ป่าหนาวไม่หนาวรัก
ความรักช่างเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ได้สบตากันครั้งแรก
นายหัวหนุ่มแห่งป่าหนาวพยายามบอกหัวใจตัวเองมาตลอดเวลาทุกครั้งที่ได้เจอหน้าเธอว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรักใครได้อีกแล้วเพราะทั้งหัวใจตอนนี้มีเพียงแค่ปรายฟ้าคนเดียวเท่านั้นถึงแม้แฟนสาวได้จากเขาไปแล้ว หมอเคียวเพียงได้สบตานายหัวหนุ่มราวกับมีประกายไฟแล่นเข้าสู่ร่างกายเธอทันที ความรักทำให้เธอเข้าไปพัวพันกับการตายของปรายฟ้า และเหตุการณ์ครั้งนั้นนั่นเองผูกความสัมพันธ์ของเขากับเธอให้แน่นยิ่งกว่าเดิม เธอจะทำอย่างไรเมื่อเจอกับปัญหาใหญ่หลวง และเขาจะทำอย่างไรเลือกความรักครั้งเก่า หรือเลือกหัวใจตัวเอง
Tags: รักหวานแหวว แววตาซึ้ง ๆ

ตอน: บทที่ 9-10

บทที่ 9 เปิดตัวเปิดหัวใจ

เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ บนโต๊ะอาหารของบ้านใหญ่ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วย มนัญญา บุษราลัลน์ พนาพรรษ พนาพรรษนั่งตรงกลางของโต๊ะอาหาร มนัญญานั่งขวามือสุด ต่อด้วยบุษราลัลน์ เพราะฉะนั้นข้างซ้ายมือของชายหนุ่มจึงว่าง ว่างจนนายหัวของป่าหนาวเริ่มร้อนรน แต่ทุกอย่างก็หยุดลงเมื่อคนที่ชายหนุ่มคิดถึงตลอดเวลานั้นเดินเข้ามาพร้อมกับวิทวัส วันนี้หญิงสาวใส่กระโปรงยาวกรอมเท้าสีชมพูหวาน ลายดอกไม้สีขาวแต่งแต้มไปทั่ว เสื้อกล้ามสีขาวนั้นทำให้เธอดูหวานละมุลไปทั้งตัวจนคนที่นั่งมองอยู่แทบจะถอนสายตาออกจากร่างงามนั้นไม่ได้
“เชิญนั่งครับ คุณวิทวัส เคียว”
ชื่อหลังนี่ถ้าใครบางคนจะสังเกตฟังก็จะจับน้ำเสียงอ่อนโยนที่นายหัวหนุ่มเรียกได้เป็นอย่างดี
“โมครับ ผมแนะนำให้รู้จักนะครับ คนนั้นชื่อคุณวิทวัส เป็นสัตวแพทย์ดูแลฟาร์มนกของป่าหนาว โมเคยเห็นกันแล้วที่ฟาร์มมุก ส่วนคนนี้ ชื่อขวัญพรรษเป็น ฟะ...”
คำแนะนำของชายหนุ่มสิ้นสุดทันทีเพราะคนที่พูดขัดขึ้นมาไม่ใช่ใครก็หญิงสาวคนที่เขากำลังจะแนะนำนั่นแหล่ะ
“เป็นสัตวแพทย์อีกคนค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักดาราคนสวยนะคะ”
“แหม คุณขวัญพรรษก็พูดเกินไป แต่ก็ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ โมขออนุญาตเรียกเคียวเลยแล้วกันะคะ ส่วนวิน..โมรู้จักกันแล้วค่ะ”
ขวัญพรรษถึงกับตาโตเมื่อดาราสาวบอกว่ารู้จักกับวิทวัสแล้ว ตอนไหนกัน อ๋อ..คงเป็นตอนที่เธอโดนนายหัวลากลงเรือไปนั่นเอง คุณหมอคนสวยไม่สบสายตาของนายหัวหนุ่มแห่งป่าหนาวเลยสักครั้ง หารู้ไม่ว่ามันยิ่งเป็นการเพิ่มความโกรธให้สะสมยิ่งเพิ่มเข้าไปอีก
“คุณเคียวทานผัดสตอกุ้งสดนี่ดูครับ อร่อยมาก ป้านิ่มทำอร่อยที่สุด”
เจ้าหนายหนุ่มบรรจงตักให้หญิงสาวผ่านหน้าวิทวัสไปอย่างหน้าตาเฉย แล้วดูหญิงสาวทำสิ เขี่ยอาหารที่เขาตักให้ไปอยู่ข้างจาน
“ฉันไม่ชอบสตอค่ะ วินนี่ตักไก่ให้เคียวหน่อยสิ”
วิทวัสปฏิบัติให้เพื่อนสาวทันทีพร้อมกับเหลือบไปมองหน้าเจ้านายที่เริ่มหงิกนิด ๆ เพราะง้อหญิงสาวมาหลายรอบแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จสักรอบ
“งั้นป่าทานนี่แล้วกันนะคะ ของชอบไม่ใช่หรือบุษลงมือเองเลยนะ”
นายหัวหนุ่มพยักหน้าพร้อมกับตักอาหารเข้าปาก แต่สายตาก็ยังเหลือบไปมองคุณหมอคนสวยที่ดูจะเขี่ยอาหารมากว่ากิน
“เคียว อาหารไม่อร่อยหรือ เดี๋ยวพะ...ผมตักให้นะ”
คำว่าพี่กลืนหายกลายเป็นผมแทนเมื่อนึกถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับหญิงสาว
“ไม่เป็นไร ฉันตักกินเองได้ เชิญคุณบริการคนอื่นตามสบายเถอะคะ”
น้ำเสียงห่างเหินของขวัญพรรษ สร้างริ้วรอยเจ็บ ๆ ที่หัวใจของนายหัวหนุ่มได้อย่างดี
“อ่ะ ..นี่โมตักให้คุณเคียวนะคะ”
มนัญญาที่นั่งฟังอยู่ได้พักนึงแล้วเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับกิริยาของทั้งสองคน เธอจึงจำเป็นต้องเอ่ยขึ้นมาก่อนที่ระเบิดลูกใหม่จะลงบนโต๊ะอาหาร
“ขอบคุณค่ะ”
นายหัวของป่าหนาวมองคุณหมอคนสวยตักอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย นี่คงมีของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตักให้แล้วหญิงสาวไม่กินแถมยังเขี่ยไปข้างจานอีกด้วย
“เฮ้อ..นี่ถ้าฟ้าอยู่อีกคน ป่าคงมีความสุขมากกว่านี้ ว่าแล้วก็คิดถึงฟ้าจริง ๆ เลย”
บุษราลัลน์เอ่ยทำลายบรรยากาศที่ดูจะมีความสุขดีอยู่แล้ว
“บุษคุณพูดอะไร”
เสียงเข้มของนายหัวหนุ่มดังขึ้นทันที
“ก็พูดถึงฟ้าไงคะ เมื่อก่อนเราก็ทานข้าวกันแบบนี้ ป่ายังทานอาหารได้เยอะเลย เพราะว่าฟ้าลงมือทำครัวเอง”
บุษราลัลน์บอกแล้วลอบมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามตัวเอง ซึ่งก้มหน้าก้มตาตักอาหาร แต่ถ้าสังเกตให้ดี มือบางนั่นสั่นจนแทบจะควบคุมไม่ได้
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่าเอาฟ้ามายุ่งเกี่ยวอีก”
พนาพรรษบอกบุษราลัลน์เสียงเข้มแล้วเหลือบมองร่างบางที่นั่งถัดไปจากวิทวัส เห็นมือบางนั้นสั่นนิด ๆ เขาอยากจะปลอบเธอเหลือเกินว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่บุษราลัลน์พูด ถึงจะจริงมันก็จริงนิดเดียวเท่านั้น เขายังไม่ยืมปรายฟ้าก็จริง แต่ความรักที่มีให้ปรายฟ้ามันเปลี่ยนไปแล้วเพราะตอนนี้คนที่เขารักและอยากบอกรักที่สุดก็คนที่ก้มหน้ามองข้าวในจานข้างวิทวัสนั่นแหล่ะ
“อ้าวก็มันจริงนี่คะ ที่เกาะหนาวป่าไม่ยอมให้คนอื่นไปเพราะที่นั่นเป็นที่เก็บอัฐิของฟ้า และอีกอย่างป่ากับฟ้าเคยคิดจะสร้างบ้านที่เกาะหนาว เวลาใครพูดถึงเกาะหนาวป่าก็จะอารมณ์เสียทันที”
นั่นเท่ากับมันตอกย้ำความรู้สึกที่ขวัญพรรษได้รับเมื่อสักครู่นี่เอง ความจริงมันเป็นอย่างนี้เหรอ เขายังไม่ลืมปรายฟ้า เขาไม่อยากให้ใครเข้าไปยุ่มย่ามที่เกาะหนาว เกาะที่เป็นความผูกพันของปรายฟ้าและพนาพรรษ มิน่า เธอจึงโดนเข้าว่าว่าอย่ามายุ่งมันเป็นอย่างนี้นี่เอง วิทวัสเห็นเพื่อนตัวเองเงียบก็บีบมืออีกข้างหนึ่งของขวัญพรรษที่อยู่ใต้โต๊ะมีเพียงเขาและหญิงสาวเท่านั้นที่รู้ หนอยนังบุษนี่ร้ายเหมือนกันนะเนี่ย ที่ทำทั้งหมดนี่กันไว้ให้ตัวเองแน่นอน
“บุษเธอจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม คนตายไปแล้วปล่อยให้ไปสงบเถอะหรือว่าเธอไม่อยากให้ฟ้าไปสงบถึงขุดเรื่องเขาเอามาพูดแบบนี้”
มนัญญามองหน้าผู้หญิงอีกคนที่นั่งฝั่งเธออย่างพินิจพิเคราะห์
“ไม่ใช่ เธอก็พูดเกินไปนะโม แล้วเธอมาทำไม งานไม่มีหรือไง หรือตกอับจนงานไม่เข้า”
“งานฉันมีเยอะด้วย คำแช่งของเธอคงไม่ได้ผลหรอก อีกอย่างฉันอยากหยุดสบาย ๆ บ้าง อยากจะมาลองสืบอะไรบางอย่างแถวนี้ดู เพราะมีอะไรบางอย่างที่ฉันสงสัยมาก”
คำพูดของมนัญญาทำให้บุษราลัลน์กลั้นหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยังทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หญิงสาวเหลือบไปจ้องสายตาโต้ตอบมนัญญาอย่างไม่ยอมแพ้
ขวัญพรรษรวบช้อนเมื่อรับประทานอิ่มแล้ว หญิงสาวจะขอตัวกลับตั้งแต่แรกก็เกรงใจ แต่ตอนนี้มันน่าจะถึงโอกาสแล้ว หญิงสาวลุกขึ้นยืนพร้อมกับดึงวินนี่ขึ้นมาด้วย วินนี่มองเพื่อนอย่างแปลกใจเพราะตัวเองยังไม่เอิ่มเท่าไหร่
“เคียวต้องขอตัวก่อนนะคะ แล้วเจอกันนะคะคุณโม ไปหาเคียวที่ฟาร์มนกก็ได้”
“โอเคค่ะคุณเคียว”
ดูเหมือนขณะนี้คนที่เข้ากับมนัญญาและพูดกับเธอดี ๆ มีอยู่คนเดียวคือขวัญพรรษ ไม่เหมือนบุษราลัลน์แข็งทื่ออย่างกับผีดิบ
“กลับก่อนนะคะทุกคน ไปวินนี่”
แล้วหญิงสาวก็ลากเพื่อนชายหัวใจหญิงออกไปจากโต๊ะอาหาร เธอยอมเสียมารยาทบนโต๊ะอาหารแต่ไม่อยากฟังเรื่องที่ทำให้ตัวเองเสียใจอีกเป็นอันขาด
“เดี๋ยวก่อนเคียว อิ่มแล้วหรือ”
นายหัวแห่งป่าหนาวรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าคุณหมอคนสวยลุกจะกลับบ้านทั้งที่เขากับเธอยังไม่ได้เคลียร์อะไรกันเลย
“ค่ะ”
ตอบเพียงสั้น ๆ แล้วเดินออกไปจากโต๊ะอาหารทันที
“แปลก เสียมารยาทจริง ๆ พนักงานของป่าคนนี้ไม่ได้เรื่องเลยนะคะ”
บุษราลัลน์เอ่ยอย่างระอาใจ
“แต่โมว่าก็ดีเหมือนกันนะคะ โมก็อิ่มแล้วอึดอัด แต่แปลกนะ มีเธอคนเดียวมั้งบุษที่เจริญอาหารดีเหลือเกิน”
“บุษพูดเรื่องฟ้าทำไมครับ”
นายหัวแห่งป่าหนาวเอ่ยถามเสียงเรียบ
“แล้วบุษพูดไม่ได้หรือคะ มันเป็นความจริง เมื่อก่อนเราเคยกินข้าวกันแบบนี้ ป่าจำไม่ได้หรือคะ หรือว่าเพราะมีหมอเคียวเข้ามาป่าถึงลืมฟ้า ถึงเปลี่ยนไปแบบนี้”
บุษราลัลน์เอ่ยถึงขวัญพรรษอย่างเกลียดชัง
“อย่าเอาเคียวเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ผมรักใครมันก็เป็นเรื่องของผม เพราะอย่างไรเสียคนคนนั้นต้องไม่ใช่คุณ”
บุษราลัลน์ตัวชากับคำพูดของอีกฝ่าย เธอผิดอะไรกัน เขาถึงเกลียดชังเธอแบบนี้
“แต่บุษรักป่า บุษทุ่มเทกับป่าหนาวก็เพื่อป่า แล้วทำไมป่าไม่หันมามองบุษบ้าง”
“เราอย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลย พูดไปพูดมาก็วนกลับมาเรื่องเก่า พรุ่งนี้เช้าประชุมเก้าโมง ผมจะประชุมเรื่องการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ให้กับพนักงาน เจอกันตอนเก้าโมงที่สำนักงานแล้วกันนะครับ บุษเดินกลับเองได้นะ ผมไม่ได้ส่งหล่ะ”
นายหัวแห่งป่าหนาวเดินออกไปจากห้องอาหารโดยไม่มองมาที่โต๊ะอาหารอีกเลยว่าผู้หญิงอีกคนมีสีหน้าอย่างไร มือบางกำไว้แน่นสุดมือจนสั่นไปหมด กัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่น
“อ้อ...อีกอย่างเธอจำไว้เลยบุษราลัลน์ ฉันมาที่นี่วันนี้เพื่อสืบถามความจริงว่าปรายฟ้าจมน้ำตายเอง หรือว่ามีใครตั้งใจฆ่ากันแน่ เรามาช่วยสืบเรื่องนี้กันมั้ยบุษ เพราะเธออยู่ที่นี่มานาน คงรู้อะไรดีกว่าฉันแน่เลย”
คำพูดนั้นต้องการคำตอบไม่ มนัญญามองหน้าบุษราลัลน์อย่างเยาะ ๆ แล้วเดินจากไปอีกคน สิ่งที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด บุษราลัลน์คิดกับพนาพรรษมากกว่าเพื่อน ซึ่งมันคงเป็นแบบนี้มานานแล้วแต่ปรายฟ้าไม่เคยรู้ หรือว่ารู้แล้วเก็บเงียบไว้คนเดียว อีกไม่นานหรอกเรื่องการตายของปรายฟ้าต้องเปิดเผย เพราะเธอจะเป็นคนเปิดเผยเรื่องนี้เอง บุษราลัลน์มองตามมนัญญาไปด้วยดวงตาลุกโชน ปากบางพึมพำกับตัวเองเสียงเบาเกินกว่ามนัญญาจะได้ยิน
“หาเรื่อง เธอหาเรื่องเองนะมนัญญา เธอได้รู้แน่ว่ามันเป็นอย่างไร เพราะเธอจะได้เจอฟ้าที่นั่นไง”

