น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: น้ำค้างกลางจันทร์ บทที่ ๐๒

02



อินทุอรหลบมารับประทานมื้อกลางวันกับเพื่อนสนิท ด้วยนัดที่ค่อนข้างกระชั้นชิด เพราะเป็นการยกเลิกนัดกับปริวัฒน์คู่หมั้น เมื่อตอนก่อนเที่ยงนี่เอง

ตั้งแต่เช้ามาแล้วที่เธอไม่มีจิตกะใจจะทำอะไรทั้งสิ้น การแต่งหน้าแต่งตัวก็พลอยมัวหมอง จนในที่ทำงานต่างก็ทักกันเกรียว และแม้จะระบายแต่งแต้มให้เฉิดฉายอีกครั้งสำหรับการเข้าประชุมเสนอโปรเจค สีหน้าสีตาของอินทุอรก็ยังบอกอาการเหนื่อยหน่ายอยู่นั่นเอง

จนกระทั่งการประชุมที่เคร่งเครียดจบลง แล้วเพื่อนร่วมงานบอกว่าปริวัฒน์โทร. เข้ามาที่หมายเลขของสำนักงาน อินทุอรก็ยิ่งไม่สบายใจ เพราะยังไม่รู้จะทำสีหน้าอย่างไรหากต้องเจอกันวันนี้

เมื่อตัดสินใจโทรไปเลิกนัด ปริวัฒน์กลับบอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องคุยกัน ด้วยว่าคุณโสภาพรรณโทรไปบอกจะให้รวบรัดเรื่องการแต่งงาน

และตอนก่อนที่จะออกมาพบกับลลิตานี่ อินทุอรยังไม่ได้เข้าไปสำรวจจัดแต่งเสื้อผ้าใบหน้าหรือเรือนผมอะไรอีกเลย ทั้งการแต่งตัวแต่งหน้า รวมทั้งอาการหม่นหมองหดหู่ จึงไม่พ้นไปจากสายตาของเพื่อนสนิท

แต่ลลิตาไม่ใช่คนอย่างที่จะตั้งท่าถามไถ่แต่ความทุกข์ยากของคนอื่น

“นี่ฉันต้องหลบเจ้านายออกมานะยะ... ถ้าไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายละก็...”

เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนจึงโวยใส่ทันทีที่เห็นหน้า ก่อนจะคว้าแขนเดินตรงเข้าไปในร้าน

“ฉันจะต้องแต่งงาน”

อินทุอรบอกเรียบๆ แต่ทำให้ลลิตาถึงกับหยุดกึก

“อะไรนะ พูดใหม่อีกทีซิอินทุ์”

“น้าโสภาเขาไปหาฤกษ์แล้วละ”

“บ้า!... ทำยังกะว่ารักกันเสียเต็มประดา”

เสียงของลลิตายังสูงเสมอกันตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย

หลายคนในร้านหันมามอง จนอินทุอรต้องสะกิดให้เพื่อนเบาเสียงลง

“แล้วนี่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเบี้ยวนัดนายปริวัฒน์มาละซี”

“อือ...” คราวนี้อินทุอรแค่รับคำในลำคอ พร้อมกับพากันรีบเดินเข้ามานั่ง

“เขาคงจะคุยกับเราเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เธอก็รู้นะหลิว ว่าเรามันตกบันไดพลอยโจนมาตั้งแต่แรก”

คนที่เหมือนถูกสายฟ้าฟาดมาตั้งแต่เมื่อเช้า พูดคล้ายกำลังขอความเห็นใจจากเพื่อนสนิท

“ก็บอกแล้วว่า ชีวิตน่ะมันไม่ได้มีไว้ให้ประชดประชันกันเล่นๆ กะอีแค่ผู้ชายคนเดียว... คืนนั้นคืนเดียว เธอก็ทำยังกะว่าทั้งโลกนี้มันป่นปี้ไปหมดแล้ว แล้วยังไงล่ะ พอมาวันนี้ทำเป็นโอดครวญ”

