ชายา ตอน เล่ห์รักดวงใจกรณ์
เพราะรูปถ่ายที่ได้เห็นเพียงครั้งเดียวในห้องทำงานของ ชินกฤต หรือเสือ แห่งตระกูลอภิราชไพศาลนันท์ ทำให้กรณ์ วิจิตรนาถ หลงรักเธอทันที เขาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับของหัวใจ แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีคนรู้ความลับนี้เข้า และได้ทำตัวเป็นกามเทพ นำพาเธอมาหาเขา

ชิญาดา หรือน้องหนู ตระกูลอภิราชไพศาลนันท์ ได้รับโชคก้อนใหญ่ ได้มาเที่ยวกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมืองที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก ของสถานที่ท่องเที่ยว และสถาปัตยกรรมมากมาย เธอเดินทางมาคนเดียว ปลายทางคือเพื่อนรัก ที่ไม่ได้เจอกันมานาน จึงจะมาเซอร์ไพรส์ แต่ความคิดมันสวนทางกับความจริง เมื่อมาเจอเพื่อนถูกผู้ชายเลวทรามคนหนึ่งทำร้าย

ปลายกระบอกปืนที่เล็งมา จะเอาลมหายใจจากไปจากร่างกาย ทำให้เธอกลัวไปทั้งใจ แต่หลังจากนั้นคือการลุกขึ้นสู้ คนเลวทรามต้องติดคุก แต่คุกไม่ได้มีไว้ขังคนมีเงิน มีอำนาจ เธอถูกข่มขู่ คุกคาม กามเทพจึงอุ้มเธอมาใส่ในมือเขา ที่กางแขนโอบกอดเธอไว้ ไม่ให้คลาดไปจากสายตา ห่างไกลไปจากหัวใจอีกเลย

ทุกอย่างน่าจะจบลงที่ความสุข แต่หัวใจไม่ใช่เงินตรา ที่จะจับต้องหยิบไปใช้เมื่อไรก็ได้ เธอไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกับเขา เขาจึงต้องทำให้เธอเห็น ด้วยภาษากาย พูดให้เธอฟัง ด้วยภาษาใจ และกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ในอ้อมแขน จนเธอรับรู้แต่กลับต้องวางหัวใจ เมื่อความลับของคนมีอำนาจ กำลังจะพรากเพื่อนรักไปจากเธอ

การแย่งชิง ไหวพริบ เล่ห์เหลี่ยม ถูกนำมาใช้ ท่ามกลางความรัก และผลประโยชน์ของตระกูลบลูโน โค ทุกคนกลายเป็นหมาก ที่ต้องเดิมเกมอย่างระวัง เพราะถ้าพลาดพลั้งทุกอย่างต้องพังทลาย ชิญาดากลายเป็นกุญแจสำคัญที่ใครๆก็ต้องการตัว แต่จะมีใครช่วงชิงเธอไปจากอ้อมแขนแห่งรักของกรณ์ ได้หรือไม่ ต้องติดตาม...

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: 1

ตอน 1
สนามบินเวียนนาประเทศออสเตรีย ท่ามกลางอุณหภูมิเกือบสามสิบองศาของเวลาบ่ายสามโมง เสียงเครื่องบินลำใหญ่ดังกระหึ่มอยู่กลางอากาศ แล้วค่อยลดเพดานบินกางล้อออกลงจอดบนรันเวย์ กระทั่งนิ่งสนิท พนักงานก็เข็นบันไดไปจอดเทียบตรงประตู ซึ่งเปิดออกให้ผู้โดยสารทยอยกันเดินออกมา ดอกหญ้าสีขาวล่องลอยไปตามกระแสลมที่พัดมา ผ่านตัวผู้คนที่กำลังเดินลงมาตามบันได

คนส่วนใหญ่รูปร่างสูงใหญ่ ผมสีบรอน ตามีฟ้า ผิวสีขาว จะมีผมสีดำ ตาสีดำ ผิวแทนบ้างก็น้อย หนึ่งในนั้นก็คือหญิงสาว รูปร่างอรชร ไม่ผอมบาง กลมกลึงน่ามองทุกส่วน ใบหน้าสวยหวาน ดวงตาดำขลับ มือหนึ่งถือกระเป๋าสะพาย อีกมือก็ถือเสื้อแจ๊คเก็ต ก้าวลงบันไดตามคนอื่นๆลงมาถึงพื้นสนามบิน

แว่นกันแดดถูกหยิบออกมาจากกระเป๋า สวมเข้าที่หน้ากันดวงตาจากแสงแดดที่ร้อนระอุ ขณะเดินไปยังอาคารผู้โดยสาร ไอเย็นวาบเข้ามาปะทะตัวทันทีที่ก้าวเข้ามาในอาคาร ผู้คนมากมายบ้างก็ยืนบ้างก็นั่งอยู่เต็มอาคารสายตาตวัดมองไปรอบๆก่อนจะเดินไปที่สายพานรอกระเป๋า ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เธอก็ได้กระเป๋าใบใหญ่ ที่ใส่เสื้อผ้ามาเพียงเดียว จากนั้นก็มองไปที่ลูกศรชี้บอกทางออก ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้มบอกความดีใจ แล้วสองเท้าก็ก้าวเดินลากกระเป๋าตรงไปที่นั้นทันที

สายตานับสิบๆคู่มองตามหญิงสาวเมื่อก้าวผ่าน เพราะใบหน้ารวมถึงผมดำขลับยาวเหยียดตรง สะดุดตา น่ามอง ผิวสีน้ำผึ้งจางเป็นเสน่ห์ชวนมองขึ้นไปอีก หญิงสาวรับรู้ถึงสายตาที่มองมา เธอยิ้มให้น้อยๆ กระทั่งเดินลากกระเป๋าออกมายืนนอกอาคาร ริมฝีปากอิ่มก็เปิดยิ้มออกกว้าง สายตามองไปไกลๆ ยืดตัวขึ้นสูดเอาอากาศของกรุงเวียนนา เมืองที่ใฝ่ฝันจะมาเยือน ดินแดนที่ชื่อว่าโรแมนติก

“สวัสดีครับ ต้องการแท็กซี่ไหมครับ”

เสียงพูดภาษาอังกฤษดังขึ้นใกล้ตัวทำให้เธอต้องละสายตาจากฟ้ากว้างมามองหน้าคนพูด ผู้ชายร่างผอมสูง ใส่ชุดสุภาพเรียบร้อย ยิ้มกว้างให้อย่างมิตร ก็ยิ้มให้ก่อนจะตอบกลับไปด้วยภาษาเดียวกันว่า “ไม่ค่ะ ขอบคุณ”

“คุณคงมาเที่ยว”

“ใช่ค่ะ”

