ร้อยเล่ห์...นายเหมันต์
เขียนนิยายรักแนวหวานมาหลายเรื่อง อยากลองแนวอิโรติกดูบ้าง มาดูกันว่าจะได้แค่ไหน
Tags: สิรินดา, รักเล่ห์, นิยายรัก

ตอน: 4: ผมอยากทำอย่างนี้ทั้งคืนเลยรู้ไหม

ร้านกาแฟเล็กๆ นั่นอยู่ห่างจากคอนโดของฉันเพียงสองช่วงตึก ฉันจอดรถหน้าร้าน เดินเข้าไปอย่างสบายใจกว่าทุกวัน ตอนนี้เกือบสองทุ่มแล้ว ทำให้ไม่ต้องหันซ้ายหันขวา เพื่อดูว่าแถวนี้มีผู้ร่วมงานคนไหนของฉันอยู่แถวนั้นหรือเปล่า ไม่เหมือนกับการนัดหมายครั้งก่อนๆ ที่มักเป็นสถานที่ใกล้ๆ ที่ทำงาน และเป็นเวลาเพิ่งเลิกงานไม่นาน

เด็กหนุ่มคนนั้นเดินเข้าร้านมาเมื่อฉันจิบกาแฟไปได้ครึ่งแก้ว เขาไม่ได้สวมเสื้อช็อปเหมือนหลายๆ ครั้งที่เจ้าตัวหลบออกมาจากวิทยาลัย วันนี้เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม กับกางเกงยีนสีซีด ขับให้ใบหน้าคมนั่นดูดีมากขึ้นไปอีกจนสาวๆ สองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ ต่างหันไปมอง

"รอผมนานไหมครับพี่ ขอโทษจริงๆ ผมไปเตรียมเอกสารก่อนเข้าค่าย เสร็จแล้วถึงได้มา ทำคนเดียวนี่มันแย่ชะมัด"

"ทำคนเดียว" ฉันเลิกคิ้ว "แล้วเพื่อนในทีมล่ะ"

สีหน้าของผู้ชายที่เหมือนจะโกรธคนทั้งโลกลอยเข้ามาในความคิดของฉัน 

"เจ้าเหนือวุ่นอยู่กับการแก้เกรดเทอมนี้ครับ มันถูกอาจารย์ขู่ว่า ถ้าไม่แก้คะแนนที่ตกเทอมนี้ให้ครบทุกวิชา มันจะไม่ได้มาค่ายกับผม คิดดูสิ มันปล่อยให้ผมทำคนเดียวเกือบหมด ต้องเตรียมของ ต้องแก้ไขอุปกรณ์ ต้องปรับระบบ ส่วนมันเอาตัวรอดไปสอบคนเดียวแย่จริงๆ" เด็กหนุ่มส่ายหน้า 

ฉันเอื้อมมือไปวางบนปลายแขนของคนตรงข้าม "ใจเย็นๆ ครับ ดื่มอะไรก่อนไหม พี่ไม่ได้นั่งรอเรามาครึ่งชั่วโมงเพื่อฟังเรื่องไม่ดีของเพื่อนเธอนะ"

ฉันเดาเอาว่าเพื่อนของปรเมศ คงวุ่นอยู่กับการหาเงิน การทำงานพิเศษ ไม่ได้สนใจเรื่องเรียน แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่เกี่ยวกับฉัน กับปรเมศนี่นา

ปรเมศถอนหายใจ เขาพลิกข้อมือกลับ นั่นทำให้มือของเขากลับอยู่บนแขนของฉัน จากนั้นจึงค่อยๆ เลื่อนลงมาจับมือของฉันในที่สุด

ฉันชะงัก ก้มหน้า ตกใจเล็กน้อยกับกิริยาใกล้ชิดของเขา แต่อีกฝ่ายอมยิ้ม

"นั่นสิครับ ผมสั่งอะไรดื่มก่อนดีกว่า หิวน้ำจะแย่ ขอโทษนะครับที่ทำให้พี่รอนาน" ปลายนิ้วแข็งแรงไล้อยู่บนหลังฝ่ามือของฉัน 

"เอิ่ม" ฉันหน้าแดงหูแดงไปหมดแล้ว ใจหนึ่งอยากจะดึงมือออกเพราะรู้ว่ามันไม่สมควรเลย แต่เหมือนเรี่ยวแรงมันไม่มีเอาเสียเลย

บอกตามตรง ฉันแพ้สายตาคมๆ แพ้น้ำเสียง แพ้...ทุกอย่างที่เป็นเด็กหนุ่มคนนี้ 

หลายคืนที่เราคุยกัน มันเริ่มจากเรื่องทั่วๆไป เรื่องการแข่งขัน เรื่องเทคนิคการทำโครงการ และเรื่องต่างๆ มันค่อยๆ...ใกล้ตัวขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเรื่องส่วนตัว และหลายประโยคของเด็กหนุ่มมันเกือบจะเป็นเรื่องเกินส่วนตัว

ฉันบอกตัวเองว่าให้ระวังตัว เขาเด็กกว่าหลายปี มันคงดูไม่ดีนัก หากคณะกรรมการคนอื่นรู้ว่าเราสนิทก้นเป็นพิเศษ

