สัตตะลังกา
พลอยชีวันเคยใช้ชีวิตเป็นนักข่าวธรรมดาๆ จนกระทั่งได้พบกับพี่น้องกะเหรี่ยงเกอที่เดินทางออกมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมรัฐ หล่อนจึงได้รู้ว่าชีวิตหล่อนจะไม่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยเฉพาะหลังจากได้พบกับเขา ป่าไม้หนุ่มเจ้าของฉายา "ปากหมา หน้าหื่น ปืนโหด โคตรเหี้ยม"

หากนวนิยายเรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ใดก็ตามหันมารักและต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้สัตว์ป่าของไทยเอาไว้ ผู้เขียนขอมอบผลและคุณงามความดีให้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกท่าน รวมถึงอุทิศแด่ คุณสืบ นาคะเสถียร วีรบุรุษป่าไม้ไทยอีกด้วย
Tags: ป่าไม้,ลี้ลับ,โรแมนติก,ผจญภัย

ตอน: บทที่ ๑๒


บทที่ ๑๒

งานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ได้มีเพียงงานป้องกันปราบปรามเท่านั้น แต่ยังมีงานเชิงรุกในการให้ความรู้กับชาวบ้านเกี่ยวกับความสำคัญของป่าและสัตว์ป่า การร่วมมือกับผู้นำชุมชน หน่วยงานราชการ ชาวบ้าน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญของชุมชนรอบผืนป่าในอนาคต เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของการันต์และผู้ช่วยฯ อีกหลายนาย

เขาออกจากบ้านพรานจอมตอนที่เอื้องมณีเดินกลับออกมาจากสวนหลังบ้าน เจ้าหล่อนไต่ถามเขาเล็กน้อยตามมารยาท ไม่วายจะประท้วงให้เขาเก็บของกลับไปด้วย แต่ชายหนุ่มยังไม่ยอมแพ้

“จะรีบกลับมาให้ทันข้าวเย็นนะ”

“เดี๋ยวนะคะ... เราไม่ได้เป็นอะไรกันนะคะ มาทันไม่ทันก็แล้วแต่ผู้ช่วยฯ เถอะค่ะ บ้านนี้ไม่ได้รอการกลับมาของผู้ช่วยฯ อยู่แล้ว”

“หน้าก็หวานแต่ทำไมใจร้ายจัง” พึมพำเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นเป็นแฟนกันเลยไหม เผื่อเอื้องจะห่วงพี่บ้าง”

“ถ้าผ่านดงกระสุนผมไปได้ผมจะพิจารณาให้คบหากับลูกสาวผมนะครับผู้ช่วยฯ ” เสียงเข้มดังลั่นลงมาจากบันไดบ้านก่อนที่เจ้าตัวจะเดินตามลงมาพร้อมปืนลำกล้องยาวในมือซึ่งพาดไว้บนบ่า ตามสูตรพ่อหวงลูกสาวไม่มีผิดเพี้ยน ทว่า การันต์มีหรือจะยอมแพ้

แต่เขาก็ไม่บ้าพอที่จะกวนประสาทพรานมือแม่นปืนประจำหมู่บ้าน

“ผมไปก่อนนะครับ แล้วจะรีบกลับมา”

“ไม่ต้องกลับมาก็ได้นะผู้ช่วยฯ!”

“ไม่กลับมาไม่ได้หรอกครับ... ผมคิดถึง”

ว่าจะไม่ต่อปากต่อคำ แต่มันอดไม่ไหวจริงๆ พรานจอมกัดฟันกรอด ขณะที่ชายหนุ่มยิ้มแฉ่ง ยกมือไหว้ ก่อนจะเผ่นแผล็วออกมาอย่างรวดเร็ว ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังถูกสรรเสริญบรรพบุรุษแน่นอน!

จากท้ายหมู่บ้านไปยังโรงเรียน การันต์ใช้เวลาเดินเท้าราวๆ สิบห้านาที ประจวบเหมาะกับที่รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อสี่ประตูจากทีมเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ขับไล่หลังมาพอดี เขาจึงได้อาศัยกระโดดขึ้นท้ายกระบะ รวมกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอีกสี่นาย

“ผู้ช่วยฯ หายไปไหนมาครับ ผู้ช่วยฯ น้ำแกถามถึงเมื่อเช้า” ขจรถามทันทีที่รถออกวิ่ง

“อ้าว ผมคิดว่าพี่น้ำเข้าป่าไปหลายวันแล้วเสียอีก”

“ครั้งก่อนที่ออกไปพร้อมผู้ช่วยฯ เจอต้นไม้ล้มกลางทางแกเลยกลับมาเย็นนั้นครับ แล้วเพิ่งได้เดินทางอีกครั้งก็เมื่อเช้านี่เอง ตกลงผู้ช่วยฯ หายไปไหนมาครับนี่”

“ผมไปนอนบ้านชาวบ้านแถวนี้แหละ”

“ทำอะไรระวังตัวบ้างนะครับ แถวนี้ไม่ได้มีแต่คนรักเรา คนที่เขาคิดร้ายเราก็มี” สีหน้าของชายที่น่าจะวัยไล่เลี่ยกับบิดาของเขาบ่งบอกถึงความกังวลแกมห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาไม่อยากสร้างความไม่สบายใจให้เพื่อนร่วมงานไปมากว่านี้จึงเสออกนอกเรื่องเสีย “เอาอุปกรณ์วาดเขียนมาครบใช่ไหมครับ วันนี้ผมจะสอนเรื่องห่วงโซ่อาหาร”