“งั้นเวียนนายินดีต้อนรับครับ” พูดจบก้มหน้าให้เล็กน้อย ก็เดินจากไป หญิงสาวก็ไม่ได้สนใจอะไร มองไปฝั่งตรงข้ามแล้วเดินข้ามถนน ไปเดินดูอาคารดูสถานที่ดูบรรยากาศของเมืองในฝัน ไม่ต้องรีบร้อนหาที่พัก จับจองที่นอน เมื่อการมาเที่ยวครั้งนี้ เธอได้รับสิทธิพิเศษจากสถาบันออกกำลังกาย ที่เธอกับคนเป็นแม่ไปใช้บริการเป็นประจำ ให้ที่พักสามคืนสี่วันมาแบบฟรีๆ

เธอคว้าโอกาสนี้ไว้แล้วรีบชวนคนเป็นแม่ แต่ท่านปฏิเสธเพราะติดหลานสาวที่กำลังน่ารักน่าชัง และยังจะหลานชายที่ช่างเจรจาอีก จึงไม่สนใจ ส่วนคนเป็นพ่อก็มีอาการเดียวกับแม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ก็ไม่ยอมห่างจากลูกเลย เธอจึงฉายเดี่ยว ฝากงานตำแหน่งรองกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นธุรกิจของครอบครัวให้พี่ชายดูแล แล้วบินเดี่ยวมาที่นี่
คนในครอบครัวไม่อยากให้เธอฉายเดี่ยวเพราะเป็นห่วง แต่เธอก็ดื้อและให้เหตุผลที่ทุกคนคลายความห่วงใย ว่ามีเพื่อนรักที่ทุกคนรู้จักดี เคยเรียนด้วยกันมาหลายปี มาดูงานและเรียนเพิ่มเติมอยู่ที่นี่ ... คิดถึงเพื่อนรักขึ้นมา เธอก็ยิ้มกว้าง แววตามีความเจ้าเล่ห์นิดๆ เมื่อการมาครั้งนี้ เธอยังไม่บอกให้อีกฝ่ายได้รู้ล่วงหน้า กะจะโผล่ไปให้เพื่อนเซอร์ไพรส์

เธอคิดไปยิ้มไปเดินมองบรรยากาศไปเรื่อยๆ ไม่มีความเหนื่อยล้าหรืออยากพักเลย ขอเดินชื่นชมบรรยากาศของเมืองอีกสักนิดแล้วจะนั่งรถไป...เซอร์ไพรส์

ดวงตะวันรอนลงเกือบจะลับขอบฟ้า หญิงสาวเดินลากกระเป๋ามานั่งพักที่ร้านกาแฟ ร้านเล็กๆที่โปร่งโล่งสบาย สั่งเครื่องดื่มมาดื่มพร้อมมองภาพตรงหน้า ริมฝีปากแย้มออกยิ้ม เป็นยิ้มที่ทำให้ผู้ชายตาน้ำข้าวหลายคนที่แอบมองด้วยความประทับใจ เผลอยิ้มไปกับความสวยสดใสของเธอ ไม่นานร่างอรชรก็ลุกขึ้น ก้าวเดินออกจากร้าน ไปหารถแท็กซี่ที่จะพาเธอไปหาเพื่อนรัก แต่ระหว่างทางเดินก็เปิดกระเป๋าสะพายหาที่อยู่ของเพื่อน กระดาษแผ่นเล็กร่วงจากกระเป๋า ทำให้เธอต้องก้มลงเก็บ

สร้อยคอสีเงินมีจี้สีเดียวกันรูปหนูเล็กๆ ห้อยลงมาสะท้อนกับแสงตะวัน วาววับกระทบนัยน์ตาเธอ หรี่ตามองเพียงแวบเดียว ก็เก็บกระดาษขึ้นมาใส่ไว้กระเป๋าแล้วก็จับจี้ขึ้นมาดู มีเพชรเล็กๆรูปหัวใจเป็นตาของหนู ซึ่งเธอเคยคิดเล่นๆปนขำๆว่ามันเป็นหน้าต่างของหัวใจใครสักคน ที่ส่งมาให้เธอ

รอยยิ้มนิดๆผุดขึ้นที่ริมฝีปาก แล้วปล่อยมือจากสร้อย เดินลากกระเป๋าไปที่ริมถนน รอเรียกรถแท็กซี่ ไม่เกินห้านาทีรถแท็กซี่ก็วิ่งมาจอดตรงหน้า เธอเปิดประตูยกกระเป๋าเข้าไปก่อนๆจะเข้าไปนั่ง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นหน้าคนขับ ที่จำได้ว่า เพิ่งจะทักทายต้อนรับเธอสู่ดินแดนแห่งนี้ เธอบอกที่ๆจะไป แล้วก็นั่งมองวิวทิวทัศน์ไป พร้อมกับคิดว่าดวงเธอคงสมพงศ์กับเขา ถึงได้เจอกันเป็นครั้งที่สองของวันนี้ ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่า ดวงที่ว่านี้กำลังพลิกชะตาชีวิตของเธอ
**********
อาคารสูงหลายสิบชั้นสูงเด่นเป็นสง่า ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงเวียนนา เป็นของตระกูลบลูโน โค ที่มีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองนี้ให้เติบโตขึ้นไปแข่งกับนานาประเทศ เพราะกุมธุรกิจทั้งด้านบริโภคและอุปโภคไว้เกือบทั้งหมด แต่ใช่ว่าจะไม่มีคู่แข่ง ไม่มีการแข่งขัน และคู่แข่งสำคัญของตระกูล ก็คือตระกูล อีวาน ไรท์ ที่เปรียบเหมือนภูเขาสูงมาสร้างความสั่นคลอนให้ตระกูลบลูโน โค ได้รู้สึกถึงคำเปรียบเปรยที่พูดกันไว้ว่า...ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว

แต่ไม่ได้มีความหนาวอย่างเดียว เมื่อสิ่งที่คู่กันก็คือความร้อน ในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ มีความมั่งคั่งร่ำรวย ใช่ว่าจะมีความสุข เมื่อหัวใจที่ซับซ้อนไม่ได้เป็นสีเดียวกันเช่นสีเลือด จึงมีความต้องการซุกซ่อนซ้อนเร้นไว้ภายใต้สีหน้าที่หลากหลาย ทั้งนิ่งขรึม ยิ้มแย้ม ดีใจ เสียใจ ไว้ชิงไหวชิงพริบ ชิงดีชิงเด่น เพื่อครอบครองสิ่งที่อยากได้ ไว้เพียงหนึ่งเดียว

นายโจนส์บลูโน โค หัวเรือใหญ่ของตระกูล ชายในวัยหกสิบห้า ไม่ได้อ้วนเป็นตาแก่พุงพลุ้ย รูปร่างเขายังดูดี แม้จะมีโรคภัยตามวัยบ้าง แต่เขาก็ยังแข็งแรง กุมอำนาจเด็ดขาดไว้เพียงผู้เดียว เขามีภรรยามาแล้วสองคนแต่ได้เลิกรากันไปแล้ว และมีลูกชายหญิงสี่คน และเพิ่งมีภรรยาใหม่เป็นสาวไทย ไม่มีลูก แต่มีญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องเพียงคนเดียว

