คู่หมั้นคืนเหงาใจ
ตำนานหนุ่มหล่อเลิศล้ำแห่งค่ำคืนเหงาใจ

ความรักเหงา ๆ รานร้าวและเร้าใจ ต่างคนต่างมีกิเลสตัณหา ต้องชดใช้บุญกรรมแห่งความรัก ติดตามข้ามภพชาติศาสนา หนึ่งหญิงสองชายผูกพัน
อ่านเรื่องนี้จบ แล้วคุณจะสงสารใคร? ระหว่าง...

นักดนตรีหนุ่มรูปหล่อ พ่อรวย ราวกับในตำนาน เทพบุตรจุติลงมาเกิดอย่าง ยุติ ผู้ตกอยู่ในวังวนแห่งความเปลี่ยวเหงา ทุกค่ำคืนผ่านไปจิตใจโหยหา แค่เพียงเป็นคนที่เขาเผลอใจรัก แต่เขาไม่ได้เลือก กลายเป็นเหมือนส่วนเกิน มิใช่ส่วนสำคัญ

หรือ... อภิมหาเศรษฐีหนุ่ม ใบหน้าสวยงามเลิศล้ำอย่าง ไทธรรพ์ ผู้เป็นที่รักยิ่งดั่งชีวิตจิตใจของสาวสวย ถึงแม้เขาจะเจ้าชู้ไปบ้าง แต่ทั้งชีวิตจิตใจทุ่มเทในรักจริงจัง แต่ความหวังกลับหักพังสลาย สุดท้ายต้องอยู่เดียวดายข้างกายไร้คู่ครอง

หรือ... สาวสวยแชมป์มวยไทยหญิง เพชรน้ำหนึ่ง ถึงจะมีเพียบพร้อมทุกสิ่ง แต่ต้องเกิดมาใช้เวรใช้กรรม ที่เคยกระทำไว้ในชาติก่อน แม้จะสามารถยืนหยัดขึ้นมายิ่งใหญ่ และจิตใจเข้มแข็ง ทนทานต่อความทุกข์กายทุกข์ใจได้ แต่ลึกลงไปข้างในนั้น ไร้ซึ่งความสุขแท้จริง
Tags: ไตรติมา, คู่หมั้นคืนเหงาใจ, ดราม่า, ซึ้ง, โรแมนติก,

ตอน: ตอน 12 [2]


..........เพชรน้ำหนึ่งชอบเขียนบทกลอน ยิ่งตอนนี้มีเรื่องให้คิดมาก เธอยิ่งเขียนกลอนมากมายหลายบท บางครั้งบทกลอนที่เขียนอาจจะเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่เพื่อระบายความรู้สึกในใจ

“หนึ่งนี่ชอบเขียนกลอนไม่เปลี่ยน เหมือนตอนนั้นที่มีความรัก แต่อารมณ์ความรู้สึกในตอนนี้ต่างจากตอนนั้นมาก มีแต่เรื่องเหงาเศร้าซึม...” ยุติเอ่ยวิจารณ์ หลังจากได้อ่านบทกลอนในโน้ตบุ๊ก

“หนึ่งว่าจะคัดเฉพาะบทกลอนที่ดีทำเป็นหนังสือบทกวีมีภาพประกอบ คิดชื่อหนังสือไว้แล้ว... ‘คืนเดือนเหงา’ จะไปถ่ายรูปบรรยากาศเปลี่ยวเหงายามค่ำคืนที่มีพระจันทร์เสี้ยวบ้างเต็มดวงบ้าง หรือคืนเดือนมืดที่มีแต่ดาว...”

