โอบรัก
“ทำไมพี่ชายต้องขอหมั้นกับบัวด้วย”


“ก็เพราะพี่รักบัวนะสิ”


“ไม่จริง...พี่ชายโกหก ก็พี่ชายเคยบอกว่า ไม่ชอบเด็ก”


“ก็ตอนนี้พี่เปลี่ยนใจแล้ว พี่ไม่ใช่แค่ชอบบัวนะ แต่รักแล้วก็หวงมากๆ ด้วย ต่อไปนี้พี่ขอสั่งห้
Tags: นิยายกุ๊กกิ๊ก ดราม่า แนวกินเด็ก

ตอน: บทที่ ๙ อ่อนแอและกำลังใจ

บทที่ ๙ อ่อนแอและกำลังใจ

รวินทร์รดาไม่มีน้ำตาให้เห็น มีเพียงขอบตาแดงก่ำที่บอกว่า หล่อนกำลังเจ็บปวดอย่างสาหัสหม่อมราชวงศ์กนต์ธรถูกโทรตามให้มาที่โรงเรียนด่วนเพราะหญิงสาวมีเรื่องกับเพื่อนที่โรงเรียน คู่กรณีมีสามคน ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของห้อง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยข่วน และรอยฟกช้ำ ขณะที่รวินทร์รดาเองก็มีรอยช้ำที่มือทั้งสองข้าง


“รวินทร์รดาตบหนูก่อน หนูไม่ยอมนะคะ ต้องไล่เธอออกจากโรงเรียน”


เด็กสาวที่ชื่อ ลิน โต้ ครอบครัวหล่อนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนนี้ ส่วนหญิงสาวอีกสองคนก็พยักเพยิดเป็นลูกคู่ รวินทร์รดาไม่พูดอะไรเลย หล่อนเหมือนคนที่อดกลั้นความโกรธเอาไว้ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเห็นหญิงสาวกำโทรศัพท์มือถือแน่น สภาพของมันมอมแมมมาก คงเพราะถูกโยนลงไปในโถส้วมที่เพิ่งผ่านการใช้มา สภาพของหล่อนก็เช่นกัน ผมเปียกจนลู่รับกับวงหน้ารูปไข่ เสื้อผ้าเปียกปอนไปหมด แถมยังมีกลิ่นเหม็น เขารับฟังเรื่องราวที่หล่อนถูกขังอยู่ในห้องน้ำและพอมีภารโรงมาช่วยก็ปรี่ออกมาเล่นงานสามสาวคู่กรณีทันที สิ่งที่ทำให้หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเถียงไม่ออกคือ ทุกคนต่างเห็นว่า รวินทร์รดาเข้ามาทำร้ายก่อน

“รวินทร์รดาไม่มีเหตุผลเลย จู่ๆ ก็มาชี้นิ้วด่ากราดพวกเรา ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย”
หม่อมราชวงศ์กนต์ธรนิ่ง เอ่ยถามด้วยความใจเย็น
“ผมอยากทราบว่า ใครเป็นคนขังรวินทร์รดาไว้ในห้องน้ำครับ จากที่ผมเห็น เธอไม่ได้ล็อกตัวเองไว้ในนั้นแน่”


ต้องขอบคุณรวินทร์รดาที่เป็นคนรอบคอบเพราะพอออกมาได้ หล่อนก็นำหลักฐานทั้งหมดฝากไว้กับภารโรง เมื่อต้องเข้าไปพบครูใหญ่ หล่อนก็นำหลักฐานนั้นมายืนยัน โซ่ขนาดใหญ่ถูกคล้องลูกกุญแจติดกับประตูด้านหน้า ภารโรงงัดอยู่นานแต่ไม่สำเร็จและไปหาอุปกรณ์มาตัดโซ่เหล็กกว่าจะพาหล่อนออกมาได้ หล่อนทุบประตูไปร้องไห้ไปจนมือสองข้างแดงก่ำ
“ดิฉันยังไม่ทราบค่ะ แต่ทางเราจะสอบสวน”
“ทำไมต้องสอบสวนคะ ยังไงก็ต้องไล่รวินทร์รดาออกไปวันนี้ เดี๋ยวนี้”

ลิลินโพล่งขึ้น จมูกของหล่อนยังมีรอยถลอกและเลือดซึมออกมา คงหลายวันกว่าจะหายและเผลอๆ อาจทิ้งแผลเป็นเอาไว้ นันทินีก็มีรอยข่วนที่ใบหน้าเช่นเดียวกัน ส่วนลินดานั้นมีแผลถูกชกจนปากเจ่อ

“งั้นผมจะพารวินทร์รดาไปแจ้งความที่โรงพัก น่าจะพอให้ความกระจ่างกับเราได้ไม่มากก็น้อย จะได้รู้ว่า ใครกันแน่เป็นคนขังเธอเอาไว้ในห้องน้ำ”

พอพูดถึงขึ้นโรงพัก สามสาวก็หน้าซีดเผือด เช่นเดียวกับครูใหญ่ของโรงเรียนที่พลอยหน้าซีดไปด้วย ถ้าหากเรื่องถึงตำรวจก็จะทำให้เสียชื่อเสียง และอาจลุกลามใหญ่โตจนทราบถึงผู้ปกครองของเด็กคนอื่นว่า มีการกลั่นแกล้งกันอย่างหนักมือขนาดนี้

“มะ..ไม่ต้องมั้งคะคุณชายกนต์ธร”


