คู่หมั้นคืนเหงาใจ
ตำนานหนุ่มหล่อเลิศล้ำแห่งค่ำคืนเหงาใจ

ความรักเหงา ๆ รานร้าวและเร้าใจ ต่างคนต่างมีกิเลสตัณหา ต้องชดใช้บุญกรรมแห่งความรัก ติดตามข้ามภพชาติศาสนา หนึ่งหญิงสองชายผูกพัน
อ่านเรื่องนี้จบ แล้วคุณจะสงสารใคร? ระหว่าง...

นักดนตรีหนุ่มรูปหล่อ พ่อรวย ราวกับในตำนาน เทพบุตรจุติลงมาเกิดอย่าง ยุติ ผู้ตกอยู่ในวังวนแห่งความเปลี่ยวเหงา ทุกค่ำคืนผ่านไปจิตใจโหยหา แค่เพียงเป็นคนที่เขาเผลอใจรัก แต่เขาไม่ได้เลือก กลายเป็นเหมือนส่วนเกิน มิใช่ส่วนสำคัญ

หรือ... อภิมหาเศรษฐีหนุ่ม ใบหน้าสวยงามเลิศล้ำอย่าง ไทธรรพ์ ผู้เป็นที่รักยิ่งดั่งชีวิตจิตใจของสาวสวย ถึงแม้เขาจะเจ้าชู้ไปบ้าง แต่ทั้งชีวิตจิตใจทุ่มเทในรักจริงจัง แต่ความหวังกลับหักพังสลาย สุดท้ายต้องอยู่เดียวดายข้างกายไร้คู่ครอง

หรือ... สาวสวยแชมป์มวยไทยหญิง เพชรน้ำหนึ่ง ถึงจะมีเพียบพร้อมทุกสิ่ง แต่ต้องเกิดมาใช้เวรใช้กรรม ที่เคยกระทำไว้ในชาติก่อน แม้จะสามารถยืนหยัดขึ้นมายิ่งใหญ่ และจิตใจเข้มแข็ง ทนทานต่อความทุกข์กายทุกข์ใจได้ แต่ลึกลงไปข้างในนั้น ไร้ซึ่งความสุขแท้จริง
Tags: ไตรติมา, คู่หมั้นคืนเหงาใจ, ดราม่า, ซึ้ง, โรแมนติก,

ตอน: ตอน 9 [2]


“หึ หึ... ขำพี่ยุติ”

“ขำอะไร” ยุติเลิกคิ้วข้างเดียว เป็นการแสดงความสงสัย

“แม่ชีบอกว่าพี่ยุติจะต้องพึ่งลูก ๆ แสดงว่าไม่ได้มีลูกคนเดียว คงจะมีลูกหลายคน”

“บ้าน่า... พี่อายุยี่สิบสี่ยังไม่ครบยี่สิบห้าดีถือว่ายังเป็นเยาวชนอยู่ พี่ยังไม่มีลูกในเร็ววันนี้หรอก”

“อ้าว... ไม่แน่นี่นาอาจจะปุ๊บปั๊บเกิดแอ็กซิเดนท์กะทันหันไม่ทันตั้งใจ แต่ว่าสาวเจ้าดันป่องซะแล้ว”

“พูดทะลึ่งละยังไม่ทันพ้นเขตวัดวาอาราม บาปกรรมทางปากนะหนึ่ง อีกอย่างพี่ยังหาแม่ของลูกไม่ได้ ความจริงพี่เป็นคนระวังตัวไม่สุ่มสี่สุ่มห้าไปทำผู้หญิงท้องแน่”

