นาฏกรรมลวง: ขวัญของใจ (ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
แม้จะชินชากับกลิ่นโรงพยาบาลสักเพียงใด...ทว่ากลิ่นคละคลุ้งคาวเลือดในเศษเสี้ยวความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ ก็ได้ปลุกให้ ‘ขวัญ’ แพทย์หญิงชีวาภรณ์ ชิษณุพงศ์ ตื่นขึ้นมาพบกับวิญญาณของชายหนุ่มปริศนา ‘นิธิศ’

ขณะเดียวกันนาฏกรรมที่ใครสักคนอุปโลกน์ขึ้น กำลังนำไปสู่การไขปริศนาของความตายที่บังเอิญเกี่ยวพันกับความฝันแสนประหลาดของขวัญอย่างจงใจ และยิ่งขยับเข้าไปใกล้ทุกขมวดของปมมากเท่าไหร่ บ่วงที่ฆาตกรวางไว้ก็กำลังรอต้อนรับด้วยความตายมากเท่านั้น!

“ผมจะต้องกลับเข้าร่างให้ได้เร็วที่สุด” นิธิศพูดด้วยความมุ่งมั่น และนั่นก็ทำให้ฉันสลัดเอาความหวาดกลัวทั้งหลายออกไปจากใจ
“เราจะช่วยกันค่ะ ฉันจะช่วยเป็นมือทั้งสองข้างให้คุณเอง”
“ถ้าคุณอยากช่วยเป็นมือให้ผมจริงๆ ช่วยตอนนี้เลยได้ไหม ทำอะไรให้ผมสักอย่างสิ”
“คะ?” ฉันมองหน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้ามือของคุณคือตัวแทนของมือผม คุณก็ช่วยกอดตัวเองหน่อยได้ไหม กอดตัวเองไว้ แล้วผมจะปลอบใจคุณเอง”


**************

นิยายเรื่องนี้เขียนโดย "ขวัญของใจ" และได้ตีพิมพ์กับ "ปลายปากกาสำนักพิมพ์ (Plaipakka Publishing)" ซึ่งกำลังวางจำหน่ายอยู่ในตอนนี้ค่ะ ทีมงานปลายปากกาสำนักพิมพ์จึงนำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ ใครชอบแนว Romantic Suspense มิควรพลาดจ้า #รับประกันว่าแหกกฎนิยายรักทุกเรื่องที่เคยมีมา เพราะนอกจากมีปมสืบสวนฆาตกรรมให้ตามติดแล้ว พระเอกของเราสายทะเล้น ตื๊อนางเอก และ...เป็นวิญญาณ พระรองก็เป็นวิญญาณ ส่วนนางเอกเป็นหมอผ่าศพ!


**************

นักอ่านท่านใดสนใจ มีทั้งแบบ eBook และแบบรูปเล่มนะคะ

**สำหรับแบบรูปเล่มวางจำหน่าย 3 ช่องทาง***
-ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
-ร้านนิยายออนไลน์ ได้แก่ ร้านนิยายรัก.com และร้าน booksforfun
-สั่งซื้อกับสนพ.โดยตรงโดย inbox หาแอดมินเพจปลายปากกาสำนักพิมพ์


(หนังสือพร้อมส่ง)


ราคา 329฿
ค่าจัดส่งลงทะเบียน 40฿ (รวมเป็น 369฿)
ค่าจัดส่ง EMS 60฿ (รวมเป็น 389฿)

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ "ปลายปากกา สำนักพิมพ์"

**แบบ eBook มีวางจำหน่ายที่เว็บ Mebmarket**

Tags: สืบสวน ฆาตกรรม วิญญาณ ทะเล้น หมอ พยาบาล น่ารัก สยอง

ตอน: บทที่ 1 ชายแปลกหน้าที่มากับความมืด (70%)

“คุณ!” ฉันแผดเสียงลั่นด้วยความตกใจก่อนจะลองวักน้ำลูบหน้าอีกครั้งเพราะคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะเห็นภาพหลอน หากทว่าพอเงยหน้าขึ้นมองกระจกทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม!

