ลิขิตนครา มนตราบาบิโลน

ในหน้าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์เเละโกลาหลแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย หรือตะวันออกใกล้โบราณ ณ อาณาจักรบาบิโลเนียผุดนามชนชาติหนึ่งที่ปกครองอาณาจักร พวกเขาเรียกตัวเองว่า ชาวคัชดู ขณะชาวกรีกเรียกพวกเขาว่า ชาวคาลเดียน


อาณาจักรของพวกเขายืนยงเพียง 75 ปี แต่กลับสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ให้โลกมากมาย


พวกเขาคือผู้สร้างสวนลอยบาบิโลน พวกเขาคือผู้บุกเบิกดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ เเละคณิตศาสตร์ ผลงานของพวกเขาคือต้นเค้าความรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมกรีกเเละโรมัน


ทว่าจะเป็นเช่นไร เมื่อนักบวชแห่งมหาเทพมาร์ดุคล่วงรู้ถึงชะตากรรมการล่มสลายเเห่งอาณาจักร


ทางเเก้วิธีเดียวคือ การอ้อนวอนร้องขอต่อทวยเทพประจำนครา



เเละทวยเทพก็มิได้พระทัยร้ายเกินรับฟัง ด้วยเหตุนี้บุรุษและสตรีคู่หนึ่งจึงถูกสรรค์เสกเพื่อสนองต่อคำขอนั้น



หนึ่งบุรุษ...เพชกัลดาราเมช เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรบาบิโลเนีย



หนึ่งสตรี...นลินนา เทวาสถิต นักศึกษามานุษยวิทยาสาวผู้ถูกส่งข้ามห้วงกาลเวลา



และนี่คือประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ถูกถักทอ เรื่องราวของอาณาจักรโบราณอันได้ชื่อว่า เป็นมหานคราที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคโบราณ เเละเกือบได้เป็นเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิกรีกของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช


ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ถูกเขียนขึ้นแล้ว!
Tags: โรเเมนติก ดราม่า ย้อนเวลา ประวัติศาสตร์

ตอน: มัตติกาจารึกแผ่นที่ 6

มัตติกาจารึกแผ่นที่ ๖

ไม่มีเวลาได้มัวลังเลนาน นักบวชสูงสุดก็เรียกสาวใช้ให้พาเธอมาอาบน้ำแต่งตัวทันที อาภรณ์ขาวนวลอย่างนักบวช และหมวกทรงสูงถูกปลดออก โดนลากลงขัดสีฉวีวรรณในอ่างดินเผา ก่อนถูกชโลมด้วยน้ำหอมจากพืชแช่ในน้ำและน้ำมันจนจรุงกรุ่น สาวใช้กรีดตาให้เธอด้วยผงแร่สีเทาเหลือบดำหรือการีนาแบบเดียวกับชาวอียิปต์ ในกล่องไม้สำหรับใส่เครื่องสำอาง ปรากฏเปลือกหอยทะเลบรรจุผงแร่หลากสีสันสำหรับแต่งหน้า ปรกติ...นลินนาไม่แต่งหน้า แต่ตอนนี้เธอไม่อยู่ในฐานะจะทัดทานได้ อยากถามเหลือเกินว่า ปรกติสาว ๆ ชาวบาบิโลนแต่งตัวแบบนี้ทุกวันหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถาม

อาภรณ์ขนสัตว์ย้อมสีฟ้าอ่อนปักลายเถาพฤกษชาติถูกยกมา สาวใช้ช่วยนลินนาจับผ้าผืนยาวโอบพันรอบกาย คลุมทับด้วยผ้าคลุมไหล่อีกที เส้นผมชโลมน้ำมันปล่อยยาวสยายรัดด้วยรัดเกล้าทองคำประดับอัญมณี เช่นเดียวกับรอบคอ นิ้วมือ ข้อมือ และข้อเท้าที่มีเครื่องประดับสวมอยู่เต็ม เมื่อแต่งหน้าแต่งกายเสร็จแล้ว สาวใช้ก็รีบนำกระจกบรอนซ์มาให้เธอ

หญิงสาวส่อง อายหน้าแดง จนแทบอยากล้างหน้า แต่สาวใช้ยังคงคะยั้นคะยอ

“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ งามแล้ว รีบไปเถิด”