“แม่ของลูก? อ๋อ... สาวน้อยคนนั้นไง สาวน้อยกลอยใจ” เธอพูดยิ้มหยอกเย้า

“พูดบ้าแล้ว พี่ไม่ได้มีอะไรกับเขา แค่จีบอยู่เท่านั้น พี่ยังไม่เคยเกินเลยกับเขานะ พี่ให้เกียรติ์ผู้หญิง แล้วมันยังไม่แน่หรอก” เขาพูดด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย “แบบว่า... เหมือนเจอรักแรกพบ เจอคนที่ใช่... ถูกใจยิ่งกว่านี่ล่ะใช่เลย” เขายื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ชิด พลางทำหน้าทำตาล้อเลียน ส่วนเธอทำเป็นเชิดหน้าเมินไม่มอง แล้วเขาจึงพูด “เราต่างเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่ผู้มีญาณวิเศษ ต่างมีชีวิตอยู่กันในวันนี้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเรื่องอนาคต เพราะมันยังอีกยาวไกลและยังเดินทางมาไม่ถึง”



..........ทันทีที่ยุติกลับเข้าบ้าน คุณเพ็ญพิศยิ้มร่าออกมารับลูกชาย

“ไปถือแปดตั้งสามวันสามคืนเป็นไงบ้างยุติ อิ่มบุญไหม”

“ดีครับสบายใจดี” ยุติตอบแม่พร้อมรอยยิ้มผ่อนคลายใบหน้าอิ่มเอิบ

“แล้วหนูหนึ่งล่ะ?”

“ผมไม่เห็นว่าหนึ่งเขาจะสงบใจเลย ยังฝันร้ายอยู่อีก แต่พอจะรู้เรื่องอะไรขึ้นมาบ้าง”

“เรื่องอะไรเหรอยุติ”

“เรื่องเมื่อชาติก่อนของหนึ่ง ผมไม่ค่อยคิดถึงเรื่องชาติก่อนเท่าไหร่ ผมเป็นคนสมัยใหม่ เรื่องที่มันผ่านมานานยาวไกลเกินไปผมไม่ค่อยอยากคิดถึง และไม่นึกอยากรู้เรื่องเมื่อชาติก่อนของตัวเองด้วย”

“แล้วเรื่องเมื่อชาติก่อนของหนูหนึ่งเป็นยังไง”

“มีแต่เรื่องเลวร้ายมาก ผมจะเล่าให้แม่ฟัง...” แล้วยุติจึงเล่าอย่างยืดยาวตามแบบฉบับคนช่างพูดอย่างเขา

“สรุป... ยุติไม่มีอะไรกุ๊กกิ๊กหวานแหววกะหนูหนึ่งสักนิด แม่ล่ะผิดหวังจริงเชียว”

“โธ่แม่... พวกเราไปถือศีลทำบุญกันนะครับ จะไปจีบกันในที่อย่างนั้นมันไม่ถูกกาลเทศะ อีกอย่างผมไม่ได้คิดอะไรกับหนึ่งหรอก”

“ไม่ได้คิดอะไร แล้วที่ไปนั่งเฝ้านอนเฝ้าทุกวันนั่นมันอะไรกัน”

“แหม... มันแค่... แบบว่า... เพราะความสวย อยากเห็นหน้า อยากคุยด้วย อยาก...” ยุติพูดและหยุดเว้นวรรคพลางลากเสียงไปยิ้มไป ผสมเขินปนเปไปด้วย

“อยาก... อะไรของแก ยุติ”

“อยากอยู่ใกล้ชิดกว่านี้อีกนิดแค่นั้นแหละแม่ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ผมไม่กล้าจีบหนึ่งหรอก ผู้หญิงอย่างหนึ่งคงจีบยาก”

“แต่แม่ว่านี่มันเป็นจุดเริ่มต้นของความหลงใหลได้ปลื้มล่ะนะ”



..........หลังจากไปหาแม่ชีจันทร์มาแล้วเพชรน้ำหนึ่งยังคงนอนไม่ค่อยหลับ พอตื่นนอนในตอนบ่ายสี่โมงเย็นจึงยังมีอาการอ่อนเพลียวิงเวียนและยังง่วงนอนค้างอยู่อีก นั่งอยู่ตรงทางเดินห้องกระจกเอาข้าวสุกโปรยลงไปในน้ำ ปลาเล็กปลาน้อยลอยหัวขึ้นมาแย่งกันงับกิน เธอยังอยู่ในชุดนอน เหลือบมองเห็นยุติกำลังจ้องมองเธออยู่ แต่เธอไม่ได้ทักทายเขา ลุกเดินเข้าไปในบ้านเฉยเลย

