อธิษฐานสลับรัก
ณิชารีย์ สาวอวบเกินพิกัด เธอทำงานอยู่ในบริษัทกาแฟลดน้ำหนักที่มีแต่สาวๆ หุ่นดี ผอมเพรียวด้วยกันทั้งนั้น
ขณะที่เธอกับเพื่อนซี้ เป็นจุดด้อยของบริษัท
วันหนึ่งเมื่อเพื่อนรัก ชวนกันไปที่ศาลเจ้าแม่มุ่ยเฮียง
คำอธิษฐานแบบส่งๆ ทำให้เกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้น เธอกลายเป็นสาวสวยหุ่นดี
พรแบบพิลึกๆ จะช่วยทำให้เธอได้พบกับเนื้อคู่ตัวจริงได้หรือไม่ มาลองลุ้นกัน
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๑๒ หมอฟันรูปหล่อ

ลงต่ออีกตอนนะคะ ช่วงนี้งานยุ่งมากเมื่อวานกลับถึงบ้านสลบเหมือด

นับถอยหลังอาทิตย์หน้าก็จะงานหนังสือแล้วนะคะ ใครจะแวะไปทักทายกันที่บูทบ้างเอ่ย ...อย่าลืมมารับของแจกนะคะ เตรียมไว้เพียบ แต่กลัวไม่มีคนมารับงือๆๆๆ


บทที่ ๑๒ หมอฟันรูปหล่อ

“ห้องหับเล็กไปหน่อยนะ พออยู่ได้ไหมหมอ”

ผู้ใหญ่บ้านพาทีมแพทย์อาสามาพักในวัดแห่งนี้ อาคารนี้แต่เดิมเป็นของพวกเณรที่มาบวชช่วงฤดูร้อน แต่ตอนนี้เด็กทุกคนกลับไปเรียนหนังสือ ห้องจึงถูกทิ้งให้ว่าง เนื่องจากพรุ่งนี้ทีมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จะออกมาตรวจรักษาผู้คนในตำบล ทีมงานส่วนหนึ่งเดินทางมาถึงจังหวัดจันทบุรีก่อนจึงเป็นหน้าที่ต้องหาที่พักให้

“โอ๊ยได้ครับ สบายมากครับ ขอแค่มีที่นอนกับมุ้ง แค่นี้ก็สบายแล้ว”

“ไอ้ผมก็กลัวว่า คนกรุงเทพฯ จะไม่ชิน ห้องน้ำห้องท่าก็ใช้รวมกันนะ ที่นี่มีแต่พระกับลูกศิษย์วัด คงไม่สะดวกสบายเหมือนที่กรุงเทพฯ หรอก”

“ไม่ต้องห่วงครับ พวกผมปรับตัวง่าย หัวถึงหมอนก็หลับสนิทแล้วครับ” ทันตแพทย์หนุ่มอีกคนซึ่งเป็นรุ่นน้องเอ่ยขึ้น

“น้อยๆ หน่อย นายปรัช ใจคอจะไม่อาบน้ำก่อนเลยหรือ”

“แหะๆ ลืมไปครับคุณชาย...”

“บอกแล้วไงว่า ไม่ต้องเรียกคุณชาย เรียกโปรดเฉยๆ ก็พอ”

ผู้ใหญ่บ้านมองทั้งสองอย่างงง อติกันต์จึงรีบแก้ตัว

“ไม่มีอะไรหรอกครับ รุ่นน้องผมคนนี้บ้าละครครับ ก็เลยชอบเรียกคนอื่นว่า คุณชาย” อติกันต์ โต้ เขาไม่อยากให้คนอื่นรู้ฐานะของตน

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กระผมขอตัวก่อนนะครับ จะไปเตรียมสำหรับข้าวเย็นให้ ถ้าไงอาบน้ำเสร็จแล้วรีบตามลงไปนะครับ อ้อ ไฟที่นี่จะดับตอนสี่ทุ่มนะครับ ถ้ามืดหมดวัดอย่าตกใจ”

อติกันต์พยักหน้า มองตามผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นชายอายุห้าสิบปลาย ท่าทางกระฉับกระเฉง ผิวค่อนข้างคล้ำ พออยู่ตามลำพัง ปรัชญาก็ถามขึ้น

“ทำไมคุณโปรดไม่บอกคนอื่นไปละครับว่า เป็นหม่อมราชวงศ์”

“อย่าเลยปรัช ผมไม่อยากให้ยุ่งยาก เรียกกันธรรมดาแบบนี้ คนอื่นไม่รู้ จะพาลใช้คำราชาศัพท์ ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย วุ่นวายเปล่าๆ”

