ราคีสีเพลิง:รังสี ดุจดาริน รางนาก(ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
‘ดีเลิศ’ และ ‘บัวบุษบา’ แต่งงานกันท่ามกลางความขัดแย้งของสองตระกูล
ท่ามกลางความเกลียดชังของยาย ‘เจิมจันทร์ เสน่ห์จันทน์’
ผู้ไม่มีวันยอมรับหลานสะใภ้นอกคอกอย่างหล่อน!

หลายปีที่ชายหนุ่มประคับประคองครอบครัวอย่างดีเลิศสมชื่อ
บัวบุษบากลับฝันร้ายถึงเหตุการณ์ฆาตกรรมเมื่อหลายสิบปีก่อนแทบทุกคืน
ไหนยังตะกรุดประหลาดที่ทิ้งไปกี่ครั้งก็กลับมาอยู่ที่เดิมได้เสมอ
และความรู้สึกเสียวสันหลังราวกับมีใครจับจ้องมองหล่อนอยู่ตลอดเวลา
ทำให้บัวบุษบารู้สึกกลัว ‘เรือนเสน่ห์จันทน์’ อันแสนลึกลับ
มากพอๆ กับที่หล่อนกลัว ‘ความจริง’ ที่ซ่อนอยู่ใน ‘ความฝัน’ ของตนเอง!


*******************

สั่งซื้อได้แล้ววันนี้! **หนังสือพร้อมส่ง**

ราคา 218 บาท (ส่งลงทะเบียน บวกเพิ่ม 25 บาท ส่ง ems บวกเพิ่ม 45 บาท)

-inbox สั่งซื้อกับแอดมินเพจปลายปากกาสำนักพิมพ์
-ศูนย์หนังสือจุฬาฯ
-ร้านนิยายออนไลน์ เช่น ร้านนิยายรัก และร้านbooktogothailand


*******************

eBook วางจำหน่ายที่เว็บ Mebmarket ที่เดียวเท่านั้น!


*******************

หมายเหตุ: นิยายเรื่องนี้เป็นซีรีส์ "ร้อยเล่ห์เสน่ห์จันทน์" มีทั้งหมด 4 เรื่อง แต่งโดยนักเขียน 3 ท่าน ดังนี้
-ราคีสีเพลิง แต่งโดย รังสี (วิรัตต์ยา) ดุจดาริน (พิมาลินย์) รางนาก (สะมะเรีย)
-มาลีเริงไฟ แต่งโดย รังสี (วิรัตต์ยา)
-เลื่อมลายพรายจันทร์ แต่งโดย ดุจดาริน (พิมาลินย์)
-ม่านมนตกานต์ แต่งโดย รางนาก (สะมะเรีย)

*******************

จุดเชื่อมโยงคือ 'ยายเจิมจันทร์ เสน่ห์จันทน์' ยายของหลานๆ ทั้ง 4 ซึ่งเป็นตัวเอกของทั้ง 4 เรื่องด้านบนเลยจ้า แต่ละเรื่องก็เป็นเรื่องราวของหลานๆ แต่ละคนแตกต่างกันไป (ราคีสีเพลิง เป็นเรื่องราวของหลานชายคนโต หนุ่มเนื้อหอมประจำบ้านเสน่ห์จันทน์ค่ะ)


ใครชอบแนวนิยายรักโรแมนติก ดราม่า สยองขวัญ มีการเล่นคุณไสยมนตร์ดำ อิจฉาริษยา ปมกลับชาติมาเกิด และเหล่าบริวารผีรับใช้ จัดไป! ทีมงานปลายปากกาสำนักพิมพ์นำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ


*******************

นักอ่านที่สนใจสั่งซื้อแพ็กคู่ (ราคีสีเพลิง+มาลีเริงไฟ) จากราคาเต็ม 558 บาท ขายเพียง 491 บาทนะคะ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าส่ง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ 'ปลายปากกา สำนักพิมพ์'

Tags: ผี ดราม่า ริษยา โรมานซ์ กลับชาติมาเกิด คุณไสย

ตอน: บทที่ 1 เรือนเสน่ห์จันทน์ -100%

กาลเวลาล่วงเลยพ้นผ่านดั่งสายน้ำที่ไหลไปแล้วไม่หวนกลับมา ป่าไม้และทุ่งหญ้าส่วนใหญ่กลายเป็นตึกรามบ้านช่อง แต่ไม่ใช่ทั้ง หมดของ ‘ซอยขุนนาง’ ซอยตันแห่งหนึ่ง ณ ชานเมืองของกรุงเทพมหานคร สถานที่ซึ่งบัวหลวงกลางสระบัวยังพากันออกดอกตูม เบ่งบาน แล้วแห้งเหี่ยวลงตามกฎแห่งธรรมชาติไม่ต่างจากเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน

มีกำเนิด ก็มีเติบโต มีเติบโต ก็มีมรณกรรม

เป็นเรื่องธรรมดา...