นลินนาสวมรองเท้าแตะหนังมีส้น มีห่วงรัดนิ้วหัวแม่เท้า ก่อนเดินยุรยาตรไปถึงด้านหน้าวิหาร ไม่อยากไปถึงเร็วนัก หล่อนยังไม่อยากยอมรับสภาพตัวเองในตอนนี้

พ้นความมัวซัวของวิหารออกไป แสงสว่างจ้าก็ฉายสู่สายตา

ณ ระเบียงวิหาร เจ้าชายรูปงามทั้งสองพระองค์ประทับยืนคอยเธอ เจ้าชายนาโบนัสซาร์ผู้มีเค้าพระพักตร์แห่งเจ้าชายเพชกัลดาราเมช ทว่าแลดูนุ่มนวล อ่อนโยน มีพระอุปนิสัยดีกว่าเห็นเธอเป็นคนแรก ก่อนแววเนตรจะปรากฏความพึงพระทัย ทูลเรียกพระเชษฐา ให้หันมาทอดพระเนตรเธอ

ไม่รู้ทำไม ทว่าหญิงสาวอายหน้าแดง ยกมือขึ้นปิดหน้า

“เจ้างามขนาดนี้จะปิดหน้าทำไม ไม่เชื่อเจ้าก็ถามเสด็จพี่ข้าดูสิ?” เจ้าชายนาโบนัสซาร์ตรัสชม พลางพยักพเยิดพักตร์ไปทางพระเชษฐา

นลินนาลดมือลง รอฟังรับสั่งของเจ้าชายเพชกัลดาราเมช ทว่าเธอก็ได้ยินเพียงความเงียบสงัดเท่านั้น พระเนตรสีสนิมคู่นั้นนิ่งสนิท ก่อนรอยแย้มพระสรวลอ่อนโยนจะผุดพรายขึ้นมา รับสั่งเรียบ ๆ

“ใช่ เจ้างามแล้ว รีบไปเถิด ถ้าสายกว่านี้จะไม่ทันกาล”

ตรัสแค่นั้น ก็เสด็จลงไปรวดเร็ว ทิ้งให้นลินนาหันไปมองเจ้าชายนาโบนัสซาร์ แล้วเบนไปทางเจ้าชายผู้เสด็จลงไปก่อนหน้าเป็นเชิงทูลถาม

ทว่าเจ้าชายหนุ่มกลับทรงพระสรวล “ฮะ ๆๆๆ รีบตามไปเถิด เราต้องไปอีกหลายที่”

ตรัสจบ ก็เสด็จตามลงไปอีกคน นลินนาจับหน้าตนเอง ในโพรงอกบังเกิดความรู้สึกอุ่นวาบ ยินดี



นักศึกษามานุษยวิทยาเดินตามเจ้าชายทั้งสองพระองค์ พวกเธอตกลงกันแล้วว่า จะงดพูดราชาศัพท์ และใช้ภาษาอราเมอิกในการสื่อสาร เพื่อกันไม่ให้ผู้อื่นสงสัย

ทั้งสามออกจากวิหาร เดินไปตามถนนเส้นต่าง ๆ อันตั้งชื่อตามพระนามเทพเจ้า ทว่าพลันก้าวพ้นกำแพงวิหาร นักศึกษามานุษยวิทยาก็ปากอ้าตาค้างกับบรรดาสถาปัตยกรรมเบื้องหน้าอันตอกย้ำเธอว่า บาบิโลน หรือบาบิลิมคือ นครที่ยิ่งใหญ่ และมั่งคั่งที่สุดในโลก

ด้วยภาพตรงหน้านลินนาคือ ซิกกูแรตอิเตเมนันกิสูงตระหง่านประดับด้วยกระเบื้องเคลือบหลากสีถึง ๗ ชั้นดุจดั่งศูนย์กลางของนคราแห่งนี้ ความสูงราวประชันสวรรค์นี้เองคือ ต้นกำเนิดของหอคอยบาเบลที่จารึกอยู่ในพระธรรมปฐมกาล มองเลยขึ้นไปทางทิศเหนือคือ สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดี และนักวิชาการทั้งโลกขุดคว้าค้นหา ทว่าหาเท่าใดก็พบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น แต่บัดนี้หล่อนประจักษ์ด้วยสายตาตนเองว่า เบื้องหน้าหล่อนคือ สวนลอยบาบิโลน!