พนาพรรษมองใบนอกหน้าต่าง ตรงนี้เขาสามารถเห็นบ้านพักของขวัญพรรษได้อย่างดี ตอนนี้ในบ้านเปิดไฟแสดงว่าคนที่อยู่ด้านในยังไม่หลับ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดข้อความส่งถึงคนที่อยู่ห้องตรงข้ามทันที
“โกรธพี่มากเลยหรือ”
เสียงข้อความที่ดังทำให้ขวัญพรรษซึ่งอาบน้ำเสร็จแล้วกำลังจะล้มตัวลงนอนหยิบมันขึ้นมาดูคิดว่าเป็นโทรศัพท์ของวินนี่ แต่เมื่อเห็นข้อความกลับยิ้มออกมานิด ๆ แล้วก็ต้องหุบยิ้มเมื่อนึกถึงการกระทำของเขา
“พี่ขอโทษ”
“...................”
“พี่รู้ว่าวันนี้พี่ทำผิด”
“.............”
“ให้โอกาสผู้ชายโง่ ๆ อย่างพี่สักครั้งได้มั้ย”
“วันนี้กินข้าวอร่อยมั้ย”
“.............”
“แต่พี่กินไม่อร่อยเลย”
“เห็นหน้าเคียวเป็นแบบนั้น กินไม่ลง”
“ถ้าอยากให้พี่มีกำลังใจทำงาน กินข้าวลงช่วยยิ้มให้หน่อยได้มั้ย”
“.............”
ทุกประโยคที่พนาพรรษพิมพ์ข้อความมาไม่ได้รับการตอบกลับทั้งสิ้นมีเพียงผู้หญิงคนเดียวที่ได้รับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กลิ้งบนเตียงไปมาอย่างสุขใจ
“พี่รักเคียวนะ”
ข้อความสุดท้ายทำให้หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างดีใจ ความโกรธในวันนี้หายหมดตั้งแต่เขาเริ่มง้อเธอแล้ว เอาว๊ะ...ลืมเรื่องที่เขาไม่เล่าให้ฟังไปก่อน เดี๋ยวเขาก็คงไว้ใจเล่าให้ฟังเองหรอก ขืนทะเลาะกันไปอย่างนี้มีแต่เสียใจกันทั้งสองฝ่าย แต่จะให้เธอคืนดีด้วยง่าย ๆ อย่าหวัง ขอเล่นตัวอีกนิดเถอะ

เช้าวันนี้เป็นวันที่เธอกับวินนี่ทำงานมีความสุขที่สุด เนื่องด้วยวินนี่ตรวจดูแล้วว่าน้องนำเงินตั้งท้องแน่นอน แต่กี่ตัวนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะว่ายังไม่รู้
“ไงเราจะเป็นแม่แล้วรู้มั้ย”
เสียงคุณหมอคนสวยคุยกับนกแก้วมาคอร์
“วินนี่ ถ้ามันใกล้คลอดแล้วมันจะถอนขนตัวเองออกก่อนใช้มั้ย”
“อืม”
“น่าเสียดาย ขนนำเงินจะไม่มีแล้ว”
เสียงล้อเลียนปนหัวเราะเรียกร้อยยิ้มจากวินนี่ได้เป็นอย่างดี เพราะสามใบที่บ้านของหญิงสาวก็มีแบบนี้แต่เป็นสีขาวสอง สีน้ำเงินหนึ่ง
“คุณหมอครับ คุณหมอ นายหัวเชิญประชุมที่สำนักงานครับ ทั้งสองคนเลยครับ ตอนนี้เลยนะครับ”
เสียงไม้วิ่งกระหืดกระหอบมาทำให้พูดติด ๆ ขัด ๆ เพราะต้องหายใจบางช่วง
“ประชุม จะเรียกเราไปทำไมกัน”
คุณหมอคนสวยถามเพื่อนหนุ่มหัวใจสาวอย่างต้องการหาคำตอบ
“ไปเถอะเดี๋ยวนังผีดิบนั่นก็กัดเอาอีกหรอก”
คำตอบของวินนี่ทำให้ขวัญพรรษหัวเราะเบา ๆ ก่อนออกไปล้างมือฆ่าเชื้อโรคเพราะเพิ่งเล่นกับนกมา แล้วทั้งสองก็เดินไปที่ออฟฟิศที่อยู่ไม่ห่างจากตรงนั้นนัก เมื่อเดินเข้ามาในออฟฟิศแล้วก็เห็นทุกคนนั่งเต็มโต๊ะประชุมไปหมดไม่ว่าจะเป็นนายหัว คุณบุษ คุณเอมี่ คุณมนูญ น้องชมพู คุณศักดิ์
“มากันครบแล้วใช่มั้ยครับ คือเรื่องที่ผมจะแจ้งก็คือ อีกสองวันเราจะมีงานเลี้ยงฉลองต้อนรับปีใหม่ที่ชายหาด เลี้ยงเฉพาะพนักงงานพวกเรานี่แหล่ะครับ ส่วนแขกที่มาพักที่รีสอร์ตเราจะมีจัดเลี้ยงอีกที่หนึ่ง คนละส่วนกัน เพราะอย่างนั้นพวกคุณกินได้เต็มที่ ส่วนเรื่องจัดงาน เรามีแผนกจัดการของรีสอร์ตเขาจะเป็นคนจัดให้เอง พวกคุณทุกคนทานเฉย ๆ แล้วก็แต่งตัวสวย ๆ มางานเลี้ยงกันได้เลย ใครแต่งตัวโดนใจกรรมการที่สุดจะมีรางวัลให้ด้วย เตรียมตัวให้พร้อมนะครับสาว ๆ หนุ่ม ๆ
สิ้นเสียงนายหัวแล้วเสียงปรบมือก็ดังก้องไปหมด
“ที่ผมพูดก็มีแค่นี้ เดี๋ยวผมขอไปประชุมเรื่องจัดงานกับทางรีสอร์ตก่อนแล้วกัน ไปคุณมนูญไปกันได้แล้ว”
นายหัวหนุ่มเดินออกไปกับคุณมนูญทิ้งให้สาว กรี๊ดกร๊าดกันว่าจะใส่ชุดอะไรดีน้า ถึงจะได้รางวัลใหญ่อันนี้ ขณะที่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่นั่งคิดอย่างเคร่งเครียด งานเลี้ยงหรือ เธอจะใช้โอกาสนี้ให้พนาพรรษเป็นของเธอให้ได้ งานนี้พลาดไม่ได้ ในเมื่อเธอบอกว่าเธอรักแล้วเขาก็ยังไม่สน เธอจำเป็นต้องใช้วิธีสกปรกบ้างหล่ะ และโอกาสนี้มีเพียงหนเดียว คนเยอะ พยายานเยอะ เธอต้องทำให้สำเร็จ บุษราลัลน์เดินออกไปจากห้องก่อนเป็นคนแรกเพื่อเบื่อเสียงเจี๊ยวจ๊าว น่ารำคาญ
“ตายแล้วนังเคียว ฉันจะใส่ชุดอะไรดีเนี่ย”
วินนี่ปรึกษาเพื่อนอย่างจีบปากจีบคอ แล้วก็นึกถึงชุดที่จะใส่ทันที
“ชุดอะไรแกก็สวยทั้งนั้นแหล่ะ”
“สมกับเป็นเพื่อนฉันจริง ๆ เลยนังเคียว ตาถึง”
ขวัญพรรษส่ายหน้ากับความล้นของเพียงชายหัวใจสาว
“งั้นเราต้องเข้าเมืองกันหน่อยแล้ว เย็นนี้มั้ยเลิกงานแล้วไปเลย”
วินนี่ชวนเพื่อนสาวก่อนคุณหมอคนสวยจะพยักหน้าเบา ๆ เป็นการตอบรับ

