มนต์สะกดรักของจอมเวทย์ผู้งดงาม
ฉันชื่อว่าแอร์ค่ะ เป็นเด็กสาวม.ปลาย ม.5 สายศิลป์คำนวณของโรงเรียนเลิศพิไลที่แสนธรรมดา แต่! โรงเรียนนี้ดันมีชายที่ไม่ธรรมดา นอกจากจะหน้าตาดี ใจดี และอ่อนโยนแล้ว ยังเป็นเลิศในทุกความสามารถจนใครๆต่างก็เรียกเขาว่า 'จอมเวทย์ผู้ดงาม' แล้วฉันก็เป็นผู้หญิงทั่วไปที่เห็นผู้ชายหน้าตาดีเป็นต้องเข้าไปหา หรือแอบถ่ายรูปไว้ ฉันจะเป็นหูเป็นตาเรื่องของคนหล่อให้ทุกท่านเองค่ะ!

[R-18]
Tags: จอมเวทย์ พลังจิต R-18

ตอน: ตอนที่ 3 : มนต์สะกดของจอมเวทย์ผู้งดงาม

(ตอนที่ 3 : มนต์สะกดของจอมเวทย์ผู้งดงาม)

“เฮ้อ!” ฉันและลูกหว้าถอนหายใจออกมาพร้อมกันหลังคาบสุดท้ายของวันนี้

“อะไรเนี่ย ถอนหายใจพร้อมกันเชียว หัวหน้า รอง” เพื่อนที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าของฉัน ‘หัวหอม’ ถึงกับสะดุ้งแล้วหันมาสงสัยพวกเราสองคนซะตาโต

ฉันเอาคางนอนทาบไปกับพื้นโต๊ะ หลังจากอาจารย์วิชาสังคมยังอยู่ในห้องพูดคุยกับนักเรียนบางกลุ่มของห้องเรา แม้ว่าจะหมดคาบเรียนแล้วก็ตาม แต่จะไม่ให้รู้สึกอยากถอนหายใจได้ยังไงในเมื่อวันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน

“ฉันเหนื่อยมากเลย รู้สึกว่าสามารถใช้ความเหนื่อยนี้เป็นข้ออ้างหยุดในวันพรุ่งนี้ได้เลย” ลูกหว้าเองก็พูดบ้าง เธอที่ต้องรับมือศึกหนักเมื่อตอนกลางวันก็คงจะเหนื่อยไม่แพ้ฉันสิน่ะ

“ถ้าพวกแกใช้เรื่องเหนื่อยเป็นข้ออ้างได้ ป่านนี้โรงเรียนคงมีเด็กหยุดกันหมดทั่วประเทศแล้ว” นิ้งพูดก่อนจะดึงกระเป๋าเป้ที่ใส่แต่เครื่องสำอางค์เต็มกระเป๋าขึ้นแบก

“กลับบ้านเร็วอีกแล้วเหรอยัยนิ้ง” ลูกหว้าหรี่ตามองเพื่อนร่วมห้องด้านหลังของเธอ อีกฝ่ายแค่หยักไหล่ยิ้มกริ่มแล้วเดินออกจากห้องไปทันที

“ว้าย!”

ฉันกับลูกหว้าและเพื่อนทั้งสองคนด้านหน้าเบี่ยงสายตาไปมองอิเตยอย่างพร้อมเพรียง มันกระชากกระเป๋าอย่างไม่ปราณีแล้วรีบวิ่งนมเด้งออกจากห้องไป ไม่ใช่รีบกลับบ้านนะ รีบตามไปอ่อยจอมเวทย์หลังเลิกเรียน

“โอ้โห คู่นี้ธุระเรื่องผู้ชายมีไม่เคยขาดสักวันเลยแฮะ” ลูกหว้าพูดก่อนจะเริ่มเก็บของลงกระเป๋าบ้างแล้ว

“วันนี้เวรใครงั้นหรอ?” หัวหอมหันมาถามฉันเรื่องเวรตากล้อง ฉันเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างนึกสงสัยเหมือนกัน มันมีลงเรื่องเวรไว้ในโน้ตของไลน์กลุ่มห้อง

“อ๊ะ! วันนี้เวรของฝนกับน้ำผึ้ง” ฉันพูดเสียงดังในระดับหนึ่งทำเอาเวรตากล้องประจำหลังเลิกเรียนทั้งสองคนหันมาโบกมือยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้ฉันก่อนเดินออกจากห้องตามจอมเวทย์ไป คิดว่าก็คงไปอยู่ห้องสมุดหรือที่ประจำของเขาเหมือนเดิม

“พรุ่งนี้ก็เวรของฉันเหมือนกัน อยากถ่ายรูปดีๆจังเลย ฉันเบื่อรูปแบบเดิมๆท่าเดิมๆแล้วสิ” เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหัวหอม ‘เอ็ม’ พูดพลางเปิดคลังรูปภาพแอบถ่ายของจอมเวทย์ไปด้วย