ปากซอยขุนนางค่อนข้างจอแจ เพราะมีตลาดใหญ่และตึกแถวผุดขึ้นมากมาย แต่ช่วงกลางซอยมีเพียงบ้านเรือนบางตา บ้างก็เป็นเรือนเก่าตามยุคสมัยต่างๆ บ้างก็ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่เป็นแบบโมเดิร์นตามแต่รสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ พื้นที่ว่าง ผืนนา และป่ายังพอมีให้เห็น ทำให้บริเวณนั้นมีสภาพแบบใกล้เคียงกับหลายสิบปีก่อน แตกต่างจากหน้าปากซอยราวอยู่คนละยุคสมัย

สุดซอยเป็นพื้นที่บ้านขนาดใหญ่ โค้งประตูไม้สักหน้าบ้านมีตัวหนังสือสลักเสลาอ่อนช้อยงดงามว่า ‘เสน่ห์จันทน์’ หลังประตูเป็นถนนโรยกรวดซึ่งถูกรายล้อมด้วยป่าประดู่

สิ้นสุดถนนโรยกรวด เป็นกำแพงอิฐสูงที่มีไม้เลื้อยระดะปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นตัวกำแพง ระหว่างกำแพงมีประตูไม้เก่า หลังกำแพงเป็นเรือนไทยแบบหมู่ยกพื้นสูงสร้างจากไม้สักทองทั้งหลัง ตั้งเรียงกันเป็นตัวยู และมีทางเชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆ โดยที่หลังคาไม่ชนกัน ทำให้แลดูไม่อึดอัดนัก

ที่หน้าเรือนเสน่ห์จันทน์ มีชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ท่าทางสุภาพ ในชุดแต่งกายลำลอง ยืนมองเรือนไทยเหล่านั้นด้วยแววตา แห่งความคิดถึงและอิ่มเอมใจที่ได้กลับมา ‘บ้าน’ หลังจากต้องห่างไปทำงานที่ต่างประเทศถึงสี่ปี

กระทั่งหญิงสาวหน้าหวานแฉล้ม ปากคอคิ้วคางรับกันไปเสียทุกส่วน เรือนร่างแบบบางอรชรอ้อนแอ้น เดินมาถึงหน้าประตูเรือน หญิงสาวแย้มยิ้มอ่อนหวานก่อนเดินลงบันไดมาหา และชายหนุ่มก็ยื่นมือไปจับมือเธอบีบเบาๆ อย่างรักใคร่

“แม่พิณบอกว่า คุณยายท่านพร้อมให้เราเข้าพบแล้วค่ะพี่โต”

“ครับ” ดีเลิศ เสน่ห์จันทน์ ตอบรับด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยรักสุดหัวใจ

แต่แล้วคิ้วเข้มของเขาก็ขมวดเข้าหากันเมื่อสังเกตเห็นว่า แม้ หญิงสาวตรงหน้าจะยิ้ม...แต่ดวงตากลับไม่ยิ้มไปด้วย บัวบุษบาดูฝืดฝืน มีร่องรอยของความกังวล และดูเหมือนพยายามจะยิ้มให้เขาสบายใจมากกว่า

“บัวเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่เป็นไรค่ะ” บัวบุษบาสั่นหน้า “รีบไปเถอะค่ะ ปล่อยให้คุณยายรอนานไม่ดี”

พูดจบหญิงสาวก็ค่อยๆ ปล่อยมือจากเขาเพื่อเดินนำขึ้นเรือนไปก่อน แต่ดีเลิศเอื้อมมือไปแตะแขนเรียวเสลานั้นเป็นเชิงรั้งไว้

“คุณยายท่านดุบัวใช่ไหม”

บัวบุษบานิ่งเงียบ ท่าทางอึดอัด ชายหนุ่มจึงบีบมือเธอปลอบอย่างเข้าใจ และแตะเอวบางพาขึ้นเรือนด้วยความไม่สบายใจ อดีตเมื่อนานปีราวกับจะย้อนกลับมาหลอกหลอนทั้งที่เขาภาวนาขอให้ยายหายโกรธและยอมรับบัวบุษบาเสียที

เจิมจันทร์ เสน่ห์จันทน์ คุณยายของเขาไม่ชอบบัวบุษบา

ภรรยาของดีเลิศ...

