ทัณฑ์ดอกรัก
เนิ่นนานกว่าร้อยปี โชคชะตาจึงชักพาเธอมาพบเจอกับเขาอีกครั้ง เธอถูกหว่านล้อมลวงหลอกด้วยเล่ห์กะเท่ห์มารยาของหนุ่มนักเลงกลอนอายุร่วมร้อยปีที่แสนน่ารัก โรคใจอ่อนกำเริบจนอ่อนใจ น่ากลัวว่า เธอจะเผลอตัวเผลอใจยอมตกห้วงรักอันแสนเย้ายวนไปร่วมกับเขาเข้าสักวัน

เพียงแต่คนบางคน หรือจะยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น!

“ผมไม่สนใจว่าเขาจะเป็นวิญญาณบรรพบุรุษสายไหนของผม ผมรู้แต่ว่าเขาควรอยู่ส่วนเขา ส่วนคุณ...คุณต้องอยู่กับผม!”

(วิญญาณน่าเจี๊ยะ เจ้านายน่าแซะค่ะ ^^ เชิญเลือกหม่ำตามสบาย)
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: เปิดตัว (1/2)

เกสรสีชมพูสดของต้นชมพู่ม่าเหมี่ยวร่วงหล่นใส่ผ้าที่แผ่กางรอท่าไว้ราวครึ่งค่อนวัน นวลกับบ่าววัยไล่เลี่ยกันนั่งยองๆก้มหน้าก้มตารวบเอาเกสรรสเปรี้ยวใส่ลงในตะกร้าสานถี่ที่ติดมือมากันคนละใบอย่างรีบเร่งเพราะใกล้เวลาอาหารว่างยามบ่ายเต็มที แต่เก็บไปได้ไม่กี่ช่อกะคะเนจากสายตาแล้วไม่พอจะตั้งสำรับที่เรือนใหญ่ด้วยซ้ำ เสียงตะโกนเรียกก็ดังขัดจังหวะมาแต่ไกล

“อีพริ้ง...อีพริ้ง!”

ไม่แค่คนถูกเรียกที่เงยหน้ามองหาต้นเสียง นวลเองก็ละสายตาจากงานที่ทำอยู่เช่นกัน ในกรอบสายตา เธอเห็นร่างกำยำของชายวัยฉกรรจ์นุ่งโจงสีอย่างน้ำตาลไหม้เดินแกมวิ่งกวักมือเรียกอยู่ลิบๆ

“อะไรวะ ไอ้คง เรียกซะข้าตกอกตกใจ” พริ้งหยัดกายยืนขึ้น มือเท้าอยู่ที่สะเอวขณะพยักพเยิดหน้าถามน้ำเสียงเอาเรื่อง

“โถ แม่คุณแม่ทูนหัว ไม่มีเรื่องมีราวข้าจะเรียกรึ” คนเรียกถึงกับยืนหอบน้อยๆ ท่าทางจะวิ่งมาตั้งแต่เรือนยันเรือกสวน

“อะไร๊ ใครเรียกหาข้าอีกละ ใช่ซิ ข้ามันหัวไวใช้คล่องนี่ อะไรๆก็ข้า ข้าคนเดียวเลยนี่” พริ้งถามน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด ถ้อยความแฝงความนัยที่คนที่มักโดนเหน็บแนมค่อนขอดว่าทำอะไรเชื่องช้ายุรยาตรปานผู้ดีเข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ด้วยความที่เคยชินฝีปากกันมานาน นวลจึงมั่นใจว่านอกจากพริ้งพยายามยกยอตนเองบ้างเป็นบางโอกาสแล้ว ก็ไม่เคยคิดร้ายอะไร

“ใครมีอะไรรึ คุณละเมียดให้พวกข้ามาเก็บนี่ รอประเดี๋ยวก็เสร็จ จะได้ไปด้วยกันหมดนี่ละ” นวลเอ่ยถึงงานที่ได้รับมอบหมายมาจากคุณละเมียดที่ตั้งใจลงครัวเองเพื่อทำอาหารว่างให้คุณจำเริญน้องร่วมบิดาที่หอบบุตรสาวมาขอพักพิงหลังสามีตนเสียชีวิต

