าทางยั่วยวนซีลที่นั่งพยายามไม่สนใจให้ใจแตกกลับมาเป็นเพลย์บอยเหมือนเดิม พอนึกภาพออกนะ” อาภักค์อธิบายไว้แค่นั้นก่อนจะหยิบวอขึ้นมาแล้วกรอกเสียงลงไปในนั้น “ฉากพร้อมนะ บอกคีตากับฟิน มือกลองแสตนด์บายด้วย” อาภักค์พูดเสียงจริงจังขึ้นก่อนจะหันมาพยักหน้าให้ฉันกับนายซีล เป็นเชิงให้ไปเตรียมพร้อม

ทางอาภักค์และทีมงานเลือกเซตฉากหลังให้เป็นห้องเรียน ใช้อิฐสีน้ำตาลแดงเป็นพื้นหลัง กระดานเป็นกระดานดำ มีชอล์กเขียนคำว่า December ไว้ ส่วนโต๊ะเรียนก็เป็นโต๊ะไม้ และแน่นอนว่าถ้าจะให้ถูกตามแบบฉบับนักเรียนไทยแล้วล่ะก็ ต้องมีรอยลิขวิดด้วย

“ซีล เอ็งนั่งใส่แว่นทำหน้าเนิร์ดเข้าไว้ ส่วนรุ้งก็ตามที่ทีมงานบรีฟไว้คราวก่อนนะ” ฉันยิ้มรับให้อาภักค์ ก่อนหน้านี้ฉันมีนัดบรีฟท่าเต้น ท่าทางต่างๆไว้แล้ว เพลงนี้ก็มีจังหวะดิสโก้สนุกๆ คงสนุกไปกับมันได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก

“ฟินกับคีตามาละค่ะ อา” หนึ่งในทีมงานเดินมากระซิบบอกอาภักค์ ตามมาติดๆด้วย 2 หนุ่มท่าทาง อารมณ์ดี ฉันส่งยิ้มทักทายให้น้องคีย์เล็กน้อย ก่อนจะสังเกตุเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆหน้าตาคุ้นเคยยืนโบกไม้โบกมืออยู่มุมสตูดิโอ

“น้องครีม” ฉันเอ่ยเบาๆ ก่อนจะโบกมือทักทายกลับไป

“คีตานั่งเล่นกีตาร์กับร้องตรงนี้นะ ส่วนฟิน ไปนั่งตีสแนร์กับไฮแฮดอยู่หน้ากระดาน เราจะถ่ายท่อนฮุคแรกก่อน เดี๋ยวฮุค 2 จะ
close up ไปที่นางเอก พระเอกเอ็มวี ตามนี้นะครับ ทีมงานทุกคนประจำที่ครับ”

สิ้นเสียงอาภักค์ ฉันกับนายซีลก็รีบเข้าประจำที่และเตรียมพร้อมทันที แต่เอาเถอะ...นายนั่นยังคงทำหน้าดูถูกว่าฉันยังต้องเต้นเป็นหินอยู่ ฉันจะทำให้นายเห็นเองว่าซุป’ตาร์ตัวแม่อย่างฉัน พกความเก่งมามากแค่ไหน

“กล้องพร้อม ไฟพร้อม เพลงพร้อม เพลย์บอยกลับใจ เทค1 ซีน1 แอ๊กชั่น”

/Oh woa oh no Don’t touch me..../

ฉันเริ่มจากโยกสะโพกไปทางซ้ายและขวาสลับกันให้เข้ากับจังหวะ จากนั้นยกขาข้างขวาลูบกับอีกข้าง แล้วยกเข่ามาพาดกับหน้าตักของนายซีลที่ตีหน้าเนิร์ดอยู่ ก่อนจะค่อยๆก้มลงให้หลังโค้งรับกับขาและสะโพกอย่างนุ่มนวล พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้หมอนั่น

/Oh woa oh no Don’t try to kiss me..../

ก็ตามเนื้อร้อง ไม่อยากให้ฉันจูบงั้นเหรอ ฉันที่กำลังจ้องหน้าเขาอยู่ ก็ค่อยๆใช้จมูกช้อนเข้าไปที่ใต้คางนายซีล แต่ก็นะ...ฉันก็พยายามจะให้โดนน้อยที่สุดอยู่แล้ว

/ฉันเป็นเพลย์บอย แต่มันก็แค่อดีต ไม่ชอบเพลย์เกิร์ลอีกแล้ว รีบถอยไป....”