‘ตระกูลเราสืบทอดมาจากตระกูลขุนนาง มียศมีศักดิ์ ยิ่งพ่อโตทำงานในสถานทูตต้องหาผู้หญิงที่เหมาะสมกันในทุกด้าน ไม่ใช่จะคว้าผู้หญิงชั้นต่ำที่ไหนมาก็ได้นะ’ ยายต่อว่าทันทีที่ทราบว่าเขาคบหากับบัวบุษบา ซึ่งเป็นหญิงสาวบ้านใกล้เรือนเคียง

‘บัวเป็นคนดี เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับผม อีกอย่าง บัวก็ไม่ใช่ผู้หญิงชั้นต่ำ คุณยายก็ทราบว่าเธอมีความประพฤติดี ไม่เคยมีเรื่องเสียหาย บ้านมิ่งมงคลก็เคยมีบรรพบุรุษเป็นขุนนาง มีหน้ามีตา ไม่ต่างจากตระกูลเรา’

‘ขุนนางเรอะ’ เจิมจันทร์เอ่ยเยาะหยัน

‘นั่นมันนานมาแล้ว แต่ตอนนี้พวกมันก็แค่ผู้ดีเก่า สมบัติพัสถานอะไรก็ไม่มีเท่าเรา และที่สำคัญ มันเป็นลูกหลานของไอ้แสง!’

น้ำเสียงของยายบ่งบอกความเกลียดชังชื่อนั้นรุนแรง

‘ยายเกลียดมัน เกลียดลูกหลานมันทุกคน ฉะนั้น นี่คือคำสั่ง ไม่ใช่คำขอร้อง พ่อโตห้ามคบกับเด็กนั่นเด็ดขาด!’

แสงคือคุณตาทวดของบัวบุษบา เป็นรุ่นพ่อของเจิมจันทร์เสียด้วยซ้ำ ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าทั้งคู่บาดหมางอะไรกัน รู้แต่ว่าผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ ทวดแสงเองก็สั่งห้ามบัวบุษบาไม่ให้คบหากับดีเลิศเช่นกัน แต่คำสั่งของทั้งคู่ ไม่มีผลกับเขาและบุษบา เขากับเธอคิดตรงกันว่าจะไม่ปล่อยให้ความเกลียดชังของผู้ใหญ่ทำลายความรักระหว่างกัน

ในที่สุดทวดแสงก็ยอมรับในตัวเขา ขณะที่ยายนับวันกลับยิ่งเกลียดบัวบุษบาเข้าไส้ ถึงกระนั้นเมื่อสี่ปีที่แล้ว เขาก็ดื้อดึงแต่งงานกับบัวบุษบาจนได้ แม้ว่ายายจะประกาศไม่ยอมมาร่วมงานแต่งงานก็ตาม ก่อนชายหนุ่มจะพาภรรยาย้ายไปทำงานที่ปีนัง แล้วจึงย้ายกลับเมืองไทยในปีนี้

ดีเลิศคิดว่า หากมีทายาทมากราบคุณยายทวด เจิมจันทร์อาจจะเอ็นดูหลานและใจอ่อนลงบ้าง แต่สี่ปีมานี้ก็ไม่มีวี่แววที่พวกเขาจะมีลูกด้วยกันเลย...



***************************



สองสามีภรรยาต้องเดินผ่านต้นปีบที่ขึ้นสูงตระหง่านเหนือพื้นไม้ จึงจะพบศาลากลางเรือน ซึ่งเปิดโล่ง ยกพื้นสูงเป็นตั่งอยู่กลางลานกว้างบนเรือนเสน่ห์จันทน์

เจิมจันทร์นั่งรออยู่แล้ว นางเป็นหญิงชราวัยประมาณเจ็ดสิบปีเศษ ใบหน้ามีเค้าความงามในวัยสาว แต่เป็นความงามที่ดุ ด้วยดวงตาที่คมประดุจเหยี่ยว ริมฝีปากที่มักเม้มอยู่เป็นนิจ เส้นผมของนางสีดำสนิทผิดกับผู้หญิงวัยเดียวกัน นางอยู่ในชุดผ้าไหมไทยแบบเรียบ ใบหน้าเชิดนิ่ง แสดงออกถึงความไว้ตัว

