กว่าจะสุดทาง
ความเห็นแก่ตัว การรักแต่ตัวเอง การดูถูกและเหยียดหยามได้สร้างความแค้นและความกดดันขึ้นในใจ เมื่อถึงวันที่มีโอกาส การแก้แค้นเอาคืนก็เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
Tags: พี่น้อง คนรัก สุดทาง

ตอน: ตอนที่ 11 กว่าจะสุดทาง

บทที่ 11 กว่าจะสุดทาง
สัปดาห์ต่อมา ปวินท์ก็เดินทางไปสระบุรี ความหงุดหงิดที่ไม่ได้พบธีร์ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจ ไม่น้อยไปกว่าความสงสัยในคำพูดของอนีฆา ที่ยังก้องอยู่ในหู “ความสัมพันธ์ระหว่างเรานั้น นีคิดว่าเราเป็นแค่พี่น้องกันจะดีที่สุดค่ะ ไม่อาจเป็นอื่นที่มากกว่านั้น”

“พี่น้องกันหรือ” จะเป็นไปได้อย่างไร ปวินท์ย้อนนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวของเขาเองกับอนีฆาสมัยเรียนปริญญาตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน

ปวินท์สอบติดคณะกฎหมาย มหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เมื่อเขาขึ้นชั้นปีที่ 2 ก็ได้มีโอกาสต้อนรับน้องใหม่ซึ่งเป็นคนที่เคยสนิทกันมาตั้งแต่เล็กๆเธอคืออนีฆา เขาจำได้ว่าเขาไปพบอมาตย์และอนีฆาที่สนามบิน เมื่อไปถึงรถตู้ของโรงแรมของอมาตย์ ซึ่งขนข้าวของเครื่องใช้ของอนีฆามาจากรุงเทพที่ล่วงหน้ามาก่อน 1 วันก็จอดรออยู่ก่อนแล้ว

“อ้าว วินท์รอนานไหม” อมาตย์ทักเพื่อนรักของลูกชายทันทีที่เห็น

“เพิ่งมาถึงพอดีครับ”

“มายังไงล่ะ”

“ให้เพื่อนมาส่งครับ ปกติวินท์ขี่มอเตอร์ไซด์ เพราะอยู่ที่นี่มันสะดวกดี แล้วเห็นนีบอกว่าคุณพ่อให้รถตู้ของโรงแรมมารับแล้ว วินท์ก็เลย ... “

“ใช่ๆ ดีแล้ว งั้นไปกันเลย วินท์คอยบอกทางแล้วกัน คนขับรถของพ่อก็ไม่รู้ทางหรอก ขับแต่ในกรุงเทพ งั้นเราไปคอนโดของนีก่อนเลยแล้วกันนะลูก” ประโยคหลังเขาหันมาพูดกับอนีฆา

เมื่ออนีฆาสอบติดคณะที่มีสาขาการโรงแรมที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ อมาตย์รู้สึกแปลกใจมาก เพราะลูกสาวเรียนเก่งมาก ถ้าเธอเลือกมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศที่กรุงเทพ ก็ไม่น่าพลาด อมาตย์ถึงกับออกปากถามอนีฆา เมื่อรู้ว่าเธอเลือกมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นอันดับหนึ่ง

“นีเลือกคณะนี้ เพราะอยากตามมาเป็นรุ่นน้องพี่วินท์หรือ”
อนีฆาหัวเราะ ตอบว่า

“แหม คุณพ่อไม่ต้องอ้อมค้อม เกรงใจลูก นีไม่ได้ชอบหรือมีใจให้พี่วินท์หรอกค่ะ แค่อยากออกจากบ้านมาอยู่ที่ใหม่ๆ อยากลองใช้ชีวิตลำพังบ้าง ก็แค่นั้น”

คำตอบนี้กลับทำให้อมาตย์อึ้งไป อนีฆาไม่เคยยอมรับวัชรินทร์อย่างสนิทใจเลย แม้เวลาจะผ่านมาเป็น 10 ปีแล้วก็ตาม นี่เองคือเหตุผลที่เธอเลือกเข้าเรียนที่นี่ เพราะ “อยากออกจากบ้าน” นั่นเอง อมาตย์จึงไม่ถามอะไรอีก