คือความอัศจรรย์ใจที่สุดในชีวิต คือความตกตะลึงยากอธิบาย ท่ามกลางความแห้งแล้ง และภูมิทัศน์ราบเรียบของท้องทะเลทราย สวนลอยบาบิโลนเปรียบดั่งสวนสวรรค์ เขียวชอุ่มงดงามราวสวนอันแขวนลงจากฟากฟ้า แม้จะอยู่ไกล เลยไม่เห็นโครงสร้างแจ่มชัด ทว่านลินนาเข้าใจความรู้สึกของเหล่านักเดินทางแล้วว่า คราแรกที่พวกเขาเห็นความงามอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ พวกเขารู้สึกเช่นไร ทั้งความเขียวชอุ่ม ความสะพรั่งบานของมวลบุปผชาติ และความชุ่มฉ่ำราววารีแห่งสวรรค์โปรยปราย เป็นความรู้สึกอันสัตย์จริง ปราศจากการหลอกลวง

“ทุกผู้ที่มาเยือนอาณาจักรเรา ล้วนมองมันด้วยสายตาเช่นเจ้า”

นลินนาสะดุ้งหลุดจากภวังค์ หันไปมองผู้ตรัส ก็พบว่า คือเจ้าชายเพชกัลดาราเมช! ทั้งที่ทรงเงียบมานาน เหตุใดครานี้จึงตรัส

“ค่ะ มันงดงามมาก สวยมากจริง ๆ ราวกับสวนบนสรวงสวรรค์เลย”

นลินนากราบทูลอย่างไม่โป้ปด หล่อนรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ และคงเพราะดวงหน้าไร้เดียงสาของหล่อนกระมัง จู่ๆ เจ้าชายผู้เคร่งขรึมจึงเผยแย้มพระสรวลอ่อนโยนออกมา

“ถ้าเช่นนั้น หากเจ้าไปเยือนงานเลี้ยงพ่อข้า ข้าจะพาเจ้าไปดู”

นลินนากะพริบตาปริบ ๆ บุญหล่นทับอีกแล้ว

“จะพาไปดูจริง ๆ หรือคะ!?” ดวงตาเรียวสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นเปล่งประกายระยิบระยับราวเด็กน้อย

“แน่นอน พวกเราพูดแล้วไม่เคยคืนคำ”

ได้ยินดังนั้น ก็ฉีกยิ้มกว้างแทบถึงรูหู นักศึกษามานุษยวิทยาสาวสำรวจนครบาบิลิมด้วยดวงใจอันเบิกบาน เก็บทุกรายละเอียดไม่ต่างตอนลงภาคสนามขณะเรียน เสียแต่หล่อนไม่มีสมุดโน้ตกับปากกา หรือกล้องถ่ายรูปไว้บันทึก

นักศึกษาสาวมองดูบ้านเรือนต่าง ๆ บ้านของชาวคัชดูอันสร้างด้วยอิฐดิบ หากมีฐานะหน่อยก็จะเป็นบ้านสองชั้น ฉาบด้วยสีขาว แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาก็จะมีแค่ชั้นเดียว ไม่ฉาบสี ทั้งที่ในถนนมีคนเดินออกคึกคัก แต่เอาเข้าจริงกลับปรากฏสตรีอยู่หร็อมแหร็ม พวกเด็ก ๆ เองก็แทบไม่เห็น ส่วนใหญ่พบเพียงบุรุษวัยทำงานเดินอยู่ขวักไขว่ คล้ายมุ่งสู่ที่ใดสักที่

เมื่อก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ความอัศจรรย์ใจก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ ร้านรวงขึงผ้าตั้งแผงเต็มสองฟากจนท้องถนนแน่นขนัด พ่อค้าจากทั่วสารทิศมุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน เสียงสนทนาภาษาอราเมอิกเซ็งแซ่ เครื่องแต่งกายแปลกตาหลากสีสันทำเอาดวงตาพร่ามัว กระนั้นนลินนาก็แยกพ่อค้าชาวคัชดูออกจากพ่อค้าต่างเมืองได้ไม่ยากเย็น ด้วยพ่อค้าชาวคัชดูจะมีตราประทับหินทรงกระบอกสำหรับประทับลงเอกสารสำคัญ ๆ ผูกติดข้อมือ ชาวคัชดูผู้มีกิจการ หรือทรัพย์สินจะมีตราประทับหินทรงกระบอกเหมือนกันหมด ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ

แต่แล้วหล่อนก็บังเกิดความสงสัย เมื่อแลเห็นพ่อค้าทั้งในแดนแลต่างแดนต่างพากันเข้าไปในอาคารหนึ่ง แล้วกลับออกมาพร้อมทรัพย์สินเต็มถุงหนังและแผ่นมัตติกาจารึกประทับตรา

“นั่นอาคารอะไรหรือคะ?”