“งั้นก็ได้ครับ เรียกพี่โปรดเฉยๆ ก็ได้ ไม่รู้พรุ่งนี้ทีมใหญ่จะมาถึงกันกี่โมงนะครับ”
“เห็นว่า จะมาให้เช้าที่สุดเลยนะ คงออกจากกรุงเทพสักตีห้า ถ้ารถไม่ติดก็ แปดเก้าโมงก็น่าจะมาถึง แต่เรามาถึงก่อน จะได้เตรียมฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่างๆ ด้วย พี่เสาวรสว่า จะตื่นสักตีห้า จะได้ให้ผู้ใหญ่บ้านไปส่งที่หน่วยแพทย์ จะได้ไม่ฉุกละหุก”

“ดีเหมือนกันครับ ตื่นเช้าๆ อากาศดี ที่นี่ชนบทดีจังนะครับ ผมชอบ”
“พี่ก็ชอบ ไม่ได้สูดอากาศไร้มลพิษอย่างนี้นานแล้ว”

อติกันต์มองไปรอบๆ ห้องนี้แม้จะเก่าและโทรม แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ให้แม่บ้านมาทำความสะอาด สังเกตจากผ้าห่ม หมอนมุ้งทุกใบกลิ่นสะอาดสะอ้าน พัดลมที่เปิดอยู่พอขับไล่ความอบอ้าวออกไป อากาศยามค่ำเย็นกำลังสบาย คาดว่า ตอนดึกคงต้องนอนห่มผ้าแน่ๆ

“คุณโปรดบอกที่บ้านหรือเปล่าครับว่า จะมาที่นี่”

“เปล่า...ไม่อยากให้คุณแม่เป็นห่วงน่ะ”

“ไม่ใช่กลัวว่า จะส่งคนมาตามหรือครับ เห็นว่า วางแผนจับคู่ให้อยู่ไม่ใช่หรือ” ปรัชญาถามแบบแหย่ๆ
“ไอ้พีเล่าให้ฟังสิท่า หมอนี่ปากไวจริงๆ”
“แล้วมันจริงหรือเปล่าครับ”

“ก็จริงนะ ทางบ้านคงอยากให้พี่แต่งงานเสียที”

“แล้วทำไมคุณโปรดไม่ตามใจทางบ้านละครับ หรือว่า ผู้หญิงคนที่ทางบ้านเลือกให้ไม่สวย”

อติกันต์เองก็ถามตัวเองด้วยประโยคเดียวกัน ว่า เพราะอะไรเขาถึงไม่รู้สึกรักใคร่ชอบพอหม่อมหลวงชมาพันธ์ อาจเป็นเพราะหล่อนน่ารักเกินไป เรียบร้อยเกินไป แถมยังหัวอ่อน ไม่ว่า ชายหนุ่มจะพูดอะไร หญิงสาวมีแต่ตอบกลับมาด้วยคำว่า ค่ะ...

สำหรับผู้ชายบางครั้งก็อยากได้คู่คิด คนที่สามารถให้ความเห็นในเรื่องต่างๆ ได้ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว แต่หม่อมหลวงสาวเหมาะจะเป็นผู้ฟังมากกว่า เขาจึงรู้สึกว่าทุกอย่างจืดชืด ไม่เร้าใจ

“พี่เองก็บอกไม่ถูกนะ บางครั้งความรักก็แปลก ไม่ใช่ว่า อยากจะสั่งให้รักใครก็รักได้ บางทีก็ต้องขึ้นกับพรหมลิขิตเหมือนกัน”

“คุณโปรดสมแล้วที่เป็นคุณชายนะครับ พูดจาลิเกๆ แบบนี้ก็เป็นได้” ปรัชญาพูดกลั้วหัวเราะ
“อ้าว มาแซวพี่เสียแล้ว พี่ไปอาบน้ำดีกว่า ชักหิวข้าวเสียแล้ว เหมือนได้กลิ่นไข่เจียวด้วยนะ”
“ผมก็หิวครับ งั้นขอผมหยิบผ้าเช็ดตัวก่อน เราไปอาบน้ำด้วยกัน ไม่อยากไปคนเดียวมันหวาดเสียวพิลึก”

“อย่าบอกนะว่า นายกลัวผี”