เขาใส่ชุดสูทแบรนด์ดังสีดำ ที่ทำให้ดูสง่า น่าเกรงขาม ยืนอยู่ในห้องประชุมสีขาว ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจก สายตาเขามองผ่านไปยังตึกมากมายที่ปลูกสร้างขึ้นมา ให้ลดหลั่นกันไปตามการออกแบบ ที่ซับซ้อนซ่อนทุกอย่างไว้เพื่อให้ออกมาสวยงาม ไม่ต่างจากธุรกิจในตระกูลเขา ที่ได้แบ่งเครือข่ายให้คนในตระกูลได้ดูแล
ภายนอกที่ทุกคนเห็นมีแต่ความสำเร็จ แต่ภายในความสำเร็จนั้น ทุกคนต่างพยายามทำขึ้นมา โดยไม่สนใจวิธีการหรือกระทำการอันใดกับใครมาบ้าง

ติ๊ดติ๊ด เสียงนาฬิกาที่ข้อมือเขาดังบอกเวลา สายตาที่มองไปไกลจึงตวัดมาพร้อมหมุนตัวมามองด้านหลัง โต๊ะประชุมสี่เหลี่ยมมีผู้ร่วมหุ้น รวมทุน ทั้งในตระกูลและเครือญาติ ที่ร่วมกันสร้างตระกูลบลูโน โค ให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมา รวมถึงอดีตภรรยาสองคน ภรรยาคนปัจจุบัน และลูกๆ ของเขา ก็มานั่งกันเกือบพร้อมหน้า

เอวา อดีตภรรยาคนแรกของเขา เป็นแม่ของเอริคกับเอรีน่าแต่ที่นั่งเรียงหน้ากันอยู่ด้านซ้ายมือเขามีเพียงสองคนเท่านั้น ทั้งสามคนมีธุรกิจต้องดูแล เอวากับเอริน่าดูแลธุรกิจด้านความสวยความงาม ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องใช้ตั้งแต่หัวจรดเท้า รวมถึงน้ำหอม ขณะที่เอริคก็ทำในส่วนของผู้ชายและขยับไปทำธุรกิจผับกลางคืนด้วย

ราเซล อดีตภรรยาคนที่สองของเขา เป็นแม่ของราฟกับเรนียานั่งเรียงหน้ากันอยู่ด้านขวามือเขา ทั้งสามคนมีธุรกิจที่ต้องดูแลเช่นกัน ราเซลกับเรนียา ดูแลธุรกิจร้านอาหาร สถานที่ออกกำลังกาย สปา ซาวน่าอุปกรณ์ด้านกีฬาทุกชนิด ขณะที่ราฟหันไปทำร้านเวดดิ้งแบบครบวงจร ซึ่งเป็นความขัดใจของคนเป็นแม่ ที่ไม่แน่ใจในความไม่ชัดเจนในเพศของลูกชายเพราะจะเป็นอุปสรรคกับการสืบทอดตำแหน่งใหญ่ๆ

กรองแก้ว ภรรยาคนปัจจุบันของเขา หญิงสาวชาวไทย ไม่ได้ทำธุรกิจอะไร แต่ช่วยดูแลธุรกิจของเขาเคียงข้างเคียงคู่เขาให้หลายคนอิจฉา เพราะเธอยังสาวและสวยมากด้วย เธอนั่งนิ่งบนเก้าอี้ที่ใกล้กับเก้าอี้ท่านประธานที่สุด ใบหน้ามีรอยยิ้มนิดๆให้ทุกคน

ส่วนผู้ร่วมหุ้นรวมทุนก็นั่งกระจายล้อมรอบโต๊ะประชุม ซึ่งมีแฟ้มสีขาว วางไว้ตรงหน้าทุกคน

ประธานโจนส์ เดินมานั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะ ตวัดสายตาไปจับจ้องเก้าอี้ที่ว่างข้างอดีตภรรยาคนแรก ไม่มีคำถาม แต่สายตาที่มองทำให้คนที่เกี่ยวข้องต้องกังวลใจเอวาพยายามทำหน้านิ่งไว้ เพราะเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกชายหายไปทำอะไร หรืออยู่ที่ไหน ก่อนหน้านี้เธอก็พยายามโทรตาม แต่ติดต่อไม่ได้เลย

ต่างกับราเซล อดีตภรรยาคนที่สอง ยิ้มอยู่ในหน้าด้วยความสะใจ เพราะไม่ชอบอีกฝ่ายที่ทำตัวราวกับเป็นนางพญาหงส์ มองเหยียดเธออยู่ตลอดเวลาแต่ที่สำคัญคือการชิงดีชิงเด่น ตำแหน่งผู้สืบทอดประธานของตระกูลไว้ให้ลูกนั่นเอง แล้วทำหน้านิ่ง เมื่ออดีตสามีเริ่มเปิดการประชุม

ผู้ร่วมหุ้นรวมทุนเปิดแฟ้มเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า แล้วหนึ่งในผู้ร่วมหุ้นก็เริ่มรายงาน จากนั้นก็สรุปให้ฟังว่า “ผลประกอบการของเราที่ผ่านมา ทั้งการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ การอุปโภคบริโภค โรงแรม โรงงาน ยังเป็นไปได้ดี แต่ที่ตกลงไปก็มีเหมือนกัน”

สายตาของคนพูดปรายไปมองอดีตภรรยาคนที่สองของท่านประธานเล็กน้อย แต่ราเซลไม่สนใจคนที่ไม่ได้ให้ประโยชน์กับเธอ ผู้ร่วมหุ้นจึงดึงสายตากลับมาพร้อมกับพูดต่อ “ซึ่งน่าเป็นห่วงเพราะคู่แข่งกำลังไล่รดต้นคอมาแล้ว”

‘อีวาน ไรท์’
ชื่อนี้ผุดขึ้นในสมองทุกคน เพราะต่างก็รู้กันอยู่แล้วว่าคู่แข่งที่ว่าและสำคัญ ขับเคี่ยวกันมาอย่างยาวนานกับตระกูลบลูโน โค คือตระกูลอีวาน ไรท์

“ส่วนโครงการใหม่ที่จะผุดขึ้นใจกลางเมือง รวมทุกอย่างครบครัน ตอบสนองความต้องการของคนทุกรุ่น พวกเขาก็เริ่มขยับไปตีกอล์ฟกับท่านรัฐมนตรีแล้ว”

“งั้นเราก็ไม่ควรจะช้าแล้ว ต้องขยับตัวทำอะไรบ้างแล้ว” หนึ่งในผู้รวมทุนอีกคนเอ่ยออกมา อีกคนก็เห็นด้วยทันที

“ใช่”

ผู้ร่วมหุ้นรวมทุนคนอื่นพยักหน้าเห็นด้วย แล้วมองไปที่ท่านประธาน ซึ่งสบตากับทุกคนแล้วบอกว่า “ผมรู้แล้ว ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ แต่อย่าเพิ่งไปดิ้นตามเขา ปล่อยให้พวกเขาทำไป เราก็ทำของเราไป”