เป็นเจ้าชายเพชกัลดาราเมชอีกครั้งที่ทอดพระเนตร ตอบคำถาม

“นั่นอาคารไว้สำหรับแลกเปลี่ยนกู้ยืม พวกพ่อค้าถ้าขัดสนเรื่องเงิน ก็สามารถเอาทรัพย์สินไปค้ำแลกกับพวกแร่ต่างๆ อย่างทองคำ ทองแดง และเงิน มาไว้แลกเปลี่ยน”

หล่อนอ้าปากค้าง ไม่คิดว่า เมืองบาบิลิมจะมีระบบกู้ยืมเป็นรูปเป็นร่างขนาดนี้ และยิ่งแอบชะโงกมองดูว่า อาลักษณ์ที่ประดาพ่อค้าจ้างมากำลังเขียนอะไรก็พบว่า มีตั้งแต่บัญชี สัญญาซื้อ-ขาย ไปตลอดจนใบเสร็จต่าง ๆ จารึกด้วยภาษาอัคคัด พร้อมประทับตรา จากนั้นก็มีอาลักษณ์อีกคนใช้หมึกเขียนลงบนแผ่นหนังเป็นภาษาอราเมอิกอีกที

“คนที่นี่ทำเอกสารกันขนาดนี้เชียวหรือคะ?”

เจ้าชายเพชกัลดาราเมชทอดพระเนตรมาทางเธอ สายพระเนตรเอ็นดูราวเธอเป็นเด็กน้อยผู้แสนอยากรู้อยากเห็น “ใช่ พวกเรา กระทั่งผู้อยู่ในดินแดนนี้แต่เดิม ล้วนเชี่ยวชาญการค้าขาย เมืองบาบิลิมของเราเป็นศูนย์กลางทางการค้ามาตลอด พวกพ่อค้าที่มาค้าขายก็ล้วนได้รับต้นแบบจากเอกสารของเราทั้งสิ้น”

ตรัสจบก็ทรงชะงักเงียบ ก่อนเจ้าชายทั้งสองจะขอพระองค์ไปแสร้งเจรจาซื้อขายกับพ่อค้า สอบถามราคา และรายละเอียดต่างๆ เสียละเอียดยิบ ระหว่างนั้น หญิงสาวก็ก้มอ่านเอกสารต่าง ๆ ที่อาลักษณ์จารดูก็พบว่า เนื้อหาคล้ายกับเอกสารของบริษัทที่มารดาเคยให้หล่อนอ่านนัก ใครจะคิดเล่าว่า ที่แท้ชาวเมโสโปเตเมียจะเป็นต้นแบบการทำบัญชีในยุคปัจจุบันที่พวกตะวันตกรับไปใช้อีกที

เจ้าชายแห่งบาบิลิมทรงสุ่มสอบถามเสร็จ และพบว่า ราคาสินค้าส่วนใหญ่กินกำไรไม่เกินร้อยละ ๒๐ ตามกำหนด นอกจากนี้ยังทรงไปดูการตรวจสอบสินค้าของเจ้าหน้าที่ก็พบว่า ส่วนใหญ่เรียบร้อยดี สินค้านำเข้าอย่างแร่มีค่าเช่น ทองคำ ทองแดง และเงิน กับสินค้าจำพวกหิน ไม้ และเกลือไม่ถูกกดราคาจนเกินงาม ส่วนสินค้าส่งออกได้รับการต่อรองโดยยุติธรรมก็พอพระทัย ส่วนรายไหนไม่เห็นสมควรก็ทรงจดจำ แล้วจึงนำไปจัดการในภายหลัง

เคราะห์ดีปีที่แล้ว โอรสธิดาอันเกิดจากมหาเทพีอิชทาร์ และพระสวามีดูมูซิยังผลให้ดินแดนแห่งนี้อุดมสมบูรณ์1 พืชพันธุ์ธัญญาหารอย่างข้าวสาลีจึงเหลือกินเหลือใช้ไม่ลำบากจนสามารถส่งออกเรียกกำไรเข้าอาณาจักรได้