“ต้องสิครับ ผมต้องการความยุติธรรม ผมยอมรับว่า บัวผิด แต่เธอก็ทำเพื่อป้องกันตัว ถ้าน้องสาวผมโดนไล่ออก ผมก็อยากแน่ใจว่า เธอสมควรโดนเช่นนั้นจริงๆ”
“แต่เรื่องจะยุ่งไปกันใหญ่ หากรู้ถึงนักข่าว...” ครูใหญ่ของโรงเรียนพูดเสียงอ่อย
“หนูต้องการให้ไล่รวินทร์รดาออก ห้องเราไม่ต้องการนักเรียนใหม่”

ลิลินโพล่งขึ้นอย่างลืมตัว ครูใหญ่จึงหันไปถลึงตาดุ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรแทบจะเดาได้เลยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สามสาวขาเบ่งแกล้งเพื่อน แต่ที่ผ่านมาคงไม่มีใครกล้าต่อกรเพราะเกรงกลัวอิทธิพลต่างหาก เขาแอบมองคู่กรณีของรวินทร์รดาอย่างลืมตัว อดคิดไม่ได้ว่า หล่อนดูคุ้นตาเหลือเกิน


“ผมไม่มีปัญหา ถ้าบัวผิดจริง ผมยอมลาออก แต่ต้องสอบสวนให้แน่ชัดก่อน และผมจะไม่ยอมให้เรื่องคลุมเครือ ต้องไปให้ถึงที่สุด” เมื่อหม่อมราชวงศ์กนต์ธรยืนกราน ครูใหญ่จึงมีท่าทีอ่อนลง

“เอาอย่างนี้นะคะคุณชายกนต์ธร นี่เป็นเรื่องของเด็กๆ อาจจะเข้าใจผิดกัน ดิฉันว่า ลองให้เด็กๆ ปรับตัวเข้าหากันก่อนดีไหมคะ ดิฉันจะย้ายรวินทร์รดาไปนั่งอีกฝั่ง อาจทำให้ดีขึ้น”
“คุณครูคิดว่า เป็นอย่างนั้นหรือครับ” หม่อมราชวงศ์กนต์ธรถามเสียงเย็น แท้จริงนั้นคือ ต้องการปรามสามสาวที่ก่อเรื่อง


“ใช่ค่ะ ถ้าหากทางคุณชายกนต์ธร ไม่ถือสาเรื่องนี้ เอาเป็นว่า เห็นแก่ฉัน ให้โอกาสเด็กๆ ได้ทำความรู้จักกัน”
“ครูคะ ทำอย่างนี้ไม่ได้นะคะ” ลิลินโพล่งขึ้นเป็นคนแรก ขณะที่หญิงสาวอีกสองคนผุดลุกขึ้นยืน แต่พอเห็นท่าทางขึงขังของครูใหญ่ก็รีบนั่งลง รวินทร์รดาซึ่งนั่งเงียบ ขอบตาแดงก่ำก็ผุดลุกขึ้น
“แต่โทรศัพท์ฉันที่เธอโยนลงส้วมล่ะ ใครจะรับผิดชอบ” หญิงสาวตะคอก หม่อมราชวงศ์กนต์ธรหันไปดุ

“บัว พี่กำลังจัดการให้อยู่”

รวินทร์รดาจ้องกลับ นัยน์ตาคู่สวยแดงก่ำจากความโมโห
“เรื่องนั้นทางโรงเรียนจะออกงบซ่อมให้นะคะ ถือเสียว่า แล้วๆ กันไป”
“ก็ได้ครับ ถ้าคุณครูใหญ่คิดว่า นี่คือ เรื่องเข้าใจผิด ผมก็จะยอมปล่อยผ่านสักครั้ง แต่ถ้าหากครั้งหน้ามีเรื่องเกิดขึ้น รับรองว่า ผมไม่ปล่อยเอาไว้แน่ ตระกูลสุวกุลของเราถึงแม้ไม่ได้ร่ำรวย แต่เราจะไม่ยอมปล่อยให้ใครถูกรังแกเด็ดขาด ถ้าเรื่องรู้ถึงหูสื่อ คงไม่ดีแน่ เพราะอาจส่งผลถึงชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของโรงเรียน คุณครูคงเข้าใจใช่ไหมครับ”

“ค่ะ ฉันจะระวัง ต่อไปนี้จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขาขับรถพารวินทร์รดากลับคอนโดอย่างเงียบๆ ด้วยความรีบตอนได้รับโทรศัพท์จากโรงเรียน เขาจึงไม่ได้รอลุงช่วงมาขับ เขายอมรับว่า โกรธมากในตอนแรก อคติในใจทำให้คิดไปว่า หญิงสาวเป็นคนเริ่มก่อน


แต่พอรับรู้เรื่องราวจากภารโรง รวมถึงเห็นสภาพของหญิงสาวในห้อง ชายหนุ่มก็มั่นใจว่า รวินทร์รดาใช้ความอดทนมากแล้วจริงๆ มือสองข้างของหล่อนแดงก่ำจากการทุบประตู ใต้เล็บมีเลือดออก กว่าภารโรงจะมาเจอหล่อนในห้องน้ำก็เกือบชั่วโมง หญิงสาวกรีดร้องจนเสียงแหบ ทันทีที่เป็นอิสระก็เข้าไปควานหาโทรศัพท์จากส้วมห้องข้างๆ


