ราคีสีเพลิง:รังสี ดุจดาริน รางนาก(ปลายปากกาสำนักพิมพ์)
‘ดีเลิศ’ และ ‘บัวบุษบา’ แต่งงานกันท่ามกลางความขัดแย้งของสองตระกูล
ท่ามกลางความเกลียดชังของยาย ‘เจิมจันทร์ เสน่ห์จันทน์’
ผู้ไม่มีวันยอมรับหลานสะใภ้นอกคอกอย่างหล่อน!

หลายปีที่ชายหนุ่มประคับประคองครอบครัวอย่างดีเลิศสมชื่อ
บัวบุษบากลับฝันร้ายถึงเหตุการณ์ฆาตกรรมเมื่อหลายสิบปีก่อนแทบทุกคืน
ไหนยังตะกรุดประหลาดที่ทิ้งไปกี่ครั้งก็กลับมาอยู่ที่เดิมได้เสมอ
และความรู้สึกเสียวสันหลังราวกับมีใครจับจ้องมองหล่อนอยู่ตลอดเวลา
ทำให้บัวบุษบารู้สึกกลัว ‘เรือนเสน่ห์จันทน์’ อันแสนลึกลับ
มากพอๆ กับที่หล่อนกลัว ‘ความจริง’ ที่ซ่อนอยู่ใน ‘ความฝัน’ ของตนเอง!


*******************

หมายเหตุ: นิยายเรื่องนี้เป็นซีรีส์ "ร้อยเล่ห์เสน่ห์จันทน์" มีทั้งหมด 4 เรื่อง แต่งโดยนักเขียน 3 ท่าน ดังนี้
-ราคีสีเพลิง แต่งโดย รังสี (วิรัตต์ยา) ดุจดาริน (พิมาลินย์) รางนาก (สะมะเรีย)
-มาลีเริงไฟ แต่งโดย รังสี (วิรัตต์ยา)
-เลื่อมลายพรายจันทร์ แต่งโดย ดุจดาริน (พิมาลินย์)
-ม่านมนตกานต์ แต่งโดย รางนาก (สะมะเรีย)

*******************
จุดเชื่อมโยงคือ 'ยายเจิมจันทร์ เสน่ห์จันทน์' ยายของหลานๆ ทั้ง 4 ซึ่งเป็นตัวเอกของทั้ง 4 เรื่องด้านบนเลยจ้า แต่ละเรื่องก็เป็นเรื่องราวของหลานๆ แต่ละคนแตกต่างกันไป (ราคีสีเพลิง เป็นเรื่องราวของหลานชายคนโต หนุ่มเนื้อหอมประจำบ้านเสน่ห์จันทน์ค่ะ)


ใครชอบแนวนิยายรักโรแมนติก ดราม่า สยองขวัญ มีการเล่นคุณไสยมนตร์ดำ อิจฉาริษยา ปมกลับชาติมาเกิด และเหล่าบริวารผีรับใช้ จัดไป! ทีมงานปลายปากกาสำนักพิมพ์นำมาลงให้ได้อ่านกัน ประมาณ 60-70% ของเรื่องนะคะ


Tags: ผี ดราม่า ริษยา โรมานซ์ กลับชาติมาเกิด คุณไสย

ตอน: บทที่ 2 ตะกรุดผีสิง -100%

บรรยากาศยามเช้าท้ายซอยขุนนาง ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อสี่ปีก่อนเลยสักนิด พระอาทิตย์ขึ้นทางทุ่งนาตรงข้ามกับทางเข้าบ้าน ส่องแสงอ่อนจางอาบไล้ผิวกายชุ่มเหงื่อของชายหนุ่ม ดีเลิศหยุดวิ่งยืนมองพระอาทิตย์ด้วยหัวใจที่เป็นสุข

เขาเพิ่งกลับมาจากวิ่งจ็อกกิงรับอรุณ และไปซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่อง โก๋ที่หน้าปากซอยติดมือมาด้วย แต่เมื่อกลับมาถึงหน้าบ้านก็พบพระสงฆ์ออกบิณฑบาต และได้เจอหน้าน้องสาวเป็นครั้งแรกหลังจากลาจากไปทำงานที่ปีนังถึงสี่ปี

ดมิสากำลังใส่บาตรอยู่เคียงข้างบัวบุษบาภรรยาของเขาเอง

“มิ้งค์!”