“แสดงว่าท่านมีวิธีรับมือ”

“ถ้าทุกคนร่วมมือกัน ทุกอย่างก็คงสำเร็จ”

คำตอบที่ไม่บอกวิธี แต่ให้ความเชื่อมั่นสร้างความพอใจให้กับทุกคน เพราะที่ผ่านมาเขาทำหน้าที่ประธานได้อย่างดีเยี่ยม ยิ่งได้ภรรยาใหม่ที่มีญาติเก่งๆมาช่วยงาน ยิ่งทำให้ทุกคนไว้ใจ แต่นั้นคือภาพภายนอกของทุกคน ที่มักจะยกย่อง เห็นดีเห็นงาม เห็นด้วยกับคนที่ทำประโยชน์ให้ตัวเองเท่านั้น

การประชุมดำเนินต่อไปอีกไม่นานก็จบลง ผู้ร่วมหุ้นรวมทุนก็ลุกจากเก้าอี้ ทยอยเดินออกจากห้องประชุมไป ภายในห้อง จึงเหลือแค่ภรรยา อดีตภรรยาสองคน และลูกๆของเขา

สายตาของโจนส์ ตวัดไปจับจ้องที่เก้าอี้ที่ไร้เจ้าของอีกครั้ง คราวนี้คนที่เกี่ยวข้องไม่อาจจะทำเฉยได้แล้ว ต้องออกรับหน้า แก้ตัวแก้ต่างไว้ให้ก่อน

“เอริค กำลังมาค่ะ”เอวาบอกให้รู้ แต่ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เมื่อมีคนพอจะรู้ไส้รู้พุงรู้ดีว่าคำพูดนี้ไม่เป็นความจริงเลย

“ประชุมเสร็จไปแล้ว ยังจะบอกว่ากำลังมา ไม่ใช่เพิ่งจะตื่นขึ้นมาใส่กางเกงชั้นในเหรอ”

เสียงพูดเรียบๆแต่ดูจะเหยียดอยู่ในที มาจากราเซลที่รู้นิสัยของลูกของอีกฝ่ายดีว่าเสเพล เที่ยวเตร่เหล่ผู้หญิง ควงไม่ซ้ำหน้า เพราะรูปหล่อ พ่อรวย จะมีดีแค่ธุรกิจที่ยังทำไม่ทำบรรลัยไปเท่านั้น

เอวายิ้มเล็กๆเสมือนยอมรับคำกล่าวหา ทั้งที่ในใจเดือดดาล แต่ต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้หญิงแถวหน้า วางตัวดี บุคลิกดี ที่มีอยู่ในเลือดผู้ดีเก่าของตัวเอง และเก่งเรื่องงานบริหารบริษัทได้ดีไม่แพ้ผู้ชาย จึงได้เป็นคู่ครองของโจนส์บลูโน โค แม้จะอยู่ด้วยกันแค่สิบปี แล้วต้องเลิกรา แต่ภาพลักษณ์ที่ดีของเธอก็ทำให้คนภายนอก ยังยกให้เธอเป็นสตรีที่คู่ควรกับเขามากที่สุด

แววตาของเธอไม่ได้ยิ้มเหมือนสีหน้า มันกำลังดูแคลนผู้หญิงชั้นต่ำ อดีตภรรยาของอดีตสามี ราเซล ผู้หญิงที่ไม่ได้มีดีอะไร พื้นฐานครอบครัวมาจากสลัม แต่รูปร่างที่เย้ายวนหน้าตาที่สวยงาม เป็นบันไดพาตัวเองขึ้นมาสู่วงสังคมดารานางแบบ มาเตะตาอดีตสามีเธอให้หลงถึงขั้นแต่งงาน แต่เพียงห้าปีก็ต้องเลิกรา เพราะนิสัยเจ้ากี้เจ้าการ อยากครอบครองทุกอย่างของเขาและครอบเขาไว้ภายใต้อาณัติของตัวเอง เพื่อไม่ให้ทรัพย์สมบัติมหาศาลหลุดไปอยู่ในมือของคนอื่น ช่างน่าสมเพช ที่ความอยากได้ทำให้ฝันสลาย

“เขากำลังทำงานสำคัญอยู่ต่างหาก”

“แก้ตัว”

“อย่าเอานิสัยสลัมของตัวเอง มาตัดสินคนอื่น”

ราเซลคอแข็งขึ้นราวกับแมวที่ถูกเหยียบหางให้รู้สึกเจ็บ ทั้งที่พยายามเก็บไว้ ไม่ให้ใครแตะต้องกำพืดของเธอที่ซ่อนเอาไว้ แต่โดนอีกฝ่ายขุดมาเล่นงานให้เจ็บใจ แววตาจึงกระด้างขึ้นอย่างเอาเรื่อง เรนียาต้องจับมือคนเป็นแม่ไว้ เพราะไม่อยากให้มีเรื่องต่อหน้าคนเป็นพ่อ

เอวาสบตาอีกฝ่าย ไม่มีอาการหวั่นให้เห็น เพราะเธอเปรียบราเซลเหมือนอีกา ไม่มีทางที่สู้นางหงส์อย่างเธอได้เลย ไม่ว่ากรณีไหนทั้งสิ้น อีกอย่างการอยู่ต่อหน้าอดีตสามี ต้องทำตัวดีๆเข้าไว้ ไม่งั้นผลประโยชน์ที่เขาแบ่งปันให้จะถูกเอาคืนไปทันที เธอหยันด้วยสายตา ก่อนจะเลือนหายไป เมื่อยังมีผู้หญิงอีกคนอยู่ในรัศมีการมองเห็น ภรรยาคนปัจจุบันของเขานั้นเอง ผู้หญิงต่างชาติชาวไทยที่ดูเรียบเย็น ไม่น่าจะมีพิษสงใดๆ แต่เธอกลับข่มไม่ลง

กรองแก้วรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น แต่ไม่แสดงปฏิกิริยาไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือสายตาให้คนมองรู้... ว่าเธอรู้

โจนส์ที่นั่งฟังอยู่เงียบ พอจะรู้ความไม่ลงรอยกันของอดีตภรรยา แต่เขาไม่เข้าไปก้าวก่าย เพราะไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว จะมีที่ต้องมาเห็นหน้ากันก็แค่เรื่องธุรกิจกับเรื่องของลูก ที่เขาก็พอจะรู้นิสัยของลูกแต่ละคนดี และที่อยากพบคนที่หายไป ก็เพราะมีบางอย่างแว่วเข้าหูเขามา แล้วเอ่ยกับเอวาเป็นเชิงฝากเตือนไปยังเอริค

“อย่าให้มีครั้งที่สองอีก”