คราวนี้ถึงคิวที่ฉันจะต้องผละตัวออก แล้วเดินวนไปรอบๆโต๊ะด้วยท่าทางยั่วยวน ก่อนจะมาหยุดอยู่ข้างหลังพลางวางมือทั้ง 2 ข้าง อย่างช้าๆไปบนไหล่ พลันทำท่าเอียงคอเหมือนจะกระซิบอะไรบางอย่าง

/นั่นมันลิปสติกสีแดงที่ไฉไล เธอควรหยุดไว้ก่อน ก่อนฉันจะใจแตก/

ท่อนสุดท้ายของฮุค ฉันก็แค่ประทับริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปเนื้อแมตสีแดงขี้นก ลงบนแก้มซ้ายของนายซีล แล้วก็รอเสียงสั่งว่า...

“คัต”

ทันทีที่อาภักค์สั่งคำสั้นๆที่ฉันเฝ้ารอ ฉันก็รีบผละตัวเองออกจากไหล่หมอนั่นทันที พลางจ้ำอ้าวเดินไปยังมอนิเตอร์เพื่อจะเช็คผลงานตัวเองเสียหน่อย แต่ก้าวไปเพียงไม่กี่ก้าว ฉันก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับมาเย้ยหยั่นหมอนั่น ที่กำลังตีหน้างงกับบทบาทที่ฉันเพิ่งสวมไปแทน

“เป็นไงคะ หินพอมั้ย”





ฉันเอาตัวเองมานั่งสูดอากาศบริสุทธ์อยู่ริมชายหาดหัวหิน พร้อมกับน้องโรม ลูกชายคนเดียวของฉันที่ฉันรักดุจดวงใจ แค่ได้นั่งมองเขาโยนลูกบอลไปมา มันก็มีความสุขได้อย่างประหลาด นี่กระมัง...ความสุขของ การได้เป็นคุณแม่

“ปิดกล้องพร้อมกัน 2 เรื่องแบบนี้ก็ดีเนาะน้องรุ้ง จะได้มีเวลามาพักผ่อนบ้าง” เสียงพี่แจ๋ม ผู้จัดการส่วน ของฉันเอ่ยขึ้น

“จริงค่ะ รุ้งจะได้พาโรมมาพักผ่อนด้วย” ฉันว่าพลางมองไปยังตาโรมที่กำลังเล่นซนอีกครั้ง แต่ทว่า...เขา ไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว

“เอ๊ะ...โรมหายไปเล่นที่ไหน”

ฉันลุกขึ้นจากม้านั่งทันทีที่โรมหายไป ก่อนจะเดินลุยทราย รีบออกตามหา ฉันคิดอยู่ในใจตลอดว่าประวัติศาสตร์จะต้องไม่ซ้ำรอย จะต้องไม่มีใครมาพยายามลักพาตัวตาโรมไปได้อีก

“คงไปได้ไม่ไกลหรอกค่ะน้องรุ้ง ใจเย็นๆ”

“ไม่ได้หร่อกค่ะ...พี่แจ๋ม คราวที่แล้วก็เพราะชะล่าใจแบบนี้ ตาโรมเกือบโดนลักพาตัวไปแล้ว เรารีบออก ตามหากันเถอะค่ะ”