“สวัสดีครับคุณยาย” ดีเลิศนั่งลงข้างตั่งยกพื้นสูงที่เจิมจันทร์นั่งอยู่ เขาก้มลงกราบ ก่อนเงยหน้ามองท่าน

“ผมคิดถึงคุณยายมากเลยครับ”

เจิมจันทร์เชิดหน้านิ่งอยู่นาน แต่เมื่อหันกลับมาสบตาหลานชายสุดรัก นางก็ใจอ่อน ถอนหายใจยกมือลูบเรือนผมดำขลับของดีเลิศอย่างเอ็นดูราวกับเขายังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ก็ไม่ปาน

“ยายนึกว่าชาตินี้จะไม่ได้พบหน้าพ่อโตอีกแล้ว”

“คุณยายพูดอะไรอย่างนั้น ยังไงผมก็ต้องกลับบ้านเราสิครับ”

เจิมจันทร์ยิ้มพึงพอใจ ไม่แม้แต่ชายตาไปทางหลานสะใภ้ ซึ่งนั่งเยื้องหลานชายไปทางด้านหลัง

บัวบุษบาก้มหน้านิ่ง ไม่ได้ยกมือไหว้เจิมจันทร์ตามมารยาทอันควร นั่นเพราะเธอได้พบหญิงชราก่อนหน้านี้แล้วและก็ไหว้ทักทายไปแล้ว เพราะตอนที่มาถึงบ้านเสน่ห์จันทน์ สายพิณรายงานว่าเจิมจันทร์ยังไม่พร้อมออกมาพบใคร เธอกับดีเลิศจึงเอากระเป๋าเดินทางเข้าไปเก็บที่เรือนของตน หลังจากนั้นดีเลิศก็ออกไปเดินสำรวจบ้านด้วยความคิดถึงหลังจากจากไปนาน

เขาชวนบัวบุษบาไปด้วยกัน แต่หญิงสาวก็เกรงใจสายพิณแม่บ้านเก่าแก่ที่ต้องจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ให้จึงปฏิเสธ และบอกให้เขาล่วงหน้าไปก่อน กระทั่งจัดเสื้อผ้าเสร็จแล้วนั่นเองเธอจึงจะออกไปหาสามี บัวบุษบาพบเจิมจันทร์ที่หน้าเรือนเล็กซึ่งเป็นเรือนส่วนตัวของท่าน หญิงสาวชะงัก ทรุดกายลงนั่งพับเพียบยกมือไหว้ตามที่ดีเลิศเคยสอนว่าที่บ้านนี้ ลูกหลานทุกคนต้องนั่งพับเพียบก่อนไหว้เจิมจันทร์เสมอ

เจิมจันทร์ไม่เพียงไม่รับไหว้เท่านั้น แต่นางไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ แล้วเดินผ่านไปราวกับว่าบัวบุษบาเป็นอากาศธาตุ

“คุณยายยังดูแข็งแรงเหมือนเดิมเลยนะครับ ว่าไหมบัว”

ดีเลิศหันมาเชิงขอความเห็นจากภรรยา พลางเขยิบลงมานั่งเคียงข้าง เขาขยิบตาเป็นสัญญาณให้บัวบุษบาคุยกับยายบ้าง ซึ่งหญิงสาวก็ลองดู เผื่อว่าต่อหน้าดีเลิศหลานรัก เจิมจันทร์จะไม่กล้าร้ายกาจนัก

“ใช่ค่ะ คุณยายดูสาวกว่าคนวัยเดียวกันมากเลยนะคะ สงสัยบัวต้องขอเคล็ดลับจากคุณยายบ้างแล้วละค่ะ” หญิงสาวยิ้ม สนับสนุนความคิดของสามีอย่างจริงใจ เพราะเจิมจันทร์ดูสาวกว่าอายุจริงๆ หากไม่รู้จักกันมาก่อนบอกว่าเพิ่งสี่สิบห้าสิบ บัวบุษบาก็คงเชื่ออย่างไม่แคลงใจ

“ฉันไม่ให้แก” เจิมจันทร์ตอบเสียงกร้าว มองใบหน้าสวยหวานด้วยความเกลียดชังชัดแจ้ง ก่อนหันไปทางหลานชาย

“พ่อโตดูซูบๆ ไปนะ อาหารการกินมันไม่ถูกปาก หรือเมียแกดูแลไม่ดี...”