“เลิกกลัวผมสักที” เขาคลายมือที่กอดอกออกก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ฉันอีกนิด

“ถอยไปนะ! คุณไม่ใช่คน!”

“ก็บอกไปแล้วไง ว่าผมเคยเป็นคนเหมือนคุณนั่นแหละ” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางกลอกตาคล้ายเบื่อหน่ายที่จะพูดอะไรซ้ำๆ เช่นนี้

“แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ฉันมั่นใจว่าไม่มีคนธรรมดาที่ไหนจะโผล่มาเฉพาะเวลากลางคืน แถมบ้านหลังนี้ก็ถูกล็อกกลอนไว้ทั้งหลังแล้ว”

“ครับ...ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ แล้วจึงพูดต่อ “ตอนนี้ผมไม่ใช่คนอย่างที่คุณเข้าใจนั่นแหละ แต่คุณน่ะเป็นคนเดียวที่จะช่วยให้ผมกลับไปเป็นคนเหมือนเดิมได้”

“ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด” พูดจบฉันก็จะเดินออกจากห้องน้ำโดยไม่ลืมกลั้นใจข่มความหวาดกลัวแล้วทดลองเดินผ่านร่างของเขาดูสักครั้ง แต่แล้วมันก็เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้จริง เพราะฉันสามารถเดินทะลุร่างชายหนุ่มคนนี้เพื่อไปเปิดประตูห้องน้ำได้ราวกับเขาเป็นธาตุหรืออากาศที่ไร้ตัวตนอะไรเทือกๆ นั้น

ให้ตายเถอะ! นี่มันเรื่องเหนือจินตนาการบ้าบออะไรกัน แม้ไม่อยากจะเชื่อเพราะวิทยาศาสตร์ไม่อาจพิสูจน์ได้แต่สิ่งที่ฉันเห็น ได้ยิน และได้สัมผัสเมื่อครู่มันก็ยากจะหาทฤษฎีใดมาอธิบาย

“แล้วสุดท้ายคุณก็ต้องยอมจำนนนะครับคุณหมอว่าวิญญาณน่ะมีจริง” เขาเดินตามออกมาแล้วพูดต่อจากสิ่งที่ใจฉันคิดได้เหมาะเหม็ง ให้ตายเถอะ!

“ไปที่ชอบๆ ซะ ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ที่สำคัญอย่ามาก้าวก่ายความคิดของฉันด้วยการอ่านใจจะได้ไหม” ฉันกระแทกตัวลงนั่งบนเตียงกว้าง ยกมือขึ้นกอดอกแล้วมองไปยังคน...ไม่สิ...มองไปยังพ่อวิญญาณที่กำลังยืนพิงตู้เสื้อผ้าอยู่

“นั่นเป็นความสามารถพิเศษอย่างเดียวที่ผมคิดว่ามันเจ๋งสุดๆ เลย สำหรับการเป็นวิญญาณ” เขาว่าพลางเดินเข้ามานั่งข้างๆ ฉัน และนั่นก็ทำให้ฉันขยับหนีจนเกือบตกเตียง

“มันไม่น่าพิสมัยนักหรอกคุณ หากเราจะสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างใจนึก แต่ก็ไม่มีใครที่เห็นเรา และวิญญาณก็ไม่สามารถสัมผัสหรือจับต้องสิ่งใดๆ ได้เลย” เขาเว้นจังหวะนิดหน่อยและพูดต่อด้วยสายตาที่ทำให้ฉันเผลอเห็นใจ

“คุณขวัญครับ ตอนนี้คุณคือที่พึ่งหนึ่งเดียวของผม”

“มีฉันคนเดียวแน่ๆ เหรอที่เห็นและสามารถคุยกับคุณได้”

“ผมลองมาแทบจะหมดประเทศแล้วมั้ง ก็มีแค่คุณเท่านั้นที่สื่อสารกับผมได้แม้จะสัมผัสผมไม่ได้ก็เถอะ”