ยุตินั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำเพียงลำพังชั่วครู่ เจอคุณตาเดินเข้ามาทักทาย

“มองอะไรอยู่เหรอยุติ” ตาถามไปอย่างนั้นทั้งที่เห็นว่าเมื่อครู่เขามองหลานสาวของตนอยู่

“เปล่าครับคุณตา ผมขอไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะครับ” ยุติบอก ขอตัวเดินเข้าไปในกระท่อมตายายโดยใช้เวลาไม่นาน

หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเพชรน้ำหนึ่งจึงเดินข้ามทางเดินห้องกระจกมาทางฝั่งกระท่อมตายาย เธอมองออกไปนอกหน้าต่างที่ศาลาริมน้ำ ถึงเห็นสองตายายกำลังนั่งคุยกันอยู่ เลยยืนแอบฟังอยู่พักหนึ่ง

“น่าเป็นห่วงยุตินะยาย”

“เรื่องที่แม่ชีเตือนว่าจะมีเคราะห์ในวัยเบญจเพสเหรอตา”

“นั่นส่วนหนึ่งด้วย ดูสายตาของยุติแล้ว ยังไม่นิ่งเรื่องความรักที่บอกว่ารักผู้หญิงคนหนึ่งแต่แม่ไม่ชอบ แม่ของยุติชอบหนึ่งหลานสาวเรา ยายรู้อยู่เหมือนกันใช่ไหม ตาสงสัยว่ายุติจะเชื่อแม่ แล้วหันเหจิตใจมาทางหนึ่ง”

“แล้วถ้ายุติหันมาชอบหนึ่ง ตาว่ามันน่าเป็นห่วงยังไง หรือตาไม่อยากได้ยุติมาเป็นหลานเขย”

“เราไม่มีทางได้ยุติมาเป็นหลานเขยหรอกยาย รวมลิตด้วยทั้งพี่ทั้งน้องนั่นแหละ พนันได้ล้านเปอร์เซ็นต์ ถ้าหลานสาวเราไม่ใช่หนึ่ง ตาว่ามันคงเป็นไปได้ด้วยดี แต่นี่ไม่ใช่”

“ทำไมตาถึงว่า ไม่มีทางเป็นไปได้”

“หนึ่งไม่มีใจให้ใครเลยสักนิดเดียวนะสิ แล้วตาก็ไม่อยากให้ยุติต้องเสียเวลา อกหักเพราะหลงรักผิดคนอย่างหนึ่ง”

“โธ่... ตาพูดขนาดนั้นหลานสาวเราเสียหายนะ ดูเลวร้ายไปเลย”

“ยายไม่รู้เหรอ... หนึ่งหลานสาวเรานะใจแข็ง เหมือนที่ยุติเคยว่า... หนึ่งโกรธนานฝังใจมาตั้งแต่เด็กตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่รัก พอโตขึ้นคงไม่รักยุติแน่นอน”

“ตอนนี้หนึ่งคงยังฝังใจอยู่ใช่ไหมตา เฮ้อ... ยายล่ะหนักใจ” คุณยายถอนหายใจ แล้วนึกขึ้นมาได้ “หนึ่งนะถ้าหากรักแล้วยอมทุ่มเททั้งตัวทั้งหัวใจ ...ตอนอายุสิบหก ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าผู้ชายมีแฟนแล้วยังไปรักเขา เคยให้ยายกับตาพาไปหาคนทรง ไม่รู้ไปรู้จักได้ไง ยายได้คุยกับชาวบ้านเขาบอกว่าคนทรงนั่นเป็นหมอเสน่ห์ เก่งมากเรื่องทำเสน่ห์ แล้วมันน่าแปลกมากนะตา หลังจากนั้นเขาหันมารักหนึ่งแล้วทิ้งแฟนเก่า จนมีเรื่องกันตอนที่แฟนเก่าเขามาต่อว่าหนึ่ง “คนที่แย่งผัวเขา ชีวิตไม่มีวันมีความสุขได้หรอก” หลังจากนั้นไม่นานถึงได้เกิดเรื่องร้ายแรง หนึ่งโดนคนร้ายบุกเข้าบ้าน ถูกแทงเกือบถึงตาย ตาจำได้ไหม”