“ค่ะ” เธอรับคำแต่ไม่ใช่รับปากว่าจะไม่มีอีก เพราะรู้นิสัยลูกดี จึงหาเหตุผลมาปกป้องไว้ก่อน “แต่ต้องแล้วแต่สถานการณ์นะคะ เพราะบางทีเอริคอาจจะทำงานบางอย่างที่สำคัญกว่าอยู่ก็ได้”

“อย่าสำคัญจนลืมว่าคนที่สำคัญที่สุดเป็นใครก็แล้วกัน” พูดจบโจนส์ ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับสูทให้เข้าตัวเล็กน้อย แล้วหันไปมองภรรยาชาวไทย สบตาบอกให้ลุกขึ้น แล้วพากันเดินออกจากห้องไป

ทันทีที่ทั้งคู่พ้นไปจากประตูห้องประชุม หน้านิ่งๆของราเซลก็เปลี่ยนได้เร็วเหมือนกิ่งกาเปลี่ยนสี ยิ้มเย้ยอีกฝ่ายก่อนจะพูดหยันออกมา

“รีบๆหาตัวลูกให้เจอละ ไม่งั้นจะหลุดจากความสำคัญ และแน่ใจเหรอว่าลูกชายเธอ ทำงานที่สำคัญอยู่ ไม่ใช่ว่าไปทำเรื่องงามหน้าไว้ละ”

“อีกา” เสียงเอวาต่ำลึก ใบหน้าเรียบตึงพร้อมกับลุกขึ้นยืน เหยียดฝีปากออกหยันก่อนจะตอกกลับ“เธอนี้ไม่ยอมเปลี่ยนเลยนะ อุตสาห์คืบคลานพาตัวเองมาอยู่ในฝูงหงส์ เพื่อจะได้สวยสง่า แต่กำพืดที่มืดดำอยู่ยังไง ก็ยังอยู่อย่างนั้น ไม่เคยปรับเปลี่ยนหรือขัดเกลาสีให้ดีกว่าเก่าได้เลย”

“ก็คงไม่ต่างจากผู้ดีแปดสาแหรกขาดอย่างเธอหรอก” ราเซลโต้กลับพร้อมกับลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า “เชิดหน้าชูคอว่าเป็นหงส์ที่สูงส่ง เป็นผู้หญิงแถวหน้าที่ใครๆนับหน้าถือตา ว่าสวยว่าดีต่างๆนานาแต่ช่างหน้าสมเพช เพราะมันแค่เปลือก เมื่อข้างในนั้นเน่าเฟะสกปรก ยิ่งกว่าอีกาซึ่งก็คืออีแร้งนั่นเอง ทับถมไว้ให้ดีๆละ ไม่งั้นกลิ่นมันจะฉาวโฉ่ออกมา”

“เตือนตัวเองเถอะ เพราะหงส์อย่างฉัน ไม่มีวันตกลงมาต่ำอย่างเธอ”

“หึๆ” ราเซลหัวเราะออกมาเบา “อย่ามั่นหน้าให้มากนัก ระวังหน้าจะแตกออกให้คนเห็นหนองที่หมักหมมไว้ ตายสักวัน”

สายตาของทั้งคู่ฟาดฟันอย่างไม่มีใครยอมใคร เอริน่าลุกขึ้นมาจับแขนคนเป็นแม่ เตือนให้ใจเย็น เช่นเดียวกับเรนียา ที่ต้องเตือนคนเป็นแม่ให้รู้อีกครั้งว่า การเปิดศึกน้ำลายในบริษัทของคนเป็นพ่อ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อใคร มีแต่ผลเสีย ส่วนราฟได้มองอย่างเบื่อหน่าย แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า

“ขอตัวนะฮะ ไร้สาระกันจริงเชียว เกิดเป็นคนดีๆไม่ชอบ ชอบเปรียบเป็นสัตว์” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปทันที ราเซลจะเรียกไว้ เพราะยังไม่ได้คุยกับลูกเลย ที่สำคัญเธอยังไม่ได้พาไปเอาหน้ากับคนเป็นพ่อ แต่ตามไปจับตัว แต่...

“แม่คะ” เรนียาเรียกเบาๆ กระซิบบอกว่า “ใจเย็นไว้ค่ะ ที่ทำงานของพ่อนะคะอย่ามีเรื่องกันเลย กลับกันเถอะค่ะ” พูดจบ ก็ดึงแขนคนเป็นแม่ให้เดินไปด้วยกัน

ราเซลขืนตัวไว้เหมือนจะไม่ยอมเพราะการเดินจากไปก่อน เหมือนเธอพ่ายแพ้อีกฝ่าย แต่เมื่อคิดถึงผลร้ายที่จะตามมา นั่นคือการคาดโทษของอดีตสามี ว่าถ้าใครมีเรื่องกันที่นี่เขาจะยึดทรัพย์สินที่ให้ไปกลับคืนมาให้หมด เธอจึงต้องยอมเดินตามแรงดึงของลูกไป

ขณะที่เอวาก็ต้องกำมือข่มความโกรธไว้ การที่ถูกผู้หญิงที่ด้อยกว่าเธอทุกด้าน ต่อว่าเอา ทำให้เธอเจ็บ แม้การโต้กลับจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บเหมือนกัน แต่คงไม่เจ็บเท่าเธอ เพราะมันคนละชั้นกัน อีกอย่างสิ่งที่เธอต้องรีบทำ คือหาตัวลูกชายให้เจอ ว่าอยู่ที่ไหน
************
อพาร์ทเม้นท์เก่ามีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรมที่งดงามและมีความเรียบหรู เนื่องจากสร้างมานาน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ใกล้สาธารณูปโภค สถานที่ท่องเที่ยว ทั้งวัฒนธรรม สถาปัตยกรรมที่ขึ้นชื่อ ด้วยความเก่าแก่มีชื่อเสียง จึงเป็นเรื่องง่ายของแท็กซี่ ที่จะพาผู้โดยสารสาวสวยมาส่ง ใช้เวลาไม่นาน คนขับก็ขับรถมาจอดหน้าอพาร์ทเม้นท์ หญิงสาวจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วก็ยกกระเป๋าออกมา ลงมายืนมองด้วยความสนใจ

บรรยากาศรอบๆเงียบสงบ มีต้นไม้ให้ความร่มรื่นมากมาย มีรั้วอิฐกันให้ความเป็นส่วนตัวมากทีเดียว ห้องก็คงจะเป็นห้องสูท ที่จัดสรร ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องรับแขก ไว้อย่างลงตัว และคงมีสระว่ายน้ำรวมทั้งสวนสวยไว้ให้ได้เดินชมนั่งพักผ่อนด้วย จากทุกอย่างที่เห็นและคาดคะเน ราคาคงแพงเอาการ

คิดไม่ถึงว่าเพื่อนรักจะมีที่พักที่ดูหรู น่าอยู่ขนาดนี้ แต่เพื่อนเธอคงจ่ายได้สบาย เพราะฐานะของครอบครัวที่ร่ำรวย มีธุรกิจด้านยานยนต์ มีบริษัทส่งออก และส่งให้เพื่อนเธอมาประสานงานกับบริษัทคู่ค้าที่นี่บ่อยๆ และเรียนด้านดีไซน์เนอร์ เพื่อไปต่อยอดธุรกิจของตัวเองในอนาคตด้วย