“แต่คนอื่นต้องคิดว่าฉันบ้าแน่ๆ ถ้าเห็นฉันคุยกับคุณ เพราะมันคงไม่ต่างอะไรกับการที่ฉันพูดเพ้อเจ้ออยู่คนเดียว”

“นั่นไม่ใช่ปัญหา เอาเป็นว่าผมจะพยายามเลือกมาเวลาที่คุณอยู่ตามลำพัง”

“ที่สำคัญคุณห้ามทำฉันตกใจ” ฉันรีบพูดข้อเสนอของตัวเองกลัวจะหัวใจวายเพราะเขาเข้าวันใดวันหนึ่ง

“โอเค แล้วผมจะกระซิบบอกคุณก่อนแล้วกันว่า อีกสามวินาทีผมจะปรากฏตัวแล้วนะครับ แบบนี้ดีไหม”

“ค่ะ ถ้าทำได้จะดีมาก”

ฉันรู้ว่าเขาประชดจึงแกล้งประชดกลับไปบ้าง

“ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ผมชื่อนิธิศ คุณเรียกผมว่านิคก็ได้ เดาว่าเราคงอายุห่างกันไม่เท่าไหร่ และผมก็ไม่ถือเรื่องนั้น”

“แล้วทำไมคุณถึงได้ตาย” ความอยากรู้ทำให้ฉันขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด

“ผมยังไม่ตาย นี่ผมไม่ใช่ผีนะครับ ผมก็แค่วิญญาณที่ยังหาร่างตัวเองไม่เจอ”

“แล้วคุณจำเหตุการณ์ก่อนหน้าที่คุณจะเป็นวิญญาณไม่ได้เลยหรือไงคะ”

“ผมจำได้ แต่ไม่ทั้งหมด”

“หมายความว่ายังไง”

“วันนั้นผมตั้งใจเข้าไปหาว่าที่แม่ยายของน้องชาย เพื่อจะไปขอโทษท่านเรื่องที่น้องผมมีผู้หญิงใหม่ และ...” นิธิศหยุดพูดพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ กายคล้ายระแวงอะไรบางอย่าง

“เล่าต่อสิ” ฉันเร่งเร้าเนื่องจากเขายังคงเงียบและไม่เลิกมองไปรอบห้องสักที

“วันนี้พอแค่นี้ดีกว่า”

“อ้าว!” คล้ายดูละครที่พอมาถึงตอนสำคัญแล้วตัดจบดื้อๆ อย่างไรอย่างนั้น แบบนี้ก็หมายความว่าฉันต้องไปตามลุ้นในวันต่อไปอย่างนั้นเหรอ

“คุณพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องเริ่มงานที่โรงพยาบาลแล้วไม่ใช่หรือ” นิธิศลุกขึ้นยืนทำราวว่าเขากำลังจะจากไป ใบหน้าซีดขาวของเขาฉายแววกังวลระคนหวาดกลัวออกมาจนเห็นได้ชัดทีเดียว

“คุณ...เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่...ไม่มีอะไร” เขาส่ายหน้าทว่าหลบสายตา แต่แล้วแค่เสี้ยวนาทีดวงตาคู่นั้นของเขาก็ฉายแววความกรุ้มกริ่มออกมา

“เอ๊ะ หรือว่าคุณไม่อยากให้ผมไป ติดใจผมแล้วล่ะสิ”

“บ้า! ติดใจบ้าอะไรกัน!”

หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะไปทีเดียวเมื่อจู่ๆ วิญญาณของเขาก็ยิ้มทะเล้นใส่

“อ๊ะๆๆ เจอกันไม่กี่ครั้งก็หลงรักผมแล้วหรือครับคุณหมอ” นิธิศเข้ามาใกล้ๆ นิ้วชี้ของเขาชูขึ้นและส่ายไปส่ายมาตรงหน้าฉัน จงใจล้อเลียน

“จะไปไหนก็ไปเลยไป ฉันไม่ได้ติดใจอะไรคุณสักหน่อย”

“ให้จริงเถอะครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาให้คุณหมอติดใจใหม่” พูดจบวิญญาณชายหนุ่มก็หายวับไปกับตา และเพียงไม่กี่นาทีต่อมาฉันก็ได้ยินเสียงแหบพร่าตะโกนกร้าวจนต้องยกมือขึ้นปิดหู

“กลับบ้านซะ! กลับบ้านเธอซะ!”