อมาตย์ซื้อห้องในคอนโดให้ลูกสาว 1 ห้อง แม้จะไม่ใหญ่มากคือ มีห้องนอน ห้องน้ำและห้องอเนกประสงค์อีกห้อง แต่ก็อยู่ในคอนโดหรูและใหม่เอี่ยม รวมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เช่น ต้องใช้ key card จึงจะขึ้นลิฟท์ได้ ทั้งยังเป็นลิฟท์ส่วนตัวเฉพาะห้อง ไม่ปะปนกันอีกด้วย เป็นต้น หลังจากช่วยกันยกของขึ้นบนคอนโดแล้ว อมาตย์จึงชวนปวินท์ไปด้วยกัน

“วินท์ เดี๋ยวสไปกินข้าวด้วยกันก่อนนะ แล้วจะให้เราพาชมเมืองด้วย พ่อกับนีไม่ได้มาหลายปีแล้ว ดูอะไรๆเปลี่ยนไปมาก”

“คอนโดนี่อยู่ไกลจากคณะพอสมควรเลยนะครับ อาจไปมาไม่สะดวก”

“คุณพ่อซื้อรถให้นีแล้วค่า” อนีฆาลากเสียงยาว

“นั่นสิ ไม่มีรถรถ คงลำบากหน่อย พ่อเลยซื้อให้คันนึง พรุ่งนี้เขาจะเอารถคันที่นีเลือกไว้มาส่งที่นี่นะลูก”

ปวินท์ไม่แปลกใจ อมาตย์จะตามใจอนีฆาเป็นพิเศษ เพื่อแลกกับความสงบสุขในครอบครัว ปวินท์แอบหลงรักอนีฆามานานแล้ว แต่ที่เขาไม่กล้าแสดงออก หรือบอกความรู้สึกนี้กับเธอ ก็เพราะความแตกต่างทางฐานะนั่นเอง ปวินท์เป็นลูกชายคนเล็กของข้าราชการธรรมดาๆคนหนึ่ง บิดาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเรียนอยู่มัธยมต้น มารดาก็เป็นข้าราชการเช่นกัน เป็นครูในโรงเรียนมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เขามีพี่สาวอายุแก่กว่าถึง 5 ปีอีก 1 คน ซึ่ง้รียนจบและรับราชการเป็นครู อยู่ที่โรงเรียนเดียวกับมารดา แม้ครอบครัวจะไม่ยากจน มีฐานะความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างสบาย แต่ก็ไม่ร่ำรวยเมื่อเทียบกับครอบครัวของอนีฆา ปวินท์ไม่นึกไม่ฝันว่า อนีฆาจะตกลงใจเลือกมาเรียนที่นี่ เขาจึงแอบมีความหวังว่า อนีฆาน่าจะมีใจให้เขาเช่นกัน

หลังจากดูความเรียบร้อยของห้องพักแล้ว ทั้งหมดก็ออกไปรับประทานอาหาร อมาตย์บอกปวินท์ว่า

“หลังจากกินข้าว วินท์พาไปดูมหาวิทยาลัยและแนะนำที่จำเป็นที่นี่ควรรู้จักด้วยนะ เขาอยู่เองจะได้ไปถูก”

ปวินท์จึงพาทุกคนไปตามนั้น รวมทั้งพาไปดูหอพักของมหาวิทยาลัยที่วินท์พักอาศัยอยู่ด้วย

“ที่พักวินท์ดีมากเลยนะ อยู่ในบริเวณเดียวกับที่เรียนเลย”

“ใช่ครับ สะดวกมาก วินท์จึงเลือกใช้มอเตอไซด์มากกว่าซื้อรถยนต์”

“อย่างนี้ต้องหาสาวที่ชอบผจญภัยหน่อยนะ” อมาตย์พูดล้อเล่นกับปวินท์ “แต่ขี่มอเตอไซด์ก็อันตรายหน่อยนะลูก วินท์อย่าประมาท เกิดอะไรขึ้นจะหนักหนา เพราะมันเป็นพาหนะแบบเนื้อหุ้มเหล็กนะ” พูดพร้อมหัวเราะเสียงหึหึ

“ครับ วินท์ก็ใช้ขี่ไปธุระเท่านั้นครับคุณพ่อ ไม่ได้ไปไหนไกลๆ ขึ้นเขาฃลงห้วยก็ไม่ได้ใช้หรอกครับ ระวังเหมือนกัน”