ชายหนุ่มร้องเรียกอย่างดีใจ ก่อนระลึกได้ว่าอยู่ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้าควรสำรวม เขาหันไปยกมือไหว้พระอย่างนอบน้อม และโดยไม่คิดมาก น้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ที่ติดมือมาก็ใส่ลงไปในบาตรตามหลังถุงกับข้าวของน้องสาวและภรรยาด้วย

พระสงฆ์ผู้ชรายิ้มเอ็นดู นัยน์ตาจับจ้องอุบาสกอุบาสิกาทั้งสามที่แม้หันมายิ้มให้กัน แต่ก็ไม่ลืมที่จะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ประนมมือรอรับพร

“อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง” ท่านให้พรจบ เด็กวัดก็หยิบเอาของในบาตรไปใส่ย่ามและยืนรอพระอาจารย์ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เก่า

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่หรือโยมโต โยมบัว”

“เมื่อวานนี้ค่ะหลวงตา” บัวบุษบาตอบหลวงตาแห่งวัดขุนนาง

ขณะที่ดีเลิศเพียงยิ้มประนมมือตามจารีตประเพณีที่ได้รับการสอนมาจากวัดป่าอิสราภรณ์ วัดที่ปู่ของเขาก่อตั้งและเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกก่อนมรณภาพไป ดีเลิศ ดมิสา ญาตาวี และญานีนจึงเป็นเด็กที่โตมากับวัด ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของหลวงปู่ และเป็นหลวงลุงแท้ๆ ของดีเลิศและดมิสาด้วย

บัวบุษบาแม้เป็นเด็กหญิงข้างบ้าน แต่ก็สนิทสนมกับดีเลิศมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยจึงติดตามไปวัดกับบรรดาครอบครัวเสน่ห์จันทน์เป็นครั้งคราวเหมือนกัน

หลวงตาแห่งวัดขุนนางยิ้มเยือกเย็น ท่านเหลือบตามองวิญญาณเด็กชายที่นั่งประนมมืออยู่ด้านหลังบัวบุษบา เขาเป็นพรายกุมารอายุราวหกขวบ สวมกางเกงสีกลีบบัว ไม่ใส่เสื้อ พรายกุมารนั่งลงประนมมือตามคนทั้งสามตรงหน้าอย่างเก้ๆ กังๆ น่าเอ็นดู

“คิดดี ทำดี คบคนดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ชีวีเป็นสุข” ขณะกล่าว ท่านมองสบตาพรายกุมารน้อย “คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำความดีได้ จำไว้นะโยม”

ทั้งสามกล่าวสาธุ พรายกุมารนาม ‘กมุท’ จึงทำตามด้วย ทั้งที่ไม่รู้ว่าสาธุคืออะไร

“อ้อ โยมมิ้งค์”

“คะหลวงตา”

“พรุ่งนี้ไม่ต้องเตรียมของใส่บาตรนะ อาตมาจะออกเดินทางไกล คงไม่มีพระรูปอื่นเข้ามาบิณฑบาตลึกถึงบ้านหลังนี้อีกแล้ว โยมรู้ใช่ไหม”

ดมิสาเบิกตากว้าง ก่อนนัยน์ตาจะแดงก่ำ น้ำตาซึม จนดีเลิศและบัวบุษบาใจเสีย ชายหนุ่มแม้ไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่อภิญญาของพระสุปฏิปันโนนั้นเขาเคยพบพานมาบ้าง เขารู้อยู่เหมือนกันว่าหลวงตาเป็นพระรูปเดียวที่เข้ามาบิณฑบาตถึงท้ายซอย ทั้งที่หากหยุดแค่หน้าปากซอยบาตรของท่านก็เต็มแล้วเพราะผู้คนพลุกพล่านเตรียมเดินทางออกไปทำงานกัน แต่ก่อนจะย้ายไปปีนัง เขาก็ออกมาใส่บาตรกับน้องสาวอยู่เป็นนิจ คุ้นเคยกับท่านเป็นอย่างดี

“มิ้งค์กราบขอบพระคุณหลวงตาที่เมตตามิ้งค์มาตลอดค่ะ”

พร้อมน้องสาว ดีเลิศและบัวบุษบาก้มลงกราบแทบเท้าหลวงตาผู้ชราด้วยหัวใจที่หวิวโหวง และอดคิดไม่ได้ว่าโชคดีเหลือเกินที่กลับมาทันใส่บาตรท่านเป็นครั้งสุดท้าย...