“อะไรนิธิศ คุณหมายถึงอะไร” ฉันหันมองหาวิญญาณที่เพิ่งหายไปจนทั่วห้อง แต่กลับว่างเปล่า ฉันมองไม่เห็นเขาเลย น่าแปลกที่คราวนี้มาแต่เสียง

“กลับไป! กลับไปที่นั่น! แล้วหาให้เจอ!”

“นิธิศ! ฉันไม่เข้าใจ คุณเล่นอะไรของคุณ!”

เสียงตะโกนสั่งดังลั่นทำให้ฉันชักหวาดกลัวจึงตะโกนถามกลับไป แต่แล้วทุกอย่างก็เงียบ ไร้เสียงใดตอบกลับมาอีก

“นิธิศ! นิธิศ!”

ฉันเรียกเขาแต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ นานกว่าสิบนาทีที่ฉันปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมก่อนที่จะเรียกชื่อของเขาอีกครั้ง

“นิค...นี่คุณยังอยู่หรือเปล่าคะ”

“นอนซะคุณหมอ ฝันดีนะครับ” คล้ายมีลมแผ่วเบากระซิบที่ข้างหูก่อนที่ทุกอย่างจะนิ่งสงัดลงอีกครั้ง

ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมองไปรอบๆ ห้องนี้อีกโขทีเดียวกว่าจะตัดใจเดินเข้าไปอาบน้ำได้ และเพียงแค่แผ่นหลังสัมผัสกับฟูกเย็นเฉียบโดยที่มีผ้านวมผืนนุ่มคลุมจนถึงคอ ความสบายและความง่วงงุนก็เข้ามารบกวน สุดท้ายฉันก็ไม่คิดจะต่อสู้กับมัน



*************



“เมื่อคืนหลับสบายไหมจ๊ะ”

เสียงของพี่ณาเอ่ยทักในขณะที่ฉันกำลังเดินลงบันไดบ้าน เช้าวันนี้อากาศค่อนข้างเย็น อาจเพราะจังหวัดน่านอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย ทำให้ในช่วงปลายปีแบบนี้ไม่ร้อนอบอ้าวแบบในกรุงเทพฯ

“สบายค่ะ ไม่มีอาการแปลกที่เลย”

ฉันตอบตามความจริง เพราะฉันหลับสนิทจนถึงเช้าทีเดียว

“เสื้อกาวน์พี่เตรียมไว้ให้แล้วนะจ๊ะ ไม่แน่ใจว่าจะใหญ่ไปหรือเปล่า ไหนมาลองซิ” พี่ณาบอกพร้อมกวักมือเรียกให้เข้าไปหาที่โต๊ะอาหาร

ฉันเดินเข้าไปหาพี่ณาพร้อมกับรับเสื้อกาวน์สีขาวบริสุทธิ์มาลองสวมใส่ทับเสื้อเชิ้ตสีครีมพอดีตัวกับกระโปรงทรงสอบสีขาวเหนือเข่านิดหน่อย

ความรู้สึกแรกที่ฉันสวมเสื้อกาวน์มันเป็นความภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมฉันถึงไม่ชิน ราวกับไม่เคยมีโอกาสได้ใส่ ราวกับรอคอยมานานเหลือเกินที่จะได้ใส่เสื้อกาวน์ สัญลักษณ์ของความเป็นหมอนี้มาตลอด และราวกับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้สวมใส่มัน

“พอดีเลยจ้ะ” พี่ณาระบายยิ้ม

“ภูมิใจจังเลยค่ะ”

“จ๊ะ?” คิ้วโก่งสวยของพี่ณาเลิกขึ้นในเชิงถาม

“ขวัญชอบเสื้อกาวน์”