“โอ๊ย รอไม่ได้! ก็คุณละเมียดละให้รีบมาเรียก ขืนชักช้าข้าจะโดนหวาย อีพริ้ง เอ็งมานี่ อย่าพิร่ำพิไล” คงปฏิเสธแล้วคว้าแขนพริ้งเดินแกมวิ่งมุ่งหน้ากลับไปที่เรือนโดยมีเสียงบ่นของพริ้งดังไปตลอดทาง

จนกระทั่งทั้งสองเดินลิ่วลับ นวลค่อยละความสงสัยแล้วหันกลับมาเก็บเกสรสีสวยต่อ กลิ่นหอมสดชื่นของมันชวนให้น้ำลายสอนึกถึงรสชาติยามคลุกเคล้ากับน้ำยำ ทว่า เก็บไปยังไม่ทันเต็มตะกร้า ก็เริ่มสังเกตพบ...ไม่ว่าเธอจะขยับเคลื่อนตัวไปทางไหน ร่มเงาก็ติดตามพาดผ่านจนไอแดดจ้าในยามบ่ายไม่ร้อนจัดนัก

หญิงสาวชักเอะใจตอนกระเถิบตัวเอื้อมไปหยิบเอาเกสรที่ร่วงเลยผืนผ้า แล้วเงานั้นขยับตามบังเกิดเสียงย่ำใบไม้แห้งดังกรอบแกรบเบาๆจากด้านหลัง

นวลเหลียวหน้าเงยมอง พอประจักษ์ว่าใครคือเจ้าของเงาปริศนา ก็ก้มกลับลงหดหัวงุดๆ รีบเปลี่ยนจากท่านั่งยองๆ เป็นพับเพียบเรียบร้อย มือรวบไว้ที่หน้าตักด้วยความประหม่ากังวล

“ต้องการอันใดหรือเจ้าคะ”

เจ้าของเงานั้นไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเอื้อที่รูปร่างสมชายชาตรียิ่งขึ้นไม่เก้งก้างอย่างเด็กรุ่นด้วยวัยที่ใกล้ย่างเข้าเลขสาม ชายหนุ่มยิ้มขัน มือหนึ่งถือร่มไว้ให้ร่มเงาทั้งแก่ตนและอีกฝ่าย ส่วนอีกมือไพล่ไว้ด้านหลัง ทั้งท่วงท่าและหน้าตางามสง่าแต่ติดลักษณะเจ้าสำราญเป็นกันเองชวนให้ผู้คนนึกสนิทชิดใกล้

“ไม่ร้อนมั่งรึ” เขาไม่ตอบคำถามเพราะได้แล้วในสิ่งที่ตนต้องการโดยที่เธอไม่รู้

เป็นเขาเองที่เรียกให้คนสนิทมาหลอกดึงพริ้งไปอีกทาง ปล่อยเธอไว้อยู่กับเขาสองคน

“ไม่ร้อนเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวก็เสร็จ”

“แค่นั้นจะพออะไร ฉันช่วยเก็บนะ” เขาว่าพลางลดร่มลงหุบแล้วพิงไว้กับลำต้น ก่อนกระแอมแล้วเรียก “ยืนขึ้นก่อนสิแม่นวล”

“เจ้าคะ” คนถูกเรียกแค่เงยมองพลางกะพริบตาปริบด้วยความสงสัยโดยยังนั่งอยู่ท่าเดิม

“ฉันให้หล่อนยืน ทำหูทวนลมไปได้” เสียงของเขานุ่มนวลชวนฟัง แม้พยายามทำเหมือนดุ แต่ไม่ดุเท่าที่ตัวเขาตั้งใจ แต่กระนั้น นวลยังไม่กล้ากระมิดกระเมี้ยนให้เขาทวนคำสั่งซ้ำอีกรอบ เธอรีบยืนขึ้นไหล่ค้อมลู่ จะมองเขาแต่ละทีก็เหลือบมองเพียงนิดก่อนจะหลุบตาหลบด้วยความยำเกรง จนเขายิ้มขัน

“กลัวอะไรฉันนัก หัดหลบหน้าหลบตาตั้งแต่เมื่อไร สาวน้อยที่ทะเล่อทะล่ามาชวนฉันเล่นหมากเก็บนั่นหายไปไหนเสียแล้วเล่า” เขากล่าวเกลื่อนไปด้วยเสียงหัวเราะในตอนท้าย