“ครบครับ ได้ผู้ช่วยฯ ป๊อบช่วยเตรียมของ นี่แกบ่นกระปอดกระแปดว่าคนสอนหายไปไหนทำไมไม่มาเตรียมเอง”

“เดี๋ยวซื้อเบียร์กลับไปเซ่น มันก็คงหายงอนแล้วมั้งไอ้ป๊อบน่ะ” ประโยคดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนบนท้ายรถกระบะ
=================================================

ทันทีที่มาสคอตเสือตัวใหญ่ลงมาจากท้ายรถกระบะ เด็กๆ ก็วิ่งกรูกันเข้ามาห้อมล้อมยิ้มหัวเราะทักทายด้วยความสนอกสนใจ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ในชุดลายพรางพิราบก็ช่วยกันทยอยขนอุปกรณ์สื่อการสอนไปวางในอาคารหอประชุมที่จะใช้เป็นสถานที่ให้ความรู้เกี่ยวกับป่าไม้ในวันนี้

การันต์รับหน้าที่หลักในการให้ความรู้ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้คนอื่นในการให้ความสนุกกับเด็กๆ ทั้งร้องเพลง แจกของรางวัล ไม่ใช่เพียงแค่เด็กนักเรียนเท่านั้น แต่ยังมีชาวบ้านที่ทราบข่าวกันปากต่อปากและจากผู้ใหญ่บ้านแวะเวียนกันมาร่วมกิจกรรมด้วยความสนอกสนใจ

“ถ้าเราเปรียบป่าเหมือนบ้าน แต่ละคนในบ้านก็มีหน้าที่ต่างกันไป อย่างพ่อก็ทำงานนอกบ้านหารายได้มาให้ครอบครัว แม่ก็ทำกับข้าวทำงานบ้าน ตัวเราเองก็มีหน้าที่เรียนหนังสือ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ใช่ไหม”

การันต์เริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงโทนสดใสเรียกความสนใจจากเด็กๆ

“ถ้าเป็นในป่า สัตว์แต่ละตัวเขาก็มีหน้าที่ต่างกันไป อย่างช้างก็มีหน้าที่เบิกทางเหมือนคนทำถนนให้สัตว์เล็กๆ หากิน หรือเสือก็มีหน้าที่ควบคุมจำนวนสัตว์ป่าให้พอดีกับป่าหน้าที่เหมือนตำรวจ ฉะนั้น เราจึงต้องรักษาสัตว์ทุกชนิดเอาไว้ในป่า ไม่เข้าไปเบียดเบียนเขา เดี๋ยววันนี้พี่ๆ จะแจกกระดาษให้คนละแผ่น แล้วเรามาวาดรูปสัตว์ป่าที่เคยเห็นกัน แต่ก่อนจะไปวาด เรามาดูวีดีโอกันก่อนดีกว่าว่าในป่าบ้านเรามีสัตว์ตัวอะไรบ้าง แล้วเขาทำหน้าที่อะไรบ้างในป่า”

เมื่อวีดีโอถูกฉายไปยังฉากสีขาวด้านหลัง ความสนใจของเด็กๆ จึงเบนไปยังภาพสัตว์ป่าที่ถูกถ่ายโดยกล้องดักถ่าย (camera trap) ซึ่งนำมาใช้สำหรับงานศึกษาวิจัยเสืออันเป็นภารกิจหลักความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่เขตฯ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิ โดยข้อมูลจากงานวิจัยดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ในการจัดการพื้นที่คุ้มครองได้
ทั้งเสือ ช้าง เก้ง กวาง แม้กระทั่งตัวลิ่ม ถูกฉายให้ขึ้นมาทีละตัวๆ พร้อมเสียงฮือฮาพูดคุยจ๊อกแจ๊กของเด็กๆ

“นี่นาย...” การันต์มองเด็กชายคนนี้อยู่นานแล้ว แววตาของเขาเป็นประกายตอนมองเห็นภาพสัตว์ป่าทั้งหลาย ที่ฉายขึ้นบนหน้าจอ และมีความตั้งอกตั้งใจกับการวาดภาพอย่างมาก ประมาณการแล้วน่าจะอยู่ป.หก “รู้กันสองคนนะ”

“รู้อะไรครับ” เขาหันซ้ายหันขวา มั่นใจว่าไม่ได้ถูกจับตามองอยู่จึงเอ่ยต่อ “ถ้านายเห็นใครทำร้ายสัตว์ป่า นายบอกเราได้นะ เรามีค่าขนมให้ นี่เบอร์เรา”

เขาเขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้ในสมุดที่วางไว้ข้างกายของเด็กชาย “ถ้าโทร.เบอร์มือถือไม่ติด ให้โทรเบอร์สำนักงานเขตนะ เรียกหาพี่กานต์ได้เลย”

“พิการ?”