สภาพของมันทั้งสกปรกและเหม็น แต่หญิงสาวก็ยังกำมันไว้ ชายหนุ่มเดาว่า ภายในคงมีรูปถ่ายของครอบครัว และบางทีอาจเป็นรูปที่ถ่ายกับอภิรักษ์ ภารโรงนำโทรศัพท์ใส่ถุงพลาสติกคืนมาให้ด้วย หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเห็นหล่อนกำถุงไว้แน่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เมื่อถึงคอนโดฯเขาก็จูงหญิงสาวขึ้นไปบนห้อง หล่อนสะบัดออก และขอเดินเอง ท่าทางที่ยืนกอดอกตลอดเวลาที่อยู่ในลิฟต์ บ่งถึงกำแพงที่สูงตระหง่าน รวินทร์รดากำลังตั้งป้อมกับเขา เมื่อเข้าไปในห้อง เขาก็ตรงไปหยิบผ้าเช็ดตัวกับชุดนอนยื่นส่งให้

“เข้าไปอาบน้ำก่อน เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

“ทำไมจะด่าอะไรอีกล่ะ ก็ว่ามาเลยสิ ถ้าคุณคิดว่า ฉันผิด” หญิงสาวโต้กลับเสียงกร้าว จนป่านนี้หล่อนก็ยังเห็นเขาเป็นคนอื่น

“พี่มีเรื่องต้องคุยกับบัวอีกยาว แต่สภาพบัวตอนนี้คงคุยไม่ได้ ตัวเหม็นมาก”
“ถ้ารังเกียจก็ไม่ต้องมาคุย”

“บัว...ทำไมต้องประชด พี่อุตส่าห์รีบไปที่โรงเรียนวันนี้ พี่เป็นห่วงบัวนะ”
หม่อมราชวงศ์กนต์ธรมีประชุมสำคัญกับลูกค้าแต่เขาต้องเลื่อนกะทันหัน พอได้รับโทรศัพท์จากโรงเรียน เขาก็ทิ้งทุกอย่าง รีบขับรถไปที่โรงเรียน แต่สิ่งที่หล่อนทำคือ มองอย่างเย็นชา
“คุณจะว่า ทุกอย่างเป็นเพราะฉันอีกล่ะสิ”

“แล้วบัวคิดว่า ตัวเองทำถูกต้องทุกอย่างหรือยังไง”


รวินทร์รดาผิดที่ไม่ยับยั้งชั่งใจ หล่อนควรจะรอให้เขามา ดีกว่า ตรงเข้าไปทำร้ายคู่กรณี หากอีกฝ่ายบาดเจ็บหนักกว่านี้ เรื่องอาจถึงโรงพัก เขาลอบมองหญิงสาว เนื้อตัวหล่อนเองก็เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยข่วนเช่นเดียวกัน
“นั่นปะไร คุณไม่เคยเชื่อใจฉัน เห็นว่า ฉันเป็นตัวก่อเรื่อง เป็นตัวเจ้าปัญหา ฉันไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว “
ร่างบางที่หุนหันจะออกประตู แต่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรตามไปรวบข้อมือหล่อนไว้ หญิงสาวสะบัดและก้มลงหมายกัดมือเขา ชายหนุ่มจึงบิดข้อมือและเอาแขนไปไพล่หลังพร้อมกับกดหล่อนลงกับพื้น

“หยุดอาละวาดได้แล้ว ไม่อย่างนั้นพี่จะตี”


เขาเงื้อมือขึ้น รวินทร์รดาสั่นศีรษะเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอม
“ตีสิ คุณเองก็เกลียดฉันเหมือนคนอื่นๆ คุณคิดว่า ฉันดีแต่ก่อเรื่องวุ่นวาย แล้วจะมาจับฉันไว้ทำไม ปล่อย”

“พี่จะปล่อยก็ต่อเมื่อบัว หยุดอาละวาด และทำตัวให้เป็นผู้เป็นคนมากกว่านี้”
รวินทร์รดาส่ายหน้าอย่างไม่ยอม หล่อนสบถ

“ปล่อย...โธ่...โว้ย”

“ถ้าพูดไม่เพราะก็อยู่มันแบบนี้นั่นล่ะ” เขากดมือที่หลังให้หนักขึ้น ส่งผลให้หญิงสาวยืนไม่อยู่ หล่อนไม่อยากคุกเข่า
“ปล่อยได้แล้ว ฉันยอมแล้ว”
หม่อมราชวงศ์กนต์ธรคลายมือออก หล่อนรีบสะบัดตัวออกจากการเกาะกุมและกระโดดหนีไปอยู่หลังโซฟา จ้องหน้า
“มีอะไรก็ว่ามา จะด่าอะไรก็เชิญเลย”

“พี่ไม่ได้ด่า แค่จะอธิบาย บัวไม่ควรทำแบบนี้”