ผ่านมาจนถึงเวลาเย็นหนึ่งหนุ่มหัวใจสาวกับคุณหมอคนสวยก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าเมืองเต็มที่ หญิงสาวเดินผ่านหน้ารีสอร์ตด้านหน้าเพราะต้องไปขึ้นรถตรงนั้น แต่ทั้งสองก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงหวาน ๆ แหลม ๆ ของใครบางคน
“คุณเคียวรอโมด้วยค่ะ คุณวินนี่รอด้วยซิคะ”
“คุณโมมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เอ่อ...คือว่าโมอยากเข้าในเมืองด้วย ไปด้วยคนได้มั้ยคะ”
“แล้วไม่ให้คุณป่าพาไปหล่ะคะ ไปแบบนี้เดี๋ยวคนเขาก็จำได้หรอกค่ะ”
ขวัญพรรษเตือนอีกฝ่ายเพราะเธอเป็นดารามีชื่อเสียง คนต้องจำได้อยู่ดี
“นี่โมมีเครื่องแปลงกายค่ะ”
นี่ของมนัญญาคือหมวกแก๊ปลายทหารหนึ่งใบ แว่นตากันแดดสีดำอันใหญ่ปิดดวงตาจนถึงแก้มแทบมิด
“โอมั้ยคะ”
คุณหมอสองคนหัวเราะเป็นเสียงเดียวกันแล้วตอบพร้อมกันว่า
“โอค่ะ”
แล้วสาวคนก็เดินไปที่หน้าโรงแรมจ้างรถโรงแรมออกไปส่งด้านหน้าถนนใหญ่ซึ่งจะมีรถประจำทางผ่านมาอีกทีหนึ่ง แต่ก็เหมือนโชคจะเข้าข้างเมื่อรถโรงแรมคันนั้นต้องไปรับแขกในเมืองอยู่แล้ว เธอสามคนก็นั่งไปอย่างสบายแล้วค่อยไปลงในเมืองตอนกลับค่อยนั่งรถเมล์กลับมาแล้วกันไม่เห็นยาก
ตลาดในเมืองภูเก็ตเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติ คนไทย มีหลายเชื่อชาติ เสียงขายของดังขวักไขว่กันไปทั่วจนผ่านร้านผ้าบูติกร้านหนึ่งซึ่งมีสีสรรค์สวยงามและลายแปลกตากว่าที่อื่น
“นี่โมว่าเราแต่งแบบนี้ดีมั้ยคะ เอาผ้าพวกนี้พันรอบตัวแล้วมามัดไว้ที่คอให้แน่น ๆ จะได้ไม่หลุด แล้วเราก็ร้อยดอกกล้วยไม้ทำเป็นมงกุฏ สร้อยคอ กำไล ดีมั้ยคะ”
“เริด เริดค่ะ คุณโมนี่สมกับเป็นนางแบบจริง ๆ เลย ป้าขา เอาแบบนี้สามสี สามผืนเลยนะคะ หนูจะแท็คทีมกันค่ะ”
วินนี่ตะโกรบอกแม่ค้า ส่วนสองสาวหัวเราะเบา ๆ กับกิริยาที่เรียกว่ากระแดะของวินนี่
“คุณโมเป็นเพื่อนกับคุณป่านานแล้วหรือคะ”
คุณหมอคนสวยได้โอกาสถามทันที
“นานแล้วค่ะ ตั้งแต่ฟ้าแฟนเก่าเขายังอยู่ ตอนที่ฟ้าตายใหม่ ๆ ป่าเศร้าสุด ๆ เลยค่ะ ไม่มีใครหน้าไหนเข้าติดสักคนแม้กระทั่งเพื่อนสนิทอย่างพี่น้ำ”
มนัญญาเล่าถึงตอนนี้แล้วก็เศร้าเมื่อคิดถึงเรื่องที่น่าสลดใจในอดีต
“คุณน้ำนี่คือเพื่อนสนิทอีกคนของคุณป่าหรือคะ”
ขวัญพรรษถามด้วยความอยากรู้เพราะตั้งแต่อยู่มาไม่มีใครเอ่ยถึงพี่น้ำสักคน
“ค่ะ ชื่อว่าต้นน้ำค่ะ รู้จักกับพี่ป่ามาตั้งแต่เล็ก แต่ตอนนี้พี่น้ำไปติดต่องานต่างประเทศความจริงพี่น้ำเขาดูแลด้านรีสอร์ตหรอกนะคะ พี่ป่าดูด้านฟาร์มมุกอย่างเดียวก็แทบไม่มีเวลาแล้ว สองคนนี่เขาร่วมหุ้นกันค่ะ”
ขวัญพรรษพยักหน้ารับฟังเรื่องที่มนัญญาเล่าให้ฟังอย่างเงียบ ๆ
“แล้วทำไมคุณโมถึงมาดีกับพวกเราคะ เห็นตอนแรก ๆ มองพวกเราอย่างไรไม่รู้”
“โมก็เป็นคนแบบนี้แหล่ะค่ะ นิสัยเสีย แต่ถ้าเลือกได้โมก็ไม่อยากอยู่กับผีดิบแบบบุษหรอกนะคะ ว่าก็ว่าเถอะ ตอนฟ้าเสีย โมเห็นบุษเสียใจอยู่วันสองวันแค่นั้นเอง แล้วก็รื้อห้องฟ้าออกใหม่หมด ด้วยคำสั่งที่ว่ากลัวนายหัวจะเสียใจ พอป่ามาเห็นเข้าถึงกับอาละวาด แล้วบุษทำไงรู้มั้ยค่ะ นั่งร้องห่มร้องไห้ บอกว่า ที่ทำไปทั้งหมดเพราะไม่อยากให้ป่านึงถึงเรื่องเก่า ๆ แล้วเสียใจ แต่ความจริงแล้วโมว่าบุษต้องคิดยังไงยังไงกับป่าแน่นอน โมเคยเตือนฟ้าแล้ว แต่ฟ้าไม่เชื่อว่าไว้ใจบุษมาก ฟ้าบอกว่าบุษน่าสงสารแต่โมว่า น่ากลัวมากกว่า”
“เอ่อ..แล้วมันจริงหรือเปล่าคะที่เขาว่าการตายของคุณฟ้าแปลก ๆ”
คุณหมอคนสวยลองแอบถามมนัญญาในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ ในเมื่อนายหัวไม่ยอมบอกถามคนอื่นก่อนก็ได้
“ค่ะ ฟ้าว่ายน้ำไม่เป็นแล้วจะเอาเรือออกไปทำไมกลางพายุ โมก็ไม่เข้าใจ เออถ้าป่าตกอยู่ในอันตรายก็ว่าไปอย่างถ้าอย่างนั้นเป็นโม โมก็ไปช่วย....ตกอยู่ในอันตราย”
เสียงสามคนดังพร้อมกันตอนประโยคตกอยู่ในอันตราย
“เป็นไปได้มั้ยคะ ว่ามีคนบอกว่าป่าตกอยู่ในอันตราย ฟ้าถึงได้ฝ่าเรือออกไปแบบนั้น และคนคนนั้นต้องรู้แน่นอนว่าฟ้าจะต้องห่วงป่า มากกว่าอะไรทั้งหมดจนลืมนึกถึงตัวเอง”
มนัญญากล่าวออกมาเป็นฉาก ๆ ตามที่ตัวเองนึกไว้ตั้งแต่แรก
“ใช่ คิดเหมือนวินนี่เลย แล้วใครที่บอกคุณฟ้า เขามีวัตถุประสงค์อย่างไร เราต้องสืบเรื่องนี้แบบเงียบ ๆ เสียแล้ว ว่าไงสามทหารเสือพร้อมหรือยัง”
วินนี่หันไปถามสองสามยิ้ม ๆ
“โอเค เริ่มจากไหนดี”
“เริ่มจากไปกินข้าวกันก่อนแล้วกัน เคียวหิวแล้ว”
มนัญากับวินนี่หัวเราะเสียงดังเมื่อได้ยินคุณหมอคนสวยพูด ทั้งสามคนเดินมากลางตลาดกำลังมองหาของกินว่าจะกินร้านไหนดี แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นใครบางคนกำลังวิ่งมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระเป๋าในมือ ผู้ชายคนนั้นกำลังวิ่งมาทางพวกเธอพอดี
“ช่วยด้วยมีคนขโมยกระเป๋าค่ะ”
เด็กสาวผมยาวพร้อมตะกร้าใส่ผักไว้เต็มตะกร้ากำลังวิ่งและร้องตะโกนให้คนช่วย
“ช่วยด้วยมันขโมยกระเป๋าคุณผู้หญิงค่ะ”
เด็กสาวยังร้องตะโกนให้คนช่วยแต่หามีใครช่วย ใครสนใจไม่ มีเพียงคนเดียวที่วิ่งออกมาแล้วเอาดักหน้าไอ้โจรไว้พอดีจนมันสะดุดล้ม
“เฮ้ย...เอาคืนมานะ”
ขวัญพรรษเอาวิชาความรู้ที่เคยได้รับการถ่ายทอดจากพี่ทิก และพ่อพัฒน์มาใช้เต็มที่ แต่มันก็พลาดบ้างเมื่อโดนไอ้โจรนั้นผลักไหล่บอบบางอย่างแรงจนก้นกระแทกกับพื้นถนน ศอกทะลอกเป็นแผลได้เลือดทันที
“นี่ฉันบอกให้หยุดไม่หยุดใช่มั้ย”
วิญญาณเจ้าแม่กระเทยดำเข้าสิงคุณหมอหนุ่มหัวใจสาวทันทีใช้กระเป๋าและถุงที่ใส่เสื้อที่ซื้อมาตีไม่ยั้งพร้อมกับ
มนัญญาที่ใช้กระเป๋าแบรนด์เนมของตัวเองตีไม่ยั้งเหมือนกัน จนไอ้โจรทนไม่ไหวรีบวิ่งหนีไปเพราะโดนรุมที่สำคัญคนเริ่มมองและเตรียมมาช่วยอีกหลายคนขืนอยู่ต่อต้องตาย แถมต้องเข้าคุกอีก
“นังเคียว เป็นไงมั่ง ศิษย์เจ้าพ่อพัฒน์เกือบเดี้ยงเลยนะแก”
วินนี่เอ่ยประชดประชันเพื่อนพร้อมกับพลิกดูร่างกายของเพื่อนสาวว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง
“คุณเคียวไปโรงพยาบาลทำแผลก่อนแล้วกันนะคะ”
“โอ๊ย..อย่าตื่นตูมเคียวไม่เป็นอะไรค่ะ แค่นี้จิ๊บ ๆ”
คนบอกจี๊บ ๆ หน้าแหยด้วยความเจ็บสะโพกทันทีที่ลุกขึ้นยืน
“หนูขอบคุณมากเลยนะคะที่ช่วยเอากระเป๋าคุณผู้หญิงมาคืน เชิญทางนี้หน่อยนะคะ หนูจะได้บอกคุณผู้หญิงค่ะ”
ทั้งหมดเดินตามสาวน้อยคนนั้นไปอีกด้านหนึ่งของตลาด เห็นหญิงวัยกลางคนยืนอยู่อย่างกระวนกระวายใจอายุน่าจะประมาณสักเกือบหกสิบ แต่ทำไมยังสาว ยังสวยอยู่ด้วย
“กล้วยเป็นไงกระเป๋าฉันได้มั้ย ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรให้พวกมันไป เธอวิ่งตามไปอย่างนั้นมันอันตรายวันหลังไม่เอาแล้วนะ ฉันเป็นห่วง”
กล้วยยิ้มตอบคุณผู้หญิงของตัวเอง นี่แหล่ะน้า กล้วยถึงรักคุณผู้หญิงคนนี้มาก พอ ๆ กับรักลูกชายท่านเลย นิสัยดีทั้งบ้าน ห่วงคนในบ้านกันทั้งนั้น
“นี่ค่ะ คุณท่าน สามคนนี่ต่างหากที่ช่วยเอากระเป๋ามาคืน คุณคนนี้ถีบเสียไอ้โจรนั่นล้มเลยนะคะ แล้วคุณสองคนนั่นก็จัดการต่อ มันทนไม่ไหวเลยหนีไปแล้วค่ะ”
“เอ๊ะ...ยัยโมนี่ มาได้ยังไง มาด้วยกันหรือจ้ะ
“ใช่ค่ะ สวัสดีค่ะคุณป้า”
“สวัสดีจ้ะ คนกันเองแท้ ๆ เลย แล้วเราหล่ะ ไม่มีงานถ่ายแบบแล้วหรือถึงได้มาเตร็ดเตร่แถวนี้”
คุณภารตีหันไปคุยกับหญิงสาวที่เธอเห็นบ่อยครั้งและสนิทสนมด้วยเนื่องจากเห็นมานานแล้ว
“โมลาพักร้อนได้สองอาทิตย์ค่ะ กะจะปล่อยตัวปล่อยใจกับท้องทะเลเสียหน่อย”