“คืนเดือนเหงา อืม... ชื่อน่าสนใจดี เห็นรูปภาพประกอบนี่สวยดีนะ”

“บางรูปนั่นเป็นรูปมาจากอินเตอร์เน็ต ว่าจะเอาออก ไม่ให้มีรูปพวกนั้นเลยจะถ่ายภาพใหม่ด้วยตัวเองทั้งหมด ...เดี๋ยวหนึ่งจะไปยกของว่างมาให้พี่ยุตินะ” เธอเดินเข้าไปในครัว ...ครู่หนึ่งจึงยกถาดกาแฟ พร้อมของว่างมาเสิร์ฟ “กาแฟค่ะพี่ยุติ ...กับขนมเค้กชิ้นเล็ก ไม่รู้ว่าชอบกินหรือเปล่า”

“ขอบใจนะหนึ่ง เค้กนี่พี่ชอบอยู่แล้ว” ยุติตอบ ระยะนี้เขากลายเป็นแขกประจำยามวิกาลไปแล้ว คอยมาเป็นเพื่อนคุย เพราะใช้ชีวิตประจำวันในช่วงเวลาเดียวกัน คือยามค่ำคืนที่ตื่นอยู่และทำงาน ทั้งคู่นั่งกันอยู่ที่โต๊ะกาแฟ ตัวโต๊ะเป็นแผ่นกระจกใสหนา โครงของโต๊ะทำจากไม้ฉำฉาขัดเงา เช่นเดียวกันกับเก้าอี้นั่งที่มีเบาะรองนั่งสีขาว เป็นผ้าฝ้ายแบบใส่ปลอกถอดซักได้ โต๊ะตัวนี้ตั้งข้างหน้าต่างกระจกใส และมีม่านลูกไม้ถูกรวบเก็บไว้อย่างเรียบร้อย นี่เป็นมุมเล็กมุมหนึ่งภายในห้องรับแขก ซึ่งอยู่ใกล้ประตูทางเข้าด้านหน้าบ้าน

“หนึ่งเริ่มหาโลเกชั่นถ่ายรูปบ้างแล้วล่ะ คืนพรุ่งนี้จะไปถ่ายรูปแถวชานเมืองนครปฐม ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ แต่จะไปตอนดึกสงัดหน่อย เพราะพระจันทร์คืนเดือนแรมขึ้นช้ามากต้องรอถ่ายรูปตอนดึกถึงจะเห็นชัดเจน” เธอบอก เหลือบมองหน้าเขาแวบหนึ่ง “พี่ยุตินี่... ชอบจ้องหน้าหนึ่งเป็นประจำเลย” เธอค่อนว่า

“อ้าว... ยังไม่ชินอีกเหรอ คนกำลังคุยกันไม่ให้มองหน้าจะให้มองอะไรล่ะ พี่ไม่ใช่หนึ่งนี่ชอบหลบสายตาไม่รู้เป็นอะไร” เขาว่าพลางอมยิ้ม ซึ่งเป็นจริงตามนั้น “หนึ่งยังกังวลเรื่องฝันร้ายนั่นอยู่ใช่ไหมที่ฝันว่าโดนพี่ทำอะไร... มิดีมิร้าย?” เขาพูดเลี่ยงไป กระดากปากไม่กล้าพูดไปตามตรง

“หนึ่งพยายามไม่คิดถึงความฝันนั่น หนึ่งอยากเก็บความรู้สึกที่ดีระหว่างเราเป็นความทรงจำที่ดีตลอดไป”

“อย่าวิตกเกินไป มันเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล แล้วพี่ก็ไม่อยากเป็นแค่ความทรงจำสำหรับหนึ่ง เพราะความทรงจำคืออดีตที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ แต่พี่อยากเป็นปัจจุบันในทุกวันของหนึ่งไปตลอดชีวิต”

“ทุกวันนี้เราอาจจะยังไม่ได้รักกัน ทุกอย่างยังคงดูสงบสุขดี หนึ่งสังหรณ์ใจว่าอาจเกิดเรื่องเลวร้ายระหว่างเรา ถ้าหากเรารักกันในวันหน้า”

“แต่พี่ไม่คิดอย่างหนึ่ง ถ้าเรารักกันมีแต่จะมีความสุขสิไม่ว่า แม่พี่ยิ่งสนับสนุนอยู่ด้วย”

“หยุดคิด หยุดหวัง หยุดใจของเราทั้งคู่ไว้แค่นี้ยังทัน อย่าให้มันสายเกินไป ก่อนวันนั้นจะมาถึง ถ้าเรารักกันวันไหน วันนั้นอาจจะมีแต่ความทุกข์ก็เป็นได้ หยุดใจเราไว้ก่อนเถิดนะ”