เมื่อทรงตรวจสอบหลายอย่างเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีอะไร คงพาสตรีผู้ถือกำเนิดจากมหาเทพีเดินดูข้าวของได้อย่างสบาย เมื่อดำริถึงนาง ก็ทรงสอดส่ายสายพระเนตรหา พบว่า นางกำลังฟังพ่อค้าต่างแดนเจื้อยแจ้วเจรจาอยู่ตรงแผงขายอัญมณี โดยมีพระอนุชายืนดูอยู่ห่าง ๆ

พ่อค้าต่างแดนผู้นั้นกล่าวหว่านล้อม และสาธยายถึงคุณสมบัติอัญมณีต่าง ๆ ในหีบสินค้าของตนอย่างเก่งกาจ ดูรู้ว่า ไม่ใช่เล่น ๆ จะทรงเข้าไปช่วย ทว่าจู่ ๆ ก็ดำริว่า ทอดพระเนตรอยู่นิ่ง ๆ คงจะดีกว่า

“นี่นะ ท่านหญิงอัญมณีของข้าช่างน้ำงามนัก อยู่บนผิวพรรณผุดผ่องของแม่หญิงคงจะยิ่งงาม นี่นะนำไปเจียระไนสักนิด ประดับลงบนตัวเรือนทองคำคงจะดีไม่น้อย ถ้าท่านหญิงนำไป...”

นลินนาแวะดูตามแผงต่าง ๆ จนมาหยุดตรงแผงนี้ได้สักระยะ พ่อค้าชาวต่างแดนยังคงสาธยายต่อไป ส่วนตาของนลินนาก็จับจ้องอัญมณีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหินสีจากหุบเขาอินดัส หรือลาพิส ลาซูรีจากแถบอัฟกานิสถาน ถึงแม้พ่อค้าผู้นี้จะโอ้อวด แต่อัญมณีตรงหน้าก็น้ำงามจริง ๆ

หญิงสาวจับถุงหนังใส่แร่สำหรับแลกเปลี่ยนของตน พยายามคำนวณตามหน่วยของสมัยนี้ก็จำได้คร่าว ๆ แค่ ๑ เชเกล เท่ากับ ๒๐ เกราห์ กับ ๑ มินา เท่ากับ ๖๐ เชเกล และทันทีที่จับจุดได้ หญิงสาวเชื้อสายพ่อค้าชาวเปอร์เซียก็เจรจาจนได้ลาพิส ลาซูรีเม็ดเป้งมาแบบที่ในยุคปัจจุบันคงจะตาวาว ด้วยรู้อุปนิสัยว่า พ่อค้าในแถบนี้ไม่ว่า ยุคอดีตหรือปัจจุบันล้วนกลัวเสียลูกค้าเพียงไร แค่เธอบอกว่า

“ถ้างั้น ฉันขอไปดูที่อื่นก่อนแล้วกันนะ ไว้จะแวะมาซื้อ”

แค่นั้น หล่อนก็ได้ของดีมาในราคาถูกแสนถูกทีเดียว หญิงสาวเดินกลับมาหาเจ้าชายทั้งสองพระองค์ เจ้าชายนาโบนัสซาร์ทรงมองหล่อนอย่างปลาบปลื้ม ขณะเจ้าชายเพชกัลดาราเมชแย้มพระสรวลคล้ายระอาพระทัย ก่อนกลับไปแผงอัญมณีนั้นแล้วซื้ออัญมณีสีโลหิตเม็ดเขื่องมาก้อนหนึ่งแล้วซุกไว้ในพระภูษา ก่อนจะรับสั่งว่า

“งานของพวกข้าเสร็จแล้ว เจ้าอยากไปเดินดูอะไรหน่อยหรือไม่?”