“ไหนๆก็ถ่ายเป็นวิดีโอไปเลยสิ เราเริ่มกันวันพรุ่งนี้ใช่ไหมละ ลูกหว้า?” หัวหอมหันไปถามรองหัวหน้าผู้นั่งจัดเวรตากล้องวิดีโอในคาบคณิตจนหมดคาบ

“ใช่! เริ่มวันพรุ่งนี้เลย ฉันจะลงตารางเวรใหม่ตอนกลับถึงบ้าน” ลูกหว้าตอบอย่างภาคภูมิใจผลงานตอนคาบคณิตของเธอ “แล้ววันนี้ 2 ทุ่มมีนัดประชุมห้องกันในไลน์กลุ่ม ฝ่ายหญิงมีประชุมเรื่องเวรใหม่ที่เพิ่มมาในวันนี้ จะปรึกษาเรื่องโหวตเลือกหัวข้อการถ่ายวิดีโอด้วย และพวกผู้ชายเข้ามาตอน 3 ทุ่มได้เลย เราจะประชุมเรื่องกีฬาสีเทอม 2 กัน!” ลูกหว้าลุกขึ้นพูดกลางห้อง ทุกคนหันมาสนใจคุณรองหัวหน้าผู้จัดการงานได้เนียบเสมือนเลขาคนเก่งของห้อง แน่นอนว่าทุกคนก็กำลังตื่นเต้นกับหัวข้อประชุมทั้งสองไม่แพ้กัน

“กีฬาสีหรอ? พวกเราม.5 แล้วนี่น่า” กลุ่มผู้ชายเริ่มจับกลุ่มคุยกันเรื่องงานกีฬาสีบ้าง

“พวกเราจับฉลากได้อยู่สีร่วมกับห้องไหนนะ?” เพื่อนชายอีกคนถามเสียงร่า

“ห้อง 6 พวกเราได้สีเขียว” เพื่อนชายอีกคนตอบบ้าง

หลังจบงานกีฬาสีอันน่าตื่นตาตื่นใจเมื่อปีที่แล้วไป ก่อนสอบปลายภาคเทอม 2 พวกรุ่นพี่ม.5 ซึ่งปัจจุบันคือม.6 ได้เรียกร่วมหัวหน้าห้องอย่างพวกเราเพื่อจับกลุ่มทำกีฬาสีแล้วจับฉลากสีด้วยเช่นกัน แม้ว่างานจะเริ่มตอนเทอม 2 แต่การเตรียมงานนั้นก็เริ่มตั้งแต่เทอม 1 เป็นเรื่องปกติ เพราะช่วงเทอม 2 จะยุ่งกับการซ้อมกองเชียร์สแตนและซ้อมจริงต่างๆ ที่สำคัญเลยคือพวกเราต้องเก็บเงิน!

“เวรตารางใหม่หรอ? วันนี้ประชุมสัปดาห์มีเรื่องอะไรกันหรอ?” เพื่อนสาวในห้องเริ่มจับกลุ่มคุยบ้างแล้ว เพื่อนในห้องสามคนเดินเข้ามาหาฉัน

“ใช่แล้ว เป็นเรื่องที่ตกลงเป็นใจกันทั้ง 3 ม. ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ได้เพิ่มหน้าที่ตากล้องให้หรอก” ฉันตอบเพื่อน ดูสีหน้าพวกเขาตื่นเต้นและกังวลใจไม่น้อย

“งั้นก็โล่งอก ช่วงนี้ฉันมีเรียนพิเศษแล้วด้วยสิ” เพื่อนสาวบอกฉัน เธอเอามือแตะหน้าอกแล้วถอนหายใจโล่งอกออกมา แม้ว่าการตามถ่ายภาพของคนหล่อจะทำให้พวกเรามีความสุขกันแค่ไหน แต่ศาสนาได้สอนเราไว้ว่าจงทำบุญแต่ที่เราพอมี เราก็จงทำหน้าที่ตากล้องแต่ที่เวลาชีวิตของพวกเรามีด้วยเช่นกัน

“จริงด้วย เริ่มเรียนพิเศษกันเยอะเลยด้วยนี่น่า หวา! สงสัยได้จัดตารางเวรใหม่แล้วละ” ลูกหว้าพูดอย่างเพิ่งนึกได้ เพราะเมื่อช่วงเปิดเทอมใหม่ๆพวกเราก็ปรึกษาเรื่องนี้กันไปแล้ว ให้คนที่ไม่มีเรียนพิเศษตอนเย็นทำเวรเวลาอื่นกันแทน ดังนั้นตารางใหม่นี้ก็ต้องมาสอบถามเรื่องของทุกคนใหม่เพื่อจัดตารางเวรให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน

“ไว้ตอนประชุมค่อยเอาใหม่ก็ได้ คิดเรื่องประชุมเอาไว้ให้ดีน่ะ พวกเราจะประชุมเรื่องเกี่ยวกับจอมเวทย์แค่ 1 ชั่วโมง” ฉันกล่าวเตือนคุณรองหัวหน้าห้องคนสนิทของฉัน ซึ่งการพูดคุยเรื่องของจอมเวทย์เป็น 1 ในข้อตกลงวันสระว่ายน้ำของพวกเราด้วยเช่นกัน พวกผู้ชายรำคาญเวลาที่พวกเปิดคอลกลุ่มกันเป็นชั่วโมงได้ทุกวี่ทุกวันเกี่ยวกับจอมเวทย์ ดังนั้นพวกเราจึงตั้งกฎใหม่ที่คุยเรื่องของจอมเวทย์ในตอนที่จำเป็นและต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมงด้วย