อมาตย์อยู่กับอนีฆา 1 สัปดาห์ จนทุกอย่างลงตัวเรียบร้อย และอนีฆาเริ่มลงทะเบียนเรียนแล้ว เขาจึงบินกลับกรุงเทพ

เมื่อเริ่มเปิดภาคการศึกษา อนีฆาตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสือ ทำตัวเป็นน้องใหม่ที่ดี เข้าร่วมกิจกรรม ทำทุกอย่างที่ควรทำ แต่ในระดับที่จำเป็นเท่านั้น เธอไม่ได้ให้ความสนิทสนมกับเพื่อนคนใดคนหนึ่งมากเป็นพิเศษ ขนาดที่จะชวนมาบ้านพักที่คอนโดเลยแม้แต่คนเดียว อนีฆาเพิ่งสังเกตว่า ปวินท์เป็นรุ่นพี่ปี 2 ที่มีสาวๆทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกันและรุ่นน้องปี 1 ที่เพิ่งเข้ามาแอบกรี๊ดมาก ด้วยเขามีหน้าตาหล่อชวนมอง รูปร่างสูงใหญ่ เรียนเก่งและยังเป็นนักกีฬารักบี้ของมหาวิทยาลัยที่เก่งมาก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะปวินท์เล่นรักบี้มาตั้งแต่อยู่โรงเรียนประจำแล้ว ทั้งยังมีอัธยาศัยดี คุยสนุกและเป็นสุภาพบุรุษ

“พี่วินท์มีสาวๆแอบฝันถึงเยอะมากเลยนะคะ”

“นี่ก็พูดไปเรื่อย” เขาหัวเราะด้วยท่าทางเก้อเขิน เมื่อได้รับคำชมซึ่งหน้า

“ก็จริงนี่คะ นีเป็นมีสาวแอบอ่อยพี่วินท์หลายหนแล้ว”

“แต่พี่มีน้องสาวต้องดูแลอยู่คนนึง คงไม่ว่างดูแลคนอื่นหรอกจ้ะ”

อนีฆารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ปวินท์คิดอย่างไรกับเธอ ที่จริงเธอแน่ใจเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว แต่ก็แสร้งทำว่าไม่รู้ ทั้งไม่เคยมีท่าทีให้ความหวังกับเขาเลย แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ อนีฆาเห็นภาพลักษณ์ของปวินท์เปลี่ยนไปอย่างมาก ยิ่งเห็นสาวๆพยายามจะพิชิตใจเขา ยิ่งทำให้อนีฆาเห็นความสำคัญของปวินท์ขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรืออาจจะเป็นเพราะ ความรู้สึกอยากเอาชนะตามนิสัยของอนีฆา ทำให้เธอพยายามเรียกร้องความสนใจจากเพื่นอคนนี้ของพี่ชายมากกว่าที่เคยทำ

อนีฆามักขอให้เขามาหาเธอที่คณะของเธอบ่อยครั้ง มารับประทานอาหรด้วยกันในโรงอาหารของคณะ หรือมักไปนั่งอยู่ริมสนามเพื่อดูเขาซ้อมรักบี้เป็นบางวัน และถึงขั้นยอมซ้อนมอเตอไซด์ของเขาไปรอบมหาวิทยาลัย เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่า ใครกันแน่ที่ปวินท์ให้ความสำคัญ จน 1 ปีผ่านไป สาวๆที่เคยแอบมีใจให้ปวินท์ก็ยอมรับกันว่า

“พี่วินท์มีแฟนแล้ว แฟนพี่วินท์ก็คือยัยอนีฆา ลูกสาวเจ้าของโรงแรมห้าดาวในกรุงเทพ ที่แสนจะหยิ่งยะโส เดินเชิดแบบไม่เห็นหัวมนุษย์”