“พี่... กานนน”

“ฮ่าๆ ผมรู้หรอกน่า” เด็กน้อยหัวเราะลั่น แต่ก็พยักหน้ารับเมื่อมองเห็นเบอร์โทรศัพท์ในนาทีต่อม “ผมเคยไปตลาดกับแม่ แล้วเห็นหัวสัตว์ป่าพวกนี้ บางทีก็เป็นตัวเป็นๆ ยังไม่ตาย เอามาขังไว้ในกรง พวกนก แต่บางทีก็เป็นกระรอก วันนั้นก็เจอกระรอกสีดำตัวเท่าแมวแน่ะ ผมไม่ชอบเลย สงสารมัน”

“อือ... พญากระรอกดำ เป็นกระรอกที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์พวกกระรอกเหมือนกัน”

“ผมจะบอกนะ”

“นายไม่ต้องบอกใครนะ ส่งข่าวเราเงียบๆ ก็พอ เหมือนพวกนกพิราบส่งข่าวเงียบๆ เท่ดีไหม”

“เท่” ตอบพร้อมยิ้มกว้าง

ในมุมหนึ่งของห้องประชุม มีชายสามคนยืนจับกลุ่มกันอยู่ ดวงตาไม่ได้มองภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ป่า แต่กลับเป็นผู้ช่วยฯ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ร่างสูงโปร่ง ตัดผมสั้นถูกระเบียบ ผิวขาวอมเหลืองเข้มเพราะกรำแดด หน้าตาคมมองเห็นจมูกและสันกรามที่ชัดเจน ท่าทางเป็นมิตรกับทุกคน แต่ไม่ใช่กับพวกเขา...

“ข้าได้ยินว่ามันไปนอนบ้านพรานจอมได้สองสามวันแล้ว” ชายคนที่ยืนมุมด้านในสุดของห้องประชุมเอ่ยขึ้นมาให้ได้ยินกันแค่สามคน “ต้องรอเย็นนี้ก่อนว่ามันจะกลับไปบ้านพรานจอมไหม ถ้ากลับไป...”
ประโยคที่เหลือละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องสื่อออกมาเป็นคำพูดใดๆ
====================================================

“ผู้ช่วยฯ ไม่กลับจริงๆ เหรอครับ” ขจรถามย้ำอีกครั้ง การสันทนาการประกอบการบรรยายสิ้นสุดลงแล้ว อุปกรณ์การสอนถูกยกเก็บขึ้นบนรถเรียบร้อยรวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ด้วย ยกเว้นการันต์ที่ยืนอยู่ข้างล่างรถ วางมือข้างหนึ่งบนขอบท้ายกระบะ “อีกสองสามวันเดี๋ยวผมกลับ”

“ดูแลตัวเองดีๆ นะครับผู้ช่วยฯ ”

“ครับ” ชายหนุ่มยิ้มรับ เคาะท้ายกระบะสามครั้งเป็นสัญญาณให้พลขับเคลื่อนรถออกไป ส่วนตัวเขาเองตั้งใจว่าจะพูดคุยกับครูใหญ่ก่อนแล้วจึงจะเดินกลับบ้านพรานจอม แต่กว่าจะพูดคุยเสร็จก็เกือบหกโมงเย็น พระอาทิตย์กำลังลดระดับตำแหน่งเรื่อยๆ ขอบฟ้าถูกแต่งแต้มด้วยสีส้มซึ่งกำลังจางลงเพราะความมืดที่ค่อยๆ คืบคลานมาแทนที่

“ผมขับรถไปส่งไหมผู้ช่วยฯ” ครูใหญ่เสนอขึ้นมาภายหลังบทสนทนาจบลงแล้วไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดำเนินการขอความร่วมมือเรื่องระหว่างชุมชน โรงเรียน กับงานอนุรักษ์ “ไม่เป็นไรครับครู เดี๋ยวผมเดินกลับ ว่าจะแวะไปตลาดก่อน”

“เอ้า จะเดินกลับเข้าไปในเขตฯ น่ะหรือ”

“ไม่ใช่ครับ ผมแวะนอนบ้านชาวบ้านก่อน”

“อ้อ งานชุมชนสัมพันธ์สินะ” ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างใจดี “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ ไว้พบกันใหม่นะ”

ร่างสูงยกมือไหว้ ยืนมองครูใหญ่ขับรถห่างออกไป ตนเองจึงเดินออกมาจากโรงเรียน เข้าไปในใจกลางของหมู่บ้านที่มีตลาดตั้งอยู่ ซึ่งถ้าก่อนหน้านี้เขามาพร้อมกับสินธุ์นทีละก็ คงไม่วายจะโดนแซวว่าหาเรื่องถูกรุมกระทืบ การใส่ชุดเครื่องแบบมาเต็มยศมาเดินตลาดซึ่งอาจจะมีการลักลอบขายของป่าถ้ามาตามหน้าที่มีเพื่อนร่วมงานมาด้วยคงไม่น่ากลัวอะไร แต่นี่เขามาคนเดียว แถมเดินทักทายคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยเสียด้วย

“อ้าว ผู้ช่วยฯ ทำไมมาคนเดียว” ป้าจ๋า แม่ค้าก๊วยเตี๋ยวไก่ตรงรี่เข้ามาทักทาย “หนุ่มๆ หายไปไหนหมดแล้วล่ะ”

“เข้าป่าน่ะครับ ผมก็เพิ่งไปโรงเรียนมา เลยเดินมาหาของกิน”