“พี่ก็ชอบจ้ะ จำได้เลยว่าครั้งแรกที่ได้ใส่น่ะมันรู้สึกภูมิใจไปหมด เหมือนกับว่าเราได้เป็นหมอเต็มตัว”

“ใช่ค่ะ ขวัญเป็นหมอเต็มตัวแล้ว”

ฉันพูดกับพี่ณาก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ ทอดมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ในขณะที่ปากยังพร่ำพูดซ้ำไปซ้ำมา “ขวัญเป็นหมอเต็มตัวแล้ว...ขวัญได้เป็นหมอเต็มตัวแล้ว”

“น้องขวัญจ๊ะ น้องขวัญ”

“คะ!” ฉันสะดุ้งสุดตัว หันขวับมองพี่ณาด้วยความตกใจ ทั้งๆ ที่พี่เขาเรียกฉันด้วยน้ำเสียงธรรมดาไม่มีการคุกคามแต่อย่างใดเลย

“เอ่อ...พี่ขอโทษจ้ะที่ทำให้ตกใจ แต่เห็นน้องขวัญนั่งเหม่อ พึมพำๆ อยู่นานแล้ว และพี่ก็เรียกหลายครั้งแล้วน่ะจ้ะ เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ตายจริง ขวัญขอโทษค่ะพี่ณา พอดีขวัญ...ขวัญ...” ฉันอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะตอบว่าอะไร เพราะฉัน ฉันก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเองหรือใครๆ จริงๆ

“ช่างเถอะจ้ะ ทานข้าวกันดีกว่า จะได้ไปเริ่มงานกัน พี่นัดหมอกานต์ไว้ให้ขวัญแล้ว” พี่ณาตัดบทแล้วจึงเดินไปตักข้าวต้มกุ้งกลิ่นหอมฉุยควันลอยกรุ่นใส่ชามให้ฉัน แต่ฉันสังเกตได้นะว่าสีหน้าของพี่ณายังไม่คลายความสงสัยลงไป

“หมอกานต์คือใครเหรอคะ”

“แพทย์นิติเวชของโรงพยาบาลตำรวจในตัวเมืองน่ะจ้ะ ตอนที่โรงพยาบาลเราขาดคนก็ได้หมอกานต์นี่แหละมาคอยช่วย”

“อ๋อค่ะ ข้าวต้มนี่อร่อยจังนะคะ” ฉันชมก่อนจะตักเข้าปากอีกคำ

“อร่อยก็ทานเยอะๆ นะจ๊ะ น้องขวัญดูผอมเกินไป”

“สงสัยจะได้อ้วนเพราะฝีมือการทำกับข้าวของพี่ณาแหงๆ” ฉันยิ้มและชวนพี่ณาคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยระหว่างรับประทานมื้อเช้า ในที่สุดร่องรอยแห่งความเคลือบแคลงสงสัยบนใบหน้าของพี่ณาก็จางลงไป

ดีแล้วล่ะ! ฉันไม่ชอบตกเป็นที่ต้องสงสัยของใครทั้งนั้น!



**************



พี่ณาพาฉันมาส่งที่ห้องทำงานส่วนตัว เพื่อรอหมอกานต์เข้ามาสอนงาน ฉันนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมกลางเก่ากลางใหม่ ตรงหน้าคือโต๊ะทำงาน ด้านข้างทางซ้ายเป็นชั้นวางแฟ้มประวัติคนไข้รายก่อนๆ เรียงอัดแน่นไปหมด และแน่นอนว่าฉันไม่มีความคิดที่จะเปิดมันอ่าน ส่วนด้านขวาคือหน้าต่าง มีโต๊ะวางโหลแก้วใส่ต้นพลูด่างข้างๆ กับโทรศัพท์ภายในที่ใช้ติดต่อกันเฉพาะในโรงพยาบาล