“หวา...ปีที่แล้วเล่นคุยกัน 4 ชั่วโมงยังไม่ได้ข้อสรุปที่ดีเลย พอโดนลดเวลาลงรู้สึกเครียดเหมือนกันแฮะ” ลูกหว้าบ่นอุบอิบ

“สู้ๆน่ะ หัวหน้า รองหัวหน้า” หัวหอมหัวเราะคิกคัก

“นี่ๆ แล้วเรื่องงานกีฬาสีเนี่ย เป็นสีเขียวใช่ไหมล่ะ? จัดธีมแฮรี่xxxกันไหม?” เอ็มยื่นหน้าเสนอ ดวงตาเป็นประกาย ให้เดาก็คงเป็นเพราะหนังเกี่ยวกับโรงเรียนเวทย์มนต์ชื่อดังเหมาะกับบุคคลดังของห้องอย่าง ‘จอมเวทย์ผู้งดงาม วิทย์’ งั้นละสิ

“ฉันก็อยากให้จัดธีมเวทย์มนต์เหมือน เอาแบบไหนก็ได้ อยากให้สื่อถึงเวทย์มนต์ก็พอแล้ว” เพื่อนสาวที่นั่งอยู่แถวด้านข้างเริ่มร่วมวงเสนอหัวข้อธีมกันแล้วบ้าง

“พวกผู้ชายสนธีมเวทย์มนต์กันไหม?” ฉันหันไปถามพวกผู้ชายที่สนใจเรื่องกีฬาสีก่อนหน้านี้ พวกเขาหันมามองพวกเราฝั่งผู้หญิงเหมือนจะคุยกันจนไม่ทันฟังพวกเราแฮะ

“ธีมเวทย์มนต์กีฬาสีนะเหรอ? เอางั้นก็ได้ แค่ไม่เอาเกี่ยวกับไทยๆ” เพื่อนชายเสนอพร้อมส่ายหัวเพลียใจ หลายๆปีนี้สีเขียวจะเป็นธีมที่เกี่ยวกับความเป็นไทยทั้งหมดเลยด้วยสิน่ะ คงเพราะเป็นสีที่เอามาประยุกต์ยากละมั้ง

“งั้นเอาเวทย์มนต์แบบแฮรี่น๊า~” เอ็มอ้อนวอนพวกเรา

“ฉันไม่สนใจแฮรี่อ่ะ เอาเกี่ยวกับเวทย์มนต์แบบอื่นไม่ได้หรอ?” ผู้ชายเริ่มยกมือขัดบ้างแล้ว ไม่พอแค่นั้นเล่นเขยิบเก้าอี้มานั่งร่วมวงด้วยเลย

“เวทย์มนต์ไซไฟล่ะ?” เพื่อนชายคนหนึ่งเสนอ แต่ไซไฟหรอ? แบบเกี่ยวกับอวกาศ มนุษย์ต่างดาวอะไรทำนองนี้รึป่าว? แล้วมันจะเวทย์มนต์อย่างไงละนั่น

“เอาเวทย์มนต์กับวิทยาศาสตร์มารวมกันเนี่ยนะ?” ลูกหว้าขมวดคิ้วแปลกใจไม่ต่างจากฉัน

“พวกผู้หญิงชอบพูดกันไม่ใช่หรอ ที่ว่าวิทย์เป็นจอมเวทย์ในยุคที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า เหมือนกับสวรรค์ที่ประทานเทพมนุษย์ลงมาชี้นำพวกเราเหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลา” โหว แม้แต่พวกผู้ชายยังรู้เรื่องข่าวลือนี้ด้วยเหรอเนี่ย

“สีเขียวเนี่ยนะ?” เพื่อนชายอีกคนเริ่มขมวดคิ้วมุ่นบ้าง “ทำธีมเวทย์มนต์ป่าไม้ไปเลยไหมล่ะ?” เขาเสนอต่อ

“ก็ดีนะ หวา! ตื่นเต้นกับกีฬาสีจังถึงจะเทอม 2 ก็เถอะ” ลูกหว้าหัวเราะคิกคักออกมา

“พวกผู้ชายสนใจข่าวลือของจอมเวทย์วิทย์กันด้วยเหรอ?” หัวหอมเริ่มถามบ้าง

“ถึงไม่อยากฟังแต่ก็ต้องรู้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี อย่างข่าวลือที่ว่าเขาใช้เวทย์มนต์เพื่อนสะกดใจของสาวๆทั้งโรงเรียนเพื่อให้ดอกไม้งามนั้นตกเป็นของเขาจอมเวทย์ผู้งดงามแต่เพียงผู้เดียว ในเว็บนิยายออนไลน์ก็มีเพื่อนเราเขียนเรื่องพวกนี้เหมือนกันนะ” โหว...นี่นายรู้ยังกับเป็นกลุ่มผู้หญิงเลยนะเนี่ย ว่าแต่ผู้ชายอ่านนิยายออนไลน์ด้วยหรอ? นึกว่าจะชอบเล่นแต่เกมกันซะอีก