หญิงสาวเดินลากกระเป๋าตรงไปที่ทางเข้าอพาร์ทเม้นต์ ทางเดินปูด้วยอิฐสีแดง มีต้นหญ้าสีเขียวออกดอกสีขาว ทอดยาวไปถึงบันไดหินอ่อน เธอเดินขึ้นไปแล้วผลักประตูกระจกให้เปิดออก ก้าวเดินเข้าไปด้านใน แจกันโบราณขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่าให้น่าชม และยังมีภาพวาดทิวทัศน์ที่ติดอยู่บนฝาผนังอีก แต่เธอไม่อาจยืนชื่นชมอยู่ได้ เพราะต้องรีบไปหาเพื่อน จึงมองไปที่เคาน์เตอร์ เห็นหญิงวัยกลางคน รูปร่างท้วมสูงใหญ่ นั่งอยู่ ก็เปิดยิ้มหวานพร้อมกับเดินเข้าไปหา ทักทายสวัสดีแล้วสอบถามถึงเพื่อน หญิงวัยกลางคนขอดูพาสปอร์ตของเธอสลับกับมองหน้าสวยหวาน

“มิสอะพิ รัด พาย สาน นัน ซิ ยา ด้า”

“ชิญาดา อภิราชไพศาลนันท์ค่ะ”

เธอบอกชื่อสกุลที่ถูกต้อง คนดูแลอพาร์ทเม้นต์ก็พยายามจะพูดตาม แต่ฟังยังไงก็ยังเพี้ยน ซึ่งเธอก็เข้าใจดี ว่าคนต่างชาติต่างภาษาไม่มีวันจะพูดได้เหมือนเจ้าของภาษาเอง เธอส่งยิ้มอย่างไม่เป็นไร หญิงกลางคนก็เลิกสนใจเช่นกัน จากนั้นก็จะโทรไปแจ้งเพื่อนของเธอ แต่เธอขอไว้ไม่ให้โทร อ้อนวอนด้วยเหตุผลที่ว่าชอบประเทศนี้มาก อยากมาเที่ยว มาชมความสวยงาม อุตสาห์บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อการนี้ ที่สำคัญคืออยากจะเซอร์ไพรส์เพื่อนรักด้วยนั่นเอง

หญิงวัยกลางคนมองหน้าเธออย่างชั่งใจ พิจารณาเห็นความจริงใจ ความน่ารักแล้ว ก็อนุญาตให้เธอขึ้นไปหาเพื่อนได้ ชิญาดายิ้มหวานขอบคุณเป็นการใหญ่ แล้วเดินลากกระเป๋าไปที่ลิฟต์ เมื่อมาถึงเธอก็กดชั้นที่ต้องการ ยืนรอกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออก ก็เดินเข้าไป

แววตาเธอสุกสดใส ริมฝีปากแย้มยิ้ม เมื่อคิดจิตนาการถึงตอนที่เพื่อนรักเห็นหน้าเธอ ว่าต้องตกใจ แปลกใจ และกระโดดกอดคอเธอด้วยความดีใจมากแน่ๆ กระทั่งเสียงประตูลิฟต์เปิดออก ก็รีบเดินลากกระเป๋าออกไป มองหาป้ายเลขห้อง เดินไปตามทางโดยไม่ได้สนใจมองการตกแต่งใดๆทั้งสิ้น ไม่กี่อึดใจเธอก็เดินมายืนอยู่หน้าห้องเพื่อนรัก

เรียวปากอิ่มยิ้มกว้างเต็มหน้ายกมือขึ้นจะเคาะประตู หวังให้เพื่อนเปิดประตูออกมา เธอก็จะเซอร์ไพรส์ดังๆ แต่เธอกลับเจอเรื่องที่เซอร์ไพรส์มากกว่า เมื่อประตูเปิดออกมาก่อนจะเคาะ ผู้หญิงคนหนึ่งถลามากอดเธอไว้พร้อมกับเสียงขอร้อง “ช่วยด้วย”

ชิญาดาอึ้งงันทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะก้มหน้าดูผู้หญิงที่กอดเธอไว้ แล้วต้องตกใจ เมื่อหน้าที่เห็นนั่นคือเพื่อนรัก เสียงละล่ำละลักออกมาทันที “แคท แคท เป็นอะไร” เธอถามพลางประคองเพื่อนไว้ ไม่ให้รูดลงไปกองที่พื้น ยิ่งไปกว่านั้นหน้าของเพื่อนที่มีรอยช้ำเต็มไปหมด มีเลือดออกที่มุมปากเหมือนคนที่ถูกทำร้ายมา ที่สำคัญตัวสั่นและเบียดตัวเข้าหาเธอราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง

“แคท” เธอเรียกหวังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ถาม

“ไม่ ยะ อย่า”

เสียงสั่นอย่างหวาดกลัวนั่นทำให้เธอหันไปมองตามสายตาของเพื่อน ที่มองเข้าไปในห้อง แล้วเย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินตรงมาหา พร้อมปืนในมือที่เล็งมาทำท่าเหมือนจะ...ยิง
“กรี๊ดดดดดดดดด”

แสงไฟสีขาวสว่างไปทั่วโรงพยาบาลที่เงียบสงบ ชายหญิงคู่หนึ่งก้าวยาวๆเร่งรีบไปตามทางเดิน ผ่านผู้คนและคนหลายคนที่เดินผ่านไป แต่ไม่สนใจจะมอง ผู้หญิงอยู่ในชุดเดรสสีขาว สวมถุงน่องสีดำ ใบหน้างามเรียบตึง เดินตัวตรงก้าวอย่างมั่นใจไปข้างหน้า ส่วนผู้ชายอยู่ในชุดสูทสีดำ ถือกระเป๋าหนังสีดำเดินตามไปติดๆ ทั้งคู่เดินเลี้ยวซ้ายตรงไปยังห้องที่อยู่สุดทางเดิน

ผู้ชายถือกระเป๋าหนังสีดำเร่งฝีเท้าเดินไปเปิดประตู ให้ผู้หญิงก้าวเข้าไปในห้อง สายตาของเธอไม่ได้สนใจว่าห้องที่เดินเข้ามาจะเป็นยังไง จะมีใครอยู่บ้าง เพราะสนใจแค่คนที่มีสายเลือดตัวเองเท่านั้น

“เอริค”

เสียงเธอดังขึ้นพร้อมก้าวไปหาชายหนุ่มที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสเล็คสีดำ รูดแขนเสื้อขึ้นไปพับไว้ลวกๆที่ข้อศอก นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวสีหน้าไม่ยี่หระต่อสิ่งใด แม้กระทั่งคนที่ก้าวมายืนอยู่ใกล้ๆ ตวัดสายตาขึ้นสบตาเพียงแวบเดียว แล้วมองไปทางอื่นโดยไม่มีการทักทายหรือพูดอะไรออกมาเลย