สิ้นรับสั่ง เธอก็ตาวาว เดินแล่นดูทั่วตลาด จนเจ้าชายสองพระองค์แทบตามไม่ทัน ทว่าจนแล้วจนรอดกลับมีเพียงสินค้าอย่างผ้า อัญมณี แล้วก็สินค้าใหญ่ ๆ เท่านั้น แทบไม่มีของกิน

“เจ้าหิวแล้วงั้นหรือ?” เจ้าชายเพชกัลป์ดาราเมชตรัสถามราวรู้ใจ

“ค่ะ น่าจะมีขนม ไม่ก็น้ำสักหน่อย”

หล่อนชะเง้อชะแง้ แลเห็นแค่ร้านเบียร์ตรงมุมถนน องค์รัชทายาทแห่งบาบิลิมทอดพระเนตรตาม แล้วจึงทรงพระดำเนินไปสั่งเบียร์มาให้สามเหยือก ทั้งของเธอ ของพระองค์เอง และของเจ้าชายนาโบนัสซาร์ ทั้งสามเดินไปตามแนวถนนพลางดูดเบียร์ด้วยหลอดโลหะ

ทว่าครั้นทรงพบว่า เธอยังคงชะแง้หาของกิน ก็รับสั่งขึ้นอย่างขัน ๆ

“หากเจ้าจะหาขนมเล่าก็ไม่มีหรอก”

นลินนาหน้าหงอยทันควัน ทูลถาม

“คนที่นี่ไม่กินขนมหรือคะ?”

“นอกจากโอกาสสำคัญ ๆ พวกเราไม่กิน แต่ถ้าเจ้ามาในงานเลี้ยง ข้าจะบอกคนครัวให้เตรียมไว้ให้”

หญิงสาวเงยมองดีใจ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ของหวานที่สุดที่เธอได้กินมีแค่น้ำผึ้งสำหรับราดขนมปัง ผลไม้อย่างอินทผลัม นอกนั้นก็มีแค่เบียร์ข้าวบาร์เลย์รสหวานชื่นแอลกอฮอล์ต่ำเท่านั้น ของหวานจึงเป็นสวรรค์อย่างยิ่งสำหรับนลินนา

เย็นย่ำแล้ว ตลาดคนจึงค่อยซา พ่อค้าต่างแดนบางส่วนหายไป บางส่วนเข้าแทนที่ ด้วยอีกไม่นานประตูเมืองทั้งแปดของบาบิลิมจะปิดลง ก่อนเปิดอีกทีในรุ่งอรุณ

เมื่อสุริยเทพชามาชใกล้ลาลับ เท่ากับว่า ชีวิตอีกวันหนึ่งของชาวบาบิลิมกำลังหมดไป บนท้องถนนปรากฏเด็ก ๆ บุรุษ และสตรีเดินเพ่นพ่าน เหล่าเด็กชายจากบ้านมีฐานะเพิ่งกลับจากเคหาจารึก หรือโรงเรียนอันสงวนไว้สำหรับบุรุษ ส่วนเด็กชายบ้านฐานะธรรมดาก็เพิ่งกลับจากการเรียนรู้งานกับบิดาของตน ส่วนเด็กหญิงไม่ว่าจะร่ำรวยหรือไม่ พวกนางก็ทำได้แค่เรียนรู้งานบ้านจากมารดาเท่านั้น และน้อยผู้นักจะอ่านออกเขียนได้ซึ่งนักบวชสตรีเป็นหนึ่งในนั้น

ภาพพระอาทิตย์คล้อยลับหลังซิกกูแรตอิเตเมนันกิเป็นภาพที่งดงาม เจ้าชายแห่งบาบิลิมทั้งสองพระองค์มาส่งนลินนายังวิหารแห่งมหาเทพีเช่นเดิม เป็นอีกหนึ่งวันที่สนุกที่สุดในโลกยุคนี้ของนลินนา เมื่อแสงทองเริ่มเลือนหาย อุณหภูมิก็ลดลงฮวบฮาบ

นลินนาหนาวสั่น ทั้งที่ผ้าคลุมไหล่ของสตรีกว้างกว่าของบุรุษนัก

นักบวชสาวมาส่งเจ้าชายทั้งสองพระองค์ตรงรถศึกเทียมสี่อัสดรคันงาม ม้าพวกนั้นมองหล่อน พ่นลมหายใจฮึดฮัดน่ากลัว แต่สักพักก็ยอมให้ลูบไล้ง่ายดาย ยิ่งเฉพาะเจ้าตัวที่สองจากซ้ายมือซึ่งดูเจ้าชู้กว่าใครเพื่อน