“แล้วสองคนนี่หล่ะ ป้ายังไม่รู้จักชื่อเลย”
คุณภารตีมองหญิงสาวอีกคนอย่างพิจารณาสวยน่ามองทีเดียว ถึงแม้จะไม่สวยเด่นเหมือนมนัญญา แต่ก็น่ามองมองแล้วก็มองอีก
“สวัสดีค่ะ เคียวชื่อ ขวัญพรรษค่ะ”
ภารตีตาโตขึ้นอย่างฉับพลัน ชื่อเหมือนตาป่าของเธอเลย
“ชื่อเหมือนตาป่าเลย ตาป่าชื่อพนาพรรษ พรรษสะกดเหมือนกันมั้ย”
คุณหมอคนสวยพยักหน้าเบา ๆ อย่างเขิน ๆ แต่ทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของคุณภารตีเป็นอย่างดี
“หนูชื่อวินนี่ค่ะ เป็นสัตวแพทย์ทำงานที่ป่าหนาวเหมือนยัยเคียวค่ะ คุณป้ามีลูกชายหล่อ ๆ เหลือให้หนูสักคนมั้ยคะ”
ขวัญพรรษตีแขนเพื่อนดังแป๊ะ ด้วยความอายภารตีกับความล้นของเพื่อนคนนี้
“มีอยู่คนเดียว สงสัยจะมีคนมาจองแล้วมั้ง พักหลังนี่ติดอยู่กับเกาะไม่ค่อยกลับมาหาป้าเลย โมได้ยินข่าวบ้างมั้ยลูก ตาน้ำเล่าอะไรให้ฟังหรือเปล่า”
คุณภารตีหันไปถามดาราสาวคนสวยแต่กลับได้ค้อนอันเล็ก ๆ กลับมา
“ไม่ได้ข่าวค่ะ แล้วทำไมต้องเอาโมไปเกี่ยวกับพี่น้ำด้วยคะ ต่างคนต่างมาค่ะ”
“อ้าว ก็ป้าเห็นตาน้ำตามจีบเราอยู่ไม่ใช่หรือ”
คุณภารตีเอ่ยแซวดาราสาวที่ครั้งหนึ่งเธอคิดว่าจะเป็นคนรักของพนาพรรษเสียแล้ว แต่พนาพรรษก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่ามนัญญาเป็นเพื่อน ส่วนมนัญญาเองก็เช่นกัน ต่อหน้าพนาพรรษก็แกล้งหวีดหวานไปงั้นแหล่ะ ให้คนแถวนั้นหมั่นไส้เล่น
“ขอบใจนะ ที่ช่วยป้าเอาไว้ อ้าว...หนูเคียวเลือดออกด้วย ไปทำแผลที่บ้านป้าก่อนแล้วกัน ไม่ไกลจากตรงนี้หรอก แล้วเดี๋ยวป้าจะเลี้ยงข้าวตอบแทนที่ช่วยป้าไว้”
“ขอบคุณค่ะ แต่เคียวไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวกลับป่าหนาวแล้วค่อยทำแผลก็ได้ค่ะ”
คำบอกของคุณหมอคนสวยทำให้คุณภารตีขมวดคิ้วเรียว ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างยินดี
“หนูทำงานที่ป่าหนาวล่ะซิ”
“ค่ะ คุณป้ารู้จักหรือคะ เฮ้อ...ปล่อยไก่อีกแล้วเคียว จะไม่รู้จักได้ยังไงก็ฟาร์มมุกเขาดังออกขนาดนั้น แถมรีสอร์ตนั่นอีก”
คำอุทานของขวัญพรรษเรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้อย่างดี
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องไปกินข้าวที่บ้านป้า และทำแผลที่บ้านป้าด้วย ไม่งั้นเจ้าของฟาร์มป่าหนาว นายหัวป่าต้องจัดการป้าแน่ ๆ เลย ทำให้พนักงานของเขาได้รับบาดเจ็บขนาดนี้แล้วยังไม่ดูแลอีก เชิญจ๊ะ ขึ้นรถกันเถอะ แล้วนี่สมหมายไปไหนแล้วบอกไม่ต้องตามไป ก็ไม่เชื่อ อ้าว..มาแล้ว สมหมายกลับกันได้แล้ว ฉันได้กระเป๋าคืนแล้วไป”
สมหมายพนักหน้าก่อนจะเปิดประตูรถที่โตโยต้าสีขาวเลื่อนสไลด์ออกทั้งสองด้าน แล้วไปประจำหน้าที่คนขับก่อนจะตรวจดูความเรียบร้อยแล้วออกรถเมื่อทุกคนขึ้นมาบนรถเรียบร้อยแล้ว เมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้านหลังใหญ่โต สวยงาม ทั้งหมดก็ลงมา ขวัญพรรษมองบ้านหลังใหญ่นั้นอย่างชื่นชอบ เหมือนบ้านที่อุบลฯ เลยคล้าย ๆ แบบนี้แหล่ะ เห็นแล้วคิดถึงบ้านจัง
“อ้าว เด็ก ๆ เข้าบ้าน กล้วยไปเอากล่องยามาด้วยนะจะได้ทำแผลให้หนูเคียว แล้วบอกป้าอ่อนทำข้าวผัดมาสักสี่จานแล้วก็แกงจืดตักใส่ถ้วยเล็ก ๆ ให้สักสี่ถ้วยนะ รีบหน่อยกำลังหิว”
กล้วยรับคำเสร็จก็กลับเข้าไปเพียงแว๊บเดียวก็กลับมาพร้อมกับน้ำและเครื่องทำแผล
“เดี๋ยวหนูเคียวขึ้นไปล้างเนื้อล้างตัวห้องลูกชายป้าก่อนแล้วกัน เพราะห้องรับแขกตอนนี้ปิดหมดไม่ได้เปิดไว้สักห้องมีแต่ห้องตาป่าเท่านั้นแหล่ะที่เปิดตลอดเพราะเจ้าตัวจะมาวันไหนไม่เคยบอกกล่าว”
คุณภารตีบ่นถึงลูกชายอย่างรักใคร่เอ็นดูยิ่งนัก แต่ถ้าคิดดูแล้ว ยัยหนูเคียวนี่น่ารัก เหมาะกับตาป่า ยิ่งกว่ายัยบุษเสียอีก เธอรักและชอบทุกคนนั่นแหล่ะที่จะทำให้ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอมีความสุขเหมือนเดิม
“ขึ้นไปห้องแรกซ้ายมือเลยจ๊ะ ไปจะได้ลงมาทำแผล แล้วกินข้าว”
คุณหมอคนสวยเดินขึ้นบันไดแล้วมองซ้ายมองขวา อ้อ..ห้องนี้นั่นเองหญิงสาวค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปแล้วก็ต้องอมยิ้มห้องของชายโสดจริง ๆ ไม่ค่อยมีฟอร์นิเจอร์อย่างอื่นเลย มีจอที่วีพลาสมาจอใหญ่ติดไว้ตรงผนังตรงข้ามกับเตียงนอนขนาดคิงส์ไซด์ ผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินเข้มเกือบดำลายสลับขาว ผ้านวมสีเดียวกัน ปูไวอย่างตึงเรียบ หญิงสาวค่อย ๆ สำรวจไปเรื่อย ๆ แอบยิ้มในใจ เจ้าตัวเขาจะรู้หรือเปล่าน้าว่ามีโจรสาวกำลังบุกห้องตัวเองอยู่ แล้วหญิงสาวก็สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงข้อความเข้ามา
เมื่อเปิดดูหน้าหวาน ๆ ก็ต้องยิ้มกว้าง
“แฟนพี่หาย ช่วยแจ้งความตามให้หน่อย”
ปี๊ด ปี๊ด
“จะให้พี่ง้ออีกกี่วันเคียวถึงจะหายโกรธ”
เงียบอีกตามเคย
“โอเค พี่จะส่งข้อความอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกว่าเคียวจะหายโกรธพี่ ให้มันรู้ไปสิว่ากี่วัน”
คุณหมอคนสวยเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าตนเองเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปแล้ว เธอก็อยากคืนดีกับเขาเหมือนกัน แต่ขอเล่นตัวต่ออีกนิด ไม่งั้นไม่เห็นว่าเธอมีค่าหรอก หญิงสาวเดินไปตามเตียงแล้วไปสะดุดกรอบรูปที่กระจกแตกกระจาย แต่รูปนั้นคว่ำหน้าเอาไว้ ใครทำกระจกแตกเนี่ย แล้วทำไมไม่ไปเปลี่ยน หญิงสาวค่อย ๆ เปิดดูพอเห็นว่าเป็นใคร ใจที่เคยโดดตูมตามตอนได้รับข้อความเหี่ยวเฉาลงทันที เหมือนลูกโป่งที่ใส่ลมเข้าไปเต็มที่แล้วอยู่ ๆ ก็มีคนปล่อยลมออกจนหมด
รูปคุณปรายฟ้า
“ป่าเขาไม่ลืมอะไรง่าย ๆ หรอก เขารักฟ้าเธออย่าดีใจไปหน่อยเลย”
ประโยคที่บุษราลัลน์เคยพูดให้ได้ยินลอยเข้าหูเธอจัง ๆ ใช่เขายังไม่ลืมจริง ๆ ทุกอย่างที่นี่คงมีร่องรอยของปรายฟ้าเต็มไปหมด แม้กระทั่งรูป หลายปีมาแล้วเขาก็ยังเก็บไว้อีก ไอ้เคียวเอ๊ย...แกจะโกรธอะไรกับคนตายว๊ะ อ๊ะ ๆ ถือว่าง้อเธออยู่หรอกนะเดียวไปทำกรอบให้ใหม่แล้วกัน คุณหมอคุณสวยหยิบรูปปรายฟ้าขึ้นมาดูใกล้ ๆสวยจริง ผู้หญิงคนนี้
“คุณฟ้า เดี๋ยวเคียวเอาไปทำกรอบให้ใหม่นะคะ จะได้สวย ๆ คนบางคนจะได้ดีใจ”
ว่าแล้วคุณหมอคนสวยก็เอาแต่รูปใส่กระเป๋าเสื้อตัวเองซึ่งปิดได้พอดี แล้วรีบล้างเนื้อล้างตัวก่อนลงไปข้างล่างเพื่อทำแผลให้สะอาด
“ลงมาแล้วหรือย๊ะ ฉันนึกว่าขึ้นไปหลับแล้ว”
วินนี่เปิดประโยคแคก่อนเพื่อนจนได้รับค้อนสวย ๆ จากคุณหมอสาว
“มานี่ไหนดูแผลสิ ลึกเหมือนกันนะ นั่งดี ๆ ฉันจะทำแผลให้แล้ว แขนแกต้องเป็นแผลเป็นแน่เลยเคียว แล้วกลับไปบ้านพ่อจ๋าของแกไม่อาละวาดหรือว๊ะ ฉันหล่ะกลั๊วกลัว”
วินนี่ทำท่าขนลุกขนพองจนมนัญญาหัวเราะเบา ๆ
“พ่อคุณเคียวดุหรือคะ”
“ที่สุด ของที่สุดค่ะ ไม่ดุหรอก แค่หวงลูกสาวมากกกกกกก”
“แกก็เว่อร์ เดี๋ยวคุณโมก็กลัวพ่อจ๋าของฉันก่อนเจอหรอก อย่าไปเชื่อวินนี่นะคะ”
“อ้าวเด็ก ๆ เสร็จกันหรือยังลูกทานข้าวได้แล้วนี่จะมืดแล้วนะ แล้วกลับกันอย่างไร เอาอย่างนี้เดี๋ยวป้าให้นายสมหมายขับไปส่งที่ป่าหนาวเลยแล้วกันนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เสียงสามสาวตอบพร้อมเพรียงกันทำให้คุณภารตีหัวเราะไปด้วย เมื่อทานอาหารเสร็จก็ถึงเวลากลับกันสักที ทุกคนร่ำลาสวัสดีคุณภารตีกันยกใหญ่
“วันหลังมาเยี่ยมป้ากันอีกนะ แล้วป้าจะทำของอร่อยให้ทานเยอะ ๆ ถ้าไม่มีรถมาโทรมาหาป้าแล้วกันเดี๋ยวป้าให้สมหมายไปรับ”
“ค่ะ”