คนที่มีสีหน้าห่วงใยจึงต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วตวัดสายตาไปมองคนที่ยืนพิงผนังอยู่ไม่ห่าง ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ วัยกลางคน ใส่เชิ้ตสีครีมมีเจ็กเก็ตสีดำทับเข้าชุดกับกางเกงยีน สองมือกอดอก ก่อนจะลดลงมาล้วงกระเป๋ากางเกง สบตาเธอ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่มีความนอบน้อมอยู่พอสมควร

“สวัสดีครับคุณเอวา ผมจอห์นนายตำรวจที่ดูแลคดีนี้” เขาแนะนำตัวเอง และการเอ่ยชื่อเธอออกมานั้นบอกให้รู้ว่าเขารู้จักเธอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเมืองนี้จะรู้จักสตรีที่เคยเป็นหมายเลขหนึ่งในตระกูลบลูโน โค

“ปล่อยตัวเขาไปได้หรือยัง” เสียงถามเรียบแต่แฝงด้วยคำสั่ง นายตำรวจใหญ่รับรู้ เพราะคุ้นเคยและเคยงัดข้อกับคนในตระกูลนี้มาบ้าง

“ยังครับ”

“ทำไม ติดขัดอะไร”
ไม่มีคำพูดแต่ใช้สายตาเป็นคำตอบ ปรายไปมองหญิงสาวที่ไม่มีใครสนใจเหมือนไร้ตัวตนอยู่ในห้องนี้ นั่งอยู่บนเก้าอี้ชิดผนัง ไม่ห่างจากที่เขายืนอยู่เท่าไร แล้วพูดเมื่อรู้โดยสัญชาตญาณว่า อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งตระกูลบลูโน โค ต้องมองตามมาแน่นอน

“เธอไม่ยอม”

เขาบอกพลางคิดถึงก่อนหน้านี้ที่ได้พยายามพูดเพื่อให้เรื่องมันจบแล้ว แต่หญิงสาวยืนกรานที่จะเอาเรื่องให้ถึงสุดซึ่งเขาก็เข้าใจ เพราะเพื่อนของเธอถูกทำร้ายร่างกายสาหัสไม่น้อย จะให้มายอมความกันง่ายๆคงจะยาก ที่สำคัญคนก่อเรื่องนิ่งเฉย ไม่มีพูดยอมรับหรือแก้ตัวใดๆออกมาทั้งสิ้น

เอวามองหญิงสาวที่นายตำรวจใหญ่ไม่บอกว่าเป็นใคร แต่รู้โดยปริยายว่าคงเป็นคนที่เอาเรื่องลูกชายเธอ หรี่ตามองชนิดที่คนภายนอกอาจจะรู้สึกว่าแค่มองธรรมดา แต่คนที่ถูกมองรู้สึกว่าไม่ธรรมดา มันมีการเหยียดอยู่ในการมองนั้น

หญิงสาวสบตาอย่างไม่หวั่นและไม่ยี่หระ เพราะเข้าใจคำว่าสังคมมนุษย์ ที่ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน ก็มักจะเป็นแบบนี้ ชอบดูถูกคนทั้งๆที่เป็นคนเหมือนกัน ยิ่งคนที่อยู่กันคนละทวีป มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันยิ่งแล้วใหญ่ การดูถูกเหยียดหยามนั้นมีให้เห็นมานักต่อนักแล้วอีกอย่างถ้าเธอร้อนไปกับการมองนั้น ก็เท่ากับว่าเธอยอมรับการด้อยกว่า แต่อภิราชไพศาลนันท์อย่างเธอ หยิ่งในตัวเองเสมอ

แล้วปรายตามองไปที่ผู้ชายที่ทำให้เพื่อนเธอต้องนอนเจ็บอยู่ในห้องฉุกเฉิน สีหน้ายังไม่มีความรู้สึกสำนึกกับสิ่งที่ได้ทำลงไปสักนิด จะขอโทษสักคำเสียใจสักนิดยังไม่มี มีแต่สายตาที่คอยมองมาที่เธอ มีความน่ากลัวผสมกับการข่มขู่ ทำให้เธอนึกไปถึงตอนเกิดเหตุ เสียงกรีดร้องของเธอ ทำให้คนอื่นที่พักอยู่ห้องข้างๆได้ยินเปิดประตูออกมาดู เดินมาหา ส่งเสียงถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอชี้ไปที่เขา ซึ่งรีบเก็บปืน จากนั้นเธอก็ไม่ได้สนใจเขานอกจากขอให้ทุกคนช่วยเพื่อนของเธอ แล้วทุกอย่างก็วุ่นวาย

เพื่อนของเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เธอตามมาติดๆและเขาที่ไม่ยอมถอยห่างตามมาด้วย เมื่อเพื่อนเธออยู่ในความดูแลของหมอ แล้วมีนายตำรวจคนนี้เข้ามาสอบถาม เพราะมีคนแจ้งเหตุร้ายนี้ให้ทราบ เธอจึงแจ้งความเพื่อเอาเรื่องเขาให้ถึงที่สุดนายตำรวจใหญ่พยายามจะคุยกับเขา แต่เขาไม่พูด ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น แต่สีหน้ากับแววตาที่มองเธอนั้น...น่ากลัว และถึงตอนนี้เธอมีความแปลกใจว่าทำไมเขาไม่หนี ไม่อนาทร ไม่เดือดร้อนกับการกระทำของตัวเองหรือการเอาเรื่องจากเธอเลย

“ฉันขอคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว”

อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของตระกูลบลูโน โค เอ่ยออกมานายตำรวจใหญ่ก็ขยับตัวเหมือนรู้ดีว่าต้องทำยังไง เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้หญิงสาวมองอย่างงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจว่าเขายอมปล่อยเธอไว้กับคนที่ทำร้ายเพื่อนเธอ ซึ่งถือว่าอันตรายได้ยังไง แต่ไม่กี่อึดใจก็เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้คงมีอิทธิพลน่าดู เขาถึงกระเด็นได้เพียงคำพูดไม่กี่คำ

ระบบเส้นสาย อิทธิพล ไม่ว่าชาติใด ชนใด เหมือนกันไปหมด

เอวารอจนนายตำรวจใหญ่ปิดประตูห้อง ก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างลูกชาย ตัวตรง หน้าเชิด วางกระเป๋าไว้บนตัก ยกขาขึ้นไขว่ห้าง จ้องหญิงสาวที่เธอเห็นเป็นเพียงมดเล็กๆ มาทำให้รำคาญแต่ไม่จำเป็นที่เธอต้องลงไปไล่บี้ให้เจ็บมือให้เสียเวลา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ... เธอปรายตาไปมองทนายของตัวเอง ให้ทำหน้าที่แทน