เจ้าชายนาโบนัสซาร์ยังคงกำชับกับนลินนาเรื่องงานเลี้ยง

“จำไว้นะเจ้าต้องมาให้ได้?” รับสั่งด้วยพระสุรเสียงสนิทสนม

“หม่อมฉันสัญญาแล้วเพคะ หรือถ้าทรงอยากได้หลักฐาน หม่อมฉันก็ยินดีจะจารสารให้”

นักบวชสาวทูลอย่างรู้ดีว่า ชาวเมโสโปเตเมียชอบการมีหลักฐานรับรองสมเป็นเชื้อสายพ่อค้าเพียงไร จนเจ้าชายนาโบนัสซาร์ทรงพระสรวล

หญิงสาวเบือนไปมองเจ้าชายเพชกัลดาราเมช ครั้นมาส่งเธอเสร็จ ก็ทรงกลับมาเงียบขรึมดังเดิม จนเธอสับสนว่า ตกลงภาคใดคือเจ้าชายเพชกัลดาราเมชกันแน่ ทว่าหลังพระเชษฐาและพระอนุชาส่งสายพระเนตรถึงกัน เจ้าชายเพชกัลดาราเมชก็ทรงก้มลงหยิบของบางอย่างในรถศึก มายื่นให้แก่เธอ

หญิงสาวจับจ้อง ตาโต ไม่รู้ว่า กำลังตกใจหรือยินดี

สิ่งของตรงหน้าคือ กระเป๋าสะพายในวันที่เธอตกน้ำพลัดหลงมายังยุคนี้ หญิงสาวคิดว่า มันคงอันตรธานหายไปเสียแล้ว ทว่ามันยังอยู่ กระเป๋าผ้าลายพื้นเมืองงามวิจิตรยังคงเหมือนเดิม

นลินนาตื่นเต้น รีบรับมาโอบติดกาย เงยรอสดับรับสั่งขององค์รัชทายาทแห่งบาบิลิม

“ข้าเก็บได้ตอนพบเจ้าที่วิหารอีซากีลา แต่ไม่มีเวลาให้เสียที”

นลินนาพยักหน้า รับฟัง สนทนากับเจ้าชายทั้งสองพระองค์อีกเล็กน้อย ก็รอส่งจนรถศึกเทียมอัสดรตะบึงลาลับ

หญิงสาวจากอนาคตกาลรีบวิ่งขึ้นมาห้องของตน รื้อของออกดู ของยังครบถ้วน แต่แท็ปเล็ตกับโทรศัพท์ดับสนิท เพราะตกน้ำ หญิงสาวจากอนาคตกาลคล้ายจะโล่งใจ ทว่าสุดท้ายอกก็อึดอัด หายใจไม่ออก

นั่นเท่ากับว่า เจ้าชายเพชกัลดาราเมชทรงเห็นสิ่งที่อยู่ในนี้ หล่อนประหวัดถึงพระเนตรสีสนิมนิ่งสนิท ขณะบางคราก็อ่อนโยนอบอุ่นคู่นั้น นึกไม่ออกว่า พระองค์รู้สึกเช่นไร และกำลังเคลือบแคลงอะไรเกี่ยวกับตัวตนของเธอ สิ่งที่หล่อนมีตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับคนในยุคนี้มี หล่อนย้อนเวลามาพร้อมกับสรรพสิ่งอันมิอาจบ่งได้ว่ามาจากโลกยุคโบราณ กระนั้น น่าแปลกที่นินซา กับ นักบวชสูงสุดไม่เคยถามว่า เธอมาจากไหน พวกเขาไม่มีความกังขาบ้างหรือ

ได้ยินเสียงคนเคาะประตู หญิงสาวจากต่างยุคจึงรีบเก็บของเข้ากระเป๋า แล้วซุกไว้ในหีบ ก่อนอนุญาตให้ผู้เคาะเข้ามา ผู้เคาะคือนินซานั่นเอง นินซาแค่มาบอกว่า ให้เธอกินมื้อเย็นได้แล้ว กับแจ้งว่า พรุ่งนี้เธอไม่ต้องช่วยงานวิหารตอนเช้า แต่ให้เรียนส่วนของวันนี้ทบไปจะได้เรียนทันคนอื่น

หญิงสาวจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว จดบันทึกเรื่องราวที่ตนพบเจอลงในมัตติกาจารึกก็พบว่า เธอบันทึกได้หลายแผ่นแล้ว และวันนี้เป็นอีกวันที่เธอบันทึกได้มากที่สุด