“คุณไม่เข้าใจหรอก นังสามคนนั้น มันขังฉันไว้ในห้องน้ำ มันเอาโทรศัพท์ของฉันไปโยนทิ้งในโถส้วม ฉันไม่บีบคอมันให้ตายก็ดีเท่าไหร่แล้ว”
“ทำไมไม่ทำล่ะ จะได้ติดคุก แล้วคดีของรักษ์ก็ปล่อยให้มันเงียบหายไปกับสายลม ไหนๆ ก็ไม่มีเจ้าทุกข์แล้วนี่”
รวินทร์รดาอึ้ง หล่อนยืนน้ำตาไหลพรากเมื่อโดนจี้ถูกจุด หม่อมราชวงศ์กนต์ธรรู้ดีว่า หญิงสาวยอมทำทุกอย่างเพื่อพี่ชาย รวมถึงการยอมไปที่โรงเรียนแห่งนี้
“ฉัน...”
“ผู้หญิงสามคนนั้นแกล้งบัว แต่บัวผิดที่ไม่อดทน ถึงได้ทำให้เรื่องมันเลยเถิดขนาดนี้ ถ้าเกิดโดนไล่ออกจากโรงเรียนจะทำยังไง เคยคิดถึงเงินค่าเทอมที่รักษ์จ่ายไปบ้างไหม”
หญิงสาวเม้มปากแน่น แววตาสั่นระริกด้วยความเจ็บปวด หม่อมราชวงศ์กนต์ธรได้ยินเสียงกลั้นสะอื้น แต่เจ้าตัวก็แสร้งทำเป็นมองไปทางอื่น พอเบือนหน้าไปน้ำตาก็ไหลพรากแต่หล่อนก็รีบปาดมันออกไป

“พวกมันขังฉัน เอาโทรศัพท์ฉันไปโยนทิ้ง ฉันเกลียดมัน”


“เรื่องโทรศัพท์พี่จะเอาไปให้ช่างซ่อมให้พรุ่งนี้ พี่มีคนรู้จักที่เก่งมาก เขาน่าจะช่วยกู้รูปที่อยู่ด้านในได้”
รวินทร์รดาเงยหน้าขึ้น ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา แค่นั้นหม่อมราชวงศ์กนต์ธรก็รู้ว่า หล่อนดีใจมากขนาดไหน
“เขาจะกู้รูปข้างในได้แน่ใช่ไหม”
“คิดว่า คงได้ เดี๋ยวกลับบ้านพี่จะเอาโทรศัพท์ไปแช่ในข้าวสารก่อน แล้วพรุ่งนี้จะให้ลุงช่วงเอาไปซ่อมที่ร้าน”
เป็นครั้งแรกที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรได้เห็นรอยยิ้มของหญิงสาว คงเพราะในโทรศัพท์มีรูปถ่ายและสิ่งที่เตือนความทรงจำถึงครอบครัว
“ยิ้มออกแล้วนะ ทีนี้ก็ไปอาบน้ำ เราจะได้คุยกัน”
“คุณจะรอด่าฉันอีกสินะ”
“พูดไม่เพราะอีกแล้ว พี่ไม่ได้ด่า แต่พี่จะสอนว่า เวลาถูกคนรังแก ควรจะโต้ตอบแบบไหนถึงจะดูฉลาดต่างหากล่ะ”

รวินทร์รดามองหน้าอย่างไม่เชื่อหู ไม่คิดว่า ผู้ชายตรงหน้าจะพูดประโยคนี้ออกมา เขาดูเหมือนคนที่เคร่งครัดในระเบียบ อีกทั้งยังเอาจริงเอาจังกับงาน วันนี้เขาต้องเสียงานเพราะหล่อนเป็นต้นเหตุ แต่ชายหนุ่มกลับพูดในสิ่งที่ตรงกันข้าม

“คุณไม่โกรธฉันหรือ”

“ก็โกรธ พี่โกรธที่บัวไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่พี่ก็เข้าใจว่า พวกที่โรงเรียนทำเกินไปจริงๆ พี่โกรธที่พวกเขาขังบัวไว้ในห้องน้ำ ทำให้บัวต้องเจ็บ”

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรประคองมือบอบบางขึ้น สภาพตอนนี้บวมเป่งและเป็นรอยช้ำเป็นปื้นใหญ่โดยเฉพาะตรงสันมือที่เป็นสีม่วงเข้มเหมือนมีเลือดคั่งใต้ผิวหนัง รวินทร์รดาอึ้ง หล่อนเงยหน้าสบตา น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินออกมา ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้าไปกอด เขารู้สึกถึงร่างที่สั่นระริก รวินทร์รดาร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น

“ร้องไห้เถอะ ถ้าจะทำให้รู้สึกดีขึ้น”

มือที่เอื้อมมาลูบผมช่างอ่อนโยนเหลือเกิน หญิงสาวกลั้นสะอื้นไว้ไม่ไหวอีกแล้ว กำแพงแห่งความเข้มแข็งถูกทำลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี หล่อนรู้แต่ว่า อยากได้ใครสักคนมากอดปลอบ หญิงสาวคิดถึงอภิรักษ์ หล่อนไม่มีโอกาสได้กอดพี่ชายอีกแล้ว อ้อมกอดของหม่อมราชวงศ์กนต์ธรแตกต่างกัน มันอบอุ่นและมั่นคง น้ำเสียงทุ้มที่กระซิบข้างหูทำให้หล่อนลืมอคติไปเสียสิ้น หญิงสาวปล่อยตัวเองให้ร้องไห้ด้วยความเสียใจจึงไม่ทันสังเกตว่า มือที่ลูบเส้นผมชะงัก ในดวงตาคมกล้าของผู้ชายตรงหน้ามีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้น แต่แล้วเขาก็รีบสั่นศีรษะไล่ออกไปอย่างรวดเร็ว แววตาจากอ่อนโยนมีบางอย่างเข้ามาแทนที่ และเป็นสิ่งที่เจ้าตัวคงไม่ปล่อยให้ใครได้รับรู้...