กว่าจะมาถึงป่าหนาวรีสอร์ตก็เล่นเอาดึก ทั้งสามคนเดินอ้อมไปด้านหลังของรีสอร์ตเพราะไม่อยากเดินไปด้านหน้าเนื่องจากแขกที่มาพักมีมาก และมนัญญาก็จะเป็นที่สะดุดตาเข้าไปอีก จึงเลือกอ้อมไปด้านหลังแต่ต้องเดินไกลหน่อยแค่นั้นเองและมันก็จะถึงบ้านใหญ่ของพนาพรรษก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อส่งหนึ่งสาวขึ้นบ้านไปแล้ว ก็ส่งอีกหนึ่งสาวกลับบ้านพัก ส่วนวิทวัสเมื่อเห็นว่าส่งเพื่อน ๆ กลับเสร็จแล้วก็เดินไปยังบ้านพักของตัวเอง ซึ่งอยู่ติดกับบุษราลัลน์นั่นเอง ชายหนุ่มค่อย ๆ ย่องผ่านไปเพราะกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายตกใจถ้าได้ยินเสียงแต่เมื่อเดินไปอีกนิด วิทวัสก็ต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน ใครมายืนลับ ๆ ล่อ ๆ หน้าบ้านบุษราลัลน์แบบนี้ หรือว่าจะมีใครงัดห้อง เอ๊ะ...แต่ในป่าหนาวไม่น่าจะมีโจร ชายหนุ่มกำลังจะเดินเข้าไปหาเพราะคิดว่าถ้ามีอันตรายเขาจะได้ตะโกนร้องเรียกให้คนช่วยได้ทัน แต่ร่างสูงของชายหัวใจหญิงต้องหยุดชะงักกุกโดยฉับพลันเมื่อเห็นคนในชุดดำถอดผ้าลุมศีรษะออก บุษราลัลน์!!! ทำไมถึงแต่งแบบนี้ แล้วไปไหนมา แปลก... วิทวัสมองไปอีกครั้ง หญิงสาวก็เข้าบ้านพักไปแล้ว ชายหนุ่มหัวใจสาวเดินกลับไปบ้านของตัวเองอย่างครุ่นคิด โอ๊ย...ปวดหัว ง่วงด้วย ค่อยบอกพวกนั้นพรุ่งนี้แล้วกัน
.................................................................................