“อ้าว? อ่านนิยายด้วยหรอ?” นั่นไง มีเพื่อนสาวที่พูดแทนความในใจให้อีกแล้ว

“แน่สิ ฉันยอมอ่านพวกนิยายแฟนตาซีมากกว่า แต่ไม่อ่านที่คนแต่งกันหรอกนะ แต่งกันไม่ถูกใจ ส่วนใหญ่ๆชอบแต่งแฟนฟิคกันเกลื่อนเลย ฉันเลยไปอ่านนิยายแปลมากกว่า ก็ฉันเป็นผู้ชายละนะ” เหมือนจะได้เพื่อนชายสายเม้าซะแล้วห้องเรา

“แต่ข่าวลือของจอมเวทย์น่ะ จริงแล้วๆมันดูเหมือนมีมูลจริงนะ ทำให้พวกเราตั้งฉายาเขาว่าจอมเวทย์ไม่ใช่เจ้าชายไง อย่างเช่นเรื่องที่ว่าเวลาฝนตก จะมีแค่รอบๆบริเวณเขาที่ฝนแตะไม่ถึงตัว เขาจะตัวแห้งตลอดวันฝนตก” ลูกหว้าพูด

“พูดอะไรน่ะ สัปดาห์ก่อนมีผู้ชายสาดน้ำมาโดนไอ้วิทย์ มันก็ยังเปียกอยู่เลย” ขัดหนึ่ง

“แล้วก็เรื่องนั่นที่ว่าตอนที่มีผู้หญิงกำลังสะดุดล้ม เหมือนเขาจะใช้เวทย์มนต์เพื่อพยุงร่างไม่ให้ร่างบอบบางของหญิงสาวกระแทกพื้นทางเดินด้วย มีคนเห็นมากับตาด้วยว่ามันเหมือนเป็นแบบนั้นจริงๆ” เพื่อนสาวร่วมวงสนทนาอีกคนพูดพลางหลับตาเหมือนนึกเรื่องนิยายเพ้อฝันอยู่

“ครั้งก่อนห้องเรามีคนตกบันไดยังลุกขึ้นมาบ่นอุบอิบเรื่องการบ้านได้สบายอยู่เลย ไม่เห็นจะร่างบอบบางตรงไหน” ขัดสอง

“เรื่องที่ดังอีกเรื่อง ทั้งที่เห็นเขาอยู่ในห้องสมุด แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้เลย ราวกับได้ร่ายเขตอาคมเอาไว้ไม่ให้รบกวนเวลาอ่านหนังสือแสนสุขของเขา” เอ็มพูดบ้าง

“แค่ไม่กล้าเข้าไปขัดเวลาเงียบสงบของหมอนั่นมากกว่า พวกฉันเวลาเห็นหมอนั่นอ่านหนังสือก็ไม่กล้าเข้าไปสะกิดเหมือนกันแหละ” ขัดสาม

“แล้วก็เรื่องที่ว่าเขาสามารถซ่อมแก้วบีเกอร์ที่แตกในห้องวิทยาศาสตร์ได้ด้วย เหมือนกับจอมเวทย์ตัวน้อยที่ลุกลี้ลุกลนรีบปกปิดความผิดของตัวเองในห้องเงียบๆที่มีแสงไฟเพียงดวงเดียวฉายส่องไปยังที่ที่เขายื่นอยู่ ใบหน้าของเขาเขินอายระหว่างที่ซ่อมแก้วบีเกอร์ใบนั้นด้วยเวทย์มนต์ อันนี้มีคนไปแอบเห็นมาละ” เพื่อนสาวอีกคนพูดขึ้น

“อ๊ะ! อันนี้เรื่องแต่งสิน่ะ” ขัดสี่ที่พูดขึ้นพร้อมกัน

“นี่พวกนายจะเปิดศึกกับพวกเรารึไงห๊ะ?” ฉันอดหันไปทำตาดุใส่ไม่ได้ จนพวกผู้ชายหัวเราะชอบใจกับปฎิกิริยาของสาวๆในวง

“แต่ก็ดูแต่ล่ะข่าวลือโอเวอร์กันนี่น่า หมอนั่นก็มนุษย์ธรรมดานั่นแหละ อย่าไปยัดเยียดความแฟนตาซีให้เขาสิ เดี๋ยวเขาก็เครียดที่ใช้เวทย์มนต์สนองความต้องการของเราสุภาพสตรีทั้งหลายไม่ได้หรอก”

เพราะมันแฟนตาซีนั่นแหละถึงได้ถูกเรียกว่าข่าวลือ แต่ถ้าจอมเวทย์จะเครียดที่ตัวเองใช้เวทย์มนต์ไม่ได้พอคิดแล้วก็น่ารักกันไปอีกแบบดีนะเนี่ย ไม่สิ! ถ้าเขาเครียดจะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเขาได้ เดี๋ยวได้ตกจากอันดับหนึ่งของชั้นปีพอดี