“ไม่เห็นจำเป็นจะต้องหยุด หักห้ามใจไม่ให้รักกัน เรื่องของใจมันห้ามยากนะหนึ่ง อยากจะรัก ...ก็รัก อยากจะรักไม่ให้รัก ให้หักห้ามให้หยุดใจไว้มันทำได้ง่ายนักหรือ”

“พี่ยุติ...” ไม่มีคำตอบจากเพชรน้ำหนึ่ง มีแต่สายตาที่มองกันและมองอยู่นิ่ง นิ่งนาน... เลยกลายเป็นนั่งมองตากัน ท่ามกลางความเงียบสงัด ยามดึกดื่นค่อนคืนนี้ อยากให้เวลาหยุดอยู่ยืดเยื้อยาวไกล เหมือนไร้กาลเวลา



..........ยุติมีจิตใจจดจ่อกับเพชรน้ำหนึ่งตลอดเวลา ในคืนต่อมา หลังเลิกเล่นดนตรีที่ผับ จึงรีบกลับบ้านเร็ว เพียงเที่ยงคืนกว่า เขาขับรถกระบะ มาจอดหน้าประตูใหญ่บ้านอนัญชนา ...ฝ่ายเพชรน้ำหนึ่งขนของ นำไปใส่ท้ายรถตัวเองเรียบร้อย

“พี่กรเราไปกันเถอะ หนึ่งจะไปถ่ายรูปไม่ไกลจากที่นี่ พี่กรช่วยขับไปตามที่หนึ่งบอกนะคะ”

“ครับ เดี๋ยวผมไปเปิดประตูใหญ่ก่อน” ภาสกรเดินไปถึงหน้าประตูใหญ่ พอเปิดออก เจอยุติจอดรถขวางอยู่พอดี ขณะที่เขาลดกระจกลง “อ้าว... พี่ยุตินั่นเอง”

“กรกับหนึ่งจะไปไหนกันเหรอ”

“ไปแถวใกล้แค่นี้เองครับไม่รู้ที่ไหน คุณหนึ่งยังไม่ได้บอก บอกแต่ว่าจะไปหาสถานที่ถ่ายรูปพระจันทร์เสี้ยวคืนนี้”

“เดี๋ยวพี่ไปด้วย ขอถอยรถเข้าไปจอดในบ้านหน่อยสิ”

“เอ... คุณหนึ่งจะว่ายังไงไม่รู้ครับ” ภาสกรลังเล

“ดึกดื่นจะไปไหนกันลำพังสองคน ปะเหมาะเคราะห์ร้ายเกิดอะไรขึ้น! ไม่เคยได้ยินเหรอที่เขาว่ากันว่า ไปคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนได้กลับบ้าน เพื่อความปลอดภัยไปกันสามคนดีกว่า หนึ่งไม่ว่าหรอก ให้พี่เอารถเข้าไปจอดในบ้านก่อนเถอะ” ยุติบอก

...ภาสกรจึงทำตามคำขอของเพื่อนบ้านที่สนิทคุ้นเคย

“จะไปถ่ายรูปที่ไหนกันเหรอหนึ่ง”

“พี่ยุติถามทำไม แล้วทำไมเลิกงานไว เคยเลิกตีสองกว่าจะถึงบ้านเกือบตีสาม”

“พี่เป็นห่วงหนึ่ง เห็นเมื่อคืนก่อนบอกจะไปถ่ายรูปตอนดึกเลยรีบกลับไม่ได้อยู่คุยกับใครเลย ให้พี่ไปด้วยคนนะ”

“พี่ยุติจะตามไปด้วยเหรอ” เธอถาม เห็นเขาพยักหน้ารับ “งั้นขึ้นรถได้ ...เชิญค่ะ”

“ไม่อิดออดแบบว่าไม่อยากให้ไปด้วยอีกเหรอ” เขาซักถามพร้อมกับยิ้มขี้เล่นแบบนั้น

“พี่ยุตินั่นแหละลีลามาก... จะไปก็รีบขึ้นรถ ...แล้วอย่าร้องขอให้รีบกลับบ้านล่ะ”