“ตรงกันข้ามเลยครับ บัวดูแลผมดีมาก ทั้งงานบ้านงานเรือน การเป็นคู่คิด...” ชายหนุ่มเว้นช่วงเพื่อจับมือภรรยากระชับแน่น “และคู่ชีวิต”

เจิมจันทร์เม้มปากแน่น ก่อนเอ่ย

“แล้วแกนี่ยังไง แม่บัว กลับจากเมืองนอก ไม่คิดจะไปเยี่ยมโคตร เหง้าศักราชแกหรือไง ใจคอคิดจะอยู่แต่กับผัวเรอะ”

“บัวเขาตั้งใจไว้ว่า พอไหว้คุณยายเสร็จก็จะไปหาคุณพ่อคุณแม่ของเธอครับ”

ดีเลิศตอบแทนภรรยา ที่ตอนนี้เอาแต่ก้มหน้านิ่ง

“ไหว้เสร็จแล้วนี่ ก็ไปซะสิ นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ได้”

เจิมจันทร์ออกปากไล่

“ค่ะ ถ้างั้นบัวขอตัวก่อนนะคะ”

บัวบุษบาขยับตัว ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอกับสามีตั้งใจจะไปหาครอบครัวของเธอพร้อมกัน แต่ตอนนี้ เธอแทบจะทนอยู่บ้านหลังนี้ต่อไม่ได้ รังสีความเกลียดชังลอยอยู่เต็มบ้านไปหมด!

“เดี๋ยวผมมาคุยกับคุณยายใหม่นะครับ”

ดีเลิศลุกขึ้นตามภรรยา เจิมจันทร์จึงรีบร้องห้ามทันที

“พ่อโตอยู่กับยายก่อน ยายมีเรื่องจะคุยด้วย...ปล่อยเมียแกให้เขาอยู่กับครอบครัวเขาให้สบายใจไปเถอะ ไปรบกวนเวลาครอบครัวเขาทำไม”

“แต่ผมต้องไปทักทายคุณพ่อคุณแม่ของบัว...”

“ก็ไปวันหลังสิ”

เจิมจันทร์สั่งเสียงเข้ม แววตาดุดัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเรียบและเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

“ใจแกตอนนี้คงอยากจะทิ้งยายแก่ๆ ที่รอแกกลับมา ให้อยู่คนเดียวเหมือนเดิมจะแย่แล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นจะไปไหนก็ไปเถอะ”

“ผมไม่...”

“พี่โตคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” บัวบุษบารีบเอ่ยขัดก่อนสามีจะพูดจบ เพราะดูเหมือนสงครามเย็นกำลังคุกรุ่น หากดีเลิศขัดขืนเจิมจันทร์มากไปกว่านี้ เธอคงไม่ได้อยู่ที่นี่อย่างสงบสุขเป็นแน่

“พี่โตค่อยไปพบคุณพ่อคุณแม่ของบัววันหลังก็ได้ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น บัวอย่าเพิ่งไปนะ รอไปพร้อมผมวันหลัง”

บัวบุษบาไม่ได้รับปาก เธอก้าวลงจากตั่งแล้วเดินกลับเรือนเงียบๆ

ดีเลิศมองตามร่างแบบบางของภรรยาด้วยความเห็นใจ พร้อมกันนั้นก็หนักใจเป็นอย่างยิ่ง เขาต้องทำเช่นไร ยายของเขาถึงจะเลิกแค้นเคืองครอบครัวของบัวบุษบาและเอ็นดูภรรยาของเขาบ้าง



********************



ดีเลิศอยู่พูดคุยกับยายเจิมจันทร์ต่ออีกนับชั่วโมงได้ เมื่อเห็นว่าเป็นเวลานานพอสมควรแล้วจึงขอตัวไปพักผ่อน เพราะยังเหนื่อยจากการเดิน ทาง

เรือนของชายหนุ่มนอกจากมีห้องน้ำในตัวแล้ว แบ่งเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ ภายในตกแต่งไว้อย่างเรียบง่าย มีเตียงกว้างอยู่กลางห้อง โซฟายาววางมุมหนึ่ง และตู้เสื้อผ้าเข้ามุมดูเรียบร้อยสะอาดตา ส่วนอีกห้องนั้นเป็นห้องสมุด สมัยยังเป็นเด็กนักเรียน เขากับน้องสาวและญาติผู้น้องลูกสาวของคุณน้าอีกสองคน มักเข้าไปทำการบ้านกันในนั้น

ดีเลิศพบร่างแบบบางของภรรยายืนพิงหน้าต่างห้อง มองเหม่อออกไปด้านนอก ชายหนุ่มจึงตรงเข้าไปสวมกอดเธอจากด้านหลัง ก้มลงจูบขมับของเธอเบาๆ อย่างเห็นใจ

“พี่รู้ว่าบัวไม่อยากอยู่ที่นี่ พี่ไม่น่ารั้นพาบัวมาเลย พี่ขอโทษ...”