ลลิตาไม่ได้พูดอะไรให้ชัดเจนออกมา แต่ต่างคนก็ต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า สิ่งที่พูดออกมาหมายถึงอะไร

“ก็... ตอนนั้นมันเหมือนชีวิตหมดสิ้นไปหมดแล้วจริงๆ นะหลิว”

“เลิกพูดเถอะเรื่องนั้น ฉันขี้เกียจฟังไอ้เรื่องเจ้าบ่าวคืนเดียวนั่นเต็มทีแล้ว”

จบคำ ลลิตาก็ยกเมนูเล่มโตขึ้นมาไล่สายตาปราดๆ พลิกๆ เรื่อยไป

“ขอร้องละหลิว ฟังกันหน่อยไม่ได้หรือ”

อินทุอรวิงวอน เพื่อให้เพื่อนสนิทหันมาสนใจ เรื่องที่ทั้งสองคนทำท่าเหมือนจะพร้อมใจกันลืมไปนานมากแล้ว

และก็ต้องรอให้ลลิตาเรียกบริกรมาสั่งอาหาร เสร็จสรรพทั้งของคาวของหวานและเครื่องดื่มนั่นละ หล่อนจึงได้หันมาเริ่มบทสนทนากับเธอต่อไป

“...เอ้า! ว่ามา... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... คืนนั้น...”

“อย่ามาประชดกันหน่อยเลยน่า นี่มันไม่ใช่เรื่องนิทานหลอกเด็กหรอกนะ ฉันจริงจังจริงๆ”

“เธอก็จริงจังมันซะทุกเรื่องนั่นละอินทุ์ ตั้งแต่ไอ้เรื่องผู้ชายคืนเดียวคืนนั้น จนกระทั่งถึงไม่รู้จะทำยังไงกะว่าที่สามีในวันนี้”

ลลิตายังอดตำหนิเพื่อนไม่ได้ แต่สำเนียงล้อๆ นั่น ก็ทำให้เข้าใจได้ดีว่า หล่อนก็ยังไม่ยอมทำอารมณ์ให้เป็นจริงเป็นจังร่วมไปกับอินทุอรได้

แต่เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทยังนิ่ง ลลิตาเลยต้องพยายามปรับอารมณ์ เปลี่ยนโทนเสียงให้เป็นการเป็นงานมากขึ้นบ้าง

“ถามจริงๆ เถอะนะอินทุ์ กะไอ้ผู้ชายพรรค์นั้น อินทุ์จะเอาแค่นั้นมาตัดสินทั้งชีวิตของตัวเองเลยเชียวหรือ”

“แล้วเธอว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ล่ะหลิว”

“ก็ว่าที่อินทุ์มานั่งคิดมากเรื่องที่จะต้องแต่งงานกับนายปริวัฒน์นั่น ก็เพราะเจ้าชายขี่ม้าขาวในคืนนั้น”

คำท้ายทำให้อินทุอรรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาได้เหมือนกัน ราวกับว่าเรื่องในคืนนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เอง

“เธอคิดว่าเขาจะไม่คิดอะไรกับเราจริงๆ น่ะหรือหลิว”

นี่ละ คือสิ่งที่อินทุอรยังค้างคาใจมาโดยตลอด

“โธ่!... คุณอินทุอรเจ้าคะ กะผู้ชายในคืนนัดบอดเนี่ยนะ”

“นัดบอดแล้วยังไงล่ะ ทุกคนก็พูดกันทั้งนั้นนี่ ว่ากำลังตามหารักแท้”

ลลิตาไม่รอให้เพื่อนสนิทพูดจบด้วยซ้ำ ตอนถอนหายใจแรงๆ ให้เข้าใจว่ากำลังระอาเต็มที

“แล้วจะให้เขาพูดกันว่า มาตามหาเซ็กซ์หรือไงคะ”

“แต่...”