หลวงตาวัยกว่าหนึ่งร้อยแปดปีพยักหน้าอย่างแช่มช้าด้วยรอยยิ้มเมตตา ก่อนเดินนำเด็กวัดออกจากพื้นที่หน้าบ้านเสน่ห์จันทน์ ปล่อยให้คนทั้งสามลุกขึ้นยืนมองตามท่านอย่างอาลัย

ดมิสานั้นน้ำตาไหลพราก สะอึกสะอื้นจนพี่ชายดึงตัวมากอด เขาหัวเราะเบาๆ หวังให้บรรยากาศดีขึ้น โดยมีบัวบุษบาลูบผมน้องสาวของสามีอยู่ทางด้านหลัง

“ไม่เอาน่า ท่านไปดี มิ้งค์ก็รู้” ชายหนุ่มปลอบ

“ใช่ค่ะ หลวงตาท่านชรามากแล้วด้วย คงถึงเวลาของท่านแล้วละค่ะ ไม่เอาไม่ร้องนะคะ” บัวบุษบาเสริม

ดมิสาพยักหน้าหงึกๆ กับอกพี่ชาย ก่อนเงยหน้ามองดีเลิศทั้งน้ำตานอง แล้วแกล้งหยิกเอวดีเลิศจนชายหนุ่มร้องโอดโอยกลั้วเสียงหัวเราะ

“ไหนคะของฝาก”

“โห” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “ดูสิบัว น้องบัวนี่ร้ายจริงๆ”

“มิ้งค์เป็นน้องพี่นั่นแหละ เอาของฝากมาเดี๋ยวนี้นะคะ ไม่งั้นมิ้งค์จะอาละวาดให้บ้านแตกเลย”

ดมิสาแยกเขี้ยวขู่ฟ่อหยอกล้อเล่นกับพี่ชายและพี่สะใภ้ บ้านเสน่ห์จันทน์อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปี ทั้งสามพากันเดินเข้าบ้านที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์และสัมภเวสี ที่โอดโอยหิวโหยจนต้องจับสัตว์เล็กสัตว์น้อยกินจนเหี้ยนเพราะอนุโมทนาบุญไม่เป็น

แม้พุทธศาสนิกชนจะแผ่เมตตาออกมาเท่าไร พวกมันก็ยังคงทนทุกข์ทรมานจากกรรมชั่วที่เคยก่อไว้ยามมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์อยู่ดี!



****************************



บัวบุษบาอาสาเข้าไปหยิบของฝากให้น้องสาว เพราะดมิสาและดีเลิศต้องอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน หญิงสาวเปิดตู้เสื้อผ้าดึงถุงกระดาษลายดอกไม้สีชมพูออกมาวางไว้บนเตียง ก่อนเตรียมชุดไว้ให้ชายหนุ่มใส่ตามปกติที่เคยทำมาอย่างไม่เร่งรีบเพราะยังเช้าอยู่มาก

“บัว เห็นนาฬิกาเรือนสีดำของพี่ไหม เมื่อวานไม่รู้พี่ถอดวางไว้ไหน” ชายหนุ่มตะโกนแข่งกับเสียงน้ำจากฝักบัวทันทีที่นึกขึ้นได้ หญิงสาวจึงละมือจากเสื้อผ้าของสามี

“เดี๋ยวบัวหาให้ค่ะ”

หญิงสาวเปิดหาตามลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งแต่ก็ไม่เจอ เมื่อกลับมาค้นดูที่หัวเตียงจึงเจอนาฬิกาสีดำเรือนโปรดของดีเลิศวางอยู่ข้างของสิ่งหนึ่งอันเล็กเท่านิ้วนางของเธอได้ มันมีลักษณะเป็นแท่ง ตรงปลายหุ้มทองคำแท้ไว้มีขนาดใหญ่กว่าช่วงกลาง และสลักลวดลายวิจิตรงดงาม