“อ้าว... ทำไมล่ะ ทำไมพี่จะต้องรีบกลับบ้าน”

“เดี๋ยวรู้เองว่า... ทำไม” เธอไม่ตอบคำถามของเขา



..........ป่าช้าวัดดอน ตอนหลังเที่ยงคืน เป็นคืนเดือนแรม พระจันทร์ดูเป็นเสี้ยวเรียวโค้งอย่างสวยงาม

“พี่กรถึงแล้วล่ะ จอดรถแถวนี้เถอะ” เพชรน้ำหนึ่งบอกคนขับรถ “หนึ่งนัดกับเพื่อนไว้แล้ว เขาเป็นสับปะเหร่อ”

“หา! สับประเหร่อ” ยุติอุทาน ออกจะตกใจ “นี่ที่หนึ่งบอกนัดเพื่อนไว้ ไม่ใช่เพื่อนผู้หญิงหรอกเหรอ”

“เอ่อ... คือว่าคุณหนึ่งที่นี่มันที่ไหนกัน ทั้งเปลี่ยวทั้งแปลกยังไงไม่รู้ เหมือนข้างกำแพงวัดสักแห่ง”

“อ๋อที่นี่เหรอ... ข้างป่าช้าวัดดอน”

“เฮ้ย!!” “ฮ้า!!” สองหนุ่มซึ่งเป็นผู้ชายอกสามศอกแถมร่างกายใหญ่โตไม่น้อยต่างอุทานเป็นเสียงเดียวกัน

“ทำไมไม่บอกล่วงหน้าล่ะครับ ถ้ารู้อย่างนี้ผมไม่มาเด็ดขาด นี่มันตีสองแล้วด้วย อีกเดี๋ยวจะตีสามมันจะเป็นเวลา...! ไม่อยากจะพูด ...ขนหัวลุก โชคดีที่ไม่มีหมาหอน” ภาสกรเอ่ยขึ้น

“อ๋อ... เขาว่ากันว่าตีสามเป็นเวลาที่วิญญาณภูตผีปีศาจจะออกมาอาละวาดปรากฏตัวให้เห็น” เธอพูดขยายความ

“อย่าพูดสิ! บรรยากาศเปล่าเปลี่ยววังเวงดึกดื่นอย่าพูดถึง... พี่กลัว! เอ่อ... มันน่ากลัวนิดหน่อย” ยุติพูดปลอบใจตัวเองตรงที่ว่า... นิดหน่อย

“พี่แม้นกับป้อม ออกมาหาหนึ่งหน่อย หนึ่งมาถึงแล้วค่ะ จอดรถอยู่ข้างกำแพงวัดหลังป่าช้า” เธอโทรหาใครบางคน ซึ่งทั้งยุติและภาสกร ไม่ได้รู้จักมักคุ้นด้วย

“ให้ตายสิคุณหนึ่งจะทำอะไรของเขานะ” ภาสกรบ่นพึมพำ เมื่อเห็นนายหญิงของตน เปิดประตูลงจากรถ เดินไปเปิดกระโปรงท้ายรถ มือหนึ่งถือสื่อ อีกมือหนึ่งถือถาดผลไม้กับขนม ซึ่งถูกซ้อนข้างบนด้วยกระถางธูป เดินไปข้างทางตรงริมถนน ปูเสื่อบนพื้นหญ้าเกือบติดกับกำแพงวัด วางถาดผลไม้กับขนมบนพื้นดิน และนำกระถางธูปตั้งบนเสื่อ เดินเข้ามาหยิบของจากท้ายรถอีกครั้ง คราวนี้มีเชิงเทียนที่ถูกจุดให้แสงสว่าง และเดินถือไปตั้งข้างกระถางธูป หลังจากนั้นจุดธูปสี่ดอก ใช้สามดอกปักในกระถางธูป อีกหนึ่งดอกปักลงบนพื้นดิน ข้างถาดผลไม้ ...แล้วจึงนั่งพับเพียบ ยกมือพนมท่องคาถาอะไรบางอย่าง ทำปากขมุบขมิบสักพักหนึ่ง ซึ่งชายหนุ่มทั้งสองคนในรถไม่ได้ยินเสียง และไม่มีใครยอมลงจากรถ แม้เพียงก้าวเดียว ได้แต่ลดหน้าต่างกระจกรถด้านข้างริมถนน ไว้สำหรับมองสังเกตการณ์เท่านั้น หลังจากนั้นเห็นเธอนั่งในท่าขัดสมาธิ และหลับตานิ่งเงียบ ช่วงเวลาไม่นานนัก ได้ยินเสียงสุนัขในวัด พากันส่งเสียงเห่าหอน แบบรับส่งต่อกันเป็นทอด แล้วเสียงค่อยเริ่มดังขึ้น... และดังยิ่งขึ้นอีก... เรียกได้ว่าเขย่าขวัญสั่นประสาทของสองหนุ่มจนขวัญหนีดีฝ่อ!