“หยุดเถอะอินทุ์ เราน่ะขอโทษมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว ว่าเราผิดเองที่ให้ไปเป็นเพื่อนในคืนนั้น แต่เธอต้องเข้าใจนะ ว่านั่นมันเป็นแบบ รักแท้แค่คืนเดียว”

“แต่... แต่ฉัน...”

อยู่ๆ อินทุอรก็น้ำตาคลอขึ้นมาได้ มันตื้อตันไปหมด เมื่อนึกมาถึงตรงนี้

“ช่างหัวมันไม่ได้หรืออินทุ์ เชื่อไหม เรื่องคืนนั้นของเธอกับเขา ถ้าไม่เล่าให้ฉันฟัง ฉันก็ไม่มีวันรู้ แล้วถ้าไม่ได้เล่าให้คนอื่นฟังอีก ก็หมายความว่า ในโลกนี้จะไม่มีใครได้รู้ความลับเรื่องนี้อีกแล้ว นอกจากเราสองคน”

“ยังมีอีกคน”

อินทุอรยังกล้าคัดค้าน แน่นอน... อีกคนนั้นละที่สำคัญนัก

“ไอ้ผู้ชายพรรค์นั่นน่ะนะ ทำไมล่ะ ตัดใจไม่ได้เลยหรือ”

“แต่เขาบอกว่าเขารัก...”

คำท้ายนี้คล้ายจะถูกกลืนหายไปก่อนจะได้เอ่ยออกมาด้วยซ้ำ

อีกครั้งที่ลลิตาระบายลมหายใจออกแรงๆ แล้วสูดลมเข้าไปอัดไว้ไนอก เหมือนเตรียมจะพูดอะไรที่มันแรงๆ ยาวๆ ใส่เพื่อนสนิทให้รู้ดำรู้แดงไปเสียที

แต่บริกรที่ก้าวเข้ามาเสิร์ฟเครื่องดื่มช่วยขัดจังหวะเอาไว้ได้

“จริงๆ นะหลิว เราคุยกันตั้งนาน ก่อนที่...”

ลลิตาต้องเม้มหลอดในแก้วน้ำส้มคั้นสดนั่นไว้กับริมฝีปาก เพื่อเป็นการช่วยระงับอารมณ์

“แล้วเธอก็เชื่อเขา ยอมเขา ฉันว่าคืนนั้นถ้าเธอไม่เมาก็ถูกวางยาแน่ๆ”

“ไม่นะ เรายังรู้สึกตัวดี”

“จริงเรอะ”

พอถามย้ำเข้าชัดๆ อินทุอรก็ไม่กล้าตอบให้หนักแน่นลงไปจริงๆ

“ก็... เราไม่ได้ดื่มอะไรมากมาย”

“แล้วตอนพากันไปนั่น เธอรู้สึกตัวหรือเปล่าล่ะ”

“ก็รู้... ก็รู้สึกตัวดีนะ”

“รู้ว่าอะไรล่ะ ว่าอยากจะไปกับเขายังงั้นละซี”

คราวนี้อินทุอรต้องหลบสายตาเพื่อน ก็ที่ลลิตาพูดออกมานั่น มันจริงเสียยิ่งกว่าจริง เธอจำได้แม่นยำว่ารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ แต่... ทำไมเล่า...

ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งมาแล้ว ที่อินทุอรนึกทบทวน ทุกขั้นทุกตอน กระทั่งตั้งแต่แรกรับปากว่าจะไปเป็นเพื่อนนัดบอดกับลลิตานั่นแล้วด้วยซ้ำ

วันนั้น... คุณโสภาพรรณประชดประชันเธอด้วยเรื่องมรดก กล่าวหาว่าเรียนจบปริญญามาตั้งนานแล้วทำไมยังไม่มีวี่แววว่าจะแยกตัวออกไปมีครอบครัว พออินทุอรบอกว่าอยากจะอยู่ปรนนิบัติบิดา ก็ถูกกล่าวหาว่าดัดจริต จะอยู่เป็นจระเข้ขวางคลอง ให้ครอบครัวเขาอยู่กันไม่เป็นสุข