อนีฆารับรู้การให้คำจำกัดภาพลักษณ์ของเธออย่างขำขันและออกจะพอใจมาก อย่างน้อยชัยชนะก็อยู่ในมือของเธอแล้ว ส่วนปวินท์ไม่ต้องสงสัยเลย เขาปลาบปลื้มมากเกินจะบรรยาย อนีฆาเป็นผู้หญิงสวยจัดทั้งหน้าตาและรูปร่าง เรียนเก่งมากและฐานะดี เพียบพร้อมทุกด้าน จน ปวินท์เองก็เป็นที่อิจฉาของชายหนุ้งหลายคน สิ่งหนึ่งที่ปวินท์ยังไม่มั่นใจก็คือ อนีฆามักไปไหนต่อไหนกับเขาทุกที่ แต่ช่วงเย็นหรือค่ำกลับไม่เคยไปไหนด้วยกันฉันคนรักเลย ปวินท์เคยชวนอนีฆาไปหาอาหารเย็นอร่อยๆรับประทานกันหลายครั้ง แต่มักได้รับคำปฏิเสธ ซึ่งอนีฆามักอ้างเรื่องเรียนเป็นหลัก หรือแม้แต่บนห้องพักที่คอนโดของเธอ เธอก็ไม่เคยชวนเขาขึ้นไปแม้แต่ครั้งเดียว แต่ปวินท์ก็ไม่กล้าซักไซ้ให้มากความ ด้วยท่าทีไว้ตัวของอนีฆา ทำให้เขาต้องทำลืมความสงสัยนี้ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสถาม

ความสัมพันธ์ดำเนินไปเช่นนี้ตลอดจนผ่านไปเกือบ 3 ปี เหลือเวลาอีก 2-3 เดือนก่อนที่ปวินท์จะสำเร็จการศึกษา เขาก็มีข่าวดีมาบอกอนีฆาด้วยความตื่นเต้น

“นีรู้มั้ย พี่วินท์ได้ทุนเรียนปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส”

“จริงหรือคะ ดีใจด้วยจริงๆค่ะ พี่วินท์จะกลายเป็นหนุ่มปาริเซียนแล้ว”

“พี่คงคิดถึงนีแย่ นีจบแล้ว ไปเรียนต่อที่ปารีสไหม”

“ยังไม่ได้คิอดเลยค่ะ ยังมีเวลาอีกปี แต่ฟังดูดีเหมือนกันนะคะ”

ปวินท์ได้ยินเช่นนั้น เขาแทบจะดึงเธอเข้ามากอด ตลอดเวลาที่อยู่ในสถานะแฟนหรือคนรักมาหลายปี ความใกล้ชิดที่อนีฆายอม หรือที่ปวินท์กล้าก็เพียงแค่จูงมือเธอในบางครั้ง

“แล้วพี่วินท์ต้องไปเมื่อไหร่คะ”

“ก็คงต้องเดือนสิงหา กันยามั้ง เพราะมหาวิทยาลัยที่นั่นเปิดตุลา คงต้องไปเตรียมตัวก่อน”

“แหม... อิจฉาคนจะได้ไปอยู่ปารีส”

“นี่ไง ไม่ต้องอิจฉาเลย ตามไปเลย” แค่พูดล้อเล่นกัน ปวินท์ก็ฝันไปยาวไกล ชีวิตเขาจะมีความสุขแค่ไหน ถ้ามีอนีฆาอยู่ข้างๆ

“เรื่องนั้นคงไว้ดูอีกทีค่ะ ว่าแต่ตอนนี้ นีควรเลี้ยงฉลองให้พี่วินท์ดีกว่านะคะ”

“ยินดีรับเลี้ยงเลยจ้า เมื่อไหร่ ที่ไหน บอกมาเลย”

“เย็นวันศุกร์นี้ พี่วินท์ว่างไหมล่ะคะ”

“แหม... สำหรับนี ไม่มีไม่ว่างหรอกค่ะ” ไม่อยากจะพูดต่อว่า เป็นครั้งแรกที่จะออกเดทตอนค่ำกับคนรัก ช่างเป็นวันเวลาที่เขารอคอยมานานแสนนาน

เมื่อถึงวันนัด อนีฆาให้ปวินท์มาจอดมอเตอไซด์ที่ในที่จอดรถของคอนโด แล้วให้เขาเปลี่ยนมาขับรถของเธอเพื่อออกไปด้วยกัน ทั้งสองเลือกร้านอาหารพื้นเมืองที่อยู่บนเขาที่มองเห็นวิวด้านล่างเป็นเมืองเชียงใหม่ สวยงาม อนีฆาสั่งไวน์แดง 1 ขวดเพื่อให้รู้สึกว่าเป็นบรรยากาศการฉลอง หลังอาหารจึงชวนกันไปเดินเล่นชมวิว

ปวินท์ปลาบปลื้มใจจนไม่อาจปกปิดความสุขที่แทบจะล้นออกมา ขณะที่เดินไปด้วยกัน เขาจับมือเธอทั้ง 2 ข้างและดึงตัวเธอให้หันมาเผชิญหน้ากัน