“อืม... ใช่จริงด้วยยาย ตาจำได้... ไม่รู้หลานสาวเรานี่ไปทำเสน่ห์ให้แฟนเขามาหลงรักหรือเปล่า ถ้าทำจริงคงบาปกรรม...”

“ไม่ใช่นะตา” เสียงเพชรน้ำหนึ่งดังขึ้น เอ่ยคัดค้าน “ตอนนั้นถึงเขาได้เสียกันแล้ว แต่ถ้าพี่ไทธรรพ์รักคุณครูนั่นจริงหนึ่งคงไม่มีทางทำให้พี่ไทธรรพ์มารักหนึ่งได้หรอก แล้วเรื่องที่ไปหาหมอเสน่ห์นั่นหนึ่งได้ของมาจริง แต่ไม่กล้าทำเลยเปลี่ยนใจไม่ทำ ตอนหลังของที่ขอหมอเสน่ห์มาหนึ่งเอาไปทิ้งทั้งหมด สรุปว่าหนึ่งไม่ได้ทำเสน่ห์ พี่ไทธรรพ์เปลี่ยนใจของเขาเอง” เธอพยายามอธิบาย

ยังมีอีกคนแอบฟังอยู่... คือคนข้างบ้านนั่นเอง

“โอ้โฮนี่ถึงขนาดเล่นไสยศาสตร์มนต์ดำด้วย? งมงายชะมัด”

“อ้าว... ยุติมาได้ยินเข้าพอดี” คุณตาเอ่ยทักทาย

“นี่พี่ยุติ ตอนนั้นหนึ่งยังเด็กวัยรุ่น คิดโน่นนี่ไปตามประสา แต่หนึ่งไม่ได้ทำร้ายใคร หนึ่งไม่ได้แย่งของใคร”

“แต่เขาสองคนได้เสียกันแล้ว เท่ากับเป็นผัวเมียกัน นั่นแหละหนึ่งแย่งผัวเขา” ยุติตราหน้าว่าชัดถ้อยชัดคำ

เพชรน้ำหนึ่งทำตาถลึง ฉุนโกรธทันที ลุกพรวดขึ้น เตรียมจะเดินหนีไปไม่อยากคุยด้วย

“อุ๊ย! ...” เธออุทานด้วยเกิดอาการผิดปกติ ภายในร่างกายปรวนแปรกะทันหัน ต้องรีบวิ่งออกจากศาลาริมน้ำ “อ๊อก...” เสียงที่เกิดจากการอาเจียน ไม่ได้มีอะไรออกมาเลยนอกจากน้ำลาย นั่นเพราะเธอเพิ่งตื่นนอน ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่น้ำดื่มสักหยด เธอก้มลงอาเจียนอีกสองถึงสามครั้งแล้วถึงกับหน้ามืด ต้องลงนั่งหย่องกับพื้นดิน

ยุติเดินมานั่งประคอง เมื่อเห็นเธอทำท่าจะหงายหลังทั้งที่กำลังนั่งอยู่

“หนึ่งเป็นอะไรไปลูก...” คุณยายตกใจจนหน้าซีดเมื่อเห็นอาการของหลานสาว

“คงจะเป็นลม ยายไปเอายาดมกับน้ำดื่มมาให้หนึ่งเถอะ” คุณตาบอกกับคุณยาย ...ซึ่งรีบไปนำมาให้