“กลัวสิครับ ทำไมจะไม่กลัว ยิ่งนอนในวัดแบบนี้ด้วย คุณโปรดห้ามแกล้งหลอกผมเด็ดขาด เกิดช็อกตายไปต้องรับผิดชอบ”
“พี่รู้หรอกน่า รีบไปอาบน้ำกันเถอะ จะได้ลงไปกินข้าพร้อมกัน”

“แม่ทำอะไรคะ กลิ่นหอมไปถึงบนห้องเลย”

ณิชารีย์ชะโงกหน้าเข้าไปมองแกงในหม้อซึ่งส่งกลิ่นหอมไปทั้งบ้าน หล่อนตื่นตั้งแต่ตีสี่ในสภาพสดชื่นสุดๆ เพราะนอนหลับสนิทรวดเดียวกระทั่งถึงเช้า

“อ้าวทำไมไม่นอนต่อละลูก ยังเช้าอยู่เลย”

หญิงสาวซบหน้าลงบนบ่า กอดเอวมารดาเอาไว้หลวมๆ
“นิดไม่ง่วงค่ะแม่ แต่หิวมากกว่า”

กลิ่นของเครื่องแกงอาจฉุนสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเด็กต่างจังหวัดอย่างณิชารีย์แล้ว รู้สึกว่า มันช่างหอมยั่วยวนเหลือเกิน อาหารที่มารดากำลังทำคือ แกงเขียวหวานไก่ ซึ่งเริ่มจากการนำหัวกะทิมาผัดในกระทะแล้วนำเครื่องแกงลงไปคั่วจนหอม หลังจากกะทิแตกมันก็ใส่เนื้อไก่ลงไปรวนให้เครื่องแกงซึมซับเข้าไปจนไก่หนังเริ่มตึง มารดาเลือกเนื้อตรงสะโพกเพราะนุ่มกว่าหนึบกว่า หลังจากเคี่ยวเครื่องแกงจนเข้ากับเนื้อไก่ดีแล้วจึงเทหางกะทิลงไป พอเดือดจัดใส่มะเขือลงไป ทั้งหมดล้วนแต่ปลอดสารพิษเพราะปลูกอยู่ในสวนหลังบ้าน หลังจากปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลาจนได้รสชาติที่ต้องการ ส่วนใบโหระพาใส่ท้ายสุดตอนปิดเตา เพื่อไม่ให้ผักสีคล้ำดูไม่น่ากิน

“เห็นไหม แม่บอกแล้วไงว่า ให้กินข้าวเย็นเยอะๆ นิดก็บอกว่า จะลดน้ำหนักอยู่นั่นล่ะ”
มารดามักเป็นคนแรกที่คัดค้านทุกครั้งที่ณิชารีย์พูดถึงการลดน้ำหนัก ท่านมักจะบ่นว่า หล่อนผอมลงและทำข้าวเย็นเพิ่มให้ ตามด้วยขนมอีกหลายอย่าง ด้วยความเกรงใจสุดท้ายโปรแกรมการลดน้ำหนักก็เป็นอันพับไป

“แม่คะ นิดกินเยอะมากนะคะเมื่อเย็น ไหนจะข้าวมันส้มตำ ไก่ย่าง ปลาดุก ไหนจะทุเรียนอีกสองพู แต่ตกดึกแม่ยังให้ป้าไฝไปซื้อบัวลอยที่ตลาดมาให้อีก”

“ถ้ากินเยอะจริงๆ แล้วทำไมเช้านี้ถึงหิว”

“ก็แม่อยากทำกับข้าวอร่อยทำไมละคะ นิดได้กลิ่นหอมก็เลยอดใจไว้ไม่อยู่ นิดช่วยชิมว่า รสกลมกล่อมพอดีหรือยัง”
หล่อนใช้ช้อนขนาดเล็กตักแกงขึ้นมาชิม รสชาติที่ถึงเครื่องเพราะมารดาตำเครื่องแกงเองแทนการไปซื้อแบบสำเร็จรูปในตลาด หญิงสาวเอื้อมไปตักข้าวในหม้อมาใส่จานเล็กตักแกงที่เพิ่งเดือดหมาดๆ มาราด รสชาติของแกงกับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันมาก หญิงสาวหลับตาพริ้มเมื่อกลืนอาหารลงคอ
“แม่สุดยอดจริงๆ ทำอะไรก็อร่อย”

“นิดก็ปากหวาน ชมจนแม่เหลิงแล้ว”