บัวบุษบาหันมามองสบตาเขา

“บัวมีพี่โตอยู่ข้างๆ อย่างนี้ บัวอยู่ได้ค่ะ อีกอย่าง...ที่นี่เป็นบ้านของพี่ และคุณยายก็เป็นญาติผู้ใหญ่ที่อายุมากแล้ว พี่โตเป็นหลานชายคนโตกลับมาดูแลคุณยายก็เป็นเรื่องดีค่ะ”

ดีเลิศถอนหายใจ ปฏิเสธสิ่งที่บัวบุษบาพูดมาไม่ลง เจิมจันทร์เป็นญาติผู้ใหญ่ที่อายุมากแล้วจริงอย่างเธอว่า แม้ภายนอกนางจะยังดูสาวมากก็ตามที ส่วนบิดาของเขานั้นหย่าขาดกับมารดาของเขาไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่ดมิสา...น้องสาวคนเดียวของเขายังแบเบาะ แล้วบิดาก็ไม่เคยกลับมาหาอีกเลยจนดีเลิศเองก็ลืมหน้าท่านไปแล้ว ขณะที่มารดาของเขาทนทุกข์อยู่จนดมิสาเรียนจบกุมารแพทย์ ก็ตัดสินใจออกบวชชีอยู่ที่วัดป่า แม้แม่ชีดาราวลีจะยังค้นหาความสงบสุขไม่เจอ แต่อย่างน้อยท่านก็มีคนที่วัดดูแล และท่านเองก็ยังไม่ชรา ยังดูแลตัวเองได้

ตอนนี้ญาตาวีและญานีน ลูกสาวทั้งสองของน้าจิรัญญา...น้องสาวของแม่ชีดาราวลี ก็ย้ายออกจากบ้านกันไปหมดแล้ว เหลือแค่ดมิสาเท่านั้นที่ยังอาศัยอยู่ที่นี่ แต่สายพิณบอกว่าวันนี้เธอมีเข้าเวรที่โรงพยาบาลถึงสองแห่ง และต้องกลับมาเปิดคลินิกที่หน้าบ้านอีกจนถึงสองทุ่ม กว่าเขาจะได้เจอหน้าน้องสาวก็คงเป็นเช้าวันพรุ่งนี้

“บัวอดทนหน่อยนะ พี่เชื่อว่าวันนึงยายจะเข้าใจและรักบัวแบบที่พี่รัก ต่อให้ยายอคติแค่ไหน แต่พี่จะพยายามเกลี้ยกล่อมให้ท่านยอมรับบัวในสักวัน”

ชายหนุ่มให้คำสัญญาหนักแน่น

บัวบุษบาพยักหน้า มองเขาด้วยความเชื่อมั่นและไว้วางใจ

“บัวจะอดทนค่ะพี่โต บัวหวังว่าวันหนึ่งท่านจะเมตตาบัวบ้าง... ขอบคุณมากนะคะที่อยู่เคียงข้างบัวเสมอไม่ว่าบัวจะเจออะไร ถ้าไม่มีพี่โต บัวก็ไม่รู้จะอยู่ยังไงเลย”

แทนคำพูดใดๆ ดีเลิศก้มลงหอมแก้มภรรยาสาว แล้วเลื่อนไปที่ริมฝีปากนุ่มก่อนกดย้ำอย่างแสนเสน่หา บัวบุษบาปิดเปลือกตา ยินยอมโอนอ่อนสู่อ้อมกอดของสามี เธอยกมือขึ้นลูบแก้มเขา ก่อนเลื่อนลงมายังเสื้อเชิ้ตและแตะปลายมือลงยังรังดุม ขณะที่รสจูบรุ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ

แต่แล้วหญิงสาวก็ชะงัก ผลักเขาออก ก่อนมองไปรอบๆ ห้องด้วยความแปลกใจ

“มีอะไรเหรอบัว” เขากระซิบถามข้างแก้ม ก่อนเลื่อนริมฝีปากสู่ลำคอระหงอ่อนนุ่ม แต่บัวบุษบาก็ผลักเขาออกอีกครั้ง