บทที่ 10 เรื่องร้าย กลับกลายเป็นรัก

ทั่วทั้งป่าหนาวในตอนนี้มีสีสันมากมาย แสงไฟหลากหลายสีจัดตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ต้นคริสมาสต์สูงประมาณสามเมตรติดไฟสลับเขียว แดง เหลือง ฟ้า ม่วง กลางสระน้ำขนาดใหญ่ของป่าหนาวรีสอร์ตซึ่งได้รับการตกแต่อย่างดีจากบริษัทรับเหมาจัดตกแต่ง ส่วนรอบ ๆ มีลูกโป่งเป็นซุ้มจัดไว้อย่างสวยงาม อาหารบุฟเฟห์เรียงไว้เป็นมุมอย่างสวยงามเพื่อให้แขกให้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ มุมเครื่องดื่มก็ไม่อั้น เจ้าของรีสอร์ตแจ้งว่าให้ในปริมาณที่เหมาะสม มุมดนตรีมีนักร้องเสียงดีมากมายแล้วแต่ว่าใครอย่างได้แบบไหน ก็ขอได้ ทั้งไทย ฝรั่งมีหมดทุกชาติ ส่วนมากแขกที่มาพักมักจะหยุดถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ต้นน้ำมองดูภาพทั้งหมดด้วยความภูมิใจ ในการรับผิดชอบครั้งนี้มันประสบความสำเร็จอย่างมาก ถึงแม้เขาจะกลับมาเมืองไทยได้เมื่อวานและยังไม่มีเวลาทักทายใครแม้กระทั่งพนาพรรษเพื่อนรักของเขาเองก็เถอะ พิธีกรทำหน้าที่อย่างดีเมื่อขึ้นไปบนเวที
“ต่อไปขอเรียนเชิญคุณพนาพรรษเจ้าของป่าหนาวและบ่อมุกรวมทั้งเกาะหนาวด้วยนะครับ มาเปิดงานเพื่อพวกเราหน่อยครับ”
พิธีกรรูปหล่อที่อยู่ในชุดลายดอกชบาสีส้มกางเกงขาสั้นสามส่วนดูสบาย ๆ เป็นกันเองกล่าวเชิญนายหัวขึ้นกล่าวคำอวยพรเพียงครู่เดียว พนาพรรษซึ่งอยู่ในชุดสีน้ำเงินลายดอกชบาเล็ก ๆ คล้าย ๆ กับของพิธีกร กางเกงทหารยาวเลยเข่ามานิดสร้างความเป็นกันเองให้กับแขกที่มาพัก ต่างปรบมือเป็นกันใหญ่
“ขอขอบคุณแขกทุกท่านที่ไว้ใช้ในการบริการของเขา และเลือกที่ป่าหนาวรีสอร์ตที่สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และวันนี้เชิญทุกท่านสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ แต่อย่าเมานะครับ นโยบายของรีสอร์ตเรากินแต่พอดีนะครับ ทุกอย่างทางป่าหนาวจัดเตรียมไว้เป็นของขวัญปีใหม่เพราะฉนั้นขาดเหลืออะไรบอกพนักงานเสริฟได้นะครับ และหวังว่าปีหน้าพวกเราคงมีโอกาสรับใช้แขกที่น่ารักอย่างนี้อีกนะครับ ขอบคุณมาก”
พนาพรรษเดินลงจากเวที พอเห็นเพื่อนรักเท่านั้นก็เดินเข้าไปกอดทักทายด้วยความคิดถึงเพราะไม่เจอกันเกือบสามอาทิตย์ได้ เพราะต้นน้ำต้องไปติดต่องานต่างประเทศ ตอนแรก ๆ ต้องเป็นพนาพรรษไปแต่เผอิญพนาพรรษติดธุระสำคัญกว่าอีกจึงต้องเป็นต้นน้ำที่รับผิดชอบเรื่องนี้แทน ทั้งสองคนนี้ทำงานกันมาน รีสอร์ตร่วมหุ้นกันห้าสิบห้าสิบ บ่อมุกเป็นของพนาพรรษเต็ม ๆ ส่วนที่ดินตรงนี้เป็นของพนาพรรษอยู่แล้ว ตามรูปการณ์แล้วพนาพรรษถือว่าเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่สุด
“กลับมาเมื่อไหร่ ไม่เห็นมีใครบอกฉันเลย”
พนาพรรษกล่าวเสียงขุ่น ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครรายงานเขาเรื่องต้นน้ำเลย
“ไม่เป็นไรหรอกน่า เออ....แล้วเรื่องที่ให้ไปจัดการตกลงว่าเรียบร้อย ทางโน้นเซ็นต์สัญญาสามปีที่จะส่งนักท่องเที่ยวมาให้เราเป็นที่แรก เพราะว่าเครดิตเราดี คนไปติดต่อมันเก่งอ่ะนะช่วยไม่ได้”
นายหัวหนุ่มหัวเราะกับความหลงตัวเองของเพื่อน ทำไมมนัญญาไม่เห็นค่าเพื่อนเขาคนนี้นะทั้งที่เพื่อนเขารักมนัญญาอย่างกับอะไรดี
“ยอดเยี่ยม ไปเดี๋ยวฉันจะพาไปเลี้ยงเหล้าอีกที่หนึ่งมีเฉพาะพนักงานของเรา สนิท ๆ กันทั้งนั้น บุษก็อยู่และที่สำคัญ โมก็อยู่ด้วย”
นายหัวหนุ่มหัวเราะอีกครั้งเมื่อเห็นต้นน้ำตาโตเมื่อเอ่ยถึงมนัญญา
“เขามาพักร้อนหรือ แล้วไม่มีติดถ่ายแบบหรือไง”
“ถามฉันฉันก็ตอบไม่ได้ โน่นเดินไปถามกันเองเลยโน่น”
“เขาจะไม่ตอบฉันหล่ะซิ”
ต้นน้ำคิดถึงเรื่องที่เขาทำให้มนัญญาโกรธ ความสัมพันธ์ของเขากับเธอกำลังจะดีอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดคริสตี้ที่เดินทางมาจากอังกฤษแล้วทำกับเขาไว้แสบ เมื่อเขาปฏิเสธความสัมพันธ์ที่หล่อนพยายามจะผูกให้แน่นกว่าเดิม ดีนะที่เขารู้สึกตัวก่อนถึงแม้มันจะมีส่วนล่างหลุดไปบ้างแต่ก็ยังเหลือกางเกงบ๊อกเซอร์ตัวน้อยอยู่ในขณะที่หญิงสาวมีอันเดอร์แวร์ทั้งสองชิ้นครบสมบูรณ์แล้วคุณดาราคนสวยมาตอนไหนไม่มา มาตอนที่กำลังเข้าได้เข้าเข็ม แต่ตอนนั้นเขารู้สึกมึน ๆ เหมือนโดนยาแต่ก็บอกใครไม่ได้ และนั่นก็เป็นต้นเหตุให้มนัญญาไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยกับเขาอีกเลย ไม่ว่าพนาพรรษจะเพียรพยายามช่วยเพื่อนมากแค่ไหน มนัญญาเกาะติดเพียงพนาพรรษคนเดียว
“แกมีเวลาหนึ่งเดือน แต่ตอนนี้คงเหลือสักสามอาทิตย์ ไหวมั้ยว๊ะ”
“ถ้ามีแกช่วย ฉันไหวเสมอ ตอนนี้แค่เห็นหน้าเขาก็พอแล้ว”
คำตอบอันน่าสงสารของต้นน้ำทำให้นายหัวหนุ่มรู้สึกสงสารเพื่อนรัก เพลย์บอยอย่างต้นน้ำต้องมาตกม้าตายเพราะความรักที่มีให้มนัญญาเพียงผู้เดียว และการทำผิดครั้งนั้นทำให้มนัญญาไม่ให้อภัยเพื่อนเขาง่าย ๆ แต่ที่ยังติดต่อกับเขาก็เพราะว่ามนัญญาขอคำสัญญาว่าอย่าเอาเรื่องของต้นน้ำมาปนกับความเป็นเพื่อนระหว่างเธอกับพนาพรรษเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นความเป็นเพื่อนก็จะสิ้นสุดลงเหมือนกัน นายหัวหนุ่มก็ต้องรับปากเพราะมันเป็นทางเดียวที่ทำให้เพื่อนเขายังมีโอกาสได้เจอได้พบมนัญญา
“เราไปชายหาดกันเถอะ”
“คุณมนูญครับฝากทางนี้ด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรผมอยู่หน้าหาดนะครับ”
เมื่อบอกมนูญเสร็จแล้วสองหนุ่มจึงเดินออกไปด้านหลังที่ติดกับชายทะเล เพียงเดินเข้าไปนิดเดียวก็ได้ยินเสียงเพลงที่เปิดจากซีดี เพลงเพราะ ๆ มากมายหลายเพลง
“ป่าคะทางนี้ค่ะ อ้าวน้ำมาถึงเมื่อไหร่ทำไมไม่มีใครบอกก่อนเลย”
“เพิ่งมาถึงไม่เป็นไรหรอก ทำเหมือนว่าเราไม่ได้ทำงานที่เนี่ยเลยนะ แค่พนักงานคนหนึ่งเท่านั้นเอง โน่น... ท่านประธานของจริงอยู่นั่นไง”
ต้นน้ำพยักหน้าไปที่พนาพรรษที่มองมาแล้วหัวเราะเบา ๆ เมื่อเพื่อนรักชี้หน้านิด ๆ ก่อนจะนั่งลง
“รับน้ำอะไรดีคะ เดี๋ยวบุษไปเอาให้”
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมไปเอาเองดีกว่า อยู่ตรงไหนครับ อ้อ...เห็นแล้ว แกเอาอะไรเหมือนเดิมแล้วกันนะ
ต้นน้ำหันไปถามนายหัวแห่งป่าหนาว แล้วก็ได้รับการพยักหน้าตอบว่าเอาแบบเดียวกับที่ชายหนุ่มจัดให้มานั่นแหล่ะ และขณะนั้นเองมนัญญาซึ่งนั่งอยู่ริมหาดถัดไปอีกนิดเพื่อต้องการความสงบแต่ที่จริงแล้วต้องการหลีกไกลจากบุษราลัลน์มากกว่าอยู่แล้วเสียสมาธิชะมัด
“เคียวเอาอะไรเดี๋ยวโมเอาให้ วินนี่ด้วย พั้นแล้วกันนะ”
หนึ่งหมอหนุ่มหัวใจสาวกับคุณหมอคนสวยพยักหน้าทันที มนัญญาก็เดินไปตักน้ำตามที่เพื่อนต้องการ โดยไม่สนใจเลยว่าใครจะอยู่ที่ซุ้มน้ำเรียบร้อยแล้ว
“เอาอะไรดีครับเดี๋ยวผมตักให้”
แค่น้ำเสียงทำไมเธอจะทำไม่ได้ ต่อให้ตายเธอก็จำได้ ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นนั่นเอง ผู้ชายที่ทำให้เธอร้องไห้อย่างหนักเมื่อหลายปีก่อนจนถึงปัจจุบันมันยังไม่หายดี และไม่คิดว่ามันจะหายง่าย ๆ ด้วย
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันตักของฉันเองได้ เชิญคุณตามสบาย”
มนัญาตักพั้นช์ให้เพื่อนใหม่สองคนที่สนิทกันมากกว่าเพื่อนเก่า ๆ บางคนเสียอีก
“โมจะไม่พูดกับพี่เลยหรือ”
ต้นน้ำถามอีกฝ่ายอย่างอดใจไว้ไม่อยู่ เขาเห็นความเย็นชาของมนัญญาแล้วใจหายไปเป็นกอง อุตส่าห์คิดว่าเวลาผ่านไปเธอคงจะทุเลาความโกรธได้
“จะให้คุยอะไรคะ อ้อ..คุณคริสตี้สบายดีมั้ยคะ”
คำถามที่แสนจะธรรมดา แต่คนฟังรู้สึกว่าความโกรธที่เขาคิดว่ามันจะจางหายไปนั้นกลับมีเหมือนเดิมและอาจจะเพิ่มกว่าเดิมอีกก็ไม่รู้
“พี่ก็บอกแล้วว่า พี่กับเขาไม่มีอะไรกัน ทำไมโมไม่เชื่อ”
“แล้วภาพที่ฉันเห็นหล่ะ ขอโทษ...เราอย่าคุยเรื่องนี้กันเลยค่ะ”
“แต่พี่อยากคุย”
“แต่ฉันไม่”
เสียงตอบโต้เสียงดังที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนรอบนั้นหันมามองกันอย่างสนใจ แม้แต่นายหัวแห่งป่าหนาวเองก็เถอะ ชายหนุ่มรีบเดินมาเพื่อนรักทั้งสองคนทันที
“มีอะไรกัน น้ำ โม”
“เอาเพื่อนป่ากลับไปด้วย โมไม่อยากคุย”
พูดเสร็จแล้วก็นำน้ำที่ต้องการไปให้เพื่อนที่นั่งห่างจากตรงนั้นไปไกลพอสมควร
“กี่ปี่แล้วว๊ะป่า เขาทิ้งฉันไปกี่ปีแล้ว ฉันพยายามรอให้เขาใจอ่อนแล้วทำไม ทั้งที่ฉันอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทำไมเขาไม่ฟัง แค่เขายอมฟังสักนิด ฉันคิดว่าเรื่องทั้งหมดมันคงไม่เป็นแบบนี้”
ต้นน้ำระบายความน้อยใจออกมาแล้วหันไปหยิบแก้วที่เตรียมไว้ให้นายหัวของป่าหนาวกรอกเข้าปากเต็มที่ จนเพื่อนอีกคนเตือนไม่ทัน มันกินเข้าไปได้อย่างไรมันแพ้จะตายไป กินไปหนึ่งแก้วแบบนี้มีหวัง ต้องหามส่งบ้านแน่นอน
“เฮ้ย..ไอ้น้ำนั่นมาตินี่ของฉันนะเว้ย แกไม่เคยกินเดี๋ยวก็น็อคหรอก”
“ไม่เป็นไร ฉันอยากกิน กินทุกอย่างให้ลืมผู้หญิงใจร้ายคนนั้น”
“ไปนั่งก่อนไป”
นายหัวพาเพื่อนรักของตัวเองกลับไปยังโต๊ะที่บุษราลัลน์นั่งรออยู่แล้ว ใจจริงเขาก็อยากไปนั่งข้าง ๆ กับขวัญพรรษทางด้านโน้นมากกว่า อยากไปปรับความเข้าใจให้แน่ใจว่าเธอหายโกรธแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่าโม เห็นไปตั้งนาน แล้วทะเลาะอะไรกับนายคนนั้นหรือ”
ขวัญพรรษถามเพื่อนใหม่เพิ่งคบแต่สนิทสนมกันมากอย่างข้องใจ
“เปล่าหรอก ไม่มีอะไรจริง ๆ”
แล้วมนัญญาก็เงียบไปจากเดิมที่ชวนคุยกันอย่างสนุกสนาน เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยทีเดียว
“มีอะไรก็เล่าให้พวกเราฟังได้นะ อย่างไรเสียตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว หรือหล่อนไม่อยากเป็น”
วินนี่เอ่ยถามด้วยสำเสียงดัดจริตเรียกเสียงหัวเราะจากสองสาวด้วยความขำ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไรสองหนุ่มเจ้าของป่าหนาวก็เดินมานั่งที่ติด ๆ กันพอดี
“คุณวินครับ นี่ต้นน้ำ เจ้าของป่าหนาวอีกคนนึง น้ำนี่หมอวิน สัตวแพทย์ดูแลฟาร์มนก แล้วคนถัดไปก็คือคุณขวัญพรรษ สัตวแพทย์อีกคนเหมือนกัน”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ คุณเคียวนี่ผมนึกว่าผู้ชายเสียอีก”
“แกรู้ได้ไงว่าชื่อเล่นเขาชื่อเคียว”
นายหัวหนุ่มถามเพื่อนรักอย่างหงุดหงิดขึ้นมานิด ๆ มันจะรู้มากเกินไปแล้ว
“อ้าวก็ได้ยินเขาคุยกันไปทั่ว ว่าคุณหมอที่มาคนแรกเป็นผู้ชาย ที่ไหนได้เป็นสาว แล้วก็สวยเสียด้วย”
แต่คำว่าสวยสายตาคมเข้มไม่ได้มองที่ขวัญพรรษเลย แต่กลับมองเลยไปอีกคนที่มองดูคลื่นซัดเข้าหาฝั่งราวกับไม่สนใจว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป
“เคียวหรือว่าใครคะที่สวย”
ขวัญพรรษเอ่ยล้ออีกฝ่ายทันทีเพราะสังเกตสายตาแล้วเขาไม่ได้มองมาที่ตัวเธอสักนิดเดียวแต่พุ่งประเด็นไปที่เพื่อนสาวเธอมากกว่า
“ก็คุณเคียวซิครับ”
คำตอบนั้นทำให้ขวัญพรรษหัวเราะเสียงเบา แต่พอเหลือบไปมองนายหัวหนุ่มซึ่งมองเธออยู่ก่อนหน้านั้นแล้วก็ต้องหุบยิ้มเมื่อเจอสายตามหาโหดเข้าอย่างจัง ภาพคนห้าคนคุยกันอย่างสนุกสนานในความรู้สึกของบุษราลัลน์ เธอต้องทำอะไรสักอย่างแล้ววันนี้ โอกาสมันไม่ได้มีมาง่าย ๆ วันที่นายหัวหนุ่มของป่าหนาวจะปล่อยตัวปล่อยกายไม่ระแวงอะไรมากมายนักเธอต้องอาศัยจังหวะนี้ทำให้พนาพรรษยอมรับในตัวเธอให้ได้ แต่เธอลงมือเองไม่ได้นอกจากหาตัวช่วย แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง นั่นไงตัวช่วยเธอ สายตาร้าย ๆ มุ่งมั่นไปที่ดาราสาวทันทีโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังโดนใช้เป็นเครื่องมือในการทำแผนชั่ว ๆ