“ไหนสองแม่ลูกทำอะไรกันอยู่ เสียงคุยดังไปถึงข้างบนบ้านเลย”
บิดาเพิ่งอาบน้ำเสร็จและสวมเสื้อซาฟารีเดินลงมา ทุกครั้งที่จะออกนอกบ้าหรือไปติดต่อราชาการท่านมักจะแต่งตัวด้วยชุดทางการแบบนี้

“พ่อมาชิมดูสิว่า อร่อยหรือยัง แม่จะได้ตักใส่หม้อไปเลี้ยงพวกหมอๆ เขา”

บิดาตักข้าวใส่จานบ้างและใช้ทัพพีราดแกงเขียวหวานลงไป ตักใส่ปาก ก่อนจะยิ้มจนตาหยี
“อร่อยอยู่แล้ว ฝีมือแม่ ทำอะไรก็อร่อย ไม่อย่างนั้นพ่อจะหลงเสน่ห์ปลายจวักจนหัวปักหัวปำอย่างนี้หรือ”

มารดายิ้มอย่างเขินๆ เมื่อบิดาเอียงหน้ามาจุ๊บแก้มเป็นรางวัล
“พ่อก็...อายนิดบ้างสิ”

“อายทำไม พ่อก็หอมแม่อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว จริงไหมนิด”
ทั้งสองหัวเราะและยิ้มให้กัน ณิชารีย์มองความรักของทั้งคู่ แม้จะแต่งงานกันมาสามสิบปีแล้วแต่ความรักก็ยังไม่จืดจาง หล่อนเคยฝันว่า อยากจะมีใครสักคนที่รักจริงแบบนี้บ้าง แต่ดูเหมือนฟ้าจะไม่ส่งคนๆ นั้นมาให้หล่อนเลย
“ขมวดคิ้วอีกแล้ว ลูกนิดของพ่อกลุ้มใจอะไร”

ณิชารีย์นิ่งไปอย่างใช้ความคิด แค่นึกถึงงานเลี้ยงตอนเย็นหล่อนก็รู้สึกเบื่อเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองแต่งงานแถมยังเป็นงานรวมญาติ คงไม่แคล้วที่ทุกคนจะต้องหันมาแขวะหล่อนซึ่งยังไม่มีคู่
“งานเย็นนี้นิดไม่ไปได้ไหมคะ”

มารดาซึ่งปิดเตาและดึงหล่อนไปนั่งบนเก้าอี้
“ไม่ได้หรอกนิด ป้าทิพย์เป็นญาติของเรา ยังไงลูกก็ต้องไป”

“แต่นิดเบื่อ ทุกคนก็จะรุมถามแต่เรื่องที่นิดตอบไม่ได้

“โธ่เอ้ย คิดว่า เรื่องอะไร ถ้าลูกตอบไม่ได้ พ่อก็จะตอบให้แทนยังไง”
บิดาหัวเราะร่วน ณิชารีย์สบตาท่าน ยิ้มเจื่อนๆ

“พ่อกับแม่ อายไหมคะที่นิดไม่มีแฟน”

แทนที่จะเครียดมารดากลับหัวเราะ บิดาก็เช่นกัน ทั้งสองโอบไหล่หญิงสาวเอาไว้
“เฮ้ย...จะเครียดทำไมละลูก ไม่เห็นมีอะไรเลย”

“ก็เครียดที่ลูกสาวคนเดียวคงต้องขึ้นคาน”

บิดาตบบ่าหล่อน เอียงหน้าไปหอมตรงหน้าผาก ลูบหลังมือเบาๆ
“ก็ดีออก อยู่บนคานก็สบายดี แถมมั่นคงอีกต่างหาก จะได้ไม่ตกลงมาให้เจ็บหลัง”
“พ่อก็...แซวลูกนิดอีกแล้ว เห็นไหมว่า เครียดจนคิ้วจะผูกโบว์อยู่แล้ว” มารดาเอ็ด ดึงหญิงสาวมากอดบ้าง

“นิดไม่ต้องคิดมากนะลูก พ่อกับแม่ไม่เคยเครียด นิดจะมีแฟนหรือไม่มี ก็ไม่เห็นสำคัญ ผู้หญิงเราถ้าเจอคนดีก็แต่งงานแต่งการไป แต่ถ้ามีแต่พวกผู้ชายชีกอโรคจิต สู้อยู่เป็นโสดจะดีกว่า ลูกสาวคนเดียวพ่อกับแม่เลี้ยงได้ ฐานะเราก็ไม่ได้ยากจน เลี้ยงลูกได้สบายๆ”
“แต่พวกลุงๆ ป้าๆ จะรุมกันถาม”