“ขอบคุณนีมากนะจ๊ะ วันนี้พี่วินท์มีความสุขที่สุด”

“เหมือนกันค่ะ” ได้ยินเช่นนี้หัวใจของปวินท์ก็ยิ่งพองโตและเกินกว่าจะห้ามใจได้อีกต่อไป เขาดึงเธอเข้ามากอด แม้จะยังมีความขลาดเพราะไม่มั่นใจว่าเธอจะโอนอ่อนผ่อนตาม นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาบอกตัวเองอยู่เสมอว่า “เราคบกัน”

ปวินท์หัวใจเต้นแรงยิ่งขึ้นเมื่อเขาสัมผัสได้ว่าอนีฆากอดตอบเขา เขาจึงพร่ำพูดในสิ่งที่อยู่ในใจของเขาตลอดมา

“นี ... พี่วินท์รักนีนะ พี่วินท์รักนีเหลือเกิน”

อนีฆาไม่ได้ตอบกลับมา แต่ปวินท์ไม่กังวล ไม่กลัวอะไรเพราะมั่นใจว่าผู้หญิงอย่างอนีฆาคงไม่ตอบรับรักใครง่ายๆ การได้กอดกันวันนี้ มันไม่ต้องการคำพูดใดๆอีก

“เรากลับบ้านกันไหมคะ”

ประโยคนี้ ประโยคที่อนีฆาถามนี้แหละ ทำให้ปวินท์แอบคิดจินตนาการไปยาวไกล แอบฝันถึงบ้านของเราในวันข้างหน้า แต่ตอนนี้คงบรรยายอารมณ์นั้นออกมาไม่ได้ ทำได้เพียงพยักหน้าแล้วปล่อยเธอให้เป็นอิสระ

ทั้งคู่นั่งรถกลับมาเงียบๆ ปวินท์เสียดายเวลาแห่งความสุขที่จบลงเร็วเกินไป มันสั้นเกินไป แต่เขาหารู้ไม่ว่าอนีฆากำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อปวินท์จอดรถเรียบร้อยในที่จอดประจำของอนีฆา ทั้งคู่ลงจากรถ อนีฆายกขวดไวน์แดงที่ยังเหลืออีกเกือบครึ่งขวดให้ปวินท์ดู แล้วถามกึ่งชวนว่า

“พี่วินท์ไม่ช่วยจัดการไวน์ให้หมดหรือคะ ขึ้นไปดื่มต่อกันบนห้องนีก็ได้”

“นี ...” ปวินท์ได้แต่เอ่ยชื่อเธอ เพราะไม่คาดฝันว่าจะได้ยินประโยคนี้ อนีฆาหัวเราะแกล้งพูดล้อปวินท์ว่า

“ช็อคไปเลยหรือคะ” เธอหัวเราะแล้วอธิบายต่อว่า “วันนี้เราขึ้นลิฟท์จากชั้นจอดรถน่ะดีแล้ว ไม่งั้นถ้าเราไปขึ้นลิฟท์ที่ชั้นลอบบี้ มันจะผ่านเคาเตอร์ต้อนรับ มีพนักงานต้อนรับของคอนโดนั่งอยู่หลายคน คือนีไม่ค่อยอยากให้ใครเห็นว่านีพาผู้ชายขึ้นห้อง พี่วินท์เข้าใจนะคะ นีจะบอกพี่วินท์ว่า นีจะขึ้นไปก่อน อีกสัก 10 นาทีพี่วินท์ค่อยเข้าไปในลิฟท์ นีจะกดเรียกจากข้างบน นีอยู่ชั้น 12 นะคะ”

“โอเคจ้ะ ที่จริงพี่วินท์จำได้นะว่านีอยู่ชั้น 12 พี่เคยขึ้นไปหนนึง หนเดียว” น้ำเสียงฟังออกว่ารู้สึกน้อยใจอย่างชัดเจน

อนีฆาทำเป็นไม่เข้าใจอาการของเขา เธอล็อครถเรียบร้อยแล้วหิ้วกระเป๋าสะพายเดินเข้าลิฟท์ไป ปวินท์เดินเตร่ไปมา 10 นาที จึงเดินเข้าไปในลิฟท์ เมื่อประตูปิด ลิฟท์ก็เลื่อนขึ้น เพราะอนีฆากดเรียกลิฟท์จากชั้นบน ตามที่นัดกันไว้