“แล้วคืนนี้นอนไหน บ้านผู้ใหญ่หรือจ๊ะ”

“ฮะ” เขาไม่อยากมีปัญหา โดยเฉพาะไม่อยากกระจายข่าวที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับเอื้องมณี “เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ ว่าจะซื้อไก่ไปทำต้มยำหน่อย”

“จ้า” ชายหนุ่มยกมือไหว้ เดินแวะร้านโน้นร้านนี้ สุดท้ายก็ได้ไก่สด และผักอีกหลายชนิดหอบหิ้วเต็มสองมือ
แล้วเขาก็เพิ่งสำนึกได้ว่าข้าวของที่หอบหิ้วอยู่นั้นหนักเหลือเกินเมื่อต้องเดินเท้าจากกลางหมู่บ้านไปถึงท้ายหมู่บ้านที่ห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตร แต่คงเป็นโชคดีเพราะหูเขาได้ยินเสียงแว่วๆ ขอมอเตอร์ไซค์ จึงหันกลับไปหมายจะขอความช่วยเหลือ

แต่ทว่า นอกจากไม่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว ยังมีลูกกระสุนห่าใหญ่พุ่งตรงมายังที่ที่เขายืนอยู่เฉียดไปโดนต้นไม้ข้างหลัง!

การันต์ทิ้งข้าวของในมือ พุ่งลงข้างทางเข้าป่าไปหลบหลังพุ่มไม้ ยกมือขึ้นป้องศีรษะแล้วเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกหลายนัด เป้าหมายคือพุ่งตรงเข้ามาหาร่างของเขา แต่มันก็เฉไปโดนกิ่งไม้บ้าง ลำต้นมะม่วงบ้าง หรือกระเด็นลงพื้นบ้าง ส่งผลให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว แต่เมื่อเสียงปืนอีกนัดลั่นขึ้นบนฟ้า เสียงลูกจากกระบอกปืนที่หมายเอาชีวิตของเขาก็เงียบลงแล้วกลายมาเป็นเสียงท่อรถมอเตอร์ไซค์แผดขึ้นแทน

ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเงียบลงในชั่วอึดใจเดียว... และมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ย่ำลงบนซากใบไม้แห้งดังขึ้น... และใกล้เขาเข้ามาเรื่อยๆ

“ใส่ชุดป่าไม้เดินไปไหนมาไหนคนเดียวตอนหัวค่ำแบบนี้ ไม่กลัวได้ตายก่อนวัยเกษียณหรือผู้ช่วยฯ”

“พรานจอม!” การันต์อุทานลั่น ไม่เคยดีใจเมื่อเห็นหน้าพรานจอมมากขนาดนี้มาก่อน กระวีกระวาดลุกขึ้นยืน

“เสียงยิงปืนขึ้นฟ้าเมื่อกี้น่ะของพรานหรือครับ”

“ใช่น่ะสิ... นี่ดีนะผมขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมาทางนี้พอดี”

“แล้วพรานไปไหนมา”

“ไปหาน้ำผึ้งมา” ชายวัยกลางคนชูกระสอบในมืออีกข้างขึ้นให้เห็น ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้มีเขตป่าชุมชนที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาของป่าออกมาใช้ในครัวเรือนได้โดยไม่ผิดกฏหมาย “รอดตายมาได้เพราะผมยังหาเรื่องจับผิดผมอีกรึ”

“บุญคุณก็ส่วนหนึ่ง หน้าที่ก็ส่วนหนึ่งสิครับ” บ่นงึมงำแล้วเริ่มมองซ้ายมองขวา ครั้นเห็นกองผักและซากไก่ก็รีบถลาเข้าไปเก็บ โดยมีสายตาของผู้สูงวัยกว่าขมวดคิ้วมองตามด้วยความสงสัย “ทำอะไรน่ะผู้ช่วยฯ ”

“โถ... ไก่กับผักของผม อุตส่าห์ซื้อมากะจะให้เอื้องเอาไว้ทำกับข้าว ดูสิโดนยิงเละหมดเลย”

“ห่วงตัวเองก่อนดีไหม ไม่รู้หรือว่าตัวเอง มีค่าหัว!”

เขาโยนซากไก่ที่เละเพราะพิษห่ากระสุนลงบนพื้นด้วยความเซ็ง ถอนหายใจ ก่อนจะตอบ “รู้ครับ... แต่จะให้ผมขี้ขลาดตาขาวย้ายไปที่อื่นน่ะหรือ ไม่ใช่นิสัยผมหรอก”

“เฮ้อ ไอ้พวกคนหนุ่ม หัวรั้น เลือดร้อน” พรานจอมส่ายหน้า “ไก่น่ะทิ้งไว้นั่นแหละ อยากกินมากผมจะไปจับในเล้าให้ ตอนนี้ขึ้นรถมาก่อนเถอะ ผมจะพาไปแจ้งความ”

การันต์ชะงัก เพ่งมองหน้าคนที่เขามองว่าเป็นโจทก์มาตลอด... อยู่นานสองนาน “พรานควรจะดีใจไม่ใช่หรือที่ผมมีค่าหัว”