ทนายวัยกลางคนก้มหน้ารับคำสั่ง เพราะทันทีที่ถูกเรียกใช้ เรื่องราวต่างๆก็ถูกส่งมาให้รับรู้ โดยไม่ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร รู้แค่ต้องทำให้ลูกของเจ้านายพ้นผิดให้ได้เท่านั้น เขาเดินไปนั่งข้างหญิงสาว ยิ้มให้เล็กน้อยแล้วแนะนำตัวเองออกมา

“สวัสดีครับ ผมเมอเรย์ ทนายความของคุณเอริค คุณพูดภาษาอังกฤษได้ใช่ไหม”

“ค่ะ” หญิงสาวออกสำเนียงใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาได้อย่างน่าทึ่ง นั่นเพราะเธอเรียนโรงเรียนที่มีทักษะด้านภาษาที่ดีมาตลอด

“งั้นผมขอเข้าเรื่องเลยนะครับ ผมพอจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาบ้างแล้ว และอยากให้เรื่องที่หนักๆเบาบางลง ยินดีที่จะรับฟังว่าคุณต้องการอะไรบ้าง เพื่อให้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย”

“ฉันต้องการให้เขาติดคุกค่ะ”

ทนายเมอเรย์อึ้งไปเล็กน้อย ก็พูดต่อด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน “ผมว่า แค่การทะเลาเบาะแว้งกัน ไม่ได้หนักหนาอะไร ไม่ต้องถึงขั้นนั้นนะครับ”

“ต้องถึงค่ะ การที่เขาชักปืนออกมา และตั้งท่ายิง นั้นหนักมากนะคะ เพราะหมายถึงชีวิตของฉันกับเพื่อนที่จะหมดลมหายใจลงได้ทุกวินาที และที่เขาทำร้ายเพื่อนของฉันจนต้องไปนอนโรงพยาบาลนั่นอีก ก็หนักเช่นกัน จะให้ยอมกันง่ายๆ มันง่ายเกินไปค่ะ เขาควรจะได้รับการลงโทษที่สาสม”

“ผมก็ยังมองว่ามันเกินไปเพราะตอนนี้เพื่อนคุณกับคุณก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว และมันก็เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบของเขา ส่วนเรื่องเพื่อนของคุณเรายินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง รวมถึงยินดีที่จะชดใช้ให้คุณ แล้วแต่คุณจะเรียกร้องเท่าไรก็ได้ครับ”

เสียงของทนายยังคงรอมชอมอย่างใจเย็น แต่เธอไม่อาจจะยอมได้จริงๆ ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ความตายที่อยู่ตรงหน้านั้น...น่ากลัว

“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันบอกสิ่งที่ต้องการไปแล้ว แม้จะสวนทางกัน แต่ฉันยืนยันตามนั่นค่ะ”

“ผมว่าคุณควรจะคิดใหม่”

“กี่ครั้ง ก็คำตอบเดิมค่ะ”น้ำเสียงหนักแน่นพอๆกับสีหน้าและแววตา

ทนายวัยกลางคนรู้หนักใจขึ้นมาทันที ไม่คิดว่าหญิงสาวที่ดูอ่อนวัย สวยหวาน จะดื้อ รั้น มั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงไม่หวั่น ไม่กลัวอันตรายแม้จะอยู่ในต่างถิ่นแบบนี้ เขาปรายตาไปมองเจ้านาย แววตาที่ได้สบนั้น ทำให้เขารู้สึกสงสารหญิงสาวต่างชาตินัก และรู้ว่าหน้าที่ของตัวเองได้จบลงแล้ว จึงไม่พูดอะไรอีก

เอวาตวัดสายตามามองหญิงสาวที่เปรียบเป็นเหมือนมด มาสร้างความรำคาญให้แต่เมื่อไล่ไม่ไป ก็ต้องบี้ให้แหลกคามือ แม้จะยังไม่รู้อะไรมากมาย แต่เธอไม่ชอบการมีปัญหาภายหลัง จะไม่ยอมให้มีอะไร มาทำให้สิ่งที่สำคัญของเธอต้องพังลงไป นั่นคือการปูพรมไว้ให้ลูกของเธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานของตระกูลบลูโน โค

เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินมายืนตรงหน้า แววตาสมเพชความอวดดีของอีกฝ่าย แต่เสียงพูดราวกับใจดีและเห็นใจ “การถือดี บางทีก็อันตราย”

ชิญาดานิ่งไปเล็กน้อย ก็เริ่มจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังสื่อถึงอะไร “คุณขู่ฉันเหรอคะ”

“ฉันให้ข้อคิดต่างหาก”

พูดจบก็ยิ้มเย็นไปถึงดวงตา ชิญาดาที่มองอยู่รู้สึกถึงอันตราย เพราะเคยเห็นสายตาแบบนี้จากพี่ชายกับเพื่อนอีกสอง เสือสิงห์อินทรียามที่ต้องฟาดฟันศัตรู จะดุดันและเหี้ยมมาก เธอกลัว เสียงบอกตัวเองในใจแต่ข่มไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นแล้วเหยียดเหยียบเธอไปมากกว่านี้ อีกอย่างในโรงพยาบาลแบบนี้ ผู้หญิงที่มีอิทธิพลคนนี้ไม่มีทางทำอะไรเธอให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสียหายแน่นอน

ร่างอรชรลุกขึ้นยืน สบตาเหมือนไม่หวั่น แต่นางพญาหงส์ก็ยังมองออก และสำทับออกมาอีกครั้ง “รับข้อเสนอจากทนายของฉันแล้วไปจากที่นี่เสีย”

“ฉันตอบทนายของคุณไปแล้ว และขอยืนยันคำเดิม”

เอวาไม่พูดอะไรอีก หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนตวัดไปมองทนาย บอกด้วยสายตาว่าให้จัดการมดตัวนี้ให้สิ้นซาก แล้วหันหลังให้หญิงสาว สีหน้าก็กระด้างขึ้นทันทีแต่เพียงเดี๋ยวเดียวก็เลือนหายไป เมื่อมีคนเปิดประตูเดินเข้ามา ดวงตาสบกันแต่นั้นไม่สำคัญเท่ากับคำพูดจากอีกฝ่าย ที่ตอกใส่หน้าให้เธอชาไปทั้งตัวว่า ...

“อย่าแตะต้องเธอ”
***********
ขอบคุณที่ติดตามผลงานค่ะ



pream
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 27 ก.ย. 2561, 15:21:03 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 ก.ย. 2561, 15:21:03 น.

จำนวนการเข้าชม : 533





   ตอน 2 >>
atua 28 ก.ย. 2561, 02:32:11 น.
ดีใจที่เห็นนิยาย จะลงจนจบไหมค่ะ ชอบสำนวนของผู้แต่งมากๆๆๆ ค่ะ


แว่นใส 1 ต.ค. 2561, 08:28:10 น.
เขาเป็นใครนะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account