“นั่นหลายปีแล้วนะเจ้าคะ” นวลท้วงที่เขาเก็บเรื่องนมนานมาแกล้งแหย่ ผิวหน้านวลแดงซ่านด้วยความขัดเขิน เมื่อนึกถึงวีรกรรมครั้งเก่าของตน

ตอนนั้น เธอเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน เห็นว่าเขาเดินลงจากเรือนสีหน้าเบื่อหน่าย ปราศจากบริวารคู่กายทั้งไอ้คงทั้งไอ้ทองล้อมหน้าล้อมหลังอย่างเคย ตัวเธอก็กำลังเบื่อด้วยยังไม่สนิทกับใครนักผนวกกับที่เขาเคยใจดีมีเมตตาให้ จึงบุ่มบ่ามชวนเขามาเล่นสนุกด้วยกัน ไม่ทันคิดว่าเขาโตกว่าอยู่หลายปี ไอ้การละเล่นแบบเด็กๆประสาผู้หญิงอย่างเธอนั้นอยู่นอกเหนือการสนใจไปไกลโข

“นั่นสินะ ฉันก็คิดอยู่...” เขาลากเสียงนุ่ม พลางส่งมือมาเชยคางเธอขึ้นสบสายตาเนิ่นนาน ก่อนกล่าวต่อเสียงเบาปานกระซิบ “แม่นวลของฉันโตเป็นสาวแล้วจริงๆ”

ความประหม่าขัดเขินต่อเรื่องราวน่าอายกลายเป็นอย่างอื่นที่เธอไม่เข้าใจ คล้ายว่าเขาได้กระตุ้นให้อะไรบางอย่างในใจเธอตื่นขึ้น มันเต้นตึกตักโครมครามจนน่ากลัวว่าเสียงจะดังไปถึงเขา

ทั้งคำพูด สายตาและสัมผัสอันอ่อนโยนชวนฝัน ชักเชิดให้หัวใจไหวสั่นเกินห้ามปราม

แต่เขาคือคนที่อยู่สูงเกินเอื้อม ไม่ควรคิด ไม่ควรแม้ฝัน

นวลรีบขืนศีรษะออกห่าง แม้รู้สึกร้อนวูบวาบเหมือนจับไข้จนใกล้จะเป็นลมล้มพับลงต่อหน้าเขา

“หนีฉันอีกแล้ว” เขาดุเสียงอ่อนพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปลดผ้าอบกลิ่นหอมกรุ่นที่เขาคล้องคออยู่ออกมาตวัดคลุมลงบนศีรษะของเธอเพื่อบังแดด แต่ในขณะเดียวกัน เขาหวังใช้ผ้าผืนนั้นพันธนาการความรักความฝันของเธอไว้ข้างกายตลอดกาล

“ฉันไม่ยอมให้หล่อนหนีฉันได้ดอก แม่นวล”

วันเวลาของนวลคล้ายหยุดลงไปชั่วขณะ วินาทีที่ตาทั้งสองสบประสาน ช่วงเวลาที่ปลายนิ้วของเขาแตะผ่านผิวแก้มส่งไออุ่นโลมไล้แผ่วเบา หัวใจที่โครมครามดั่งหมดพลังจะเต้นต่อ เธอไม่กล้าผ่อนลมหายใจออก ไม่กล้าสูดหายใจเข้า แม้แข้งขาสั่นเนื้อตัวเย็นเยียบยามอยู่เบื้องหน้าเขาแต่ไม่กล้ารั้งเท้าเลี่ยงหลบ ในหัวเหมือนมีช่องว่างกลวงเปล่า ไร้ความคิดที่จะทำสิ่งใดทั้งสิ้น

ความสามารถที่หลงเหลืออยู่คือคงตนให้สามารถหยัดยืนอยู่ได้แล้วปล่อยให้โชคชะตาและตัวเขาชักพา

ทว่าก่อนที่เรื่องจะดำเนินไปไกลกว่านั้น ภาพทั้งหมดก็เลือนราง เสียงดุจัดของใครคนหนึ่งโพล่งขัดขึ้นในนิมิตอันพร่ามัว ก่อนทุกอย่างจะดับวูบหายอย่างกะทันหัน


“ทำอะไรนั่น พ่อเอื้อ”