“คนเป็นสัตว์ประเสริฐ... ผมปล่อยให้มีการเข่นฆ่ากันไม่ลงหรอก ต่อให้ผมจะเกลียดคนๆ นั้น แค่ไหนก็เถอะ”

“ระวังนะครับพราน เขาว่าเกลียดอะไรจะได้อย่างนั้น” ถ้าตอนนี้มีแสงไฟส่องมา การันต์คงมองเห็นกล้ามเนื้อใบหน้าพรานจอมเต้นริกๆ

“จะไปไหมผู้ช่วยฯ หรือจะรอให้ปืนผมลั่นอีกรอบ”

“ไปครับ” ตอบรับอย่างรวดเร็ว พร้อมยื่นมือออกไปช่วยถือกระสอบใส่รังผึ้งแล้ววิ่งขึ้นท้ายรถมอเตอร์ไซค์ก่อนที่ลูกปืนจะลั่นอย่างที่พรานจอมขู่ไว้จริงๆ

=====================================

“แม่ว่า... น้ำจะท่วมบ้านเราหรือเปล่า เพราะนอกจากวันนี้พ่อจะเข้าบ้านพร้อมกับผู้ช่วยฯ กานต์แล้ว ยังยอมให้กินข้าววงเดียวกัน นี่แถมกินข้าวเสร็จยังนั่งคุยกันต่อด้วยแน่ะ” เอื้องมณีกระซิบกระซาบกับผู้เป็นแม่ แม้เหตุการณ์ที่พรานจอมยอมให้การันต์ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กลับเข้ามาในบ้านพร้อมกันจะผ่านไปนานแล้วแต่ก็ยังอึ้งไม่หาย แถมยังสร้างความตื่นตะลึงให้อย่างต่อเนื่องเมื่อดูเหมือนว่าจู่ๆ จะยอมเป็นมิตรกันขึ้นมาดื้อๆ เสียอย่างนั้น

สายิ้มอ่อนๆ กับบุตรสาว “ก็ดีแล้วนี่เอื้อง เขาคุยกันดีๆ จะได้หาทางออกดีๆ ให้กับทั้งสองฝ่าย”

“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีสินะแม่” เจ้าหล่อนพึมพำ หันไปมองบิดากับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ใต้ถุนบ้าน

“ผู้ช่วยฯ จำหน้าไม่ได้เลยเหรอ” พรานจอมเริ่มตั้งคำถามอีกครั้ง แล้วเขาก็ตอบเหมือนเดิมอีกครั้งด้วยการส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ “มืดออกขนาดนั้น แถมยังโดนไฟรถมอเตอร์ไซค์ส่องหน้าอีก ผมจะมองเห็นได้ยังไง”
เจ้าของบ้านถอนหายใจ พลันต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินคำถามจากอีกฝ่าย “แล้วทำไมพรานถึงรู้ว่าผมมีค่าหัว”

“เขาลือกันทั้งหมู่บ้านนั้นแหละ”

“ถ้าอย่างนั้นพรานก็ต้องรู้ว่าค่าหัวพวกผม... ใครจะเป็นคนจ่าย” พรานจอมไม่ตอบ ซ้ำยังหลบตา ทำให้ชายหนุ่มต้องเขยิบเข้าใกล้อีก แล้วเอ่ยเสียงสั่นทั้งที่พยายามข่มใจให้นิ่ง “พราน... เราต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าพรานมีคดีติดตัวอยู่ ถ้าพรานเลิกทำผิดแล้วมาให้ความร่วมมือกับทางเรา ผมก็จะไม่พยายามหาหลักฐานมาจับพรานอีก แล้วผมจะขอให้พรานเลิกอาชีพพรานไว้เพียงเท่านี้ และมาทำงานกับผม”

“ผมจะห้าสิบแล้วนะ แก่ปูนนี้แล้วจะทำอะไรได้”

“ทำงานที่พรานถนัดแต่ไม่ต้องพรากชีวิตใครไง”
เมื่อพรานจอมหันมามองด้วยความสนใจ การันต์จึงเฉลย “มาเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากับผมเถอะ พรานชำนาญพื้นที่ป่าแถวนี้ ต้องช่วยผมได้เยอะแน่ๆ”

“ผมจะลองคิดดูแล้วกัน” หลังจากนิ่งไปนาน สุดท้ายพรานจอมก็เอ่ยขึ้นมาในที่สุด ครั้นแล้วจึงลุกขึ้นยืน พาดผ้าขาวม้าไว้บนบ่า “คืนนี้ขึ้นไปนอนบนบ้านเถอะ เดี๋ยวพวกนั้นกลับมาอีกจะไม่รอดเอา”

“หา?”