หม่อมราชวงศ์กนต์ธร เริ่มจากการหมักไก่ซอสปรุงรสและแป้งมัน หลังจากนั้นก็นำเส้นใหญ่มาคลุกกับน้ำมันเตรียมรอ เขาจัดเครื่องปรุงตัวอื่นได้แก่ กระเทียมสับละเอียด ปลาหมึกแช่ ไข่ไก่ น้ำมันและซอสปรุงรสต่างๆ
ชายหนุ่มเริ่มจากการนำน้ำมันใส่กระทะ รอจนเดือดหลังจากนั้นก็ใส่กระเทียม ตามด้วยไก่ลงไป ปลาหมึกแช่ ใช้ตาหลิวคั่วจนไก่เริ่มสุกแต่ไม่แห้งเกินไป หลังจากนั้นก็ใส่เส้นใหญ่ลงไป เขาเลือกใช้วิธีกวนไปรอบๆ กระทะมากกว่าการผัดเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นเละ หลังจากเส้นเริ่มเปลี่ยนสีก็ใส่ไข่ไก่ลงไปหนึ่งฟอง เขาโกยเส้นมาไว้ฝั่งหนึ่งของกระทะทองเหลือง หลังจากนั้นก็ใช้ตะหลิวกวนไข่ให้แผ่เป็นวงกว้างในอีกครึ่งหนึ่งของกระทะ พอไข่เริ่มสุก ก็เขย่ากระทะให้เส้นกับไก่และปลาหมึกแช่มารวมอีกฝั่งหนึ่งแล้วพลิกไข่ตลบมาห่อไว้ เขย่าไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้เส้นติดกระทะ เมื่อเส้นสุกจึงเทใส่จานที่วางผักกาดหอมและปาท่องโก๋ชิ้นเล็กๆ ที่เตรียมเอาไว้ ชายหนุ่มอีกคนยื่นหน้ามาพร้อมกับจานเปล่า


“แหะๆ ผมขอต่อคิวพ่อครัวด้วยคนครับ กำลังหิว”
หม่อมราชวงศ์กวินภพผู้ซึ่งไม่ค่อยชอบเข้าครัว ยื่นหน้ามาขอส่วนแบ่งพร้อมกับจานในมือ ขณะที่หม่อมราชวงศ์กรกันต์ได้จานของตนไปแล้ว
“นายจะหิวได้ยังไง มื้อเย็นกินข้าวไปตั้งสองจาน เดี๋ยวก็ลงพุงใส่เครื่องแบบไม่ได้พอดี”
“ไอ้ผมมันเด็กกำลังโตครับพี่ ฝึกหนักก็ต้องกินเยอะเป็นธรรมดา ถ้าไม่เกรงใจอยากจะให้พี่ชายรัน จะผัดสักสองจานเป็นไง”
ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรทำเป็นประจำ แต่วันนี้สีหน้าของพ่อครัวดูเคร่งเครียด ตอนแรกสองหนุ่มคิดว่า พี่ชายคงเหนื่อย แต่พอเห็นท่าทางแล้วจึงรู้ว่า ไม่สบายใจ ทุกครั้งที่พี่ชายมีเรื่องกลุ้มใจมักชอบเข้าครัว จึงเป็นลาภปากของสองหนุ่ม

“นายกินหมดแน่หรือ”

“หมดครับ แต่เห็นพี่ชายรันเหนื่อย ผัดแค่พอกินกันสามคนก็พอแล้วครับ”
“พี่ไม่หิว”
หม่อมราชวงศ์กรกันต์ซึ่งตักก๋วยเตี๋ยวเข้าปากเรียบร้อย ผงกศีรษะขึ้นมาดู
“แต่พี่ชายรัน ยังไม่ได้กินข้าวไม่ใช่หรือครับ” น้องชายคนรองถามขึ้น หม่อมราชวงศ์กวินภพถือโอกาสที่เผลอใช้ส้อมมาแย่งเส้นใหญ่ไปจากจาน แล้วส่งเข้าปาก

“เฮ้ย..กวินมาแย่งจานฉันได้ยังไง ของนายก็มี รอก่อนดิ”
“แหมพี่ ผมแอบชิมนิดหน่อยก็ไม่ได้โวยวายชะมัด”
“นายก็รอจานของนายสิ” หม่อมราชวงศ์กรกันต์โวย
“เอาน่า นายสองคนไม่ต้องแย่งกัน กวินไปนั่งรอก่อน พี่ผัดอีกแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”
พ่อครัวหนุ่มหันไปสนใจของบนเตาต่อ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรใช้เวลาอีกไม่นานในการผัดก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่จานที่สอง ขณะที่สองหนุ่มบ่นอุบ

“เป็นเพราะนายแท้ๆ เลย พี่ชายรันยังพูดไม่จบเลย มาขัดคอ”

“เดี๋ยวค่อยถามก็ได้ ยังไงพี่ชายรันต้องเล่าอยู่แล้ว ถ้าลงเข้าครัวแต่บอกว่า ไม่หิวแสดงว่า มีเรื่องกลุ้มใจแหงๆ”
สองหนุ่มนั่งสงบปากสงบคำ รอจนพี่ชายผัดก๋วยเตี๋ยวเสร็จ หลังจากนั้นก็มานั่งล้อมวงกันบนโต๊ะอาหาร หม่อมเจ้าพีรพงษ์กับคุณวิมาลินขึ้นห้องไปแล้ว ทั้งสามจึงอยู่ด้วยกันตามลำพัง ภายในห้องสมุดริมน้ำถูกใช้เป็นที่ปรึกษาหารือ
“สรุปว่า พี่ชายรันกลุ้มใจเรื่องอะไรหรือครับ ใช่เรื่องน้องบัวหรือเปล่า”