ขณะที่นวลสะดุ้งตัวพรวดตื่นจากฝันกลางวันอันแสนสั้น เข่าทรุดฮวบลงค้อมตัวก้มลงหน้าแทบแนบสนิทกับพื้นดิน ปัญญ์ปรียาก็ ‘ตื่น’ ขึ้นที่เปรมบุราณ

การกลับมาของเธอคราวนี้นับว่าดีขึ้นกว่าคราวที่แล้ว อาการวิงเวียนคลื่นไส้ใคร่อาเจียนแทบไม่ปรากฏ เพียงรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย สมองทึบตื้ออย่างกับโดนฤทธิ์ข้างเคียงของยาลดน้ำมูก

“หล่อนเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงมนต์ปี่ของเขาหยุดลง ทดแทนด้วยการทอดถามอย่างอาทรแต่ก็ปนเปไปด้วยความเร่งร้อนจนผิดปกติ ปัญญ์ปรียาไม่ทันสังเกต ทั้งยังไม่มีอารมณ์จะสนใจ เธอกดมือลงที่ขมับขยับนวดเบาๆคลายความปวดมึน

“ดีอยู่ค่ะ ดีกว่าคราวก่อนเยอะเลย แค่มึนหัวนิดหน่อย ขอพักเดี๋ยวนะคะ” เธอว่า

“หล่อนควรกลับบ้านแล้ว”

“อ้าว นี่ดึกแล้วเหรอคะ” ปัญญ์ปรียาหยิบโทรศัพท์มือถือบนตักขึ้นดูเวลา เห็นว่าเพิ่งผ่านจากสองทุ่มมาไม่ทันถึงยี่สิบนาทีก็มองเขาด้วยความแปลกใจ “เพิ่งแป๊บเดียวเองนี่คะ”

“เขามา” เขาเฉลยเหตุที่ต้องเร่งเร้า สีหน้าบ่งบอกว่าตัวเขาเองก็ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก

“ลุงขจรน่ะหรือคะ วันนี้มาตามเร็วจริง” หญิงสาวเอี้ยวตัวมองหา พยายามสอดสายตาผ่านช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือแต่ละชั้นไปทางประตูแต่ก็ไม่เห็นใคร

“ฉันไม่อยากให้หล่อนปดใครว่าเผลอหลับอยู่ในนี้อีก หล่อนโกหกไม่เก่งแต่ไหนแต่ไร หลอกใครเขาไม่ได้ดอก”

หญิงสาวค้อนใส่ อยากจะโต้ว่าตนไม่ใช่แม่นวลของเขา เพียงแต่นึกได้เสียก่อนว่ามีเรื่องสำคัญกว่านั้นต้องบอกเขาก่อนจากลา

“อ้อ พรุ่งนี้ฉันหยุดนะคะ”

ปกติเธอหยุดทุกวันพุธ เพิ่งจะมีอาทิตย์นี้ที่ดิพรขอแลกวันกับเธอเพราะติดธุระ เธอจึงมาหยุดวันจันทร์แทน การเปลี่ยนวันหยุดบ้างน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่จำเป็นต้องแจ้งเขา แต่แค่คิดว่าเขาอาจรอเก้อเพราะมั่นใจว่าเธอจะมาทำงานตามปกติ เธอก็เป็นกังวล

แต่แล้วหัวใจเธอพลันตกวูบด้วยความรู้สึกผิด เพราะเห็นสายตาอีกฝ่ายหม่นหมองลงด้วยความผิดหวัง แม้เขาไม่ตัดพ้อ ความเงียบจากเขากดดันจนเธอต้องกล่าวเสริมเอาใจ “เอาไงดีละ จริงๆบ้านฉันก็อยู่แค่นี้เอง เอาเป็นว่าฉันจะแอบแวะมาหาเวลาเดิมแล้วกันนะคะ”

“จริงนะ” เขาถาม รอยยิ้มกลับมากระจ่างกระจายบนใบหน้า

“จริงสิคะ ฉันสัญญา” คำยืนยันออกจากปากอย่างหนักแน่น เพราะปํญญ์ปรียาก็รู้ว่าตนเองคงกระสันอยากรู้เรื่องราวสืบต่อ อันที่จริงอยากรู้เสียวันนี้ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ เรื่องของนวลกับเขาไม่พอ ยังมีผู้หญิงคนที่โพล่งห้ามขึ้นมาอีก บางทีอาจเป็นคนเดียวกับที่กรีดร้องด่าทอนวลด้วยความเกลียดชัง