“ผมไม่ให้ผู้ช่วยฯ นอนใกล้ห้องลูกสาวผมหรอก ผมจะนอนขวางประตูห้องลูกสาวผมไว้ด้วย ผมจะให้ผู้ช่วยฯ นอนกลางบ้านโน่น”

“อ้อ... ฮะ” ตอบรับเบาๆ แม้จะรู้สึกเสียดายแต่ก็โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
=========================================

เส้นทางเดินเท้าจากบริเวณหลังบ้านพักเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าเปียกชุ่มจนเกือบแฉะเนื่องจากฝนเมื่อคืน พลอยชีวันยืนมองทางเดินขนาบด้วยหญ้าซึ่งปลายยอดมีน้ำค้างเกาะอยู่ประปราย ไม่ไกลนักมีท่อนไม้ล้มตามธรรมชาติต้นใหญ่ขนาดสามคนโอบล้มพาดขวางทางเดินอยู่ หญิงสาวถอนหายใจ กระชับสายกระเป๋าเดินป่าให้มั่น พร้อมกับบอกตัวเองว่าหล่อนจะถอยหลังไม่ได้แล้ว

“เดี๋ยวผมให้นอบีไปด้วย ทางเส้นนั้นนอบีผ่านไปบ่อย นอกจากจะพูดภาษาปาเกอะญอได้แล้ว ก็ยังพูดโผล่วได้ด้วย คงจะช่วยอะไรได้บ้าง” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าเอ่ยระหว่างเดินออกมาส่ง “เดินทางปลอดภัยครับผู้ช่วยฯ”

“ขอบคุณครับพี่วัฒน์ ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะครับ” เอ่ยจบ นอบีก็ออกเดินนำหน้า ปีนขึ้นไปยืนบนซากต้นไม้ใหญ่เพื่อช่วยฉุดให้คนอื่นๆ ข้ามไปได้

ดูเหมือนว่าภารกิจการพาหล่อนเข้าหมู่บ้านลังกาจะเป็นภารกิจรอง เพราะภารกิจหลักของเจ้าหน้าที่ทุกนายดูเหมือนจะเป็นการสอดส่ายสายตาหาร่องรอยการกระทำผิด เดินไปสักระยะจะหยุดจดข้อมูลลงในกระดาษที่พับเก็บไว้ในซองกันน้ำอย่างดี สลับกับการบันทึกข้อมูลลงในเครื่องจับพิกัดจีพีเอส

“เขาเรียกการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ” สินธุ์นทียืนเท้าสะเอวอธิบายให้หล่อนที่ยืนหอบเบาๆ ฟังไปพลาง “เราจะบันทึกสิ่งที่คิดว่าเป็นภัยคุกคาม ความเสี่ยงของกลุ่มที่จะเข้ามากระทำการผิดกฎหมาย ตัดไม้ ล่าสัตว์ อย่างตรงนี้เคยใช้เป็นพื้นที่ตั้งแคมป์เดาว่าเข้ามาล่าสัตว์”

เขาใช้ปลายมีดพกเขี่ยกระป๋องอาหารสำเร็จรูป และซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่กองสุมอยู่ใกล้ๆ กัน “แล้วขณะเดียวกันก็จะสำรวจชนิดพันธุ์สัตว์ไปด้วย ทั้งจากร่องรอยและการพบเห็นตัว อย่างเช่นเจอรอยตีนหมูป่า กวาง เก้ง ก็บันทึกเอาไว้สำหรับงานวิจัย”

“แล้ว... อีกนานไหมคะกว่าจะถึง”

ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู พร้อมทำท่าครุ่นคิด “อาจจะพรุ่งนี้บ่าย ถ้าฝนตกก็คงถึงช้ากว่านั้น”

“อะไรนะ”

“ตามนั้นแหละ” จบคำเขาก็หันหน้าไปหาเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ทิ้งให้พลอยชีวันยืนค้างอยู่อย่างนั้น “เรียบร้อยแล้วไปกันต่อเลย”

จากจุดหนึ่งมาถึงอีกจุดหนึ่งคล้ายเป็นจุดหยุดพักให้หญิงสาวคนเดียวได้พอได้หยุดหายใจหายคอเป็นอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งถึงเวลารับประทานอาหารเที่ยง นอบีก็หันกลับมาคล้ายจะขอคำปรึกษากับสินธุ์นที ครั้นชายหนุ่มพยักหน้า เด็กหนุ่มวัยยี่สิบชาวปาเกอญอก็ปลดกระเป๋าลงจากบ่า ใต้ร่มกระบกสูงใหญ่

“อ้าว...” หล่อนอุทานออกมาเบาๆ “พักแล้วเหรอคะ”

“เที่ยงแล้ว พักกินข้าวก่อน” ชายหนุ่มบอก พลางตรงเข้าไปช่วยพยุงกระเป๋าให้หล่อนถอดแขนออกจากสายสะพายไหล่แล้วเขาจึงวางกระเป๋าลงบนพื้นที่ยังมีความชื้นและน้ำขังอยู่บางส่วน ดวงตาคมเข้มลอบมองพวงแก้มที่แดงจัดจากอากาศและการออกแรงในการเดินผสมกับการต้องแบกกระเป๋าหนักกว่าสิบห้ากิโลกรัม แล้วรีบเบนสายตาไปทางอื่นก่อนที่หล่อนจะรับรู้ได้ว่าถูกเขามองอยู่ “น้ำหมดหรือยัง ผมจะไปเติมน้ำให้”

“เติมน้ำตรงไหนคะ ไกลไหม ขอไปด้วยสิ”

“ใกล้ๆ มีลำธารอยู่ อยากไปก็ตามมาสิ” เมื่อเขาอนุญาต ร่างสูงโปร่งจึงลุกขึ้นยืน และเดินตามหลังสินธุ์นทีไปติดๆ แต่คำว่าใกล้ของเขาคงไม่ใช่ใกล้ในระยะที่หล่อนคาดไว้แน่ๆ เพราะใช้เวลาเกือบสิบนาทีกว่าจะเดินไปถึงลำธารขนาดเล็กที่สามารถเดินข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งได้โดยน้ำเปียกแค่หน้าแข้งเท่านั้น