“ถามก็ช่างปะไร แม่เคยบอกแล้วใช่ไหมว่า ลูกสาวของแม่เป็นคนสวย เพียงแต่ว่า ยังไม่มีผู้ชายคนไหนตาถึง แต่ถ้าเขารู้จักคุณค่าของคนแล้วละก็ รับรองว่า เขาต้องเข้ามาจีบลูกสาวของแม่จนหัวกระไดไม่แห้งเลยล่ะ”

หน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี( พอ.สว.) เกิดขึ้นจากพระกระแสรับสั่งของสมเด็จพระศรีนครินทรราบรมราชชนนี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ปัจจุบันหน่วยแพทย์ประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขและสมาชิกสมทบ

อติกันต์เป็นหนึ่งในอาสาสมัคร พอ.สว. จุดประสงค์การก่อตั้งหน่วยแพทย์ก็เพื่อให้การรักษาพยาบาลในชุมชนห่างไกลหรือถิ่นธุรกันดารที่ซึ่งประชาชนมีฐานะยากจนหรือบุคคลากรทางการแพทย์เข้าไม่ถึง ชายหนุ่มอยู่ในส่วนของทันตแพทย์ คนไข้ส่วนใหญ่ที่มารับบริการล้วนแล้วแต่มีปัญหาในช่องปาก ฟันผุ ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูนบางหรือบางคนก็มีแผลในช่องปาก

อาสาสมัครได้นำเก้าอี้พับจำนวนสิบตัวถูกนำมาเรียงกันสำหรับรอคนไข้ แม้ว่า จะไม่ใช่เก้าอี้ทันสมัยปรับด้วยระบบไฮดรอลิกเหมือนตามคลินิกหรือโรงพยาบาลทั่วไปแต่สำหรับทันต์แพทย์แล้วไม่มีปัญหาเลย หมอทุกคนที่มาออกหน่วยต้องปรับวิธีการทำงานให้ง่ายเพื่อสอดรับกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีจำกัด เครื่องมือที่ใช้ในช่องปากทั้งหมดได้รับการฆ่าเชื้อมาแล้วจากโรงพยาบาล แต่ยังมีการเสียบปลั๊กเครื่องต้มสำหรับนึ่งเครื่องมือในกรณีที่คนไข้มีจำนวนมากกว่าที่คาดเอาไว้

ชายหนุ่มกับปรัชญามาถึงหน่วยแพทย์ตั้งแต่เช้ามืด เขาช่วยพยาบาลและอาสาสมัครกางเก้าอี้ จัดเตรียมอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ และเตรียมถาดสำหรับใส่เครื่องมือไปวางไว้ประจำตามโต๊ะต่างๆ ตอนนี้เพิ่งเจ็ดโมงเช้า แต่แถวของผู้มารอรับบริการก็เริ่มยาวจนล้นออกไปด้านนอก ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาทักทายเมื่อเห็นว่า ชายหนุ่มเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และให้พยาบาลเตรียมเรียกคนไข้เข้ามาตรวจ กล่องยาและเวชภัณฑ์ถูกนำออกมาจัดวางเท่าที่จำเป็น ทีมเภสัชส่วนหนึ่งเดินทางมาพร้อมกับอติกันต์แล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ออกมาเตรียมพร้อม
“จะเริ่มเลยหรือครับคุณหมอ ทีมใหญ่ที่มาจากกรุงเทพฯ ยังไม่มาเลย”
“ผมว่า เริ่มๆ ไปก่อนก็ได้มั้งครับ เพราะดูเหมือนคนไข้ที่มาทำฟันวันนี้เยอะพอสมควรเลยทีเดียว ผมเกรงว่า จะตรวจไม่ทัน”