“เธอก่อเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าครับ” คุณชายคนรองถามขึ้น เดาจากสีหน้า ปัญหาเดียวที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรแก้ไม่ตกก็คงเป็นเรื่องนี้

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนให้ฟัง ทั้งสองหนุ่มฟังแล้วถึงกับตกใจ
“เด็กสมัยนี้เกเรกันจัง อย่างนี้มันน่าจะจับส่งไปค่ายทหารเสียให้เข็ด จะได้อยู่อย่างมีระเบียบวินัยหน่อย”
หม่อมราชวงศ์กวินภพซึ่งคลุกคลีกับทหาร คนที่เข้ามาฝึกล้วนแล้วแต่ต้องอยู่ในระเบียบเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา การจะกลั่นแกล้งเพื่อนจนเกินพอดีทำไม่ได้ นอกจากนั้นจะต้องมีความสามัคคีในหมู่คณะอีกด้วย

“แค่วันแรกก็เจอของแข็งเสียแล้ว อย่างนี้จะไหวหรือ” นายแพทย์หนุ่มวิเคราะห์ พวกเขารับฟังเรื่องของรวินทร์รดาด้วยความเห็นใจ

“พี่ก็หวั่นใจอยู่ เรียนก็แทบจะไม่ทันอยู่แล้ว”

“เราอาจจะต้องลองเล็งทางอื่นเอาไว้สำรอง ผมเคยได้ยินว่า เด็กหลายคนเรียนที่บ้าน แล้วก็ไปสอบเทียบเพื่อวัดระดับชั้น ผมได้ยินว่า มีเด็กวัยรุ่นหลายคนทำแบบนั้นแล้วค่อยเอาคะแนนไปยื่นมหาวิทยาลัย”
“ผมเองก็เคยได้ยินวีวี่พูดถึง”
วีวี่หรือชื่อจริงว่า วีรนุชเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยและเป็นเพื่อนของหม่อมราชวงศ์กวินภพ หล่อนเคยแนะแนวให้เด็กมัธยมที่อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“นายพอจะถามเพื่อนให้หน่อยได้ไหม พี่เองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้สักเท่าไหร่”
“ได้ครับพี่ชายรัน ผมจะโทรไปถามให้พรุ่งนี้เลย”

“ขอบใจมากกวิน”

“โอ๊ยเรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากครับพี่ชายรัน พี่ทำอาหารอร่อยๆ ให้ผมกินหลายอย่าง แค่นี้สบายมาก แต่ถ้าจะให้ดีผัดอีกจานก็ดีนะครับ” หม่อมราชวงศ์กวินภพพูดติดตลก

“กวิน นายนี่มันชูชกจริงๆ ทำไมกินแล้วไม่เห็นอ้วนวะ”

“ผมล้อเล่นน่า อยากให้พี่ชายรันหายเครียด ดูเหมือนพี่ชายเป็นห่วงน้องบัวมากนะครับ” หม่อมราชวงศ์กวินภพแกล้งแซว ผลก็คือ พี่ชายหน้าบึ้งทันที
“เฮ้ย...พูดอะไรกวิน แค่อยากทำตามคำสั่งเสียของอภิรักษ์ก็เท่านั้น”
“จริงหรือ” หม่อมราชวงศ์กรกันต์ยิ้มอย่างล้อเลียน
“จริง..แน่นอน พี่ดูแลบัวก็เพราะตามหน้าที่ ผู้หญิงที่ทำให้ชีวิตวุ่นวายอย่างนี้คงไม่ไหวหรอก แค่ไม่กี่วัน พี่ต้องผิดนัดกับลูกค้าซ้ำแล้วซ้ำอีก”
นับตั้งแต่ได้พบกับรวินทร์รดาชีวิตของหม่อมราชวงศ์กนต์ธรก็ไม่สงบสุขอีก เขาต้องลางานเพราะกะทันหันเพราะหล่อน
“ดูเหมือนเธอจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่พี่พูดทุกอย่างเลยนะครับ”
“ใช่ บัวก็ยังเด็ก ทั้งก๋ากั๋น ปากร้าย พูดด้วยทีไรปวดหัวทุกที”
“เป็นเด็กแล้วไม่ดีตรงไหน ผมว่า น่ารักกรุบกริบดีออก ควงไปไหนมีแต่คนอิจฉา”
“กวิน” หม่อมราชวงศ์คนพี่เอ็ด

“ผมล้อเล่น พี่ชายรันอย่าซีเรียส ผมเชื่อครับว่า พี่ชายไม่ชอบเด็ก พี่แค่ทำตามคำสั่งเสียของพี่รักษ์ที่บอกให้ช่วยดูแลน้องบัว ไม่มีอะไรในกอไผ่จริงๆ”

“พี่กันต์คิดเหมือนผมไหม”
สองหนุ่มยังคงนอนผึ่งพุงอยู่ในห้องสมุดริมน้ำ หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ไปคนละจาน ส่วนหม่อมราชวงศ์กนต์ธรขอตัวกลับห้องไปก่อนแล้วเมื่อโดนน้องๆ แซว สีหน้าที่ทำเป็นเคร่งขรึมกว่าปกติยิ่งทำให้มีพิรุธ