หญิงสาวคิดไปเองว่าคำสัญญาจะทำให้เขาโล่งใจดีใจ แต่รอยยิ้มดีใจกลับหายไปจากใบหน้าของเขาอีกครั้ง

ความทรงจำบางอย่างหลากย้อนกลับมาสร้างความปวดร้าวขึ้นในอก วิญญาณหนุ่มขบกรามเป็นสันนูน มือที่กำเลาปี่ไว้อย่างหลวมกระชับแน่นขึ้นเพื่อข่มอารมณ์

“อย่าสัญญาเลย แค่มา...ขอแค่หล่อนมาก็พอ” เขาเอ่ยอ้อนก่อนส่งยิ้มแทนคำลา

มันเป็นรอยยิ้มที่แตกต่างไปจากเคย อีกทั้งยามเขาเป่าเพลงคำหวานก่อนจาก เธอยังรู้สึกได้ว่ามันเป็นคำหวานที่เศร้าระทมกว่าครั้งใดๆ

จนกระทั่งภาพร่างสูงใหญ่นั่งหลังหยัดตรงสง่างาม จรดเครื่องดนตรีไทยเก่าเลางามไว้แนบริมฝีปากเลือนจางไปจากสายตา หญิงสาวค่อยหยิบกระเป๋าขึ้นสะพายมุ่งหน้าออกจากเปรมบุราณตามคำแนะนำของเขา แต่เพิ่งแตะมือทาบประตูยังไม่ผลักเปิดออก พลันสดับแว่วลำนำขับขาน...

หวานวาบแม้หวาดหวั่น
วิมานฝันกำเนิดก่อ
ย่ำค่ำจะย่ำรอ
มิคิดท้อฤพ้อครวญ

หางเสียงที่เอื้อนทิ้งท้ายในแต่ละวรรคตอนคล้ายดังอ้อนอยู่ริมหู หญิงสาวชะงักฝีเท้ามองหา ก่อนพบว่าภาพของเขาปรากฏขึ้นเป็นเงารางเลือนที่พื้นผิวประตูกระจก

โกหก...หญิงสาวเอ็ดอึงเขาอยู่ในใจ

ถ้าไม่คิดท้อไม่พ้อสักคำแล้วทำไมต้องมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น

ทำไมต้องทำเสียงเศร้าสร้อยขนาดนั้นใส่เธอด้วย

ปัญญ์ปรียาเกือบจะเปิดปากคุยกับเขา หากไม่พบว่าเงาของเขาลับหาย ทันทีที่ใครคนหนึ่งก้าวพ้นจากกำแพงฟากหนึ่งปรากฏออกมาให้เห็น

เขาชะงักยืนอยู่อึดใจ ก่อนสาวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นแล้วเปิดประตูที่ขวางระหว่างเธอกับเขาออก เขาไม่ถึงกับยิ้มแต่ก็ไม่บึ้งตึงเฉยชา สายตาคมที่มองตรงมาทำให้หัวใจของปัญญ์ปรียาสั่นไหวได้อย่างน่าประหลาด

แล้วคราวนี้ไม่ใช่สั่นเพราะกลัวเกรงเสียด้วย...

หญิงสาวยังควานหาเสียงตัวเองไม่เจอ ตอนที่เขาคว้าเอากระเป๋าใบเล็กของเธอไปถือ พอตั้งใจจะพูดอะไรสักอย่างยังถูกทำให้ตะลึงไปอีกยกเมื่อมืออุ่นแตะลงเบาๆแถวศอก กระตุ้นให้เธอออกเดิน

“กลับเถอะ” คำสั่งสั้นๆคือคำทักทายจากเขา แต่เธอไม่รู้จะตอบไปว่าอะไร ได้แต่เดินเคียงเขาไปช้าๆ หลายต่อหลายก้าวกว่าจะตั้งสติได้แล้วหยุดเท้ากึก

“ปี่ขอโทษที่กลับดึกอีกแล้ว”

“ผมไม่ได้ว่า” เขาหยุดตามเพื่อคำตอบสั้นๆ นึกหงุดหงิดในใจที่เธอขอโทษเขาอีกแล้วทั้งที่เขาไม่พูดจาดุอะไรเธอเสียหน่อย อันที่จริงเขาพยายามยิ้มทักเธอด้วยซ้ำ เพียงแต่พอคิดว่าเธอชอบขัดคำสั่งเขา ดื้ออยู่กลางค่ำกลางคืนทำอะไรก็ไม่รู้ เขาเลยยิ้มไม่ค่อยออก