“ดมยาดมก่อน หน้าซีดมากเลยโธ่หลานยาย” คุณยายยื่นยาดมไปใกล้จมูกหลาน ...วีไปมาเล็กน้อย

“ดื่มน้ำซะสิหนึ่ง ตื่นนอนมายังไม่ได้กินอะไรเลยนี่” คุณตาบอก พร้อมส่งน้ำดื่มให้หลานสาว

“หนึ่งมีอาการแบบนี้บ่อยไหม อาเจียนแล้วเป็นลมอย่างนี้” ยุติเอ่ยถาม ทำท่าครุ่นคิด

‘อาการเหมือนคนแพ้ท้อง!’

“เอ... ไม่เคยเห็นเป็นนะ” คุณตาบอก

“หนึ่งเป็นอะไรหรือเปล่า โรคประจำตัวมีไหมลูก” คุณยายถาม

“ไม่มีค่ะ หนึ่งไม่ได้เป็นอะไรหรอก”

“ลุกยืนไหวหรือเปล่า” ยุติเอ่ยถาม ใช้มือคอยประคองให้เธอลุกขึ้นยืน แต่เธอหลับตาเนื่องจากหน้ามืดขึ้นมาอีก “ผมว่าพาหนึ่งไปหาหมอให้หมอตรวจเถอะครับ ตั้งแต่กลับมาอยู่เมืองไทยหนึ่งยังไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลยใช่ไหมครับ”

“เออ... นั่นสิ ไปให้หมอตรวจ น่าจะดีนะ ยายเป็นห่วงหนึ่ง”

“ไม่ต้องไปหาหมอหรอก เดี๋ยวหนึ่งหายเองแหละ”

“ไปเถอะหนึ่ง เดี๋ยวมืดค่ำดึกดื่นเกิดเป็นอะไรขึ้นมาอีกตาว่ามันจะยุ่ง”

“ยายว่าตาเข้าไปหยิบกระเป๋าถือของหนึ่งมาเถอะ ในนั้นมีบัตรอะไรอยู่ครบจะได้พาหนึ่งไปโรงพยาบาล”

“ตอนนี้คนขับรถยังไม่มา ต้องรอหกโมงเย็น ถ้าเขามาถึงเมื่อไหร่ตาจะให้รีบพาหนึ่งไปโรงพยาบาลเลย”

“ผมจะพาหนึ่งไปโรงพยาบาลเอง ไม่ต้องรอคนขับรถหรอกครับ” ยุติอาสาเอง

“อ้าว... ตอนกลางคืนยุติต้องไปเล่นดนตรีไม่ใช่เหรอ” คุณยายถามยุติ

“ครับ แต่พาหนึ่งไปโรงพยาบาลก่อน แล้วกลับมาส่ง ค่อยไปผับยังทันเวลาครับคุณยาย”

“ขอบคุณยุติมากนะ ยุติช่างมีน้ำใจคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด เป็นคนดีแท้จริงไม่มีใครจะดีเท่ายุติอีกแล้ว” คุณตากล่าวยกย่องยุติด้วยซาบซึ้งในน้ำใจไมตรีของเขา

“โธ่ตา... พูดอย่างกับพี่ยุติเขาวิเศษแสนประเสริฐ เลิศเลออะไรทำนองนั้น” เพชรน้ำหนึ่งว่ากระแนะกระแหนยุติ

“มีแต่หนึ่งคนเดียวเท่านั้นที่เห็นพี่ไม่อยู่ในสายตาเลยสักนิด” แล้วแสดงสีหน้าให้เห็นว่างอน... หางตาชำเลืองมองค้อน

“แหม... มันไม่ขนาดนั้นหรอก ยามเจ็บไข้ได้ป่วย มีคนคอยช่วย ห่วงใยดูแลนะดีแล้ว”




ไตรติมา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 14 ธ.ค. 2559, 20:12:53 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 14 ธ.ค. 2559, 20:12:53 น.

จำนวนการเข้าชม : 373





<< ตอน 9 [1]   ตอน 10 [1] >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account