“นายเนี่ยจินตนาการล้ำเลิศไม่ต่างจากพวกเราสุภาพสตรีหรอก” ลูกหว้าหันไปพูดใส่เขา

“หัวหน้า งานส่งกันครบหมดแล้วนะ!” ผู้ชายที่นั่งหน้าห้องตะโกนมาบอกฉัน ตอนนี้สาเหตุที่แม้จะเลิกเรียนแล้วแต่ฉันยังไม่ยอมออกจากห้องเพราะว่าฉันได้รับหน้าที่เก็บสมุดวิชาสังคมไปส่งที่ห้องพักครูหมวดสังคมชั้น 3 ซึ่งในห้องเรามีคนที่ทำงานได้ช้าอยู่จำนวนหนึ่งด้วย

“โอเค!” ฉันตะโกนกลับ

“งั้นแยกกันน่ะ บ๊ายบาย~” ลูกหว้าลุกขึ้นพร้อมกับหัวหอมและเอ็ม

“บาย” ฉันยิ้มลาเพื่อนๆ เพราะหลังจากที่ส่งงานสังคมเสร็จ ฉันก็จะกลับบ้านเลย แต่หัวหอมกับเอ็มขึ้นรถตู้ ส่วนลูกหว้ารอพ่อมารับ พวกเขาก็คงจะไปนั่งฆ่าเวลากันที่โรงอาหารนั่นแหละ

“กองนี้หมดเลยหัวหน้า ให้ช่วยยกป่าว” เพื่อนชายที่นั่งอยู่ด้านหน้าชี้กองหนังสือที่ส่งรวมกันบนโต๊ะของเขา เขายังไม่ลืมแสดงน้ำใจเล็กๆน้อยๆในฐานะเพื่อนร่วมห้องให้ฉันรู้สึกดีด้วย ฉันยิ้มออกมา

“ไม่เป็นไร ไม่หนักเลย ขอบคุณนะ” ฉันปฎิเสธเขาก่อนจะอุ้มกองหนังสือที่ไม่หนักอย่างที่บอกไปแล้วเดินออกจากห้องไป เพื่อนในห้องที่ยังนั่งเล่นกันอยู่ส่งเสียงบอกลาฉันกันอย่างเพื่อนร่วมห้องที่สนิทชิดเชื้อกัน ฉันอดภาคภูมิใจวันสระว่ายน้ำนั่นไม่เลิกเลย รู้สึกห้องเราที่ก่อนหน้านี้แบ่งกลุ่มชายหญิงกันชัดเจนดูสนิทกันมากขึ้นเหมือนเป็นครอบครัวกันจริงๆ

ยิ่งคำพูดของน้องม.4ตอนวันรับน้องที่พูดขึ้นมาก็อดจะยิ้มแก้มปริออกมาไม่ได้เลย บ้างก็โดนบอกว่าสนิทกันบ้างล่ะ ดูเหมือนคนรักกันบ้างล่ะ ดูเป็นกันเองบ้างล่ะ

ถึงหลังจากเหตุการณ์วันสระว่ายน้ำเมื่อช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา พอเปิดเทอมพวกเราก็เคอะเขินกันจนรู้สึกเข้าหน้ากันไม่ติดแปลกๆ แต่ผ่านไปวันเดียวพวกเราก็เริ่มหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง รู้ตัวอีกทีบรรยากาศเมื่อตอนม.4ที่ผู้ชายและผู้หญิงไม่เคยแม้แต่มองหรือพูดคุยกันก็เปลี่ยนกลายเป็นหัวเราะ แกล้งกัน ช่วยเหลือกันมากขึ้น

‘ในฐานะหัวหน้าห้องม.5/5 ฉันภาคภูมิใจเป็นที่สุด!’ ไม่เคยคิดเลยว่าการทำหน้าที่ในฐานะผู้นำของคนส่วนมากจะทำให้หัวใจพองโตได้ขนาดนี้

“อ้าว หัวหน้าห้อง 5 นี่เอง วางสมุดตรงนี้เลยจ้ะ” ฉันเดินเข้าห้องสังคมมา เจออาจารย์วิชาสังคมก่อนหน้ากำลังนั่งคุยกับเพื่อนร่วมงานหมวดสังคมด้วยกัน เธอชี้ไปที่โต๊ะด้านขวาหลังสุดของห้อง ที่หน้าโต๊ะตั้งป้ายไม้สลักชื่อของอาจารย์เอาไว้ชัดเจน แต่..

“วางเลยหรอคะ?” อดเหงื่อตกไม่ได้จริงๆ อาจารย์ค่ะ! อาจารย์บอกให้หนูวาง หนูควรวางไว้ตรงไหนค่ะ ทั่วทั้งโต๊ะตั้งแต่จรดขอบมุมสุดลากยาวมาถึงขอบมุมตรงข้ามไม่มีพื้นที่ว่างเลยค่ะ แม้แต่เก้าอี้ของอาจารย์ก็มีลังกล่องใหญ่ใส่เอกสารการเรียนการสอนเอาไว้ รอบโต๊ะอาจารย์และใต้โต๊ะก็มีทั้งแฟ้มหรืองานโปรเจ็ครุ่นก่อนทั้งหมด! ฮัลโหลจารย์! สมุดของน้องม.5/5 ควรวางตรงไหนคะ?!