ด้วยความที่ตรงช่วงกลางแท่งของสิ่งนั้นเป็นสีใส เผยให้เห็นยันต์ลงอักขระเป็นแผ่นสีทองผ่องอำไพ บัวบุษบาหยิบขึ้นมามองอย่างสนใจ ทีแรกเธอมองว่าสวยดี แต่เมื่อมองจ้องไปยังกระจกหุ้มแผ่นยันต์ หญิงสาวก็สะดุ้งเฮือก ปล่อยของสิ่งนั้นหลุดมือ

เธอเห็นว่ามีนัยน์ตาคู่หนึ่งมองตอบมาจากในกระจกเล็กๆ นั่น!

“โอ๊ะ” ดีเลิศออกมาจากห้องน้ำยืนอยู่ข้างหลังบัวบุษบาพอดี แบมือรับไว้ทัน

ชายหนุ่มหอมแก้มภรรยาสาว ยิ้มแฉล้ม “เกือบไปแล้ว ตกใจอะไรครับ พี่กะจะแกล้งเสียหน่อยก็ยังไม่ทันแกล้งเลย”

ร่างของเขาเย็นชื้นจากละอองน้ำ มิหนำซ้ำยังเปลือยเปล่าโอบกอดภรรยาจากทางด้านหลัง เขาจูบที่ซอกคออย่างเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ในขณะที่บัวบุษบาค่อยคลายใจว่า อาจเป็นเงาสะท้อนจากใบหน้าของสามีเธอเองก็ได้ หญิงสาวจึงหายใจหายคอคล่องขึ้น

“นี่อะไรคะพี่โต”

“ตะกรุดน่ะ” ดีเลิศแบมือ เผยให้เห็นตะกรุดดอกเล็กที่ยังคงสวยงาม แต่บัวบุษบากลับรู้สึกกลัวมันจับใจอย่างบอกไม่ถูกไปแล้ว ส่วนชายหนุ่มนั้นเห็นตะกรุดดอกนี้อีกครั้งก็ยิ้มออกมา เจิมจันทร์มอบให้เขาไว้ตั้งแต่เด็ก นางบอกว่าจะช่วยปกป้องคุ้มครองภยันตรายทั้งหลาย

นี่เขาลืมไว้ในห้องตอนย้ายไปปีนัง ไม่คิดว่ากลับมาจะยังเห็นมันวางอยู่ที่เดิม ทั้งที่ของชิ้นเล็กขนาดนี้หากสายพิณจะเผลอปัดตกกวาดทิ้งไปก็ไม่แปลก

“พี่โตตัวเปียก” หญิงสาวผลักเขาออก

“ไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวแต่งตัวเลยค่ะ พี่จะทำให้บัวเปียกไปด้วยนะ เดินออกมาโทงๆ แบบนี้ได้ยังไง น่าเกลียด”

“เหรอ” ชายหนุ่มมองเธอตาวาว

“ในเมื่อบัวเปียกไปด้วยกับพี่แล้ว ก็ไปอาบน้ำด้วยกันอีกสักรอบเลยไหม ไหนๆ ก็ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่อยู่แล้ว”

ไม่รอให้หญิงสาวได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ชายหนุ่มก็รวบตัวเธอขึ้นอุ้มเดินเข้าห้องน้ำโดยไม่นำพาว่าบัวบุษบาจะทุบตีไม่ยินยอมอย่างไร ชายหนุ่มหัวเราะ เปิดฝักบัวทั้งที่มีภรรยาอยู่ในอ้อมแขนทำเธอเปียกซ่กไปด้วย บัวบุษบายกมือตีอกเขาอย่างมันเขี้ยว เซี้ยวนักสามีของเธอเนี่ย!