“ค่ะๆ เดี๋ยวพี่ไปหาแถวโรงแรมกับสระว่ายน้ำ รุ้งดูเลียบชายหาดไปนะคะ”

ฉันรีบเดินออกตามหา มองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดทาง หวังว่าเขาจะไม่จมน้ำหรือจะโดนใครเข้ามาลักพาตัวไปอีกนะ เกลียดสถานการ์ณน่าปวดใจแบบนี้จริงๆ

/ตี๊ดดดตี่ ติ้ดติ้ด/

“เอมมี่”

ฉันอุทานชื่อคู่ปรับคนเดียวในวงการ ก่อนจะรีบรับสายทันที

“นี่เธอคิดจะทำอะไร จะลักพาตัวตาโรมอีกงั้นเหรอ โรมอยู่ที่ไหน” ฉันตะโกนเสียงสั่นอย่างที่ไม่เคยทำ มาก่อน คราวที่แล้วฉันชั่งใจอยู่หลายวันมากที่จะไม่เอาเรื่อง ฉันต้องเห็นแก่ต้นสังกัด ผู้จัดละคร รวมทั้งพี่แจ๋มด้วย การที่จะเอาเรื่องยัยนี่ ก็เท่ากับต้องเปิดโปงตัวเองเรื่องที่มีลูกแล้ว และแน่นอนว่ามันจะไม่ใช่แค่ฉันที่เสียหาย ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับฉัน รวมถึงบริษัทก็จะพลอยเสียหายไปด้วย แต่ถ้าคราวนี้ยัยเอมมี่ ยังจะใช้วิธีสกปรกที่จะแบล็กเมล์ฉัน เพื่อที่ตัวเองจะได้ขึ้นเป็นที่ 1 แทนที่กันล่ะก็ ฉันจะไม่ยอมอีกครั้งแน่

“โถ...มองฉันในแง่ร้ายไปรึเปล่าจ๊ะ ฉันก็แค่เห็นน้องโรมเดินหิวอยู่แถวร้านอาหาร ก็เลยชวนมานั่งทาน ไอศครีมด้วยกัน เธอเองก็รีบตามมาสิจ๊ะ”

/ตู้ดดด/

“เธอนี่มันร้ายนักนะ”

ฉันรีบซอยเท้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปยังร้านอาหารของโรงแรมทันที จิตใจฉันจดจ่ออยู่แค่กับลูก ฉันกลัวเหลือเกินว่ายัยเอมมี่ผีบ้าจะทำอะไรแผลงๆเข้าอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้น จนไม่ทันมองว่าฉันกำลังจะชนกับใครที่ไม่ควรชนเข้า

/ตุ้บ/

“ขอโทษทีค่ะ...พอดีฉันร..รี...”

ฉันทวงคำขอโทษคืนตอนนี้ จะทันไหมนะ

“อ้าว นี่นางเอกคนล่าสุดของผมนี่ ตอนนี้ยอดวิวพุ่งไปหลักล้านแล้วนะคุณ”

“ขอโทษที่ต้องเสียมารยาทนะ แต่ฉันรีบ”

นี่มันวันบ้าอะไรกัน รวมพลคนเกลียดกันงั้นเหรอ ฉันถึงต้องมาเจอคนที่ฉันไม่อยากจะร่วมโลกด้วย ทั้งยัยเอมมี่ ทั้งนายซีล
ไม่ถึง 5 นาที ฉันก็สามารถย้ายร่างตัวเองมาถึงร้านอาหารของโรงแรมได้ มองเพียงปราดเดียวก็เห็น เป้าหมาย ฉันยังนึกขอบคุณเธออยู่นะ ที่ยังไม่ทำอะไรลูกฉัน

“อ้าวคุณแม่ โรมขอโทษทีนะครับที่มาแบบไม่บอก”