ด้านหน้าจะมีอาสาสมัครที่ช่วยทำบัตรและซักประวัติคนไข้รวมถึงสอบถามเกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาที่ใช้ประจำ ทั้งนี้เพื่อแบ่งกลุ่มว่า ใครจะต้องการพบแพทย์หรือทันตแพทย์ และประเมินความเสี่ยง หลังจากคนไข้ตรวจเสร็จก็จะได้รับใบสั่งยา เพื่อนำไปยื่นให้กับเภสัชกรจ่ายยาอีกครั้ง
“ไฟแรงจริงๆ เลย งั้นผมจะให้ลูกบ้านมาช่วยจัดคิวคนไข้ให้นะครับ จะได้ยืนกันเป็นระเบียบหน่อย พวกที่ยังไม่ถึงก็จะได้ไปนั่งพักตรงศาลา จะได้ไม่เป็นลมเป็นแล้งไป”
อติกันต์กับปรัชญาเริ่มต้นตรวจคนไข้ทันตกรรม โรคที่มาส่วนใหญ่ก็คงไม่แคล้วเป็นพวกฟันผุ ถ้ารายได้อุดได้ก็อุด แต่ถ้าไม่ได้ก็จำเป็นต้องถอนฟัน ครั้งแรกที่เขามาออกหน่วยชายหนุ่มอดรู้สึกทึ่งกับหัวหน้าทีมทันตแพทย์เป็นอย่างมาก เขาเคยคิดเสมอว่า การเป็นหมอฟันต้องทำงานในสภาวะที่มีอุปกรณ์พร้อม แต่พอได้มาออกหน่วย กลับพบว่า ของที่จัดเตรียมไว้มีเพียงเตียงพับที่ทั้งเก่าและไม่สะดวกสบาย

แต่หัวหน้าทีมทันตแพทย์ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาจารย์ได้แสดงให้ชายหนุ่มเห็นว่า ความชำนาญเท่านั้นทำให้หมอฟันทุกคนปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ เขาได้เห็นการถอนฟันที่ใช้อุปกรณ์น้อยที่สุด กินเวลาน้อยที่สุด หลังจากได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์ อติกันต์ก็ทำได้ ครั้งต่อมาที่มาออกหน่วยจึงมีประสบการณ์มากขึ้น อย่างเช่นวันนี้คนไข้รายแรกของงเขาฟันโยกจนแทบจะหลุดออกมาแล้ว แต่ลุงมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทั้งเบาหวานและความดัน จึงต้องให้นั่งพักจนความดันเป็นปกติ

อติกันต์พยายามชวนคุยจนคนไข้สบายใจและไม่ตื่นกลับ จึงถอนฟันได้ง่าย หลังจากเสร็จก็ให้ลุงนั่งดูอาการเพื่อตรวจสอบอีกครั้งว่า เลือดหยุดดี ผู้ที่มารับบริการวันนี้ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนเก้าอี้ทำฟันแทบไม่ว่างเลย อติกันต์กับปรัชญาต้องเร่งมือเพราะจำนวนคนไข้ที่ยื่นบัตรว่า จะเข้ามาตรวจรักษาวันนี้มีมากกว่าที่คิดไว้ เสียงรถเข้ามาจอดด้านหน้า เป็นทีมแพทย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ออกจากกรุงเทพฯ ในวันนี้ เขาหันไปยิ้มกับปรัชญา เมื่อคนไข้คนถัดมาเดินมานั่งเก้าอี้ ผู้ช่วยนำถาดใส่อุปกรณ์อันใหม่มาให้เพื่อเริ่มต้นงาน เส้นทางวันนี้ยังอีกยาวไกลสังเกตจากคิวที่ยาวล้นออกไปด้านนอก แต่อติกันต์ก็ไม่ท้อเพราะเขาทำทุกอย่างด้วยความสุขใจ..


ณิชารีย์ช่วยมารดาถือหม้อแกงเขียวหวานที่ทำเสร็จตั้งแต่เมื่อเช้า ส่วนหม้อข้างๆ นั้นเป็นทอดมันปลากรายที่เพิ่งทอดเสร็จ บิดากับคนงานอีกคนช่วยกันขนขนมจีน รวมถึงข้าวของที่จะเอามาแจกชาวบ้านลงจากรถ ผู้ใหญ่บ้านซึ่งรู้จักกันดีกับครอบครัวของหญิงสาว ก็ให้ชาวบ้านมาช่วยอีกแรง เมื่อมองยังเต็นท์ของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ก็พบว่า มีคนไข้ยืนออกันอยู่เต็ม เช่นเดียวกับแพทย์ ทันตแพทย์และพยาบาลที่กำลังเร่งตรวจคนไข้มือเป็นระวิง

“จะให้ตั้งโต๊ะตรงไหนดีผู้ใหญ่”

“ตรงโต๊ะเลยดีกว่าคุณณรงค์ ผมให้คนปูผ้าไว้ให้แล้ว ขอบใจมากเลยนะที่อุตส่าห์ขนของมาตั้งเยอะแยะ แถมยังมีของแจกชาวบ้านอีก”