นี่เป็นครั้งที่สองที่ปวินท์ขึ้นมาบนห้องของอนีฆาในช่วงเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา อนีฆาจัดห้องสวยงามแม้จะไม่เคยใช้รับแขกเลย แต่ความที่เป็นคนชอบจัดบ้านทำให้ห้องพักของเธอน่าอยู่ไม่น้อยทีเดียว

“โห ... ห้องนีสวยจัง”

“นีชอบแต่งห้อง นีเรียนสาขาการโรงแรม จบแล้วนีว่าจะไปเรียนต่อด้าน interior design ชอบจริงๆค่ะ”

“นีเตรียมตัวแล้วหรือ เห็นมีหนังสือเกี่ยวกับตกแต่งภายในเป็นตั้งเชียว” ปวินท์เดินไปที่โต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ซึ่งมีหนังสือเกี่ยวกับบ้านวางเรียงเป็นตั้งสูง เขาหยิบหนังสือขึ้นพลิกดูหลายเล่ม

“แล้วคิดหรือยังว่าจะไปเรียนต่อที่ไหน ไปฝรั่งเศสไหม” เขาถามหยั่งเชิง แล้วกลั้นใจรอฟังคำตอบ

“โอย ... อีกนานค่ะพี่วินท์ ไว้ปีหน้าค่อยคิด นีอาจจะฝึกงานที่โรงแรมของคุณพ่อก่อนสักปี 2 ปี แล้วค่อยว่ากัน ไปมาถ้าไม่มีคนบริหารโรงแรม เพราะพี่เนก็ไปเป็นหมอซะแล้ว ยัยนัตก็คงไม่รอด บางทีนีอาจจะต้องเรียนบริหารมากกว่ามั้งคะ”

อนีฆารินไวน์ใส่แก้ว ยื่นใบหนึ่งในปวินท์ แล้วยกแก้วของเธอขึ้น พร้อมเอ่ยว่า

“Cheers ค่ะ แด่อนาคตดอกเตอร์ของนี”

ปวินท์ยิ้มกว้าง หัวใจพองโตกับสมญาที่เธอตั้งให้ คำว่า “ของนี” มันมีความหมายสำหรับสาวน้อยคนนี้หรือไม่ หรือเธอเพียงเรียกเล่นสนุกปาก เขาไม่กล้าคิด

“พี่วินท์มาดูวิวที่ระเบียงสิคะ สวยมากนะ นีชอบ วันนี้อากาศก็ดีด้วย”

ปวินท์เดินตามเธอออกไปนอกระเบียง เห็นด้วยว่าทัศนียภาพจากบนนี้ มองเห็นเมืองเชียงใหม่สวยจริงๆ คอนโดอยู่ไกลจากตัวเมืองพอสมควร จึงเห็นวิวเป็นป่าเขาและธรรมชาติมากกว่าตึกรามบ้านช่องในเมือง

“สวยจริงๆ คราวที่แล้วขึ้นมาก็ไม่ได้ออกมาตรงนี้ แล้วก็นานมากแล้ว จนจำไม่ได้ว่ามีระเบียงด้วย” อดมีน้ำเสียงน้อยใจไม่ได้อีกแล้ว

อนีฆาเดินไปนั่งลงที่โซฟาสนามเล็กๆที่จัดไว้ตรงระเบียง แล้วถามกลั้วเสียงหัวเราะว่า

“พี่วินท์เป็นอะไรคะ น้อยใจนีเรื่องอะไรเนี่ย”

“ก็อดน้อยใจนิดนึงไม่ได้น่ะ นีก็รู้ว่าพี่วินท์รู้สึกยังไงกับนี แต่ตลอดเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา พี่ไม่รู้เลยว่านีคิดยังไงกับพี่ นีทำตัวเหมือนมีระยะห่างกับพี่”

ปวินท์สุดจะห้ามอาการน้อยใจได้อีกต่อไป เขายืนหันหน้าออกนอกระเบียง ราวกับสนใจวิวตรงหน้าอย่างยิ่ง แล้วพูดต่อเบาๆ ไม่ได้หันกลับมามองหน้าหญิงคนรัก

“นีทำตัวเหินห่างกับพี่วินท์ ราวกับเราไม่ใช่คนรักกัน หรือพี่คิดไปเองมั้งว่า เราเป็นคนรักกัน จนนี่พี่วินท์จะเรียนจบ แล้วต้องไป ... “