“ขอบุษคุยด้วยคนได้มั้ยคะ”
เสียงของบุษราลัลน์ทำให้คนสี่ห้าคนที่กำลังครื้นเครงเมื่อสักครู่ถึงกับเงียบสนิทด้วยความคาดไม่ถึง มีเพียงคุณหมอคนสวยเท่านั้นที่หันไปยิ้มให้อย่างยินดี ก็ไม่ให้เธอทำแบบนั้นได้อย่างไรในเมื่อสองคนที่อยู่ข้างเธอเมินไปทางอื่นเสียมารยาทกันทั้งนั้น
“เชิญค่ะ”
“นาน ๆ เราจะได้สังสรรค์อย่างนี้สักทีนะคะป่า ดีเหมือนกัน อยู่กับความทุกข์มานานแล้ว”
“ครับ”
“บุษไม่เห็นแต่งตามทีมเลย ดูพวกสาว ๆ สามคนนี้สิ เปรี้ยวซะ”
ต้นน้ำถามเพื่อนสาวที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทกันมากเพราะปรายฟ้ายังอยู่ในตอนนั้น และเขาก็รู้ทุกอย่างระหว่างบุษราลัลน์กับพนาพรรษพูดตามความจริงแล้วทั้งสองนี่ได้รู้จักกันมาก่อน ก่อนจะมาเจอปรายฟ้าเสียอีก แต่ตอนนั้นบุษราลัลน์มีเพื่อนชายมากหน้าหลายตา พนาพรรษเลยตัดสินใจคบหากับปรายฟ้าและก็รักกันอย่างที่ทุกคนในป่าหนาวรู้ดี และที่ทุกคนในป่าหนาวรู้ดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ บุษราลัลน์คิดอย่างไรกับนายหัวของพวกเขา
“ปล่อยสาว ๆ เขาเถอะค่ะ แค่นี้บุษก็พอแล้ว”
แค่นี้คือชุดกระโปรงแซกลายดอกไม้หวานไปทั้งตัวสีฟ้าอ่อน ซึ่งพูดกันตามจริงแล้วมันก็เหมาะกับบุษราลัลน์ได้อย่างดี
“แค่นี้ก็สวยแล้วค่ะ”
ขวัญพรรษกล่าวแทนคนอื่นด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ แต่เมื่อสบตากลมโตของบุษราลัลน์ที่มองมาเธอเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนที่อยู่รอบด้านเธอถึงเมินหน้าหนีไม่สนใจผู้หญิงคนนี้ ก็ดูหน้าเธอตอนนี้สิ แทนที่จะขอบคุณกับคำชมของเธอกลับยิ้มแล้วเบะปากน้อย ๆ เพื่อไม่ให้สองหนุ่มเห็น แต่เธอเห็นเต็ม ๆ เฮ้อ..ผู้หญิงคนนี้คบไม่ได้จริง ๆ
“ป่าคะบุษว่าเราไปนั่งที่โต๊ะคุยกันดีกว่า น้ำด้วยไปกันเถอะตรงนี้ยุงเยอะค่ะ ปล่อยให้เด็ก ๆ สามคนนี่คุยกันไปก่อนแล้วกันนะคะ ถ้าอย่างไรเดินตามไม่นั่งตรงโน้นได้นะคะ”
“ไปเถอะป่า เมื่อยแล้ว เราไปนั่งคุยกันที่โต๊ะดีกว่าฉันมีเรื่องจะคุยกับแกด้วย”
สองหนุ่มกับหนึ่งสาวเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ ปล่อยให้สองสาวกับหนึ่งหนุ่มหัวใจสาวนั่งลงกับพื้นทรายแล้วหันหน้าไปทางทะเล
“เออ....ฉันมีเรื่องจะบอก แต่แกต้องปิดไว้เป็นความลับก่อนนะ โมโอเคมั้ย”
“ได้ค่ะ โมโออยู่แล้ว”
“เรื่องอะไรบอกได้แล้วลีลาอยู่นั่นแหล่ะ”
คุณหมอคนสวยต่อว่าเพื่อน
“แกจำคืนนั้นที่ฉันไปส่งแกที่บ้านพักก่อนกลับบ้านฉันได้มั้ย ฉันเห็นคุณบุษยืนลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่หน้าบ้านที่สำคัญนะแก หล่อนใส่ชุดดำทั้งชุด เหมือนกำลังออกไปไหน หรือต้องการปกปิดอะไรไม่ให้ใครรู้อย่างนั่นแหล่ะ ฉันว่ามันยังไง ๆ อยู่นาแกว่ามั้ย โมว่าไง"
สิ้นเสียงของเพื่อนหนุ่มหัวใจสาว สองสาวคนสวยมองหน้ากันอย่างพิจารณาครุ่นคิดไปกับเรื่องที่วิทวัสพูดเมื่อสักครู่
“ฉันว่าแกอาจดูผิดก็ได้ อาจเป็นชุดดำน้ำเขาหรือเปล่า”
“แต่ชุดดำน้ำทำไมต้องลับ ๆ ล่อ ๆ มองซ้ายมองขวาเหมือนกับว่ากลัวใครจะมาเห็นงั้นแหล่ะ”
“โมก็คิดเหมือนวินนี่ ทำไมคุณบุษทำอย่างนั้น”
“เราต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก่อนนะ อย่าเพิ่งแพร่งพรายให้ใครรู้”
ขวัญพรรษเตือนเพื่อน ๆ ทั้งสามคน ถ้าเป็นแบบนั้นจริง คุณบุษน่าจะมีความลับอะไรบางอย่างซึ่งไม่อยากให้คนอื่นรู้ในสาวชุดดำชุดนั้น
เวลาผ่านไปจนเป็นเกือบเที่ยงคืนแล้ว ก็ถึงเวลารับรางวัลคนแต่งกายสุดยอด ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนก็แม่บ้านของออฟฟิศป้านั่นเองมาในแนวที่ทุกคนต้องยอมให้แต่โดยดี เมื่อแจกรางวัลเสร็จทุกคนก็เริ่มแยกย้ายไปตามที่พักของตนเองเพราะเริ่มกรึ่ม ๆ กันบ้างแล้ว คุณหมอสองคนกลับไปที่บ้านพักของตัวเองแล้ว เหลือเพียงมนัญญาเท่านั้นที่กำลังจะเดินกลับไปบ้านใหญ่ที่เธอพักอยู่ถ้าไม่ได้ยินเสียงเรีกของบุษราลัลน์ดังมาไกล ๆ จนเธอต้องหยุด
“โมเธอจะกลับแล้วเหรอ ฉันมีเรื่องจะวานเธอหน่อย พอดีป่าอยากได้เหล้าแก้วนี้ฉันก็เลยอาสามาเอาให้ แต่ฉันปวดห้องน้ำมากค่ะรบกวนเธอเอาไปให้ป่าทีได้มั้ย”
มนัญญามองหน้าบุษราลัลน์อย่างสงสัย ทำไมต้องเดินมาเอาเหล้าถึงบ้านพักของตัวเองด้วย สายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปมองโต๊ะที่เหลือคนนั่งอยู่สองคนคือต้นน้ำกับพนาพรรษ
“นี่ของป่าแก้วนี้ ส่วนของน้ำแก้วนี้ะ ฝากด้วยแล้วกัน”
บุษราลัลน์บอกเสร็จแล้วก็เดินกลับออกไปทางห้องน้ำ พอห่างจากสายตาของมนัญญาร่างบางก็หลบเข้าไปแอบข้างต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ นั้นทันที แล้วแอบมองร่างของมนัญญาที่เดินเอาเหล้าไปให้สองหนุ่ม
“นี่ค่ะของป่า กับของคุณน้ำ”
“เอามาให้เองเลยหรือครับ นั่งคุยกันก่อนนะโม”
ต้นน้ำเอ่ยถามพร้อมกับชวนหญิงสาวนั่ง มนัญญาเมินหนีไปด้านอื่นแล้วหันมาเมื่อเห็นว่าน้ำในแก้วยังไม่พร่องเลยนักนิดเดียว จึงพูดประชดพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่เพราะเห็นสายตาดุ ๆ ของพนาพรรษหรอกนะ เธอถึงยอมนั่งลง ไม่งั้นอย่าหวัง
“กินเสียสิคะ เดี๋ยวคนเอามาให้เขาจะเสียใจ”
คำบอกนั้นทำให้สองหนุ่มยกแก้วในมือกระดกเข้าเต็มปากแล้วยกแก้วเปล่าให้มนัญญาดู หญิงสาวส่ายหัวเมื่อเห็นกิริยาของสองหนุ่ม
“งั้นโมขอตัวก่อนแล้วกัน ป่ากลับไปด้วยกันมั้ย”
เวลาผ่านไปได้สักพักดาราสาวคนสวยจึงเอ่ยชวนนายหัวแห่งป่าหนาวที่เริ่มมึน ๆ แปลก ๆ ทำไมเขาถึงได้รู้สึกร้อน ๆ วาบ ๆ แบบนี้ ในขณะที่ต้นน้ำก็ใช่ย่อย รู้สึกเวียนหัว เขาอยากนอนเหลือเกินเกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่เมื่อสักครู่เขากับพนาพรรษยังไม่ง่วงเลยแต่ทำไมตอนนี้เขาอยากนอนมากที่สุด
“ดีเหมือนกัน ฉันเริ่มง่วงไปกันเถอะป่า สงสัยจะมึนแล้ว”
พนาพรรษลุกขึ้นยืน แต่เขาแปลกกว่าคนอื่นทำไมเนื้อตัวของเขาถึงร้อนผ่าวอย่างนี้ แก้มแดงขึ้น ปากแห้ง สายตาของเขาก็มองที่มนัญญาแปลก ๆ ทั้งที่ห้ามตัวเอง เขาเป็นอะไร
“อ้าวเป็นอะไรหรือคะ ป่าคะ เป็นอะไรไป น้ำเป็นอะไรคะ”
บุษราลัลน์มองเหตุการณ์อยู่สักพักเมื่อคิดว่ายาที่เธอผสมไปออกฤทธิ์แล้วจึงเดินเข้ามาที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว แผนเธอมันเป็นไปตามที่เธอคาดไว้อย่างพอดี
“โมเธอพาน้ำกลับบ้านพักก่อนดีกว่า สงสัยจะมึนกันแล้วทั้งสองคน เดียวฉันพาป่าไปเอง”
มนัญญาเตรียมจะอ้าปากปฏิเสธทำไมต้องให้เธอพาต้นน้ำไปในเมื่อบ้านพักของเธอกับพนาพรรษไปทางเดียวกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสเมื่อบุษราลัลน์ประคองร่างที่เดินโซเซของพนาพรรษออกไป ดาราสาวมองคนที่กำลังสลึมสลืออยู่ตรงหน้า ถ้าเขาไม่เป็นแบบนี้ไม่มีวันที่คนอย่างมนัญญาจะยอมทำอะไรแบบนี้หรอก หญิงสาวเกี่ยวแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายขึ้นมาวางไว้บนต้นคอของตัวเองแล้วเดินเขย่งพยุงร่างหนาสูงของต้นน้ำออกไปยังบ้านพักของชายหนุ่ม เดี๋ยวพอวางไว้บนเตียงเสร็จเธอก็จะได้กลับไปนอนของเธอมั่งแล้ว
“โม โมครับ พี่รักโมนะ”
เสียงครางที่เล็ดลอดออกมาทำให้ร่างที่พยุงร่างต้นน้ำหยุดชะงักทันทีเพื่อจะฟังสิ่งที่ชายหนุ่มพูดให้ชัดอีกที
“ถ้าโมให้พี่อธิบาย”
มนัญญาเม้มปากแน่น ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที อธิบาย อธิบายอะไร ในเมื่อสิ่งที่เธอเห็นมันชัดเต็มสองตา เขานอกใจเธอ และนั่นมันก็พออยู่แล้วที่เธอจะบอกเลิกเขาเพราะตอนนั้นถือว่าเธอยังไม่ได้ถลำหัวใจไปเท่าไหร่ ก็แค่เก้าสิบเปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง
“หยุดพูดถ้าไม่หยุดฉันจะส่งคุณแค่นี้”
มนัญญาบอกชายหนุ่มที่เริ่มมีสติขึ้นมาอีกครั้งถึงแม้จะน้อยนิดเหมือนกับเขากำลังฝืนอยู่
“ได้โปรด ที่เราห่างกันมันยังไม่พออีกหรือ โมอยากได้อะไรอีก เวลาพี่ก็ให้โมแล้ว ทำอย่างไรโมถึงจะพอใจ”
กว่าจะพูดจบประโยคก็เล่นเอาหอบเลยสำหรับต้นน้ำ
“ปล่อยฉันไปแค่นั้น”
“ปล่อย หรือ ถ้าปล่อยได้พี่ก็ไม่มานั่งให้โมด่าว่าพี่อยู่หรอก แต่พี่ปล่อยโมไปไม่ได้ พี่รักโม โมไม่เข้าใจหรือไง”
มนัญญาสุดจะทนกับคำกล่าวของเขาเมื่อถึงหน้าประตูบ้านหญิงสาวเปิดเข้าไปมือสั่น แปลกทำไมประตูไม่ได้ล๊อคนะ ดาราสาวพยุงคนที่เริ่มจะไม่มีแรงแล้วในตอนนี้ตาสองข้างของเขาจะปิดอยู่แล้ว แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะฝืนตัวเองเอาไว้อย่างสุดกำลัง เขาก็ไม่อยากเสียโอกาสที่จะได้อยู่กับมนัญญาเพียงสองต่อสองเหมือนกัน
“รักหรือ รักแล้วนอนกับแม่นั่น พี่น้ำเรียกมันว่ารักอีกหรือ”
เสียงหวาน ๆ เครือสั่นขึ้นมาทันทีเมื่ออีกฝ่ายกล่าวเรื่องกระทบหัวใจอย่างรุนแรงเมื่อครั้งในอดีต
“แต่มันไม่ใช่ พี่ไม่ได้มีอะไรกันเหมือนที่โมเข้าใจ เชื่อพี่เถอะ โมอย่าหนีพี่ไปไหนอีกเลย อยู่กับพี่ก่อน รอให้พี่หายปวดหัวหายมึนแล้วพี่จะอธิบายทุกเรื่องให้โมเข้าใจ แต่ทำไมพี่ถึงง่วงแบบนี้นะ โมสัญญาก่อนว่าจะอยู่กับพี่ก่อนอย่าไปไหน ได้โปรดสัญญานะ”
ใจหนึ่งเธออยากจะเดินหนีไปเสียให้พ้น แต่พอเห็นดวงตาที่เว้าวอนร้องขออยู่นั้นมันทำให้เธอตัดใจจากเขาไปไม่ได้สักที คงเป็นเพราะความรักที่เธอมีให้ผู้ชายคนนี้มันยังไม่จางหายตามกาลเวลานั่นเอง
“งั้นคุณไปนอนแล้วฉันจะกลับมาใหม่ตอนคุณตื่นแล้วกัน”
มนัญญาวางร่างสูงบนเตียงเสร็จแล้วกำลังจะเดินกลับไปถ้าไม่ติดว่ามีมือหนา ๆ ของใครบางคนวาดมากอดเอวเธอไว้แล้วพากันล้มไปบนเตียงนอนขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ ต้นน้ำพลิกร่างบางของมนัญญาลงไปนอนบนเตียงแล้วพลิกร่างของตัวเองขึ้นมาทับร่างของดาราสาวเอาไว้เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะขยับหนีไป
“ทำอะไร ปล่อยนะ ไม่งั้นฉันจะร้อง”
“ถ้าโมร้องพี่ก็จะจูบ คอยดู”
สิ้นเสียงของต้นน้ำปากบาง ๆ ของมนัญญาเตรียมตะโกนสุดเสียงแต่ยังไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น ปากหนา ๆ ของต้นน้ำก็ประกบปิดเสียงร้องนั้นอย่างอ่อนหวาน หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับตัวเองแต่เพียงแวบเดียวเท่านั้นดวงตานั้นก็ปรือลงเมื่อชายหนุ่มบรรจงจูบไล้เลียปากบาง ๆ ของเธออย่างอ่อนหวานที่สุด ลิ้นเรียวแข็งแรงค่อย ๆ ไล้ไปทั่วบริเวณปากล่างของหญิงสาว ต้นน้ำใช้ฟันขบเบา ๆ ก่อนจะส่งปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดลิ้นเรียวของอีกฝ่ายไว้ในอุ้งปาก ชายหนุ่มถึงกับครางออกมาอย่างอดไม่ได้ เมื่อการต่อต้านเมื่อสักครู่ตอนนี้กลายเป็นค่อย ๆตอบสนองเขาอย่างไม่รู้ภาษามาก่อน แต่มันก็ทำให้เขามีความสุขที่สุด
“อย่าไปไหนเลยนะ”
แล้วร่างหนาก็ฟุบลงกับอกอุ่นนุ่มของมนัญญาก่อนจะสลบหมดสติไป เอ..กินเหล้าแค่นี้เองทำไมเมาหมดสติแบบนี้ ปกติเขาคอแข็งจะตายไป หญิงสาวค่อย ๆ ผลักร่างหนาออกจากตัวแต่มันยากกว่าที่คิด เพราะชายหนุ่มยังคงให้มือกอดรัดร่างบางไว้แน่นราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยไปแล้วหญิงสาวจะไม่อยู่รอเขาอธิบายในเวลาที่เขาพร้อมกว่านี้
“พี่รักโม”
นั่นเองทำให้ร่างบางถึงกับเงียบเมื่อได้ยินประโยคละเมอของอีกฝ่าย ทำไมนะเขาต้องมาทำให้หัวใจอ่อน ๆ ของเธอละลายเหลวเป๋วขนาดนี้นะ คนใจร้าย ใจดำ หญิงสาวอ้าปากหาวอีกครั้งหนึ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาไปพร้อมกับร่างหนาของต้นน้ำที่กอดก่ายเธอไว้ไม่ยอมปล่อย