แต่สายตาของดีเลิศกลับไม่หยุดที่ใบหน้าหวานละมุน เขามองต่ำลงยังลำคอระหง เรื่อยไปถึงแอ่งชีพจรที่ดูเซ็กซี่น่ามองในสายตาของชายหนุ่ม วันนี้บัวบุษบาใส่เสื้อสีขาวกับกางเกงขาสั้น และตอนนี้สายน้ำจากฝักบัวก็ทำให้อกเสื้อแนบไปกับเนินอกอวบอิ่มยวนตา เสียจนเขาอดไม่ได้ที่จะโน้มหน้าลงไปเชยชม

“พะ พี่โต”

บัวบุษบารู้สึกซาบซ่านแผ่กำจายไปทั่วร่าง หญิงสาวสอดปลายนิ้วเข้าไปในเรือนผมของสามี ขยุ้มเบาๆ ระบายความสุขสมปนทรมานอย่างห้ามได้ยาก เธอเผยอริมฝีปากรับเมื่อเขาเลื่อนใบหน้าขึ้นมาบดจูบดุดัน ลมหายใจสอดกระเส่าประสาน และภรรยาสาวก็ยอมสยบต่อมนตร์เสน่ห์หาอย่างราบคาบ! เธอต้องเกาะเกี่ยวไหล่กว้างกำยำไว้เมื่อเขาวางเธอให้ยืนบนพื้นกระเบื้องหยาบ ขณะที่ริมฝีปากร้อนผ่าวยังบุกรุกคลึงเคล้ากลีบปาก หวานอย่างเสพติด

มือหนาวางตะกรุดบรรจุแผ่นยันต์สีทองไว้ที่ชั้นวางของในห้องน้ำปนกับขวดแชมพู ก่อนดึงมือกลับมาสอดเข้าไปใต้เสื้อสีขาว เขาปลดสายบราเซียร์อย่างชำนาญ เลื่อนลูบฝ่ามือไปทั่ว แล้วจูบต่ำลงไปจนบัวบุษบาครางเสียงกระเส่า บราเซียร์ลูกไม้ถูกปลดร่วงลงข้างข้อเท้าเล็กๆ ของหญิงสาว ในขณะที่เขารั้งเอวบางไปชิด แล้วก้มขบกัดดูดเลียปทุมงาม แวะเวียนทักทายทั้งสองฝั่งอย่างไม่ยอมให้ใครน้อยใจ

บัวบุษบาสะดุ้งเฮือกเมื่อปลายจมูกโด่งเป็นสันแทรกผ่านร่องนุ่มเข้าไปสูดหายใจลึกอย่างชื่นใจ และกว่าจะรู้ตัว ปราการชิ้นล่างก็ไม่รู้ว่าหลุดออกจากตัวไปเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็เมื่อเขาแทรกกายนั่งอยู่ตรงหน้า แนบใบหน้าหล่อเหลาลงกับความลึกลับนุ่มนิ่มราวกลีบกุหลาบแรกแย้ม มอบสัมผัสวาบหวามรัญจวนใจมาให้ ในแบบที่ทำให้บัวบุษบาแทบจะคลั่งตาย

เธอหลงลืมตัวตน หลงลืมทุกสิ่งบนโลก

ในห้วงอารมณ์ลึกล้ำเหลือแค่ความต้องการของเขาและเธอเท่านั้นที่ทำให้หญิงสาวครวญครางเสียงหวานตามสัญชาตญาณ

“บัวจ๋า” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บดจูบภรรยาสาวอย่างแสนรัก “มีลูกให้พี่นะ คนดี”

บัวบุษบาไม่ได้ตอบ แต่เธอครางรับการแทรกแซงแนบแน่นด้วยความซ่านสะท้าน ร่างกายบอบบางระทดระทวยยินยอมให้เขาถอดเสื้อที่เหลือเพียงตัวเดียวทิ้งไป ปล่อยกายปล่อยใจให้เขาพรมจูบไปทั่วเนื้อตัวหอมหวาน โดยที่สัญชาตญาณของบุรุษก็ไม่หยุดอยู่เฉย ยิ่งเธอคร่ำครวญร้องขอ เขายิ่งมอบบทรักแสนร้อนแรงให้จนห้องน้ำเย็นๆ แทบจะลุกเป็นไฟ

ชั่วขณะหนึ่ง บัวบุษบาปัดมือไปถูกขวดแชมพูร่วง และเธอเห็นตะกรุดร่วงไปกับขวดแชมพูด้วยโดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจ มันกลิ้งตกลงไปในท่อระบายน้ำที่ตัวกรองหลุดออกมาและยังไม่ทันซ่อม หายไปจากสายตา

หญิงสาวปิดเปลือกตา จิกปลายเล็บลงกับไหล่กว้างของสามี เงยหน้ารับรสจูบดุดันด้วยแรงปรารถนาของเขาภายใต้สายน้ำรุ่มร้อน โดยไม่สนใจตะกรุดดอกนั้นอีกเลย...