“ก็คุณวรทบอกให้ปี่รีบกลับ แต่นี่สองทุ่มแล้วปี่ยังอยู่อีก” ปัญญ์ปรียากล่าวเสียงอ่อย หน้าม่อยเหมือนเด็กโดนครูดุ ถ้าเขาชักสีหน้าอีกนิด สงสัยเธอคงยื่นมือมาให้เขาตีสักแปะสองแปะ

วรทชักละเหี่ยใจ ไม่รู้ว่าเขาหน้าดุเกินไปหรือเธอตื่นตูมกลัวเขาเกินเหตุกันแน่

“แล้วทำไมไม่กลับละ ผมบอกให้คุณเลิกงานแล้วรีบกลับบ้าน เพราะเป็นห่วง” วรทเผยความในใจ แต่คนฟังจับแค่น้ำเสียงดุๆเจือด้วยความหงุดหงิดของเขาจนใจแป้ว เนื้อความสำคัญที่ว่าเขาเป็นห่วงถูกเธอเมินอย่างน่าเสียดาย

ปัญญ์ปรียาตัดสินใจไม่ถูก ครั้นเล่าความจริงให้เขาฟังก็กลัวว่าเขาจะหาว่าบ้าบอไร้สาระ จับไปเช็คประสาท แถมด้วยซองขาวไล่ออก ครั้นจะโกหกตัวเองก็เพิ่งโดนผีปรามาสว่าโกหกไม่เก่ง แต่เมื่อช่างน้ำหนักสองทาง หญิงสาวก็เลือกปั้นเรื่องปั้นราวไปสักอย่างเพื่อเอาตัวรอด

“คือ...ปี่เคลียร์งานเสร็จแล้วอ่านหนังสือติดพันน่ะค่ะ เห็นว่ายังไม่ดึกนัก แล้วกลับบ้านก็ไม่มีอะไรทำ ก็เลยอยู่ต่ออีกแป๊บนึง ที่จริงสองสามทุ่มอย่างนี้มันก็ยังไม่ดึกเท่าไรนะคะ ไฟในซอยยังสว่างโร่ ก่อนถึงที่พักปี่มีร้านจิ้มจุ่มเจ้าอร่อยอยู่ด้วย เขาเปิดถึงสี่ห้าทุ่มแหนะค่ะ คนมากินเยอะแยะ” เธอรัวข้ออ้างน่าฟังมากมายใส่เขา ใจชื้นขึ้นมาหน่อยที่พยักหน้าแล้วออกเดินต่อ

“คุณวรทไม่ต้องไปส่งปี่ก็ได้นะคะ ปี่กลับได้จริงๆค่ะ ที่พักปี่ใกล้มาก เดินเข้าซอยไปนิดเดียวเองจริงๆ เข้าไปไม่กลางซอยด้วยซ้ำนะคะ ตอนอยู่มหา’ลัย ปี่ก็มาลงป้ายหน้าห้องสมุดแล้วเดินกลับอย่างนี้ประจำ” เมื่อเดินถึงหน้าปากซอย หญิงสาวก็ทำใจกล้าทักท้วงเขาด้วยความเกรงใจ

คนเดินนำยังก้าวช้าๆเอื่อยๆไม่ยอมให้เกิดระยะห่าง ระหว่างก้าวสั้นๆของเธอกับก้าวยาวๆของเขา เขาไม่คิดจัดการความพยายามอันไร้สาระที่จะทวงคืนกระเป๋าถือ ไม่สนใจคำท้วงมากมายที่ค่อยๆพรั่งพรูออกจากปากเล็กๆของเธอด้วย ออกจะนึกสนุกที่เห็นความพยายามแบบกลัวๆกล้าๆพิกล

น่าเสียดายตรงที่เขาเคยเดินสำรวจซอยทางเข้าที่พักของเธอจนรู้ดีว่ามันใกล้มากจริงๆอย่างที่เธอว่า ต่อให้เขาจงใจเดินช้ากว่านี้สักเท่าไร ไม่นานก็ต้องส่งเธอให้พ้นสายตา