“อา! ขอโทษๆ วางทับไปบนกองห้อง 5/4 เลย ยังไงก็สายเดียวกันใช่ไหมละ” อาจารย์ยกมือขึ้นเกาหัวอย่างเขินอายประหนึ่งเพิ่งนึกสภาพของโต๊ะตัวเองได้เมื่อวินาทีที่แล้ว อาจารย์หมวดสังคมคนอื่นอดหัวเราะคิกคักออกมาไม่ได้

อา..ท่านจอมเวทย์วิทย์ผู้งดงามค่ะ หากท่านมีเวทย์มนต์อยู่จริงช่วยทำให้โต๊ะนี้สะอาดขึ้นทีค่ะ

“ระวังไว้นะหนู ตรงนั้นมีฝูงงูถูกเลี้ยงไว้อยู่” อาจารย์ที่นั่งคุยด้วยกันอดหยอกล้อฉันกลับไม่ได้ แต่บอกเลย! เชื่อค่า!! ต่อให้ไม่มีงูก็ต้องมีท่านปีเตอร์แน่นอน หนูฟันธง!

หลังจากวางสมุดทับกองม.5/4 ผู้ร่วมสายการเรียนเรียบร้อย ฉันก็เดินออกจากห้องสังคมมาด้วยสีหน้าซีดเผือก ตั้งแต่ขึ้นม.5มานี่เป็นครั้งแรกที่เอางานมาส่งที่โต๊ะของอาจารย์ศรีพร อาจารย์สังคมประจำห้องของพวกเรา บอกเลยสะพรึ่งจนต้องถ่ายรูปส่งลงในไลน์กลุ่มเลยทีเดียว

“อ้าว! กนกทิพย์ มาพอดีเลย” ฮืม? อะไรมาพอดีเลย? ฉันเกลียดคำนี้เวลาเจอพวกอาจารย์ด้วยความ‘บังเอิญ’เป็นที่สุด ยิ่งกว่าเวลาแมวดำเดินผ่านหน้าเชียวนะ ฉันรู้สึกเหมือนโดนยักษ์เหวี่ยงโซ่ลูกตุ้มเข้าที่ขาจนหน้าล้มคว่ำไปกับพื้นเชียวละ

“สวัสดีค่ะ อาจารย์วิไล” อาจารย์วิไลลักษณ์ อดีตอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ม.4 ของพวกเรา เธอถือจานส้มตำมาสองมือกำลังเดินเข้าห้องหมวดสังคมแต่เจอฉันกำลังใส่รองเท้าอยู่พอดี

“ที่ชั้น 2 ฝั่งห้องวิทย์ร่วม มีห้องที่อาจารย์ไปขอยืมใช้เอาไว้ฝึกเด็กไปแข่งประวัติศาสตร์ แต่อาจารย์ลืมทำความสะอาดห้อง ไฟก็ไม่ได้ปิด และกุญแจที่ยืมมาก็วางไว้ที่ไหนในห้องไม่รู้ ตอนถือส้มตำขึ้นมาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ ยังไงฝากด้วยน๊า~”

ฉันนี่ยิ้มกริ่มเลย

“ฝากอะไรคะ?”

อาจารย์วิไลยิ้มกลับ “ก็ฝากทำความสะอาดห้อง ปิดไฟ ปิดแอร์ ล็อกห้อง แล้วเอากุญแจไปคืนที่ห้องพักครูหมวดวิทยาศาสตร์ให้หน่อยไงจ้ะ!” นั่นไงว่าแล้ว! อดีตนักเรียนของอาจารย์แกไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวใช่ไหมเนี่ย? โอ้! กนกทิพย์ เหตุใดฉันต้องเป็นกนกทิพย์ที่มาเจออาจารย์เรียกใช้งานด้วยหนอ

“เข้าใจแล้วค่ะ งั้นหนูไปก่อนนะคะ”

“ฝากด้วยน๊า~”

“ค่า~” หึย! นึกว่าวันนี้จะได้กลับบ้านเร็วซะอีก อุตส่าห์มาถึงแต่เช้าเพราะเป็นเวรถ่ายรูปช่วงเช้าของวันนี้ ไอ้เราก็กะจะไปดูว่าแม่ต่อเน็ตแล้วรึยัง ท้ายที่สุดก็ได้กลับบ้านพร้อมเพื่อน(พวกที่กลับพร้อมรถตู้)สิน่า!