“พี่โต บัวรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเลย” หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอรู้สึกอย่างนี้ นับแต่จำความได้และเห็นบ้านหลังนี้ ทุกครั้งที่เข้ามาที่นี่ เธอจะรู้สึกว่ามีคนคอยจับตามองเสมอ ทั้งที่ก็ไม่มีใครอยู่ในบริเวณเดียวกัน

“ไม่มีใครหรอกจ้ะ” ถึงจะเคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกันยามอาศัยอยู่ในเรือนนี้ แต่ชายหนุ่มไม่เชื่อเรื่องผีสางจึงไม่อยากจะสนใจ

เขาโน้มลงบดจูบดูดดื่ม ดึงร่างอ่อนนุ่มมาแนบชิด ลูบคลึงไปทั่วและเลื่อนมือเข้าไปในเสื้อ ปลุกปั่นให้เธอร้อนรุ่ม หอบหายใจแรง ตอบสนองเขาอย่างเข้าขากัน มือน้อยปลดกระดุมเสื้อชายหนุ่มอย่างรีบร้อน ก่อนสอดฝ่ามือเย็นเฉียบเข้าไปลูบไล้อกกว้าง แล้วดันเสื้อเขาออกจากร่างกายกำยำสมบูรณ์แบบของสามี

เสียงเสื้อผ้าร่วงหล่นดังสวบสาบ จากเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโต ก็ตามด้วยเดรสสีกลีบบัวและบราเซียร์ลูกไม้สีขาว บัวบุษบาเอื้อมมือโอบรอบคอสามีไว้เมื่อถูกอุ้มมาวางบนฟูกนอนนิ่ม เธอถอนหายใจอย่างเป็นสุขเมื่อริมฝีปากและปลายลิ้นร้อนผ่าวสาละวนอยู่กับบัวงาม มือไม้หยาบกระด้างก็เลื่อนลูบผิวกายนุ่มไม่อยู่สุข

หญิงสาวแทบสะดุดลมหายใจเมื่อชายหนุ่มเลื่อนปลายนิ้วจากปลายยอดสีชมพูหวาน ลงยังเนินเนื้อหนักอึ้งใต้ฐานบัว เขาเลื่อนมือลงอย่างเชื่อง ช้าเย้ายวน ริมฝีปากซุกซนเลื่อนขึ้นมาบดจูบรุกรานกลีบปากหอมหวานหนักหน่วง!

“อือ” หญิงสาวหลับตาแน่น ขบริมฝีปากสามีอย่างรัญจวนใจ มือของเขาเลื่อนลงจนถึงหน้าท้องแบนราบ ไล้วนรอบสะดือจนเธอหอบหายใจกระเส่า ผิวกายเห่อร้อนไปทั่วด้วยไฟเสน่หา

แต่เมื่อปลายนิ้วร้อนผ่าวแตะขอบซับในและกำลังจะรุกรานเข้าไปแสวงหาความลึกลับชื้นฉ่ำ ประตูห้องก็ถูกเคาะ

“คุณโตคะคุณโต” สายพิณร้องเรียก

“คุณท่านเรียกค่ะ ท่านว่าให้ไปหาเดี๋ยวนี้”

ดีเลิศหอบหายใจแรง ยิ่งถูกขัดจังหวะก็ยิ่งบดจูบภรรยาสาวด้วยความปรารถนา มือใหญ่ล้วงหายเข้าไปใต้ซับใน แต่มือน้อยกลับดึงมือเขาออกมาและผลักอกชายหนุ่มออก บัวบุษบามองสบตาสามี เธอเองก็ทรมานพอกันหากต้องหยุดตอนนี้ แต่เธอไม่อยากเสี่ยงมีปัญหากับคุณยายของสามีในภายหลัง

“ไปเถอะค่ะ บัวไม่อยากมีเรื่อง”

เสียงเธอสั่นพร่า ทว่าหนักแน่น

ดีเลิศซบหน้าลงกับไหล่ภรรยา มือเขาวนเวียนรอบเนินเนื้ออวบอิ่มยวนตา ก่อนอ้านิ้วออกกว้างแล้วจับบัวงามไว้ชั่วระยะหนึ่งนิ่งๆ เมื่อสายพิณเคาะประตูอีกครั้ง ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นตะโกนตอบ

“ครับ กำลังออกไปครับ”

บอกจบก็ก้มลงจูบปิดปาก ไล้ลิ้นไปรอบโพรงปากหอมหวาน เขาเลื่อนมือเข้าไปใต้ซับในอย่างไม่คาดฝัน เสียดสีดุดันจนบัวบุษบาเบิกตากว้าง ก่อนปิดเปลือกตาลงแน่นด้วยความวาบหวาม เธอถึงฝั่งฝันเพราะความช่ำชองของสามีหลังจากนั้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที!