“หมาเห่านะพี่ยุติ ได้ยินหรือเปล่า? ผมใจคอไม่ดีเลย” ภาสกรคุยกับยุติที่นั่งอยู่เบาะหลัง

“เอ่อ... แต่เสียงบางตัวเริ่มหอน ท่าจะไม่ค่อยดี ช็อกจริงอะไรจริง เหมือนที่เคยดูในหนังผี...” ยุติบอก ต่างหันหน้าไปมองดูเพชรน้ำหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างทาง ยังไม่มีใครหันมองไปทางข้างรถอีกข้าง ซึ่งเป็นทางฝั่งคนขับ!

“แก๊ก!” เสียงโลหะบางอย่างกระทบข้างรถด้านคนขับ

ทั้งสองหนุ่มจึงหันกลับมามองพร้อมกันถึงกับช็อก! ต่างนึก...

‘ข้างนอกหน้าต่างนั่น ผีร้ายกำลังสะแหยะยิ้ม ปากแดงฉานเต็มไปด้วยเลือด ผมเผ้าของมันรุงรัง มันมาพร้อมด้วยกุมารทอง เป็นเด็กน้อยตัวขาวซีด’

“อ๊าาาก...” “ผีหลอก ช่วยด้วยยยย...” ทั้งสองหนุ่มตะโกนลั่น ...ฟังไม่ทันไม่รู้เสียงใครเป็นใคร!?

เพชรน้ำหนึ่งสะดุ้งลืมตา... พรวดลุกขึ้นยืนมอง นัยน์ตาเหลือกโพลงด้วยความตกใจ! และกลัวผีจนขึ้นสมอง แต่ได้สติก่อน...

‘เพื่อนที่นัดไว้ได้เดินทางมาถึงแล้ว’

“สวัสดีพี่แม้น... น้องป้อม... หนึ่งอยู่นี่” เธอเอ่ยทักทายสองคนน้าหลานซึ่งเดินอ้อมหน้ารถ เดินเข้ามาหาเธอ “ไม่เจอกันนานสบายดีไหมคะ”

...เมื่อนั้นทั้งสองหนุ่มที่กำลังตกใจ อยู่ในอาการอกสั่นขวัญหนี ...ตัวแข็งทื่อ จับตาจ้องมองไม่กระพริบ...

“หนึ่งอันตรายนะนั่นมันปอบกับกุมารทอง มันจะกินหนึ่ง หนีเร็ว! รีบมาขึ้นรถนี่” ยุติส่งเสียงตะโกนดังลั่น เขานั้นเป็นห่วงเธออย่างจริงจัง แต่ตัวเองไม่ยอมลงจากรถ

“ฮะ ฮะ ฮะ... คิดได้ไง... กุมารทองกับปอบ? ลงมาดูสินี่เพื่อนหนึ่งทั้งพี่แม้นกับน้องป้อมไม่ใช่ผี” เธอหัวเราะขบขัน ตะโกนบอกสองหนุ่ม