ความเงียบที่มีเพียงเสียงเคลื่อนไหวของนาฬิกาแขวนผนังมันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ การอยู่ตัวคนเดียวในห้องแคบๆ แบบนี้มันทำให้สมองคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จับความไม่ได้ เหมือนมีภาพอะไรมากมายวิ่งแล่นเต็มสมองไปหมด

เสียงเคาะประตูจากด้านนอกทำให้ฉันรีบจัดท่านั่งตนเองให้เรียบร้อยโดยไม่ลืมเอามือวางให้เข้าที่เข้าทางแล้วจึงเอ่ยปากบอกคนด้านนอกให้เข้ามาได้

ประตูห้องตรงหน้าถูกเปิดกว้าง จากนั้นชายร่างสูง หุ่นสมส่วน หน้าตาคมคายแบบหนุ่มไทยแท้ที่คงจะเป็น…หมอกานต์ ก็แทรกตัวเข้ามา แล้วปิดประตูไว้ตามเดิม ส่วนฉันก็ลอบมองสำรวจเขาด้วยอาการที่คิดว่ามีมารยาทที่สุด

“เชิญนั่งค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

เขากล่าวก่อนนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับฉัน โดยมีโต๊ะทำงานกั้นกลาง

“ผมชื่อหมอกานต์นะครับ พี่ณาคงบอกคุณแล้ว”

“บอกแล้วค่ะ ฉันชื่อหมอขวัญ แต่ว่าเรียกขวัญเฉยๆ ก็ได้ไม่ต้องใส่ตำแหน่งหรอก” ฉันแนะนำตัวบ้าง

“ครับคุณขวัญ” เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมเราทั้งสองคน ราวกับต่างฝ่ายต่างก็กำลังสำรวจซึ่งกันและกัน

ผู้ชายคนนี้สูงกว่าฉันมาก เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีกรมท่าทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวแบบแขนยาว ทำให้เห็นสีผิวเพียงแค่ส่วนมือกับลำคอและใบหน้าว่ามีสีแทน แว่นเลนส์หนาไร้กรอบที่เขาใส่สร้างความเคร่งขรึมให้ตัวเขาได้ไม่ยาก จมูกโด่ง ช่วงคางบึกบึนมีรอยบุ๋มตรงกลาง ริมฝีปากบางเฉียบ ผมตัดรองทรงสั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย ลุคของเขาก็เหมือนๆ คุณหมอมาดเนี้ยบทั่วไป แต่อาจจะต่างตรงที่คุณหมอคนนี้สามารถไปเป็นพระเอกหนังไทยได้สบายๆ เท่านั้นเอง

“เอ่อ...ฉันขอถามได้ไหมคะ” เมื่อทนอึดอัดกับความเงียบไม่ไหวอีกต่อไปฉันจึงเป็นฝ่ายทำลายมันลง

“ครับ ว่ามาเลย”

“คุณอาจจะตลกกับคำถามของฉันนะคะ แต่ว่าฉัน...ไม่รู้...ว่าหมอนิติเวชเขา เอ่อ ทำอะไรกันบ้าง” ใช่! ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหมอนิติเวชเลย

“อ้าว” คิ้วหนาได้รูปที่พาดเฉียงเหนือดวงตาคู่คมของหมอกานต์ย่นเข้าหากัน

“แล้วที่โรงพยาบาลเดิมคุณขวัญทำอะไรบ้างละครับ”

“คือ...ฉัน...ฉัน” ฉันได้แต่ก้มหน้า หัวคิ้วย่นเข้าหากัน ดวงตาฉายแวววิตกกำลังเพ่งมองมือตนเองที่ประสานกันบริเวณหน้าตักอย่างเครียดๆ พร้อมกับพยายามคิดหาคำตอบ

“ฉัน...ฉัน...จำไม่ได้ค่ะ” และนี่ก็ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดที่ฉันพอจะหาได้

“หมายความว่ายังไงครับ” จากที่งุนงงอยู่แล้วหมอกานต์ดูไม่เข้าใจในตัวฉันหนักไปกว่าเดิมเสียอีก