“อื้อ...พี่โต”

หญิงสาวครวญเสียงหวานชิดริมฝีปากสามี ร่างกายอ่อนนุ่มสั่นเทาไปทั้งร่างด้วยความหฤหรรษ์

“คืนนี้ใส่ชุดนั้นนะ ชุดที่พี่ซื้อให้บัว สีดำลูกไม้...”

ชายหนุ่มกระซิบบอก ก่อนผละจากร่างภรรยาสาวแล้วเก็บเสื้อผ้าบนพื้นวางไว้ให้บนเตียง รวมถึงใช้ผ้าห่มคลุมตัวเธอด้วย เขาสวมเสื้อกลัดกระดุมอย่างเร่งรีบ ก่อนแง้มประตูมองให้แน่ใจว่าสายพิณไม่ได้อยู่หน้าห้องแล้ว จึงก้าวออกไปแล้วงับประตูปิดแน่นหนา

บัวบุษบาถอนหายใจอย่างเป็นสุข เธอลุกจากเตียงแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปชั่วครู่ก็กลับออกมาโดยมีผ้าขนหนูพันตัวเพียงผืนเดียว ทว่าเมื่อกำลังทาครีมอยู่หน้ากระจก บัวบุษบาก็รู้สึกเหมือนมี ‘ใครบางคน’ ยืนอยู่ข้างหลัง แต่เมื่อหันขวับไปมองก็กลับพบเพียงความว่างเปล่า

หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ก่อนพยายามปลอบและกล่อมตัวเองไปด้วยในทีว่าไม่มีอะไรหรอก

สงสัยจะคิดมากไปเองจริงๆ...

บัวบุษบาแต่งตัวเสร็จแล้วก็เปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดนอนที่ดีเลิศพูดถึงมาเตรียมไว้และเตรียมชุดนอนไว้ให้เขาด้วยตามประสาภรรยาที่ดี โดยไม่อาจเห็นชัดเจนด้วยตาเนื้อว่า ภายในห้องนี้ไม่ได้มีแค่เธออยู่เพียงลำพัง... เงาดำรูปร่างเหมือนมนุษย์รายล้อมเธออยู่นับสิบตน!

แต่พวกมันทั้งหมดยังไม่น่ากลัวเท่าผีผู้หญิงผมยาวกรอมเท้า ยืนฉีกยิ้มแสยะ มือขรุขระน่าเกลียดยกขึ้นเพื่อเกลี่ยปลายเล็บยาวเฟื้อยลงยังริมฝีปาก

‘น่ากินเหลือเกิน...’

พวงมองเนื้อสาวขาวผ่องแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกระหาย มันทำจมูกฟุดฟิดดม ได้กลิ่นเนื้อหนังมังสาของสาวรุ่นแตกต่างจากเนื้อเหี่ยวๆ ของสายพิณกับเจิมจันทร์ ก็ยิ่งแอบเช็ดน้ำลาย

นี่หากเจิมจันทร์ไม่ห้ามไว้เพราะไม่อยากให้บัวบุษบาตายไปจนกลายเป็นรักฝังใจดีเลิศแล้วละก็ มันคงได้หม่ำอีเด็กศัตรูของเจิมจันทร์ผู้นี้ไปเสียนานแล้ว

พวงไม่เข้าใจอารมณ์รักๆ ใคร่ๆ ฉันหนุ่มสาวดอก แต่เจิมจันทร์ก็คาดโทษบัวบุษบาไว้ว่า หากวันใดดีเลิศเกลียดชังหล่อนจนเลิกรากันแล้วไซร้ นางจะจัดการ ‘เชือด’ บัวบุษบาให้ตายอย่างช้าๆ ให้สาสมใจ แล้วยกให้พวงกินไม่ให้เหลือแม้กระทั่งซากวิญญาณ!

‘อย่าเพิ่งใจเสาะหนีไปเสียก่อนล่ะ’

มันหัวเราะเสียงเย็นยะเยียบ

‘ไว้แม่นายจัดการให้ผัวมึงเกลียดมึงได้เมื่อไร กูคงจะได้กินมึงเสียทั้งตัว!’



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 16 พ.ย. 2561, 14:38:04 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 16 พ.ย. 2561, 17:25:15 น.

จำนวนการเข้าชม : 111





<< บทนำ   บทที่ 2 ตะกรุดผีสิง -100% >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account