ที่ช้ำใจยิ่งกว่า ก็เพราะวันนั้นนายอิศราผู้เป็นบิดา กลับส่งเสริมให้เธอมองหาใครๆ เอาไว้เสียบ้าง เผื่อพ่อเป็นอะไรไปจะได้มีหลักที่พึ่ง

เธอเสียใจนักที่หลักใจอันเดียวนั่น โอนเอนเป็นไม้หลักที่ปักบนโคลนเลน นึกอยากจะไปเสียให้พ้นๆ จะได้ไม่ต้องเป็นส่วนเกินในสายตาใครๆ

อินทุอรคิดวนเวียนอยู่กับความชอกช้ำนั้น จนเพื่อนสนิทโทร.เข้ามา

ลลิตาบอกว่าอยากให้ออกไปเป็นเพื่อนในงานสังสรรค์เล็กๆ ของคนแปลกหน้า เธอก็รับปากทันที หวังใจว่าจะให้ความแปลกหน้าเหล่านั้น ช่วยให้คลายความอึดอัดเคร่งเครียดของตนเองได้บ้าง

เธอยังจำได้ชัดเจน ว่าอีกห้าคนที่มานั่งรออยู่แล้วนั่น ผู้ชายสามผู้หญิงสอง แต่ละคนไม่ใช่หน้าตาไม่น่ามอง เพียงแต่เกือบทุกคนมีปัญหาเรื่องการพูดจากับคนอื่น ทำให้การพูดคุยเป็นไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ

แต่อย่างน้อยก็มีสองคนนั่นละ ที่เคยผ่านการนัดบอดเช่นนั้นมาก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นคือลลิตา และชายหนุ่มอีกคนที่จัดว่าหน้าตาดีกว่าใคร... เรียกได้ว่าหน้าตาท่าทางดีกว่าทุกคนในร้านอาหารใหญ่โตนั่นด้วยซ้ำ

แล้วลลิตาก็ขอตัวกลับก่อน โดยมีนายคนนั้นอาสาไปส่ง อินทุอรจำได้ดีว่า เพื่อนสนิททำท่าเกรงอกเกรงใจ เวียนห่วงใยอยู่ไม่รู้แล้ว กว่าที่นายนั่นจะแกะเอาเธอออกไปได้

ก็ตอนนั้นคนไม่ครบคู่ เหลือชายหนุ่มอีกสองแต่หญิงสาวอีกสาม เมื่อสองคู่นั่นทำท่าว่าจะลงเอยกันได้ไม่ยากเย็น เธอเลยบอกเพื่อนว่าไม่ต้องเป็นห่วง อีกสักพักก็จะกลับเอง

คืนนั้นจะไม่ยาวนานมาในความรู้สึกจนกระทั่งตอนนี้เลย หากอินทุอรจะไม่มัวอ้อยอิ่งอยู่กับโต๊ะอาหารขนาดแปดคน ที่ขณะนั้นเธอถูกปล่อยให้ละเลียดอารมณ์อยู่เพียงลำพัง

ครู่เดียวเท่านั้น หลังจากที่เธอได้นั่งคนเดียวเงียบๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งขอเลี้ยงเครื่องดื่ม ไวน์ขาวนั่นรสชาติไม่กลมกล่อมนักหรอก แต่ก็ทำให้อารมณ์ละมุนยิ่งบรรเจิดขึ้นได้อีกไม่น้อย

ส่วนแววตาพราวระยับที่เขาส่งมานั่น บอกชัดว่าต้องการสิ่งไรจากเธอ และเธอก็กล้ายิ้มตอบ แกล้งยั่วใส่ ตั้งใจจะให้เขารู้สึกลำพองได้สักนิด ก่อนจะปฏิเสธการสานสัมพันธ์ใดๆ ก็ตาม ที่เขาพยายามจะนำเสนอต่อไป