ความง่วงคืบคลาน บันทึกเสร็จ นลินนาก็ดับตะเกียง ล้มตัวลงนอน ก่อนเข้าสู่ห้วงนิทรารวดเร็ว



หลังทรงรถศึกมาถึงพระราชวังใต้อันเป็นที่ประทับ เจ้าชายทั้งสองก็ทรงจอดรถศึกทิ้งไว้ให้ทหารนำไปเก็บยังโรงม้า ทรงพระดำเนินเรื่อย ๆ ไปตามลานกว้างทั้งสามลาน เว้นเพียงสองลานหลังอันเป็นฮาเร็ม และที่ประทับส่วนพระองค์ของพระบิดา

กระแสวาโยแห่งวาตเทพเอนลิลชายโชย ท้องนภากระจ่างสลัว เริ่มมีดารากรพร่างพราย

ท่ามกลางบรรยากาศเอื่อยเฉื่อย เจ้าชายนาโบนัสซาร์ก็ตรัสทำลายความสงัด

“เสด็จพี่ว่า สตรีนางนั้นเป็นเช่นไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?” พระโอรสองค์ที่สามของกษัตริย์อาเคอร์ดูอานาตรัสถามแจ่มใส วันนี้ทรงทำองค์เป็นพ่อสื่อพ่อชักเต็มที่

“นางก็เป็นคนดี” รับสั่งเรียบ ๆ ไม่เผยความใดไปมากกว่านี้

“หม่อมฉันว่า นางเป็นคนน่ารัก ใคร่รู้ แล้วก็ช่างซักถาม เสด็จพ่อคงชอบนาง” แม้ด้วยอุปนิสัย นาโบนัสซาร์มักชอบหยิบยกข้อดีของผู้อื่นมาพูดเป็นปกติ ทว่าครานี้ผู้เป็นเชษฐาทราบ อนุชาแห่งพระองค์ตรัสด้วยใจจริง

“เรื่องนี้เสด็จพ่อจักเป็นคนตัดสินเอง เจ้ารีบไปพักผ่อนเถิด นาโบนัสซาร์ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว”

แม้จะเข้าใจจุดประสงค์ของพระเชษฐา ทว่าพระอนุชาผู้แสนดีก็ยอมเสด็จตามรับสั่งแต่โดยดี

องค์รัชทายาทหนุ่มแห่งบาบิลิมทอดพระเนตรท้องนภา ทรงจดจ้องไปยังดาราดวงหนึ่งอันจรัสแสงยิ่งกว่าดาราดวงใด ดาวดวงนั้นคือดาวศุกร์ ดาวประจำเทพีอิชทาร์

ดาวดวงนี้ชวนให้พระองค์นึกถึงสตรีบางนางผู้งดงามราวมหาเทพี



1 ชาวเมโสโปเตเมียเชื่อว่า พืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ เป็นโอรสธิดาของเทพีอิชทาร์(Ishtar) และพระสวามีดูมูซิ(Dumuzi) เทพเจ้าแห่งเกษตรกรรมซึ่งสามารถขึ้นมาจากโลกใต้พิภพได้เป็นเวลาครึ่งปี การเกิดและตายของเทพเจ้าดูมูซิจึงเปรียบได้กับวงจรการเกษตรกรรมนั่นเอง

*****************************************************************************************************************************

ในที่สุดพระ-นางก็ได้เจอกันอย่างเป็นทางการเเล้วนะคะ ไม่รู้เหมือนกันว่า เขียนได้ดีพอไหม แต่ขอให้มีความสุขในการอ่านนะคะ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์มากๆ เลยค่ะ




เซธเวเรท
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 6 มิ.ย. 2559, 14:10:05 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 11 ก.ค. 2559, 13:24:16 น.

จำนวนการเข้าชม : 890





<< มัตติกาจารึกแผ่นที่ 5   มัตติกาจารึกแผ่นที่ 7 >>
Zephyr 6 มิ.ย. 2559, 19:04:46 น.
พี่ท่านยังดูเขินๆน้องนางอยุ่นะ


แว่นใส 6 มิ.ย. 2559, 20:44:40 น.
เที่ยวทั่วเมือง น่าอิจฉานะ


Likewizy 13 มิ.ย. 2559, 07:01:39 น.
เขียนถึงเมืองบาบิโลน ได้งดงามมากครับ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account