“ไม่เป็นไรหรอกผู้ใหญ่ ช่วยได้ก็ช่วยกันไป ผมเองก็ไม่ขัดสนอะไร ได้ทำบุญสบายใจดีออก”
“ขอบใจคุณมณีด้วยนะ ที่ทำอาหารมาเลี้ยงทีมแพทย์กับเจ้าหน้าที่ ไอ้ผมก็กลัวว่า อาหารพื้นบ้าน คุณๆ เขาจะกินไม่เป็นกัน เตรียมมาแต่ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว”
“ด้วยความยินดีจ้ะผู้ใหญ่ วันนี้ฉันพาลูกสาวมาด้วย เพิ่งมาจากกรุงเทพฯ แวะมาเยี่ยมบ้านเสาร์อาทิตย์”

ณิชารีย์ประนมมือไหว้ผู้ใหญ่ เขายิ้มรับ สายตากวาดมองหญิงสาว
“ลูกสาวคุณมณีนี่สวยดีนะ หน้าตาคล้ายกันเลย แล้วนี่แต่งงานหรือยัง” ผู้ใหญ่ถามด้วยใบหน้าแต้มยิ้ม

“ยังค่ะ ฉันหวง คงไม่ยกให้ใครง่ายๆ ตั้งใจว่า จะเรียกสินสอดสักล้านหนึ่ง”
“เอางั้นเลยหรือ” ผู้ใหญ่หัวเราะร่วน ณิชารีย์ก้มหน้าอายๆ
“แม่ก็....พูดอย่างนี้หนูเสียหายนะ”

“แม่เขาล้อหนูเล่น เสียดายลูกชายสองคนของฉันก็แต่งงานแล้ว ไม่อย่างนั้นจะรีบเก็บเงินล้านไปขอลูกสาวมณี หุ่นแบบนี้เขาเรียกคนมีน้ำมีนวล รับรองมีลูกหัวปีท้ายปีแน่ๆ”

เสียงหัวเราะดังลั่นในโรงอาหาร เป็นครั้งแรกที่ณิชารีย์ไม่ได้รู้สึกอาย หล่อนจับได้ถึงความเอ็นดูในน้ำเสียงและแววตาของผู้ใหญ่บ้าน ต่างจากเพื่อนที่ทำงานที่เอาแต่ค่อนแคะ

“พวกหมอๆ เขาจะพักเที่ยงกันเมื่อไหร่หรือผู้ใหญ่ จะได้ให้คนงานช่วยกันเตรียมจาน ช้อนส้อมเอาไว้แจก”
“น่าจะอีกสักสิบนาที ยกเว้นหมอฟันที่นั่งอยู่ฝั่งนู้น เห็นว่า จะพักตอนเที่ยงครึ่ง”
ผู้ใหญ่บ้านชี้นิ้วไปทางเต็นท์ของทันตแพทย์ที่ยังมีคนไข้ยืนรออยู่เต็ม ณิชารีย์มองตามและพบว่า ทันตแพทย์สองคนสวมผ้ามาสก์กำลังก้มหน้าก้มตาทำฟันอยู่
“เอาอย่างนี้ดีไหม ให้นิดยกสำหรับไปให้หมอฟันสองคนนั้นต่างหากก็ได้ ส่วนคนที่เหลือก็มารวมกลุ่มกินกันตรงนี้
“ดีเหมือนกัน ว่าแต่จะลำบากลูกสาวคุณณรงค์หรือเปล่า”
ณิชารีย์ยิ้มรับ

“ไม่เลยค่ะ หนูยินดี เดี๋ยวหนูตั้งโต๊ะเสร็จ แล้วจะแบ่งสำหรับอีกส่วนหนึ่งให้นะคะ แถมน้ำกับผลไม้ด้วย เงาะกับลำไยเพิ่งเก็บจากต้นมาเมื่อวาน พวกหมอๆ ได้กินกันต้องติดใจแน่”

“เรียบร้อยแล้วครับป้า รู้สึกเป็นยังไงบ้าง”
อติกันต์ช่วยพยุงคนไข้รายสุดท้ายก่อนพักเที่ยงให้ลุกขึ้น ป้าคนนี้มีฟันผุและโยกทั้งหมดสองซี่ หลังจากตรวจดูแล้วไม่สามารถเก็บไว้ได้จึงจำเป็นต้องถอน ช่วงแรกคุณป้ากลัวมาก แขนขาสั่นเหมือนจะเป็นลม ชายหนุ่มกับผู้ช่วยต้องปลอบอยู่นานแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรับการรักษา

“ไม่เจ็บเท่าไหร่เลย หมอมือเบามาก”