“หา! เพื่อน? นั่นนะเพื่อน? ทำไมเลือด... เลอะปากอย่างนั้น” ยุติถามอย่างไม่เชื่อใจ และยังขยาดกลัวอยู่

“เลือดอะไรกันเล่า พี่แม้นเขากินหมากปากแดงอย่างนี้เอง เขาเป็นคนโบราณชอบกินหมากกับปูนแดง” เธอบอกสองหนุ่ม แล้วหันมาสนใจสองน้าหลาน “หนึ่งจุดธูปขอขมาเทวดาฟ้าดิน ภูตผีปีศาจ เจ้าที่เจ้าทางแถวนี้แล้ว นำของเซ่นไหว้มาให้ด้วย เมื่อกี้นั่งสมาธิแผ่บุญกุศลให้ผีไม่มีญาติ อธิษฐานขออย่าได้มารบกวน ขอให้ถ่ายรูปได้สวยโสภา... โดยไม่มีภาพถ่ายติดวิญญาณ ความจริงหนึ่งกลัวผีเหมือนกัน แต่เพื่อทำหนังสือของหนึ่ง หนึ่งถึงยอมทุ่มสุดตัว”

“ทำอย่างนี้ดีแล้วครับ ขอขมาเจ้าที่ เซ่นไหว้ภูตผีไม่มีญาติ เขาจะได้ไม่มารบกวน” นายแม้นเอ่ย

“พี่หนึ่งไม่มานานหลายปีแล้ว เห็นแต่คุณตากับคุณยายของพี่หนึ่ง มาทอดผ้าป่าทุกปี”

“พี่ไปเรียนต่อต่างประเทศ เพิ่งกลับมาเมืองไทย เมื่อไม่นานนี่เองจ้า น้องป้อมรู้สึกว่าจะตัวสูงกว่าแต่ก่อนนะ เป็นวัยรุ่นแล้วใช่ไหมล่ะ อายุเท่าไรแล้ว”

“ปีนี้ผมสิบห้าแล้ว สูง 157 เซนติเมตร ไม่ได้ตัวเล็กเหมือนตอนก่อน”

“โตเร็วจริงนะไม่เจอกันหลายปี ทำไมไม่ใส่เสื้อมาด้วยล่ะมีคนเขาหาว่าเป็นกุมารทอง ฮะ ฮะ ฮะ...” ในประโยคหลังเธอพูดไปหัวเราะไป... ยังติดขำไม่หาย

“ผมเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ...อากาศมันร้อนเลยประแป้งเย็นตรางู แต่ยังไม่ได้ใส่เสื้อ” นั้นคือคำอธิบายที่ใครเห็นตัวขาวซีดที่แท้เพราะทาแป้งเย็น

“ใช้ตะเกียงอย่างนี้ถือมาเหรอนี่อย่างนั้นเสียงดัง “แกร๊ก...” ข้างรถเมื่อกี้คงเป็นเสียงตะเกียงอันนี้ล่ะสิ” ยุติลงจากรถแล้ว เดินมายืนเคียงข้างเพชรน้ำหนึ่ง

“ครับ... ผมเป็นคนอนุรักษ์ของโบราณ ไม่ค่อยได้ใช้ไฟฉายเท่าไร ไปไหนมาไหนตอนกลางคืน ใช้ตะเกียงโป๊ะนี่ล่ะ”

“ตรงไหนมีวิวสวย เหมาะจะถ่ายรูปตอนกลางคืน พี่แม้นกับน้องป้อมช่วยพาหนึ่ง กับเพื่อนเดินไปดูหน่อยได้ไหม”

“เดินไปทางริมคลองทางนั้น ตรงสะพานปูนโค้ง มีไฟทางรูปกินรีถือโคม สวยดีครับ”

“อย่างนั้นเราไปดูกันเถอะ” เพชรน้ำหนึ่งพยักหน้ากับสองหนุ่ม เป็นสัญญาณบอกให้ไปด้วยกัน
.





ไตรติมา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 ธ.ค. 2559, 22:28:50 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 ธ.ค. 2559, 22:28:50 น.

จำนวนการเข้าชม : 340





<< ตอน 12 [1]   ตอน 13 [1] >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account