อย่างหนึ่งที่ฉันไม่สบอารมณ์เป็นพิเศษเลยก็คือ การที่เป้าหมายเด็กดีที่เรียนดีของพวกเราเดินหน้าประสบผลสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งปีเศษทำให้เหล่าคณะครูอาจารย์ทั้งหลายพากันคิดว่าพวกเราห้อง 5 เป็นเด็กหัวอ่อนใช้งานง่ายไปเสียหมด เล่นเอาพวกเราตอนม.4 เหนื่อยกันเป็นว่าเล่นเลย ไหนจะเรียกมาช่วยจัดสถานที่ ไหนจะเรียกมาเป็นสต๊าฟจัดกิจกรรม ไหนจะให้มาช่วยคุมน้อง เฮ้อ...เด็กดีนี่เหนื่อยชะมัด

“อ๊ะ...จะว่าไปห้องไหนหวา?” เดินลงมาถึงชั้น 2 เรียบร้อยแล้วแต่ดันไม่รู้ว่าอาจารย์แกให้เราไปทำความสะอาดห้องไหนเนี่ยสิ” ฉันหยุดยืนอยู่สุดทางเดินของชั้นเรียน ที่ตรงนี้ไม่มีนักเรียนอยู่แล้ว ห้องหลายห้องดูด้วยสายตาก็มีลูกกุญแจล็อกไว้เรียบร้อย เพราะทุกๆคาบสุดท้ายประจำห้องจะต้องถูกล็อกเอาไว้กันนักเรียนเข้าไปเล่นในห้องว่างไม่มีสอน

เอาเป็นว่าลองเดินดูล่ะกัน ห้องไหนไม่ล็อก แสดงว่าห้องนั่นแหละเนอะ!

ฉันเดินไปทีละห้องสองห้องจนกระทั่งถึงห้องที่ 6 ประตูถูกปิดสนิทเอาไว้ แต่ไม่มีลูกกุญแจอยู่ที่หน้าห้อง พอลองเดินดูห้องที่เหลือของชั้น 2 ก็ล็อกกันหมดเรียบร้อย งั้นก็คงเป็นห้อง 6 นั่นแหละ

แกร็ก! เลื่อนบานประตูกระจกออก ก่อนจะผลักบานประตูเหล็กแบบลงกลอนชั้นที่สอง ห้องด้านในยังเปิดไฟสว่างจ้าและอุณหภูมิเย็นต้องผิวของฉันทันทีที่เข้ามาในห้อง

“เฮ้อ ทำความสะอาดลวกๆแล้วรีบกลับบ้านดีกว่าเรา” ฉันพูดให้กำลังใจตัวเองก่อนจะเดินไปหยิบไม้กวาดที่หลังห้องวิทย์มา

.

.

.

“อ๊ะ..อา ฮา... อา!!” ร่างของเด็กสาวยืนเข้าหาโต๊ะเรียนประจำของห้องวิทย์ สองมือนิ้วงอจิกไปกับพื้นโต๊ะสีขาวเรียบมีรอยดินสอวาดเขียนอยู่ไม่น้อย กระโปรงสีกรมท่าเลิกขึ้นถึงเอว เหงื่อไหลอาบซอกคอแม้แอร์จะเย็นเฉียบก็ตาม

“อา! อา! อึก!” เธอร้องครวญคราง น้ำตาเจิงนองบนใบหน้าปริ่มสุขอย่างเห็นได้ชัด

ไม้กวาดและที่โกยผงลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ เจ้าไม้กวาดสองอันเคลื่อนตัวลากไปกับพื้นเพื่อกวาดเอาเศษผงบนพื้นมากองรวมกัน เศษขยะน้อยใหญ่พากันวิ่งหลุนๆตรงไปยังถังขยะก่อนจะกระโดดเข้าถังขยะอย่างรู้หน้าที่

“ฮึก! ไม่! อ๊า!” เด็กสาวเกร็งนิ้วมือ รู้สึกร่างกายกระตุกราวกับไฟช็อตไปทั่วร่าง ทว่าคนด้านหลังกับหยุดการเคลื่อนไหวก่อนหน้า เอื้อมมือจับคางของเธอมาบดจูบจากด้านหลังกอบเอาลมหายใจรวยรินของเธอไปจนหมด “ฮึก! แฮ่ก...แฮ่ก!” ดวงตาเจิงนองด้วยน้ำตาสีใสประดับให้ดวงตาสีดำไร้แววตาขึ้นสีแดงเรื่อที่แก้มดูเย้ายวน ที่ภายในปรากฏใบหน้าของคนที่ไม่ว่าใครก็รู้จักดีเป็นที่สุด ใบหน้าได้รูปเนียนสวยยิ่งกว่าผู้หญิง หากจะให้บอกว่าเขาคือดาราเกาหลีมีชื่อเสียงในปัจจุบันก็ไม่มีใครสงสัย

“รู้สึกดีหรอ?” น้ำเสียงแห้งโรยรินใกล้ใบหูของเด็กสาวกระตุ้นให้เธอรัดมันแน่นตอบรับคำถามของเขา

“อา! ดี..รู้สึกดี อยากเสร็จแล้ว” เด็กสาวกล่าวพลางเอื้อมมือขึ้นจิกชายแขนเสื้ออย่างเว้าวอน “เอา..อีก” เธอแค้นเสียงด้วยความเขินอายในใจลึกๆ

“หึหึ” เขาหัวเราะในลำคอพร้อมรอยยิ้มแสยะ “ขอให้ฉันยกโทษให้สิ” เขากระซิบที่ข้างหู มือเอื้อมขยำหน้าอกนุ่มนิ่มของเด็กสาวจนเธอเริ่มเกร็งตัวอีกครั้ง

“อา..!”