“ผมจะถือว่า เป็นคำชมนะครับ ถ้าเทียบกับที่เมื่อกี้นี้ป้าบีบมือผมแน่นจนเกือบชา”
ตรงข้อมือของอติกันต์เกิดรอยแดงปื้นใหญ่นั่นเพราะก่อนจะฉีดยาชาป้าเกิดอาการเกร็ง จึงจิกมือเขาไปด้วย ทันตแพทย์หนุ่มต้องปลอบอยู่พักหนึ่งกว่าจะหายกลัว หลังฉีดยาชาเสร็จและถอนฟัน เขาก็ให้คนไข้กัดผ้าก๊อซเอาไว้เพื่อห้ามเลือด

“โธ่หมอ ก็ป้ากลัว เกิดมาเคยถอนฟันเสียที่ไหน คนโบราณถ้าเด็กๆ จะถอนฟันพ่อแม่ให้ใช้เชือกผูกกับประตูแล้วดึงเอา”

“อะไรนะครับ ทำอย่างนั้นเลยหรือ”

“หมอเป็นคนกรุงเทพฯ คงไม่เคยละสิ คนแก่เขาทำแบบนี้ล่ะ เวลาเด็กฟันจะหลุดก็เอาเชือกผูกไว้”
“โชคดีนะครับที่ผมไม่เคย...ว่า แต่คุณป้าพอลุกไหวไหมครับ ผมจะพาไปที่โรงอาหารดีไหม”
“ป้ายังกินไม่ได้ไม่ใช่หรือหมอ”

“ครับ แต่ผมจะให้เจ้าหน้าที่เขาเอาข้าวใส่กล่องไปดีไหมครับ พอเลือดหยุดก็กินได้ แต่วันนี้คงต้องกินอะไรอ่อนๆ ไปก่อนนะครับ ผ้าก๊อซนี้ผมให้สำหรับเปลี่ยน ถ้าอันเก่าชุ่มก็คายทิ้ง กัดอันใหม่แทน ยาแก้ปวดใส่อยู่ในถุงเดียวกัน ป้ากินดักไว้ก่อนก็ได้ ถ้าเลือดออกมากผิดปกติรีบมาหาผมนะครับ ผมจะอยู่ที่วัดอีกคืนหนึ่ง”

“ขอบใจหมอมากนะ แล้วก็คุณผู้ช่วยด้วย ใจดีกันทั้งสองคนเลย ขอให้บุญกุศลทำให้เจริญรุ่งเรือง มีเงินทองไหลมาเทมานะพ่อคุณ”
อติกันต์ประนมมือไหว้ เขาพยุงคุณป้าและพาเดินไป ขณะที่ปรัชญาเองก็เพิ่งอุดฟันเด็กเสร็จ เขาปลดผ้ามาสก์ออก
“หิวเหมือนกันนะครับคุณโปรด ไม่รู้ว่า จะมีอะไรให้เรากินบ้าง”
“นายไปกินที่เต็นท์ก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่เอาเครื่องมือไปล้างก่อน จะได้เตรียมฆ่าเชื้อสำหรับตรวจตอนบ่าย ดูเหมือนที่เราเอามาจะไม่พอ”

ทันตแพทย์หนุ่มถือถาดเครื่องมือไปด้านหลัง เขานำผ้าก๊อซที่เปื้อนเลือดทิ้งลงถังที่เตรียมเอาไว้ และนำอุปกรณ์ทั้งหมดไปล้าง แต่กลับได้ยินเสียงดังขึ้นก่อน

“คุณหมอคะ คุณพยาบาลและทุกๆ คน กินข้าวกันเถอะค่ะ เชิญทางนี้”
เสียงที่คุ้นหูทำให้เขาต้องหันกลับมา แต่พอเห็นว่า ใครถือสำหรับมาให้ อติกันต์ก็โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“อ้าวคุณ....มาได้ยังไง”

ดูเหมือนคนตรงหน้าก็ประหลาดใจเช่นเดียวกัน หล่อนอ้าปากค้าง
“ทำไมถึงเป็นคุณละคะคุณโปรด...คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”





tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 25 มี.ค. 2560, 06:30:01 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 25 มี.ค. 2560, 06:30:01 น.

จำนวนการเข้าชม : 1137





<< บทที่ 11 การกลับมาของผู้หญิงชุดแดง    
แว่นใส 25 มี.ค. 2560, 08:56:19 น.
เจอกันอีกแล้ว อิอิ


Zephyr 26 มี.ค. 2560, 15:28:00 น.
วุ้ย ตัดตรงช้อตเด็ด พอดีเลย แง
555 เจอกันแล้วๆๆๆๆ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account