มือบนหน้าตักเริ่มชื้นเหงื่อ และฉันก็บีบมันเข้าหากันแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรง และเริ่มจะปวดหัวกับการคิดไม่ออกของตัวเอง

“ขอโทษนะคะคุณหมอ...แต่ฉัน...ฉันนึกไม่ออกจริงๆ”

“ครับ ครับ ไม่เป็นไร” หมอกานต์เอื้อมมือมาวางบนไหล่ของฉันก่อนทอดมองฉันด้วยสายตาอ่อนโยนก่อนจะเริ่มอธิบาย

“คือ หน้าที่หลักๆ ของพวกเราก็มีเคสคดีต่างๆ น่ะครับที่จะต้องทำงานประสานกับทางตำรวจ แล้วก็อาจจะมีได้ทั้งคนไข้ที่ตายและไม่ตาย คือถ้าตายก็จะผ่าพิสูจน์สาเหตุการตายเพื่อให้ตำรวจสรุปสำนวนแล้วปิดคดี แต่ถ้าคนไข้ไม่ตายก็ตรวจลักษณะบาดแผล ร่องรอยการถูกทำร้าย อาวุธที่ใช้ หรือคราบเลือด จากนั้นเราจะส่งบันทึกให้ตำรวจอีกที กรณีของคุณขวัญทางโรงพยาบาลปัวไม่มีนโยบายให้ออกไปดูศพเองหรอกครับ หน้าที่ตรวจสอบศพนอกสถานที่เป็นของผมหรือไม่ก็หมอเวรในห้องฉุกเฉินที่จะออกไปดูว่าเสียชีวิตหรือยัง แล้วจากนั้นทางเราก็จะส่งศพเข้ามาให้ตรวจในโรงพยาบาล ต่อจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของคุณขวัญ”

“ฉันคิดว่าฉันทำได้ค่ะ” ฉันเงยหน้าขึ้นแฝงด้วยความมั่นใจ

“แน่นอนสิครับ ก็คุณขวัญเรียนแพทย์เฉพาะทางมาด้านนี้โดยตรงนี่นา”

“แต่คือ...ช่วงแรกๆ อาจจะต้องรบกวนคุณหมอกานต์อยู่ช่วยสอนงานขวัญก่อนได้หรือเปล่าคะ ขวัญเพิ่งมาใหม่ ยังแปลกที่แปลกทางอยู่ จะหยิบจะจับอะไรก็ยังไม่คล่องตัว” ฉันตัดสินใจขอร้องเขาออกไปตรงๆ ด้วยหวังใจเหลือเกินว่าเขาจะเห็นใจ

“คุณขวัญไม่ต้องเครียดหรอกครับ จังหวัดน่านเป็นจังหวัดเล็กๆ และโรงพยาบาลปัวก็อยู่ในอำเภอเล็กๆ อีก ไม่ค่อยมีเคสยากๆ หรอกครับ” ฉันรู้ว่าเขากำลังพยายามปลอบใจ

“แต่ขวัญอยากให้หมอกานต์ช่วยแนะนำสักระยะ...ได้ไหมคะ” ฉันขอร้องอีกครั้ง หากทว่าเสียงที่กระซิบบอกตรงข้างหูกลับไม่ใช่เสียงของหมอกานต์อย่างที่หวังว่าจะได้ยิน

“ไม่ต้องกลัวหรอกคุณขวัญ ผมจะเป็นผู้ช่วยให้คุณเอง”

นี่มันเสียงของนิธิศนี่...!



หมายเหตุ: เนื่องจากมีการจัดหน้าไว้ในรูปแบบหนังสือเล่มขนาด A5 อาจมีคำฉีกหรือเว้นวรรคมากกว่าปกติเมื่อนำลงเว็บ



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 23 มี.ค. 2561, 10:40:19 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 23 มี.ค. 2561, 10:40:19 น.

จำนวนการเข้าชม : 207





<< บทที่ 1 ชายแปลกหน้าที่มากับความมืด (45%)   บทที่ 1 ชายแปลกหน้าที่มากับความมืด (100%) >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account