ปวินท์ยังพูดไม่ทันจบประโยค เขารู้สึกเกร็งขึ้นทั้งตัวเพราะอนีฆาเนมาทางด้านหลังและใช้แขนทั้งสองข้างโอบรอบเอวเขาจากทางด้านหลัง เขารู้สึกได้ถึงร่างกายของสาวน้อยที่เบียดชิด ใบหน้าของเธอก็ซบนิ่งอยู่กับแผ่นหลังของเขา นิ่งอยู่ชั่วครู่ ปวินท์จึงค่อยๆหมุนตัวกลับมาและกอดอนีฆาไว้แน่น พูดเสียงสั่นเพราะไม่นึกไม่ฝันว่าเธอจะทำเช่นนี้

“นี ... พี่วินท์รักนีที่สุด”

ความรักที่แน่นอยู่ในอกจนเขาไม่อาจระงับความรู้สึกนี้ไว้ได้ ได้แต่กอดอนีฆาไว้แน่น แต่ไม่กล้าทำอะไรมากกว่านั้น ด้วยกลัวว่าเธอจะไม่ยินยอม ปากก็พร่ำรำพันเบาๆไม่ขาดปาก

“พี่วินท์รักนี ... รักนีเหลือเกิน พี่..”

ปวินท์ได้ได้ยินเสียงหญิงสาวในอ้อมกอดหัวเราะเบาๆ เธอยกแขนทั้งสองข้างขึ้นโอบรอบคอของชายหนุ่ม ตอบเขาเสียงเบาไม่แพ้กันว่า

“นีรู้แล้วค่ะ ว่าพี่วินท์รักนีแค่ไหน”

ได้ฟังเท่านั้นปวินท์ก็แทบละลายไปทั้งตัว เมื่ออนีฆาเขย่งตัวขึ้น ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แล้วจรดริมฝีปากบางได้รูปของเธอกับริมฝีปากของเขา ปวินท์สุดจะหักห้ามความปรารถของเขาได้อีกต่อไป อารมณ์ภายในที่เคยเก็บกดไว้ในที่ที่ควรจะเป็น เปรียบเหมือนกับน้ำจำนวนมหาศาลที่ถูกกักไว้ในเขื่อน บัดนี้เขื่อนได้พังทะลายลง วงแขนที่โอบรอบตัวหญิงสาวจึงแน่นขึ้น และเริ่มปล่อยให้ร่างกายทำตามอารมณ์ปรารถนาที่ลุกโชน เขาสัมผัสได้ดีถึงอาการตอบสนองที่อนีฆามีให้ มาถึงตอนนี้คงไม่มีอะไรหยุดเขาได้อีกต่อไป ปวินท์ช้อนร่างเธอขึ้นแล้วพาไปที่ห้องนอนด้านใน เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆของอนีฆาทำให้ปวินท์มีความสุข เขาเอนตัวลงนอนชิดตัวเธอ แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามสัญชาตญาณ ถึงกระนั้นด้วยความเกรงใจที่มีกับผู้หญิงคนนี้เสมอมา ทำให้เขากระซิบถามเธอที่ริมหูว่า

“นีเต็มใจนะครับ เอ่อ ...” อนีฆาพยักหน้าแล้วไม่ปล่อยให้เขาพูดอะไรอีก

ตั้งแต่ศุกร์นั้นเป็นต้นมา เย็นวันศุกร์และทั้งวันวันเสาร์ต่อๆมาปวินท์ก็จะขลุกอยู่ที่คอนโดของอนีฆา แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆเพียง 3 เดือน ก่อนที่เขาจะเรียนจบและต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส แต่เขาก็มีความสุขมาก แม้อนีฆาจะไม่เคยยอมให้เขาอยู่ต่อในวันอาทิตย์ ทั้งยังให้เขารีบกลับออกไปจากคอนโดตั้งแต่ยังไม่รุ่งเช้า ให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้ใครเห็นว่ามีผู้ชายออกมาจากห้องของเธอ รีบไปก่อนที่ใครๆจะตื่นในวันอาทิตย์ แม้จะอดน้อยใจไม่ได้ที่อนีฆาไม่เคยเปิดเผยกับใครต่อใครว่าเธอคบกับเขา แต่เธอก็ไม่มีใครอื่น ความสุขที่ได้รับเพียงเท่านี้คือความสุขที่สุดของปวินท์