พลอยชีวันถลาเข้าไปหาสายน้ำใสเย็นชื่นใจ วักน้ำขึ้นมาสาดใส่หน้า ลูบตามแขนขาเพื่อกำจัดความเหนียวเหนอะจากเหงื่อ

“อากาศร้อนแบบนี้เสมอเหรอคะ”

“ฝนกำลังจะตก อากาศก็ร้อนอบอ้าวแบบนี้แหละ”

“นี่ยังจะตกอีกหรือคะ ตกมาสามวันติดๆ กันแล้ว”

“หน้าฝนนี่... ทำยังไงได้” ชายหนุ่มกดขวดน้ำพลาสติกลงในลำธาร รอจนฟองอากาศเลิกผุดขึ้นมาจึงยกขึ้นมาปิดฝา ทำเช่นนั้นกับขวดเปล่าอีกสองขวด เรียบร้อยแล้วจึงลุกขึ้นยืนเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายลุกขึ้นตามบ้าง

“แล้วถ้าฝนตกจะนอนยังไงคะ”

“ก็แล้วแต่ว่าตกหนักหรือไม่หนัก ถ้าตกหนักมากจนนอนไม่ได้ ก็... นั่งหลับนกเอา”

“อะไรนะคะ”

“นั่งหลับน่ะ เหมือนพวกนก” ไม่แค่พูด เขาย่อตัวลงนั่งเอนหลังพิงต้นไม้ใกล้ๆ กอดอก หลับตา สาธิตให้หล่อนเห็นถึงวิธีการหลับนก พร้อมกางมือวาดไปบนอากาศ “ข้างบนก็กางแผ่นพลาสติกไว้หรือที่เราเรียกว่าไฟน์ชีต แต่เอาจริงๆ นะ ผมไม่ค่อยเจอประสบการณ์ที่ไฟน์ชีตกันฝนไม่ได้จนต้องนั่งหลับกันหรอก ถ้าไม่ซวยจริงๆ อย่างผมก็เคยเจอแค่ครั้งเดียวที่กางแคมป์ไม่ได้จนต้องนั่งหลับกันเอา นี่พกธูปพกเทียนมาด้วยหรือเปล่า”

“อะไรนะคะ”

“ถ้าพกมาก็ไหว้ขอเจ้าที่เถอะว่าอย่าให้ฝนตกหนักมาก สำหรับคนที่เพิ่งเดินป่าครั้งแรกอย่างคุณ”เจ้าหล่อนอ้าปากหวอ นึกอยากเขวี้ยงขวดน้ำในมือใส่แผ่นหลังกว้างแรงๆ ค่าที่ชอบสร้างความหวาดหวั่นใจให้อยู่เสมอ
ผู้ชายคนนี้บางทีก็ดีใจหาย พอบทจะปากร้ายก็อย่างที่เห็น... เขารับบทชายปากจัดได้ดีไม่แพ้ใครเลยละ
เช้านี้ก่อนจะออกเดินทาง แม่บ้านของเหล่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าตื่นมาทำกับข้าวแบ่งใส่ห่อให้กับผู้เดินทาง เมื่อกลับมาถึงใต้ร่มกระบก ชายสี่คนก็เริ่มแกะถุงพลาสติกออก วางถุงกับข้าวไว้กลางวง แล้วเริ่มตักใส่ถุงข้าวของตนเอง พลอยชีวันจึงหันไปหากระเป๋าแล้วหาห่อข้าวหยิบออกมาแกะทานบ้าง

ไม่มีบทสนทนาใดๆ ในวงข้าวเที่ยงที่ค่อนมาทางบ่ายโมง แม้วิสัยของพลอยชีวันจะไม่ใช่ผู้หญิงช่างพูด แต่นี่มันเงียบเกินไป... หล่อนลอบมองซ้ายทีขวาที จนไปสบตากับสมหมายเข้า

“อร่อยมั้ยคะ”

สมหมายหัวเราะ “อร่อยสิครับ”

“ไม่เห็นคุยกันเลย บรรยากาศมันเงียบจนน่ากลัว” คราวนี้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างก็คลี่ยิ้มออกมาเพราะความเอ็นดู

“มันหิวก็เลยตั้งใจกินกันไปหน่อย ไม่ได้โกรธเคืองอะไรกันหรอกครับ”

“อ๋อ...”

“รีบกินเถอะ ฝนตั้งเค้ามาแล้ว” เสียงเข้มของหัวหน้าชุดเดินป่าดังขึ้น ทุกคนจึงรีบจ้วงข้าวเข้าปาก ในเวลาสิบห้านาทีต่อมาก็พร้อมที่จะออกเดินทางต่อ

จากแดดจัดจ้า ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยเมฆก้อนใหญ่สีดำ เวลาบ่ายคล้อยเม็ดฝนเบาๆ จึงร่วงลงมากระทบใบไม้ชั้นแล้วชั้นเล่าจนคนไม่รู้สึก แต่ทว่าก็ค่อยๆ เม็ดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดสินธุ์นทีก็หยุดเดินแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นไม่ผิด

อยู่ใต้ฟ้าจะกลัวอะไรฝน...