ในขณะอีกด้านหนึ่งพนาพรรษเริ่มรู้สึกตัวเองแปลก ๆ แค่บุษราลัลน์มาประคองกอดเขาไว้แบบนี้ แต่เขากลับอยากทำอะไรมากกว่ากอด ร่างกายปวดร้าวไปหมด โดยเฉพาะตรงกล้ามเนื้อที่กำลังตื่นตัวอยู่ขณะนี้
“บุษครับ ไม่เป็นไรหรอกผมกลับได้”
เสียงแหบพร่าสะกดอารมณ์หลาย ๆ อย่างที่ประดังเข้ามา นายหัวหนุ่มพยายามจะไม่จับมือนุ่มนิ่มของบุษราลัลน์เพราะว่ามือของเขานั้นมันจ้องจะลูบไล้ไปทั่วตัวของเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ บุษอยากไปส่ง เดินนะคะ”
บุษราลัลน์ประคองชายหนุ่มเดินกลับไปยังบ้านพักอย่างทุลักทุเลเมื่อเปิดประตูห้องนอนใหญ่ของนายหัวแห่งป่าหนาวได้แล้ว หญิงสาวก็ผลักชายหนุ่มลงไปนั่งบนเตียงกว้างขนาดคิงส์ไซด์ แล้วก้มตามไปติด ๆ
“บุษรู้ว่าป่ารู้สึกอย่างไร อย่าฝืนนะคะ บุษช่วยป่าเอง”
บุษราลัลน์บอกพร้อมกับใช้นิ้วชี้ลากบริเวณกระดุมเม็ดแรกจนมันหลุดมาก่อนจะค่อย ๆใช้นิ้วกรีดลูบอกกว้างของพนาพรรษ ชายหนุ่มถึงกับครางออกมาด้วยความพอใจ แต่มันเป็นเพราะฤทธิ์ยาแน่นอน เขาต้องโดนวางยาแน่ ๆ
“บุษรักป่านะคะ”
“บุษใส่อะไรลงไปในเหล้า”
พนาพรรษเค้นเสียงถามบุษราลัลน์อย่างสงสัยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าบ่งบอกถึงอารมณ์บางอย่างที่เริ่มเกิดขึ้น
“บุษอยากให้ป่ามีความสุข มีความสุขกับบุษนะคะ”
มือเรียวของบุษราลัลน์ลูบไล้หน้าอกกว้างแข็งแรงไปด้วยมัดกล้ามอย่างเร้าใจ ชายหนุ่มถึงกับหายใจแรงสุดชีวิตเมื่อเจอวิธีการยั่วเย้าแบบนี้ ริมฝีปากบาง ๆ ของเธอค่อย ๆ ไล้ไปตามริมฝีปากหนา ก่อนจะสอดปลายลิ้นไล้เล็มริมฝีปากของนายหัวหนุ่มอย่างยั่วเย้า จนอีกฝ่ายทนไม่ไหวถึงกับครางออกมา
“ป่าปล่อยตัวตามสบายนะคะ บุษจะทำให้ป่ามีความสุข”
มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ กรีดปลายเล็บ กับอกกว้างกระดุมเม็ดที่สองก็หลุดออกจากรังดุมทันที ตามด้วยริมฝีปากบางสีชมพูนั้นค่อยจูบไล่ไปเรื่อย ๆ ตามรอยตะเข็บเสื้อจนกระดุมเม็ดสุดท้ายหลุดออกไป ริมฝีปากบางของบุษราลัลน์ไม่ได้หลุดไปด้วยยังตามจูไปทั่วหน้าท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรงของนายหัวเป่ามือบางเริ่มลูบไล้ต่ำลงไปอีกนิดจนถึงที่ตนเองพอใจ บุษราลัลน์เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเหยเกของนายหัวอย่างพอใจ ก่อนจะลูบไล้คลุกเคล้ากับความแข็งแรงที่ขยายใหญ่ออกมาตามความต้องการ สติสัมปชัญญะสุดท้ายคือใบหน้าหวาน ๆ ของขวัญพรรษ รอยยิ้มหวาน ๆ ที่เขาได้มันเพียงผู้เดียว ชายหนุ่มตัดสินใจผลักร่างบางนั้นออกอย่างรุนแรง จนบุษราลัลน์ลงไปกองกับพื้นจนจุกลุกไม่ขึ้น แล้วขายาว ๆ ของพนาพรรษก็วิ่งออกจากห้องของตัวเองอย่างรวดเร็วเพราะตอนนี้เขาแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ทั้งฤทธิ์ยามันทำให้ตัวเขาลุกเป็นไฟไปหมด จับตรงไหนก็ลุกทุกอย่าง ชายหนุ่มวิ่งโซซัดโซเซมาบ้านพักที่ติดกับตัวเองที่สุดในตอนนี้คือบ้านพักของขวัญพรรษนั่นเอง
ปัง ปัง ปัง!!!!
เสียงเคาะประตูทำให้ร่างบางที่อยู่ในชุดนอนบางเบาเสื้อกล้ามตัวบางกางเกงขาสั้นชนิดสั้นสุด ๆ ก็เธอจะนอนแล้วนี่ แล้วใครมาเคาะประตูบ้านเธอกัน
“เคียว เปิดประตูหน่อย”
หญิงสาวตกใจเมื่อได้ยินเสียงและจำได้ว่าเป็นเสียงของใคร
“คุณป่ามีอะไรหรือคะ เคียวจะนอนแล้ว”
“ได้โปรดเปิดประตูก่อน พี่จะไม่ไหวแล้ว”
หญิงสาวเปิดประตูออกมาดูด้วยความแปลกใจ ไม่ไหวอะไร พอเปิดประตูออกมาก็ต้องตกใจเมื่อร่างสูงของพนาพรรษโถมเข้าหาเธอทันทีแล้วใช้เท้าปิดประตูดังปังก่อนจะกอดหญิงสาวแล้วไปวางบนเตียงขนาดเล็กกว่าห้องของเขาลงกับพื้นเตียงนุ่มนิ่มนั่น
“ปล่อยนะ ทำอะไร คนบ้า ปล่อยนะ”
มือเล็ก ๆ รัวเร็วกับอกกว้างเต็มแรงไม่ยั้งเพื่อให้เขาปล่อยเธอให้เป็นอิสระเสียที
“เคียวช่วยพี่ด้วย พี่ไม่ไหวแล้ว”
“ไม่ไหวอะไร ปล่อยเขานะ”
“พี่โดนบุษวางยา มันเป็นยาเซ็กส์ เคียว พี่...พี่ยะ...อยากได้เคียว”
เสียงแหบพร่าของนายหัวแห่งป่าหนาวดังพอที่จะทำให้อีกฝ่ายได้ยินอย่างชัดเจน
“บ้า บ้า บ้า ปล่อยเค้านะ”
“เคียว มีอีกอย่าง ขังพี่ในห้องนี้แล้วเคียวไปนอนกับวินนี่ก่อนนะเร็วเข้าก่อนที่จะโดนปล้ำ”
ชายหนุ่มปล่อยร่างบางออกจากอ้อมกอดทันทีแล้วหันมากอดเข้าตัวเองเอาไว้แน่น กรามที่กัดกลั้นอารมณ์ตัณหาของมนุษย์ไว้อย่างเต็มความสามารถ ขวัญพรรษเห็นแบบนั้นแล้วจึงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จากที่เคยเป็นหมอมา ถึงจะหมอสัตว์ก็เถอะเธอก็พอรู้มาบ้าง
“เคียวต้องทำอย่างไรคะ”
“ไม่ต้องทำอะไรแค่ออกไปจากห้องนี้พอ พี่ขอแค่นี้ พี่ไม่อยากทำอะไรให้เคียวเสียใจอีกแล้ว ได้โปรด สงสารพี่เถอะนะรีบออกไปก่อนที่ทุกอย่างมันจะสาย”
คำเตือนของชายหนุ่มไร้ความหมายเมื่อร่างบางเดินมาจับมือเขาแล้วลากไปห้องน้ำด้วยกันก่อนจะเปิดฝักบัวใส่ชายหนุ่มที่กำลังต้องการสุดชีวิต
“เคียวทำอะไรเนี่ย หยุดนะ”
“อ้าว ก็เคียวเคยได้ยินนี่ว่าถ้าโดนยามาให้เอาน้ำราดแบบนี้จะได้มีสติ”
หญิงสาวอธิบายเสียงแข็งพร้อมกับจับฝักบัวจ่อไว้ที่ศีรษะอีกฝ่ายอย่างเต็มที่
“พี่ว่าก่อนพี่จะหายจากยา พี่ต้องตายเพราะหวัดก่อนแน่นอน แต่มันก็ดีขึ้นจริง ๆ นะ เก่งเหมือนกันนะเรา”
หลังจากที่เปียกโชกเพราะน้ำได้สักพัก พนาพรรษก็ถอดเสื้อผ้าออก พันรอบกายเพียงผ้าขนหนูสีขาวออกมาจากห้องน้ำ เอาหล่ะสิ ยัยเคียว แล้วเธออยู่กับเขาสองต่อสอง โดยที่เขาไม่มีเสื้อผ้าอะไรเลยนอกจากผ้าขนหนูฝืนนั้นฝืนเดียว
“อ้าว...อย่านั่งงึ่ง ทำพี่เปียกแล้วเช็ดผมให้พี่ด้วย”
พนาพรรษโยนผ้าขนหนูอีกอันใส่มือหญิงสาวก่อนจะนั่งที่ปลายเตียงให้คุณหมอคนสวยจัดการเช็ดผมให้ ขวัญพรรษลังเลอยู่พักนึงก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนน้อยมาเช็ดศีรษะอีกฝ่ายอย่างเบามือ แต่อาการที่ใคร ๆ คิดว่ามันหายไปแล้วกลับขึ้นมาใหม่ เมื่อเขาได้สัมผัส ได้กลิ่น ได้ใกล้ชิดกับสาวน้อยคนนี้ ความเจ็บปวดเกิดขึ้นตรงกลางของร่างกายทันที ชายหนุ่มค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อดับความปรารถนาจากยาปลุกเซ็กส์ แต่มือบางที่ลูบไล้ศีรษะเขาไม่ไดช่วยให้เขาดีขึ้นเลย
“คะ...เคียว พะ...พี่ว่ามันกลับมาอีกแล้ว”
“อะไรคะ”
“ไอ้ความรู้สึกบ้า ๆ นี่มันกลับมาอีกแล้ว เคียวช่วยพี่ด้วย”
ร่างสูงงอตัวคดคู้กับเตียงกว้างราวกับจะเจ็บปวดเสียเหลือเกิน ขวัญพรรษเอื้อมมือไปจับแขนอีกฝ่ายเพื่อจะถามอาการของเขา แต่ปฏิกิริยาร่างกายของนายหัวทำให้เธอปล่อยมือทันที ชายหนุ่มส่งเสียงครางดังขึ้นมาทันทีที่มือบางสัมผัสโดนร่างกายของเขา ขวัญพรรษมองร่างที่ดิ้นไปดิ้นมาอย่างสงสาร เขาเจ็บปวดขนาดนี้เลยหรือ แล้วเธอจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง
“พี่ป่าคะ”
“เคียวออกไปจากห้องแล้วล็อคประตูให้พี่ด้วย วันนี้ไปนอนกับวินนี่ก่อนแล้วกัน แต่ถ้าช้ากว่านี้พี่จะไม่รับรองความปลอดภัยแล้วนะ”
“แต่เคียวอยากช่วยพี่ป่า พี่ป่าทรมานเหลือเกิน”
“แค่นี้ก็พอแล้ว พี่รักเคียวนะ ไปเถอะ พี่ไม่อยากให้เคียวเกลียดพี่มากไปกว่านี้ไปเถอะนะ”
ชายหนุ่มรีบผลักร่างบางออกจากห้องแล้วปิดประตูทันที โอ๊ย ทำไมเขาทรมานอย่างนี้ มันเจ็บปวดไปหมด ถ้าเขาไม่มีที่ระบายออกร่างกายของเขาต้องระเบิดแน่นอนเสียงเปิดผักบัวดังขึ้นอีกครั้ง ขวัญพรรษที่ยืนอยู่หน้าบ้านเกิดความลังเล อีกใจอยากจะช่วยเขา แต่ก็คิดว่าถ้าเข้าไปเธอจะต้องไม่เหมือนเดิมแน่นอน แต่เขาไม่ใช่ใครที่ไหน เขาเป็นคนที่บอกว่ารักเธอนี่นา หญิงสาวตัดสินใจก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านพักของตัวเองที่ขณะนี้ชายหนุ่มคนที่เธอรักยึดไว้เป็นของตัวเองเรียบร้อยแล้ว คุณหมอคนสวยผลักประตูเข้าไปอย่างง่ายดายเพราะว่าประตูห้องนอนของเธอไม่ได้ถูกล็อคเอาไว้ สายตากลมโตยาวรีเหลือบมองไปที่เตียงขนาดพอเหมาะกับตัวเองซึ่งขณะนี้ว่างเปล่าไร้ซึ่งร่างของคนที่เธอคิดว่าจะต้องนอนอยู่บนเตียง พนาพรรษอยู่ไหน ขวัญพรรษเดินเข้าไปดูในห้องน้ำอย่างเร่งรีบเมื่อเธอไม่เห็นพนาพรรษอยู่ในห้องนอน และแล้วใบหน้าหวาน ๆ ของขวัญพรรษเศร้าลงทันที น้ำตาคลอตาด้วยความสงสารชายคนรักที่นั่งอยู่บนพื้นห้องน้ำขณะที่หัวก็มีน้ำจากฝักบัวไหลรินไม่ขาดสาย ริมฝีปากหนากัดแน่นจนได้เลือดเพื่อกลั้นอารมณ์ใคร่ที่เกิดจากยาชั่วนั่น แล้วหัวใจก็มาก่อนความคิดทั้งหมด ร่างบางค่อย ๆ เดินเข้าไปหานายหัวแห่งป่าหนาวด้วยความรักความสงสารทั้งหมดของหัวใจ
“พี่ป่าขา”
นายหัวหนุ่มหันขวับมามองหญิงสาวที่ค่อย ๆ เดินน้ำตาคลอมาหาเขาแวบแรกสายตาที่มองไปนั้นเปลือยอารมณ์ความต้องการจนร่างบางที่เดินเข้าไปหยุดชะงัก ก่อนที่ดวงตาคมเข้มจะเปลี่ยนเป็นโทโสเข้ามากลบเกลื่อนความจริงทั้งหมด
“เคียวพี่บอกให้ออกไป”
น้ำเสียงเข้มพยายามพูดออกไปอย่างที่สมองต้องการมากที่สุดเพราะถ้าให้หัวใจของเขาพูดตอนนี้มันคงอยากเรียกขวัญพรรษเข้ามาในอ้อมกอดเขาเป็นแน่แท้ ร่างบางของคุณหมอคนสวยไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายทั้งในหน้าที่การงานและหัวใจ
“เคียวไม่อยากออกไป”
เสียงกระซิบเบา ๆ นั้นทำให้ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งแล้วเดินมาหาคุณหมอคนสวยที่เริ่มสั่นขึ้นมานิด ๆ ด้วยความกลัว ความกล้าเมื่อสักครู่หายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือเธอรักผู้ชายคนนี้เหลือเกิน
“รู้ไหมว่าทำแบบนี้แล้วมันจะเป็นอย่างไร”
นายหัวหนุ่มถามออกมาด้วยเสียงสั่นเหมือนกัน แต่เป็นอารมณ์คนละอย่างกับคุณหมอคนสวยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาขณะนี้
“รู้ค่ะ พี่ป่ารักเคียวไม่ใช่หรือ เคียวรู้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นพี่ป่าต้องรับผิดชอบเคียวอยู่แล้ว หรือว่าไม่”
คำถามสุดท้ายเรียกเสียงหัวเราะจากชายหนุ่มได้นิดหน่อย ถ้าเป็นอารมณ์ปกติเขาคงจะหัวเราะได้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้มันคับขันเหลือเกิน
“เคียวก็รู้ว่าพี่รักเคียวอยู่แล้ว รักเคียว..รักเคียวคนเดียว”
หญิงสาวถึงกับสั่นสะท้ายด้วยความอายเมื่อโดนนายหัวแห่งป่าหนาวมองด้วยสายตาเปิดเผยถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้งไม่มีอาการปิดบังอะไรทั้งนั้น
“ตะ..แต่ว่า..ตอนนี้เคียว..ระ..เริ่มกลัวแล้ว”
เสียงตอบตะกุกตะกัก ก้มหน้าหลบสายตาเร่าร้อนของชายหนุ่ม นิ้วเรียวได้รูปของพนาพรรษค่อย ๆ เชยคางมนขึ้นเพื่อให้สบตาเขาและเพื่อให้หญิงสาวได้เห็นถึงความจริงใจว่าส่วนลึกแล้วเขาก็อยากทำแบบนี้กับเธอเหลือเกิน
“เปลี่ยนใจตอนนี้ไม่ทันแล้วคุณหมอ เพราะว่าพี่อยาก...”
ประโยคสุดท้ายหายไปเพราะว่าปากหนานุ่มของนายหัวค่อย ๆ บรรจงสัมผัสริมฝีปากบางได้รูปของขวัญพรรษอย่างตั้งใจ ดวงตาที่เบิกโพลงมองเขาอยู่เมื่อสักครู่ค่อย ๆ หรี่ลงเมื่อชายหนุ่มค่อย ๆ ขยับริมฝีปากได้รูปของตัวเองให้แนบแน่นไปยิ่งกว่าเดิมปลายลิ้นเรียวค่อย ๆ ไล้ไปตามร่องริมฝีปากควานหาความหวานจากหญิงสาว มือใหญ่ได้รูปของพนาพรรษไล้ไปมาทั่วแผ่นหลังขณะมืออีกข้างหนึ่งประคองใบหน้าหวานและต้นคอของคุณหมอคนสวยเอาไว้เพื่อให้แหงนรับความหวานจากเขาได้อย่างเต็มที่
“อืม..ดีเหลือเกินเคียวของพี่”
นายหัวแห่งป่าหนาวครางเสียงกระเสร่าแหบพร่าเมื่อริมฝีปากบาง ๆ ของหญิงสาวเริ่มโต้ตอบเขาบ้างถึงแม้มันจะดูไม่ค่อยประสาก็เถอะ แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะทำให้คนที่มีความชำนาญแล้วอย่างพนาพรรษถึงกับปล่อยครางออกมาด้วยความถูกใจ ร่างสูงค่อย ๆ ยกคุณหมอคนสวยออกจากห้องน้ำแล้วเดินมาวางบนเตียงอย่างอ่อนโยน
“พี่รักเคียวนะคนดี”
เสียงกระซิบแผ่วหวานดังขึ้นเหนือริมฝีปากบางสีแดงราวกับเชอร์รี่นั้นเพียงแค่ลมหายใจกั้นก่อนที่ชายหนุ่มจะจุมพิตอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ มือบางที่ทั้งสองข้างซึ่งไร้ที่พักพิงเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นโอบกระชับรอบคอหนาของนายหัวหนุ่มปลายนิ้วไล้ไปตามเส้นผมสลวยราวกับคนละเมอ ริมฝีปากได้รูปของคุณหมอคนสวยค่อย ๆ ขยับตอบโต้อีกฝ่ายเมื่อชายหนุ่มค่อย ๆ สอนวิธีที่จะทำให้เธอและเขามีความสุข ปลายลิ้นเรียวของขวัญพรรษถูกเกี่ยวกระหวัดดูดซับความหอมครั้งแล้วครั้งเล่าจนร่างบางอ่อนระทวยไปหมดทุกส่วนของร่างกาย พนาพรรษจ้อมมองดวงตากลมโตซึ่งตอนนี้ปรือหวานฉ่ำด้วยความพิศวาสที่เขาเป็นผู้มอบให้
“พี่จะบอกเคียวอีกครั้งว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความรัก ไม่ใช่ความใคร่ ไม่ใช่เพราะยา แต่เป็นเพราะว่าพี่รักเคียว ระ...”
เสียงของนายหัวหนุ่มถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อปากบางของคุณหมอฉกเข้าหาเขาพร้อมกับสอดปลายลิ้วเรียวเข้าเกี่ยวกระหวัดรัดลิ้นหนาของชายหนุ่ม คุณหมอคนสวยถึงกับตัวสั่นเมื่อปลายลิ้นหนาของนายหัวแห่งป่าหนาวสอดเข้าเกี่ยวกระหวัดดูดซับหาความหวานจากปากนุ่มของคุณหมอคนสวยเหมือนกัน
............................................................................



เอรินี
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 11 ก.ค. 2554, 20:58:49 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 11 ก.ค. 2554, 20:58:49 น.

จำนวนการเข้าชม : 1844





<< บทที่ 8 แค้นสุมใจ   บทที่ 11-12 >>
Auuuu 11 ก.ค. 2554, 21:54:28 น.
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
แอบสะใจบุษ แผนผิดพลาด ชิชิ


zeen 12 ก.ค. 2554, 14:24:37 น.
สมน้ำหน้ายัยบุษ
ว่าแต่ัตัดฉับแบบนี้มันค้าง รีบมาต่อไวๆ นะคะ


Zephyr 12 ก.ค. 2554, 14:56:43 น.
ค้างอ่ะ มาต่อคราวหน้า กี๊ดดดด


ปูสีน้ำเงิน 12 ก.ค. 2554, 20:53:09 น.
ผิดแผนเลยใช่ไหม๊ล่ะยัยบุษ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account