“เธอกล้าดีลอกการบ้านคนอื่นนอกจากฉัน เมื่อเช้าก็เอาแต่จ้องฉันไม่ว่างตายังกับพยายามยั่วให้ฉันกระชากเธอเข้ามาจูบกลางที่สาธารณะ แล้วยังมาอยู่ในห้องปิดเงียบๆหลังเลิกเรียนที่ทั้งชั้นไม่มีใครอยู่แล้วอีก กล้าทำตัวยั่วผู้ชายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ~ คุณหัวหน้าที่รักของฉัน~” เขาขยับร่างออกช้าๆก่อนจะกระแทกเข้าในสุดจนเด็กสาวร้องเสียงหลง หน้าก้มลงแนบโต๊ะกับเรื่องกะทันหันเมื่อครู่

“นี่ คำขอโทษล่ะ?” เขากล่าวพร้อมใช้มือลูบไล้ซอกคอขาวไล่ตามกระดูกสันหลังผ่านเนื้อผ้าสีขาวลงมา

“ขะ..ขอโทษ...ฉันขอโทษ”

เสียงสั่นเครือของเด็กสาวทำให้เขามีความสุขยิ่ง เริ่มขยับร่างตอบสนองความต้องการของเด็กสาวในทันที “นี่ แอร์ พรุ่งนี้เราก็มาทำก่อนกลับบ้านกันน่ะ แต่...ถึงยังไงเธอก็ปฎิเสธ‘พลังจิต’ของฉันไม่ได้อยู่แล้วนี่น่า” เขากล่าวพร้อมจ้องมองไปยังไม้กวาดและที่ตักผงที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยพลังจิตของเขาอยู่ มันเริ่มขยับกลับเข้าที่เดิมของพวกมันแล้ว

“ทำความสะอาดเสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันเอากุญแจไปคืนให้เอง เธอกลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ แอร์” เขาดึงร่างของเด็กสาวขึ้นมาประกบจูบดูดดื่ม ก่อนจะจับเธอนั่งพักที่เก้าอี้ตัวหนึ่งในสภาพที่เหมือนเดิมทุกอย่าง แล้วปล่อยเธอเดินออกจากห้องไปด้วยดวงตาสีดำไร้ซึ่งแววตาที่ดูมีชีวิตชีวา

หลังออกจากห้องมาเรียบร้อย เขาหันไปล็อกกุญแจ ก่อนจะหันหลังให้กับเด็กสาวแล้วดีดนิ้วเสียงดังลั่นบริเวณ พลันดวงตาสีดำฉายแววสดใสขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงเดินตรงไปยังห้องพักครูหมวดวิทยาศาสตร์จากเธอไป ปล่อยทิ้งให้เด็กสาวมองซ้ายขวาไม่รับรู้หตุการณ์

“เอ๊ะ? ห้องล็อกแล้ว ฉันทำความสะอาดเสร็จแล้วหรอ? อา...เป็นแบบนี้อีกแล้ว ความทรงจำขาดช่วงอีกแล้วแฮะเรา รีบกลับบ้านดีกว่า ชักจะอันตรายแล้ว” เด็กสาวยกมือขึ้นจับหัวของเธอที่เหมือนจะปวดหัวนิดหน่อย



แกร็ก...

อาจารย์วิชาวิทย์ศาสตร์คนสุดท้ายของห้องที่ยังกลับบ้านไม่ได้เพราะรอกุญแจห้องสุดท้ายของชั้นเรียนมาคืนเหล่มองประตูที่เปิดออกอย่างมีความหวัง

“ผมเอากุญแจห้องวิทย์จากอาจารย์วิไลมาคืนครับ” เขากล่าวพร้อมยื่นกุญแจไปที่ตรงหน้าของอาจารย์คนนั้น

อาจารย์แสดงสีหน้าตื่นตกใจนิดหน่อยก่อนจะรับกุญแจมา “ฮ่าฮ่า ไม่นึกว่าอาจารย์วิไลจะใช้คนดังอย่างเธอมาคืนของนะเนี่ย อาจารย์แกก็ไม่เบาเหมือนกันนี่ จริงไหม? คุณจอมเวทย์วิทย์คนเก่ง”

จอมเวทย์ผู้งดงามเผยรอยยิ้มออกมา “ป่าวครับ หัวหน้าห้องของผมฝากมาให้ผมอีกทีนะครับ พอดีเมื่อครู่พวกเราช่วยกันทำความสะอาดห้องนะครับ ฮิ”



kingkt
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 25 ก.ค. 2562, 00:39:26 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 25 ก.ค. 2562, 00:39:26 น.

จำนวนการเข้าชม : 31





<< ตอนที่ 2 : พักเที่ยงชุลมุนของสาวม.ปลาย   
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account