แต่...ฉันก็ห้ามใจไม่ได้ ปรเมศเป็นคนคุยสนุกเหลือเกิน เขาทำให้วันอันน่าเบื่อ วันที่เต็มไปด้วยงานอันเคร่งเครียดของฉันดูมีสีสันมากขึ้น และ...เมื่อเขาบอกว่าอยากเจอ อยากคุยด้วย ขอมาหาใกล้ๆ ที่ทำงาน ฉันก็บังคับให้ตัวเองปฏิเสธคำขอนั้นไม่ได้

เขานั่งรถมาเป็นชั่วโมง เพื่อเจอกันเพียงครึ่งชั่วโมงหลังเลิกงานของฉัน ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา

"คุยกับพี่แล้วสบายใจดีจัง" เขาบอกยิ้มเก๋ๆ  "ผมต้องผิดปกติไปแล้วแน่ๆ" เขาสารภาพ "ขอโทษนะครับที่มากวนเวลาเลิกงาน แล้วก็ให้พี่เลี้ยงข้าวทุกวันแบบนี้"

ฉันอมยิ้ม "ไม่เป็นไรจริง ๆ พี่เต็มใจ ไปสั่งกาแฟเถอะ มาเหนื่อยๆ"

ปรเมศลุกขึ้น เดินไปที่เคาน์เตอร์สั่งกาแฟ อีกพักใหญ่เขากลับมานั่งที่เดิม

"วันนี้พี่สวยจัง"

เขาเอ่ยเสียงเบา เพราะเจ้าตัวเลื่อนเก้าอี้มานั่งเสียชิด เขาวางศอกชิดศอกฉัน 

"ขอบใจ ชมแบบนี้กับสาวทุกคนเลยหรือเปล่า"

เสียงทุ้มหัวเรากลับมาเบาๆ มันทำให้หัวใจของฉันละลายอีกรอบ 

"อาทิตย์หน้า ในค่าย จะมาทำเสียงแบบนี้กับพี่ไม่ได้นะเรา"

"ผมทราบครับ อีกสามวันเอง" คนพูดทำเสียงเศร้า "ผมคงลำบากใจแย่ ที่ต้องทำตัวเป็นเด็กน้อย คุยกับพี่แบบกรรมการกับผู้เข้าแข่งขัน"

ฉันถอนหายใจ

"ผม..." ฝ่ามืออุ่นๆ เลื่อนขั้นมาจับมือของฉันอีกรอบ ไม่ทำเป็นไม่สนใจเมื่อพนักงานเอากาแฟมาวางไว้ตรงหน้า หลังจากพนักงานเดินออกไป ไหล่ของฉันก็ถูกอิงด้วยแก้มของอีกฝ่าย

"เมศ...อย่าทำแบบนี้สิ"

"ผมทำไม่ได้เหรอ" น้ำเสียงออดอ้อน "ผมอยากทำอย่างนี้ทั้งคืนเลยรู้ไหม" เสียงทุ้มนุ่มนั่นกระซิบอยู่ข้างหู "ผมไม่อยากนั่งกินข้าวกับพี่ นั่งมองพี่เฉยๆ อีกต่อไปแล้ว"

"เมศ..." 

ฉันหน้าแดง เข้าใจความหมายอุ่นๆ ในน้ำเสียงนั่น

เมื่อคืนวาน หลังจากเขากลับไปจากกินข้าวกับฉันแล้ว ดึกๆ เขายังโทรมาคุยกับฉันผ่านโทรศัพท์อีกจนเกือบเช้า และคำพูดระหว่างเรามัน...ใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายประโยคปลายสาย มันทำให้ฉันแทบละลายไปกับวาจากึ่งเล่นกึ่งจริงนั่น วันนี้ทั้งๆ ที่เขาบอกว่าต้องไปเตรียมงานก่อนเข้าค่ายให้เสร็จ เขาก็ยังขอชวนฉันออกมาดื่มกาแฟด้วยกัน

"ผมขออนุญาตนะครับ แค่ได้อยู่ใกล้ๆ พี่แบบนี้ก็พอแล้ว" เหมือนว่าคนพูดกำลังจะเบียดตัวเองให้ใกล้ฉันมากขึ้นไปกว่านั้นอีก แต่...เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน

ฉันขยับตัวออกห่าง

เสียงโทรศัพท์ยังดังอีกหลายรอบ

"รับก่อนเถอะ"

ปรเมศดึงมือถือของตัวเองออกมาดู

"เจ้าเหนือโทรมา" ปรเมศบ่น

"รับสายก่อนเถอะ เพื่อนอาจมีเรื่องด่วน" เพียงแค่รู้ว่าเป็นผู้ชายอีกคนที่มักจะทำหน้าเข้ม เบื่อโลก ฉันก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันใด ถ้าเขารู้ว่าฉันแอบมากินข้าว มาดื่มกาแฟกับเพื่อนร่วมกลุ่มของเขาเกือบทุกวัน เขาจะมองฉันยังไงนะ

"มันต้องโทรมาตามงานผมแน่ๆ เลย" เขาบ่น "ทำอะไรไม่เคยได้ ให้ผมทำอยู่คนเดียว" เขาปล่อยมือฉัน ลุกขึ้น "ผมขอไปคุยข้างนอกนะครับ เดี๋ยวอารมณ์ไม่ดี จะพาลเสียงดังกวนคนในร้านไปด้วย"

.....



สิรินดา
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 3 ส.ค. 2562, 21:21:31 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 3 ส.ค. 2562, 21:22:39 น.

จำนวนการเข้าชม : 75





<< 3: ระวังตัวด้วยนะ   
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account