ในสัปดาห์สุดท้ายที่เขาอยู่เชียงใหม่ ก่อนที่จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ปวินท์แทบจะขาดใจ เขาพร่ำขอคำมั่นสัญญาจากอนีฆาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“พี่วินท์รักนีมากนะ นีสัญญานะครับว่าเมื่อพี่ไปอยู่ไกล เราจะติดต่อกันสม่ำเสมอ”

“ค่ะ สัญญาค่ะ” อนีฆาตอบเสียงกลั้วหัวเราะ เมื่อนอนเล่นอย่บนเตียงด้วยกัน

“นีชอบทำเป็นเล่น พี่จริงจังนะครับ กลัวจังเลยว่า ... “ ปวินท์ยังไม่ทันพูดจบ อนีฆาก็กดเขาลงบนที่นอนแล้วปิดปากเขาด้วยจุมพิตอันเร่าร้อน หลายครั้งที่บทสนทนาและคำมั่นสัญญามักจบลงเท่านี้ แล้วเปลี่ยนเป็นการบรรเลงบทรักที่ทั้งสองคนไม่เคยรู้สึกว่าพอ

เช้ามืดของวันอาทิตย์ทั้งๆที่ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง ปวินท์ก็ถูกปลุกให้ลุกขึ้น เหมือนที่เคยเป็นมาทุกวันอาทิตย์ ตลอด 3 เดือน ปวินท์อิดออดด้วยวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์สุดท้ายที่เขาจะอยู่ที่นี่แล้ว

“พี่อยู่ต่อไม่ได้หรือ พรุ่งนี้พี่ก็จะกลับกรุงเทพแล้ว”

“ไม่ได้ค่ะ วันอาทิตย์คนในคอนโดเยอะ เดินกันพลุกพล่าน พี่วินท์อยากให้คนเห็นว่านีพาผู้ชายมานอนที่ห้องหรือคะ เสียชื่อแย่ เดี๋ยวรู้ถึงหูคุณพ่อด้วย”

“แต่เรารักกัน และเราก็เป็นของกันและกันแล้วนะ พี่วินท์ยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง”

“พี่วินท์คะ” อนีฆาเสียงแข็ง เธอขยับลุกจากที่นอน สวมเสื้อคลุมแล้วเดินลิ่วจะไปเข้าห้องน้ำด้วยอาการไม่พอใจ ปวินท์ตกใจมาก รีบลุกขึ้นตามไปดึงตัวอนีฆาเข้ามากอด

“พี่วินท์ขอโทษนะคะ พี่ไม่อยากจากไปเลย พี่หวงนี พี่คิดถึงนี พี่วินท์รักนี ขอกอดอีกทีแล้วจะไปแล้วครับ” อนีฆาถอนใจ หันหน้ากลับมาเผชิญหน้าปวินท์ พูดขึ้นว่า

“นียังเรียนไม่จบเลยนะคะ พี่วินท์จะมารับผิดชอบอะไรนี มีเหตุผลหน่อย อย่าใช้แต่อารมณ์”

“ตกลงครับ งั้นพี่วินท์ไปละ ขอเข้าห้องน้ำแป๊บเดียว”

เมื่อปวินท์ตามใจ อนีฆาก็อ่อนลง เธอกอดตอบเขาแล้วพูดว่า

“พี่วินท์ทำหน้าที่ของพี่วินท์ให้ดีเถอะค่ะ นีไม่ได้ไปไหน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เรา 2 คนก็จะได้อยู่ด้วยกันค่ะ งั้นพี่วินท์เข้าห้องน้ำนะคะ นีจะเก็บของให้ จะได้ไม่สาย”

ปวินท์ทำตามอย่างว่าง่าย แม้เขาจะหดหู่ใจเพราะการจากกันไกลและด้วยระยะเวลาที่ยังอีกยาวนานนัก แต่วันสุดท้ายก่อนจากก็ไม่ซาบซึ่งใจอย่างที่คิดไว้ เขาจึงได้แต่ตัดใจ และได้แต่หวังว่า คำมั่นสัญญาจะเป็นจริง












กนกนัดดา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 6 พ.ค. 2562, 21:21:55 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 8 พ.ค. 2562, 20:31:01 น.

จำนวนการเข้าชม : 68





<< ตอนที่ 10 กว่าจะสุดทาง   ตอนที่ 12 กว่าจะสุดทาง >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account