“ไม่เป็นไรหรอกลูก แต่คราวต้องบอกด้วยนะครับ คุณแม่เป็นห่วง” ฉันพูดพลางลูบหัวอย่างเบามือ “ไอศครีมอร่อยไหมครับ” ฉันถามอีกครั้ง ก่อนที่โรมจะตอบกลับฉันมาด้วยรอยยิ้มแสนหวาน ฉันเองก็ยิ้มกลับอย่างเอ็นดูเช่นกัน

“แหม...เรียกแม่ เรียกลูกได้น่ารักดีนะ”

“เธอต้องการอะไร”

แต่ดูเหมือนยัยเอมมี่จะไม่สนใจที่จะคุยกับฉันซักเท่าไหร่

“แล้วน้องโรมเคยได้เรียกคำว่า พ่อ รึยังจ๊ะ”

“เอมมี่” ฉันตวาดเสียงแข็งพร้อมทั้งส่งแววตาดุดัน เพื่อปรามให้ยัยนี่หยุดพูดเรื่องพล่อยๆ

“โรมไม่เคยเรียกพ่อหรอกครับ พ่อโรมอยู่บนสวรรค์ เป็นเทวดาคอยดูโรมอยู่ คุณแม่บอก”

โถ...ลูกรัก

“งั้นเหรอจ๊ะ แล้วโรมไม่สงสัยบ้างเหรอ ว่าก่อนที่คุณพ่อจะไปเป็นเทวดา เขาเคยเป็นใครมาก่อน ชื่ออะไร แล้ว....”

“หยุดนะ!”

มันเกินจะข่มอารมณ์แล้วจริงๆ ฉันโผลงขึ้นตบโต๊ะพลางตวาดเสียงดัง ก่อนจะจ้องหน้าอย่างเคียดแค้น แววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของฉัน ถ้ามันจะแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธได้ มันคงจะเป็นอาวุธสงครามชนิดร้ายแรงที่ฆ่าคนเป็นร้อยได้ ในพริบตาเดียว

“อะไรกัน ดูซิ..น้องโรมตกใจหมดแล้ว น้าเอมมี่ก็แค่กังวล กลัวว่าที่โรงเรียน เพื่อนๆจะเอาปมด้อยของ หนูมาล้อ ว่าเป็นเด็กไม่มี พ่อ”

“มันจะเกินไปแล้วนะ” ฉันกดเสียงต่ำพูด ให้น้ำเสียงเล็ดลอดจากฟันออกมา พลางคว้าแก้วน้ำที่วางอยู่ตรงหน้า หมายมั่นจะสาดเข้าที่หน้าดับความบ้าของยัยนี่ลง แต่ก็ต้องชะงักด้วยมือของใครซักคนมาห้ามไว้

“แต่เท่าที่จำได้ เธอก็ไม่มีพ่อเหมือนกันหนิ”

ซ..ซีล นายรู้จักยัยเอมมี่ผีบ้านี่ด้วยเหรอ

“น้องโรม น้องรุ้ง” เสียงพี่แจ๋มเรียกเข้ามาในร้านอย่างเป็นห่วง ก่อนที่ฉันจะบอกให้โรมไปอยู่กับพี่แจ๋มก่อน การที่เด็กต้องมานั่งรับรู้เรื่องราวโหดร้ายแบบนี้ มันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่

“อะไรของนาย ฉันคุยกับเพื่อนฉันอยู่ อย่ามายุ่ง” เอมมี่ตวาดแว๊ดใส่ “อ๋อ...หรือว่า ไปเล่นเอ็มวีกันแค่ เพลงเดียว เลยนึกไอเดียจับพระเอกในจอมาเป็นพ่อของลูกนอกจอออกงั้นเหรอ”

“หยุดพูดอะไรพล่อยๆแบบนี้ซักทีเถอะ” ฉันตวาดกลับ ก่อนจะถูกห้ามด้วยมือของซีลจากใต้โต๊ะ ฉันหันไปมองเจ้าของมือด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปมาก จากที่เคยมองเขาเมื่อก่อน