“ฝนตก ใส่เสื้อกันฝนเถอะ” เขาหันมาบอกพลอยชีวัน

“อีกหน่อยก็คงหยุดตกมั้งคะ”

“ไม่หรอก” เสี้ยวหน้าคมเอียงขึ้นมองท้องฟ้าสีดำอีกครั้ง “จะตกหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ”
ดูเหมือนโชคยังเข้าข้างอยู่บ้างเพราะทันทีที่เริ่มออกเดินอีกครั้งฝนก็เทลงมาเม็ดใหญ่จนมองไม่เห็นทางข้างหน้า

“เอายังไงต่อดีครับผู้ช่วยฯ ” นอบีหันมาตะโกนถามแข่งกับเสียงฝนที่ตกกระทบกับใบไม้ กิ่งไม้ และพื้นดิน
ท่ามกลางม่านฝนหนา พลอยชีวันมองเห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกของชุดกันฝนซึ่งแฝงไว้ด้วยแววของความครุ่นคิด อากาศเย็นลงเรื่อยๆ พอๆ กับความเย็นของเม็ดฝนในอุณหภูมิที่ไม่ต่างจากน้ำแช่ในตู้เย็น ร่างของหล่อนเริ่มสั่น ในใจภาวนาให้เขาหยุดพักที่ไหนสักที่

“เดินต่ออีกนิด แล้วหาที่พักก่อน ให้ฝนซาค่อยว่ากันต่อ” เขาบอกกับนอบี แล้วหันกลับมาหานักข่าวสาวซึ่งริมฝีปากเริ่มสั่นจากอากาศอันหนาวเย็น “ไหวไหม มองเห็นทางหรือเปล่า จับกระเป๋าผมไว้ก็ได้”

“ค่ะ...” มือเย็นจัดลูบน้ำฝนออกจากใบหน้า กัดฟันออกเดินอีกครั้ง จับจ้องมองแค่กระเป๋าเดินป่าที่มีพลาสติกคลุมกันฝนของเขา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรร่างสูงใหญ่ข้างหน้าจึงหยุดเดิน

แม้บริเวณนี้ฝนยังไม่หยุดตก แต่อย่างน้อยเม็ดฝนก็บางกว่าที่เคยสัมผัสมา เพราะเรือนยอดไม้ค่อนข้างหนาแน่นกันฝนได้ส่วนหนึ่งประกอบกับพายุฝนซาลงแล้ว หญิงสาวเงยหน้ามองไปรอบๆ บรรยากาศค่อนข้างขมุกขมัว สีหน้าของชายหกคนไม่แสดงอารมณ์ในด้านลบหรือในด้านบวก มันเรียบเฉยจนเดาไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่
ครู่หนึ่งหล่อนได้แต่นึกโทษตัวเองว่าถ้าไม่ใช่เพราะหล่อน... ทุกคนคงไม่ต้องมาลำบากขนาดนี้

หญิงสาวคว่ำหลังมือขึ้นดูนาฬิกา เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะเดินได้ไม่ไกลจากจุดเดิมเลย ไม่ว่าจะเป็นเพราะอุปสรรคจากฝน หรือความมืดที่มาเยือนไวกว่าปกติ ยกมือขึ้นกอดอกหวังจะเพิ่มความอุ่นให้กับตนเองระหว่างรอให้มีใครพูดอะไรขึ้นมาสักอย่าง

แล้วก็เป็นสมหมายนั่นเอง “หาที่ตั้งแคมป์ก่อนเถอะครับ นี่ก็มืดมากแล้ว”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ แยกย้ายหาที่ตั้งแคมป์เลย” เม็ดฝนเปาะแปะยังร่วงลงมากระทบตามเสื้อกันฝนและกระเป๋า ความมืดความหนาวเย็นทำให้ร่างบางสั่น “คืนนี้ลำบากหน่อยนะ อาจจะหนาวหน่อย”

“ฉันไม่เป็นไร แต่... พี่ๆ เขาต้องมาลำบากเพราะฉัน”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ “พวกนี้เขาเจอแบบนี้จนชินแล้ว ทำใจให้สบายเถอะ”

เพราะต่อจากนี้ไป จะไม่ใช่แค่อุปสรรคจากธรรมชาติ แต่ยังจะมีอีกหลายอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง





อนัญชนินทร์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 12 พ.ย. 2560, 14:40:58 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 พ.ย. 2560, 22:07:10 น.

จำนวนการเข้าชม : 797





<< บทที่ ๑๑   บทที่ ๑๓ >>
แว่นใส 12 พ.ย. 2560, 19:38:01 น.
จะมีอะไรเกิดอีกนะ


goldensun 13 พ.ย. 2560, 20:21:59 น.
ดีจัง เหมือนพรานจอมจะยอมช่วยแล้ว ไม่อยากให้ฝ่ายไม่ดีมีชัยเลย
ส่วนในป่าก็น่าลุ้น


กาซะลองพลัดถิ่น 16 พ.ย. 2560, 05:03:34 น.
ลุ้นว่าจะเจออะไรที่มองไม่เห็นบ้าง...


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account