****************************



แต่มันก็กลับมาอยู่ที่เดิม!!!

ค่ำแล้ว บัวบุษบายืนอึ้งอยู่ข้างเตียง โดยที่หัวนอนนั้นมีตะกรุดดอกเดิมวางอยู่อย่างสะอาดสะอ้านราวกับไม่ได้ผ่านการตกท่อระบายน้ำ

เป็นไปไม่ได้...หญิงสาวไม่อยากจะเชื่อ ใจอยากคิดว่าอาจมีตะกรุดแบบเดียวกันสองดอกแต่เมื่อเช้าเธอคงไม่ทันเห็น

ดีเลิศก็โทร.มาบอกว่าจะกลับดึกเสียด้วย ให้เธอนอนก่อนเลย บัวบุษบาจึงเดินไปเดินมาอย่างเป็นกังวล ปริวิตกและขลาดกลัวเกินกว่าจะนอนหลับเพียงลำพังได้โดยยังมีของสิ่งนั้นวางอยู่บนหัวเตียง

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างประหวั่น ก่อนตัดสินใจใช้ผ้าเช็ด หน้าหยิบมันขึ้นมา แล้วเอาไปทิ้งถังขยะนอกบ้าน

บัวบุษบายืนมองอยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าตะกรุดอยู่ในถังขยะแล้วจึงกลับขึ้นเรือนเล็กของดีเลิศเพื่อนอนหลับพักผ่อน หญิงสาวสวดมนต์ก่อนนอน มองหัวเตียงทุกซอกทุกมุมจนวางใจแล้วว่า ไม่มีตะกรุดดอกอื่นอยู่อีกจึงปิดโคมไฟ

แล้วหลับฝัน...

ในความฝันนั้น บัวบุษบาเชื่อว่าเป็นความจริงทุกประการ หญิงสาวก้าวเดินไปในความมืด ได้กลิ่นหอมอ่อนจางของดอกบัวลอยอ้อยอิ่งมาตาม ลมท่ามกลางความมืด เงียบงัน และราตรีกาลที่พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างนวลตา

เสียงพายกระทบน้ำจ๋อมแจ๋มดังมาจากทางด้านหนึ่ง แล้วเรือพายลำหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา บัวบุษบามองไปอย่างงุนงงสับสน เมื่อก้มลงมองจึงพบว่าเธอยืนอยู่บนใบบัว...แปลก...เป็นไปได้หรือที่มนุษย์จะยืนอยู่บนใบบัวได้โดยไม่จม หญิงสาวสงสัย แต่ไม่ทันไรผีพรายสีดำมะเมื่อมก็ลอยผ่านเธอไป!

บัวบุษบาเงยหน้าอย่างตื่นตะลึง แล้วเธอก็เห็นผีพรายมากมายลอยล่องเต็มท้องน้ำ!

พวกมันมองเธอ หัวเราะฮิๆ ก่อนพุ่งเข้าใส่บัวบุษบาด้วยความไวทายาด

หญิงสาวกรี๊ด!

ร่างบอบบางร่วงจมลงสู่ผืนน้ำทันที เธอตะเกียกตะกายร้องขอความช่วยเหลือ แต่หามีผลไม่ ไม่มีใครช่วยเธอได้ ไม่มีเลย...ไม่มี!

“บัว!”