ชายหนุ่มหยุดเท้ากึก ตามองไปที่แผงลอยข้างทางที่มีโต๊ะเหล็กสีแดงสดกางวางเรียงเป็นแนว ไอร้อนโชยชายจากหม้อดินใบเล็กที่วางตามโต๊ะต่างๆ

“นี่ไงคะ ร้านจิ้มจุ่มที่ปี่บอก คนเยอะตลอดอย่างนี้แหละค่ะ ปี่ชอบมากเลย”

“นี่เหรอ” เขาทวนคำเสียงเบา พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อกล่าวประโยคที่อยู่ในความคิด ใบหน้าเขาร้อนผ่าวๆจนโมโหตัวเอง อยากจะแก้ตัวว่าไอจากหม้อดินส่งคลื่นความร้อนไกลมาถึงหน้าเขาแต่ก็รู้ว่าไม่ใช่

“งั้น...แวะกินด้วยกันก่อนนะ”



xxx อ๊ากกกก เพิ่งปั่นมาสดๆเมื่อกี้เองค่ะ ใจอ่อนยวบๆ ตอนคิดถึงคุณพี่เอื้อ แล้วมาเต้นรัวๆไปกับคุณวรท หัวใจคนแต่งทำงานหนักมากเลยขอบอก ค่นอ่านเป็นไงมั่งคะ ชอบมั้ยคะชอบมั้ย >_< ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเม้นช่วยตามอ่านกันนะคะ จุ๊บๆๆๆๆ xxx



นณกร
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 11 ม.ค. 2558, 19:29:14 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 11 ม.ค. 2558, 19:34:25 น.

จำนวนการเข้าชม : 896





<< เปิดใจ (2/2)   เปิดตัว (2/2) >>
ดังปัณณ์ 11 ม.ค. 2558, 20:34:03 น.
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด อยากเป็นหนูปี่ โอ๊ยเลือกไม่ถูกเจ้าคะ ขุ่นผีพี่เอื้อก็โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยย คุณวรทก็โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย อิชั้นอยากจะเก็บเธอไว้ทั้งสองคน กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด


คุณผีอ่ะมาทำหน้าสงสาร เนี่ยมันตะเตือนไตอยากเข้าไปปลอบเลยนะเออ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


โอชิน 11 ม.ค. 2558, 21:10:35 น.
เขินผีพี่เอื้อ..อยากชวนไปเล่นหมากเก็บที่บ้านบ้าง..ใจเต้นตูมตามกับคุณวรท..ชายสูงวัยกว่า(มาก)มันดีอย่างนี้นี่เอง
เฮ้อ..ให้เป็นหมอนข้างซ้ายขวาเสียเลยดีมั้ยหนูปี่..?


พันธุ์แตงกวา 12 ม.ค. 2558, 06:15:02 น.
ใจน้องจวนขาดแล้วพี่ยา เสียงปี่คำวอนกลอนของพี่นั้นช่างจับจิต ถ้าน้องเป็นหนูปี่ เห็นทีจิกลางมุ้งนอนหน้าตู้หนังสือนั้นเลยเจ้าค่ะ น้องจะปักหลักไม่ไปไหนเลย ไม่ไป ไม่ไป

ถ้าแบบนั้นก็อดกินจิ้มจุ่มจุ๋มจิ๋มจู๋จี๋กับพี่วรทสิ โอ๊ยยย ทำใจลำบาก เป็นนางเอกก็ลำบากอย่างนี้แหละน้า

กอกดปั่นสดๆมาลงอีกเบย เจ้จิรอ


ใบบัวน่ารัก 12 ม.ค. 2558, 07:22:59 น.
คุณเอื้ออายุเข้าเลข3 ชาติที่แล้วยังม่ายมีเมียอีกหรือ
รอหลอกกินตับนวลอะดิ แล้วก็ไม่ได้กิน ได้ไร่แห้วไปแทน
หรือเกิดอารายขึ้น
จิ้มจุ่มก็น่ากินปี่ก็กินๆๆให้อิ่มๆนะ ผู้ใหญ่เค้าเลี้ยง
เพื่อจีบเด็ก


mhengjhy 12 ม.ค. 2558, 21:57:15 น.
กรี้ดดดด มุกจีบเด็กไม่ค่อยเนียนนะคะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account