“คิด”

หม่อมราชวงศ์กวินภพผุดลุกขึ้นนั่ง ยื่นหน้ามาใกล้
“พี่กันต์รู้ได้ยังไงว่า ผมคิดอะไร”
มะเหงกลูกโตเขกมาที่ศีรษะของคุณชายคนสุดท้อง ขณะที่พี่ชายกลาง หยิบผลไม้ใส่ปากเพื่อล้างคอ
“ทำไมฉันจะไม่รู้กวิน เราสองคนเป็นพี่น้องกันมาตั้งกี่ปีแล้ว แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว นายทำเหมือนคันปากตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้ว”


“แล้วทำไมเมื่อครู่นี้พี่ไม่เห็นพูดอะไรบ้างเลย ก็เห็นอยู่ว่า พี่ชายรันมีพิรุธเห็นๆ”
สิ่งที่ทั้งคู่เห็นก็คือ ความเปลี่ยนแปลงในดวงตา กี่ปีมาแล้วที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรไม่เคยสนใจผู้หญิง วันๆ มีแต่งานและก็งาน เขาไม่เคยมีแฟน ไม่เคยออกไปกับผู้หญิงคนไหน ที่สำคัญก็คือ ไม่เคยหยุดงานโดยพละการมาก่อนแต่การที่จู่ๆ ชายหนุ่มผู้คร่ำเคร่งลางานด่วนเพื่อไปจัดการปัญหาให้รวินทร์รดานับว่า ผิดวิสัยอย่างมาก

“แต่พี่ชายรันปากแข็งไม่ยอมรับ ถึงเราจะคาดคั้นยังไง เขาก็คงไม่รับอยู่ดี”
“พี่ชายกันต์หมายความว่า พี่รัน ตกหลุมรักน้องสาวคนนั้นหรือ”
“แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งอีก แต่ปากก็บอกว่า ไม่ชอบเด็ก บ้างก็บอกว่า ต้องการรักษาคำพูด แต่พี่ว่า มันชักจะยังไงๆ อยู่นะ”

หม่อมราชวงศ์กรกันต์วิเคราะห์ เขาเห็นเหมือนกับที่คนอื่นเห็นว่า ความห่วงใยที่มอบให้หญิงสาวนั้นมากกว่าคำว่า น้อง โดยเฉพาะเรื่องที่หม่อมราชวงศ์กนต์ธรพาหญิงสาวไปพักที่อยู่ที่คอนโดของตน ซึ่งทำให้สุ่มเสี่ยงที่จะมีข่าวคาวตามมา
“เราควรจะทูลเสด็จพ่อให้ทรงทราบไหมครับ”
“เฮ้ย...ไม่ต้องหรอก ถ้าเสด็จพ่อทราบ เรื่องก็รู้ถึงหูแม่กันพอดี จะยุ่งไปกันใหญ่นะ” หม่อมราชวงศ์คนรองปราม

“แล้วเราจะอยู่เฉยๆ อย่างนี้หรือครับ”
“กวิน...พี่ว่า เรื่องความรักของพี่ชายรัน ก็ต้องให้เขาจัดการ แต่ก่อนอื่นเขาต้องรู้ใจตัวเองเสียก่อนว่า คิดยังไงกับน้องบัว”

“ก็นั่นสิครับ แต่คนปากแข็ง เจ้าหลักการอย่างพี่ชายรันนะหรือครับ จะยอมรับง่ายๆ ว่า ตัวเองหลงรักเด็ก”

“นั่นคือ ตอนที่สนุกที่สุดเลยล่ะ เราสองคนทำได้ก็แค่เป็นกองเชียร์ให้เขารู้ใจตัวเองไวๆ”
หม่อมราชวงศ์กวินภพ ขมวดคิ้ว แค่นึกถึงเรื่องความแตกต่างระหว่างทั้งสองคน ทั้งด้านอายุ สถานะภาพทางสังคม แล้วยังอุปนิสัยใจคออีก ที่สำคัญ รวินทร์รดาเติบโตขึ้นมาอย่างเด็กที่ขาดความรัก หล่อนจะรู้จักรักใครจริงหรือเปล่า นั่นคือ สิ่งที่เขาสงสัย


“ผมเป็นห่วงพี่ชายรัน ดูท่า ความรักครั้งนี้คงจะมีอุปสรรคมากเหลือเกิน”
“ยิ่งมีคนขัดขวางมากเท่าไหร่ ความรักก็ยิ่งมีค่ามากเท่านั้น ก็เหมือนนักกีฬาเวลาแข่งขันอะไร ถ้ายิ่งยาก แต่สุดท้ายก็จำสำเร็จ มันยิ่งกว่าสวรรค์เลยทีเดียว”


หม่อมราชวงศ์กนต์ธรนอนมองเพดานมาพักใหญ่แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขานอนไม่หลับ หลายปีที่ผ่านมาเขาเข้ามารับผิดชอบบริษัทแทนบิดา มีเรื่องลำบากใจ มีเรื่องต้องตัดสินใจแต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะรู้สึกหวั่นไหวเหมือนตอนนี้ คงเพราะบทสนทนากับน้องชายที่ผ่านเข้ามาในความคิด ทำให้ต้องเก็บมาคิด