หญิงสาวสะดุ้งเฮือก! ก่อนลืมตาตื่นเธอเห็นหน้าดีเลิศแวบหนึ่งและเขากระชากตัวเธอขึ้นจากน้ำ เมื่อตื่นเต็มตาแล้วก็พบว่าเธอนอนอยู่บนเตียง มีแสงจากโคมไฟรำไร และสามีกระชากตัวเธอลุกขึ้นพร้อมกับตะโกนเรียกชื่ออย่างตระหนก

“ฝันร้ายเหรอ”

บัวบุษบาพยักหน้า น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม เธอโอบกอดสามีอย่างขวัญเสีย กระทั่งรู้สึกดีขึ้นจึงคลายอ้อมแขนและบอกให้เขาไปอาบน้ำ เมื่อดีเลิศยอมเข้าห้องน้ำไปโดยไม่ปิดประตูเพราะยังห่วงเธออยู่ หญิงสาวก็ลุกขึ้นจัดชุดนอนให้เขาทั้งเนื้อตัวสั่นเทา

แวบหนึ่งสายตาของบัวบุษบาก็เหลือบไปเห็น บางอย่าง ที่หัวเตียง

ตะกรุดดอกนั้นกลับมาวางอยู่ที่เดิม!

หญิงสาวยกมือปิดริมฝีปาก จะคิดว่าเป็นคนละดอกกันก็ไม่ได้แล้วเพราะผ้าเช็ดหน้าสีขาวบางที่เธอทิ้งไปพร้อมตะกรุดก็ร่วงอยู่ตรงข้างเตียงด้วย บัวบุษบาก้าวถอยหลัง พอดีกับที่ดีเลิศออกมาจากห้องน้ำ เขาจับตัวเธอไว้อย่างห่วงใย

“เป็นอะไรน่ะบัว”

“พี่โต” หญิงสาวจับแขนสามีอย่างหาที่พึ่ง “พี่ได้เก็บของจากในถังขยะหน้าบ้านเข้ามาหรือเปล่าคะ”

ดีเลิศมองสบตาเธออย่างงุนงงสงสัย เพียงเท่านั้นบัวบุษบาก็ได้คำตอบก่อนที่เขาจะสั่นหน้าด้วยซ้ำ หญิงสาวโอบกอดสามี ร่างบอบบางสั่นเทาจนดีเลิศต้องกอดปลอบแม้ไม่เข้าใจ ชายหนุ่มมองไปยังหัวเตียงที่เห็นภรรยายืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น เขาก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไร

นอกจากตะกรุดของยายวางอยู่ดอกเดียว...


************

ทักทายกันในวันหยุดจ้านักอ่านทุกท่าน^^ ‘ราคีสีเพลิง’ มีปมกลับชาติมาเกิดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนะคะ มีปริศนาทิ้งไว้เป็นระยะค่ะ เรื่องนี้จึงค่อนข้างมีความสยองขวัญกับโรมานซ์นำ ขณะที่ ‘มาลีเริงไฟ’ จะมีความโรแมนติกกับดราม่านำค่ะ โทนเรื่องเลยค่อนข้างต่างกัน

ทั้ง 2 เรื่องสามารถอ่านแยกเล่มกันได้นะคะ เพราะราคีสีเพลิงจะเป็นเรื่องราวของหลานชายคนโตบ้านเสน่ห์จันทน์ ขณะที่ ‘มาลีเริงไฟ’ เป็นเรื่องราวของหลานสาวคนเล็กสุดบ้านเสน่ห์จันทน์ค่ะ

แต่ถ้าใครอยากรับรู้เรื่องราวของตระกูลบ้านเสน่ห์จันทน์ครบทุกมิติถึงพริกถึงขิง ต้องจัด 2 จ้าาาา เปิดจองวันพรุ่งนี้ที่เพจ ‘ปลายปากกา สำนักพิมพ์’ นะคะ มีของขวัญปีใหม่มอบให้ด้วยค่ะ เป็นสมุดโน้ตแบบ memo card + ปฏิทินปีใหม่ เข้าไปส่องที่เพจได้เช่นกันน้าาาา สวยมว๊าก



ปลายปากกาสำนักพิมพ์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 25 พ.ย. 2561, 09:31:57 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 25 พ.ย. 2561, 09:43:28 น.

จำนวนการเข้าชม : 57





<< บทที่ 1 เรือนเสน่ห์จันทน์ -100%   บทที่ 3 สามีที่ไร้รัก -50% >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account