“เด็กที่ไม่มีพ่อ ก็คงรู้สึกเห็นใจเด็กที่ไม่มีพ่อเหมือนกันได้ไม่ยาก ฉันเข้าใจเธอนะเอมมี่ แต่เก็บความ หวังดีของตัวเองไว้เถอะ ฉันว่าเด็กคนนั้น เขาน่าจะมีความสุขกว่าเธอเยอะ”

“นายรู้ได้ไงว่าฉันไม่มีความสุข”

คราวนี้ เอมมี่เป็นฝ่ายลุกขึ้นมาจากเก้าอี้บ้าง

“คนอย่างเธอน่ะ มันน่าเกลียดเกินกว่าที่จะเข้าใจคำว่าความสุขได้ เลิกทำตัวระรานคนอื่นเขาไปทั่วซักที มันรกโลก น่ารำคาญ”

ซีลทิ้งคำด่าไว้ยืดยาว ก่อนจะลากฉันออกมาจากสมรภูมิรบ มาหยุดอยู่ริมชายหาด ท่าทางวันนี้เขาดูแปลกไปจัง ดูสุขุม พูดจาเป็นผู้ใหญ่ ผิดกับไอ้คุณซีลปากสุนัขที่ฉันเจอเมื่อวันก่อน เหมือนไม่ใช่คนเดียวกัน

“คุณโอเคนะ”

“เอ่อะ...โอเค ขะ..ขอบคุณนะ ที่เข้ามาช่วย”

“จริงๆ ผมไม่ควรเข้ามารู้ความลับของคุณเลย แต่สำหรับผม การมีลูกซักคน มันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แถมยังน่ายินดีซะอีก ผมไม่รู้ว่าผมควรพูดรึเปล่า แต่ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะยอมรับกับสื่อ เอมมี่มันจะได้เลิกเอาเรื่องนี้มาขู่คุณ”

“นี่ได้ยินแต่แรกเลยเหรอ”

“ตั้งแต่คุณเข้ามาในร้านนั่นแหล่ะ”

เขายิ้มให้ฉัน และนั่นก็ทำให้ฉันเผลอยิ้มตามได้ไม่ยากนัก

“แล้วก็ขอโทษเรื่องที่ว่าคุณว่าเป็นหินด้วย ผมมันก็แบบเนี้ย ขี้แซวไปเรื่อย อย่าถือสาผมเลยนะ”

“แล้วสรุป ฉันเล่นเป็นหินรึเปล่า”

“อยากรู้จริงๆเหรอ”

เอ๊ะ...หรือฉันจะถามคำถามที่ไม่ควรถามออกไป ทำไมตานั่นต้องเปลี่ยนท่าทีสุขุม ให้ดูเจ้าเล่ห์ขึ้นด้วย นี่ฉันพลาดท่าอะไรไปรึเปล่านะ

“ไม่อยากรู้แล้วก็ได้” ฉันว่า พลางจะหันหลังกลับ แต่ก็ดันถูกมือเขาเข้ามาฉุดแขนไว้ให้หันกลับมา

“คุณน่ะ เซ็กซี่มาก ไม่แข็งทื่ออย่างที่ผมคิดเลยซักนิด”

เขากระซิบทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นจากชายหาดไป ทิ้งให้ฉันต้องยืนหายใจถี่ๆดับหัวใจที่เต้นระทึกโครมๆ กับใบหน้าที่ร้อนผ่าวอยู่คนเดียว นี่มันอะไรกัน...

ไม่นะ

ฉันจะไม่มีทางตกหลุมพราง อีตาปากสุขัน คาสโนว่านี่เด็ดขาด

ไม่! ไม่มีทาง




กล้วยสีเขียว
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 ธ.ค. 2557, 22:52:04 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 25 ธ.ค. 2557, 04:27:35 น.

จำนวนการเข้าชม : 883





เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account