ใช่....รวินทร์รดาเป็นทุกอย่างที่ตรงกันข้าม หล่อนยังเด็ก อายุสิบเจ็ดย่างสิบแปดเท่านั้น ความคิดความอ่านไม่เป็นผู้ใหญ่ แถมยังก่อปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน หล่อนเลือดร้อน เถียงคอเป็นเอ็น แถมยังไม่มีความยับยั้งชั่งใจ นับตั้งแต่เจอกันก็มีปัญหาให้หม่อมราชวงศ์กนต์ธรเข้าไปตามแก้อยู่เป็นประจำ
ลึกๆ ลงไปแล้วหญิงสาวน่าสงสาร เหลือตัวคนเดียว แถมยังถูกไล่ออกจากบ้าน หล่อนถูกคนตามล่าและยังถูกเพื่อนในโรงเรียนรังแก ภาพของหญิงสาวที่สะอื้นไห้ในอ้อมกอดช่างน่าสงสารนัก ชายหนุ่มยังจำความรู้สึกที่ลูบมือไปตามเส้นผมสีดำสนิทนั้นได้ ร่างบางไหวระริก
เขาไม่รู้ว่า กอดหล่อนไว้อย่างนั้นนานเท่าไหร่ แต่ในวินาทีที่หล่อนเงยหน้าขึ้นสบตา หม่อมราชวงศ์กนต์ธรก็ตกใจ เขาเผลอสบนัยน์ตาคู่สวย แพขนตางอนยาวมีคราบน้ำตา แก้มสองข้างแดงระเรื่อ จมูกของหล่อนโด่งมาก ริมฝีปากสีแดงจัดน่าจูบ..

‘น่าจูบ...งั้นหรือ’

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรตกใจสุดขีด เมื่อกี้เขาคิดว่า น่าจูบงั้นหรือ...บ้าไปแล้ว รวินทร์รดาเป็นเด็ก เด็กกว่าเขาสิบสามปี หล่อนควรจะเป็นน้องสาวเขาด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า สกุลสุวกุลไม่มีน้องสาว

เรือนร่างของหล่อนเพรียวแต่อวบอัดในส่วนที่ควรจะเป็น ความรู้สึกยามที่กอดหล่อนไว้ หม่อมราชวงศ์กนต์ธรนั่งรอจนหญิงสาวอาบน้ำเสร็จ หลังจากนั้นถึงค่อยกลับ กลิ่นหอมของสบู่เด็กยามก้าวออกมาจากห้องน้ำใหม่ๆ แต่สำหรับชายหนุ่มแล้วกลับรู้สึกหอมเย็นๆ เขาเผลอจ้องวงหน้ารูปไข่ และผมที่เปียกจนลู่แนบกับศีรษะ
ชุดนอนสีขาวแขนยาวมีจีบรอบข้อมือ ตรงด้านหน้าปักลายดอกไม้เล็กๆ น่ารัก เหมาะกับหล่อนที่สุด มิเสียแรงเขาให้พลอยไพลินช่วยเลือกให้ พอใส่ชุดนี้รวินทร์รดาก็เหมือนกับเด็ก หล่อนงดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม รอหมู่ภมรมาดอมดม

เรือนร่างที่เห็นลางๆ ภายใต้ชุดนอนเนื้อบางบอกว่า หล่อนโตเป็นสาวแล้ว
‘เขาอยากกอดหล่อน’

หม่อมราชวงศ์กนต์ธรสะดุ้งกับความคิดที่ผุดขึ้น เขาใช้มือเขกศีรษะตัวเองเมื่อเผลอคิดเพ้อเจ้อ ปากก็ก่นด่าตัวเองไปด้วย

‘นายบ้าไปแล้วชายรัน เพ้อเจ้อ น้องบัวยังเด็ก’
‘เด็กยังไง โตเป็นสาวทั้งเนื้อทั้งตัวแบบนั้น’
เขายังจำสัมผัสที่อ่อนนุ่มของเรือนร่างตรงหน้าได้ ชายหนุ่มรีบสั่นศีรษะเมื่อความคิดฟุ้งซ่านผุดขึ้นมาอีก เขาขมวดคิ้ว มองตัวเองอย่างรังเกียจ

‘นายต้องเลิกคิด นั่นคือ น้องสาวของรักษ์ เขาวางใจให้นายดูแล แล้วนายจะมาคิดไม่ซื่อกับน้องสาวเพื่อนได้ยังไง’

ชายหนุ่มถอนหายใจ ผุดลุกขึ้นนั่ง เขาเปิดลิ้นชักหัวเตียงและหยิบหนังสือธรรมะขึ้นมา
“ยุบหนอ...พองหนอ...สังขารไม่เที่ยงหนอ”
ชายหนุ่มบริกรรมธรรมะในใจ หวังว่า มันจะช่วยให้เขาข่มใจหลับตาลงได้ในคืนนี้...





tangtangmeow
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 มี.ค. 2561, 14:09:55 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 มี.ค. 2561, 14:09:55 น.

จำนวนการเข้าชม : 846





<< บทที่ ๘ โรงเรียนใหม่และเพื่อนแสนดี    บทที่ ๑๐ ศัตรูหมายเลขหนึ่ง >>
kaelek 28 มี.ค. 2561, 07:05:08 น.
ธรรมะจะเอาอยู่รึคุณชายรัน จิตใจวอกแวกขนาดนี้


แว่นใส 28 มี.ค. 2561, 07:48:22 น.
คงช่วยได้อยู่มั้งคุณชาย


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account