และมันคงเป็นกรรมของชายเจ้าชู้ เพราะเพียงอีกไม่ถึงสิบนาที หญิงสาวรายนั้น ที่ประกาศตัวชัดๆ ว่าเป็นเมีย ก็ปรี่มาลากเขาออกไปได้ทันที อินทุอรได้แต่มองตาม อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสมน้ำหน้า แต่ก็แค่แวบเดียว เพราะไวน์เพียงแก้วนั้นยังพาหัวใจให้ละล่องลอยต่อไปได้เรื่อยๆ

มันเป็นค่ำคืนที่แสนงดงาม แสงนีออนพราวพร่างราวแสงดาวเดือน ผู้คนที่เดินขวักไขว่แลคล้ายมนุษย์นิรมิต ที่ลอยล่องเลื่อนไหล เหมือนแต่ละคนพลิ้วผ่านเธอไปมากกว่าจะก้าวย่าง ดนตรีไพเราะกังวานหวาน บทเพลงอันเคยคุ้นกลับกลายเป็นทอดจังหวะเนิบช้า ละม้ายบทสวดที่เปี่ยมมนตร์ขลัง

อินทุอรคิดเพียงว่าความมึนเมาอันนั้น เกิดขึ้นเพราะเครื่องดื่มหลายชนิดที่เข้าไปผสมในร่างกาย หวังจะนั่งต่อไปจนพอให้อาการนั่นคลายลง แล้วก็จะกลับ...

แต่อีกร่วมครึ่งชั่วโมง เธออินทุอรก็ยังนั่งอยู่เดียวดาย มึนเหม่ออยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันชวนฝัน อมยิ้มละมุนอยู่กับค่ำคืนที่แสนโดดเดี่ยว ก่อนที่เขาอีกคนจะเข้ามาทักทาย

“โต๊ะ... ใช่ไหมครับ”

ชายหนุ่มผู้นั้นเอ่ยถามเบาๆ อย่างเกรงใจที่สุด ในการผ่านเข้ามารบกวนความสุนทรีของเธอ เขาเรียกรหัสโต๊ะได้ถูกต้อง จนอินทุอรต้องพยักรับ

ตอนแรกที่ยังไม่ทันได้สบตา คิดว่าก็คงเป็นผู้ชายหน้าตาดีอย่างธรรมดาๆ ที่การมาสายเสมอนั่นละ ทำให้เขาต้องมาตระเวนหารักแท้ด้วยการรับนัดบอดต่างๆ

“ผมมาช้า ต้องเคลียร์อะไรหลายๆ เรื่อง”

เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามโดยมิได้รับเชิญ ชุดจานช้อนที่ยังสะอาดสะอ้าน คงทำให้รู้ว่า ที่นั่งตรงนั้นเป็นของตน

ตอนที่เขาเข้ามาอยู่ในสายตาอย่างเต็มๆ ตานั่นละ ที่ทำให้อินทุอรถึงกับต้องเผลอส่งยิ้มไปให้ ยิ้มนั้นอาจเป็นเพราะฤทธิ์ไวน์ที่เจือกรุ่นอยู่ในกายบวกกับหน้าตาที่หล่อเหลาราวรูปสลัก จึงทำให้ความร้อน ผ่าวขึ้นทั้งใบหน้า ผลักดันให้เธอเผยรอยยิ้มเช่นนั้นออกมาพร้อมแววตาชุ่มอารมณ์รุ่มรื่น

แล้วเขาก็คงแนะนำตัว... ตรงนี้สิที่อินทุอรจำได้เลือนราง

ไม่แน่ใจ… เขาเอ่ยออกมาว่าอะไร ฟังคล้ายๆ ชื่อ แต่ก็เหมือนไม่ใช่

แต่นั่นไม่สำคัญเท่า การทำท่าจะคุยกันได้ถูกคอ ตั้งแต่เขาเริ่มบทสนทนาสามสี่ประโยคแรก

คืนนั้นอินทุอรไม่เชื่อหรอกว่า ชายหนุ่มผู้มีนัยน์ตาหวานซึ้งนั่น จะมากมายมารยา มานั่งตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ... ให้เธอฟัง... ให้เธอใจอ่อน...




เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาในบริเวณวัดย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง คุณโสภาพรรณก็ยิ่งดูจะตื่นเต้นขึ้นอีกเป็นร้อยเท่า

“จริงๆ เลยนะคะเนี่ย ทำไมดิฉันเพิ่งมาได้รู้จักกับคุณแวววิไลก็ไม่รู้ ไม่อย่างนั้นคงได้พาตระเวนทำบุญกันได้ทั้งร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำไปแล้ว”

คุณโสภาพรรณนั่งในตอนหลังของรถยุโรปคันหรู พูดจาเรื่อยเจื้อยราวกับตื่นเต้นไปกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสายตา

“แล้วดูเถอะ มีลูกชายกะเขาคน ก็น่ารักขนาดนี้ ไม่เหมือนลูกชายดิฉัน ทำแต่งาน วันๆ ยุ่งอยู่แต่กับคนอื่น ไม่เคยมาเหลียวมาแล”

และไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วที่หล่อนกล่าวชื่นชมบุตรชายของแวววิไล ผู้ที่ได้ขันอาสาขับรถพามารดามาทำบุญ

“ตาภาคก็ว่างๆ น่ะค่ะ เพิ่งกลับมาจากนอก ยังดูๆ งานอยู่ เลยให้มาทำบุญทำทานเสียบ้าง”

ปกติคุณแวววิไลเป็นคนพูดน้อย และแม้จะออกงานสังคมบ้าง ก็เพียงเพราะหน้าที่การงานของสามีที่จำจะต้องเป็นไป เช่นเดียวกับภาควัตบุตรชาย ซึ่งเรียกได้ว่าไม่เคยมีข่าวคราวของเขาปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะในฐานะทายาทตระกูลดังเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่านับหมื่นล้าน หรือในฐานะลูกชายคนเดียวของบุคคลสำคัญผู้มีชื่อติดโผรัฐมนตรีกระทรวง ในเกือบทุกรัฐบาล

“แต่ดีนะคะ ยังห่วงแม่ห่วงบ้าน รู้จักทำบุญทำทาน ไม่รีบมีลูกมีเมียไปเสียก่อน”

คุณโสภาพรรณยังชื่นชมอยู่ไม่วาย ในสายตาหล่อนที่ยังเฝ้าพิจารณา ชายหนุ่มผู้นี้ช่างเหมาะสมทุกประการกับพิมพิกาบุตรสาวของตนเอง

“รายนี้น่ะหรือ เพียงยังได้พลาดพลั้งอะไรเท่านั้น...”

หางเสียงของแวววิไล หันไปกระทบกระเทียบเอากับบุตรชาย ก่อนจะชำเลืองมายิ้มๆ ให้กับคุณโสภาพรรณ

“เขาก็เป็นหนุ่มเจ้าสำราญอยู่หรอกค่ะ ขนาดต้องส่งไปนอก ไปดูแลอยู่ที่สาขาบริษัททางโน้น เพิ่งกลับมาได้สักเดือน ก็... ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น... จริงไหมภาค”

วันนี้ดูคุณแวววิไลพูดจาได้มากกว่าเคย อาจเป็นเพราะเพื่อนคุยรู้จักหานั่นหานี่ที่สบใจมาคุยด้วยก็เป็นได้ แต่ผู้เป็นบุตรชายนั้นเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

ชายหนุ่มพยักหน้านิดหนึ่ง นิดเดียวจริงๆ เป็นเพียงอาการว่ารับรู้สิ่งที่มารดาเอ่ยถึง แต่ก็ไม่ถึงกับเออออไปด้วยทุกเรื่อง

“แต่เพิ่งกลับมาแท้ๆ ก็ทำท่าจะมีแฟน...”

“คุณแม่ครับ”

พอแวววิไลทำท่าจะเพลินเจรจามากเกินไป ภาควัตจึงต้องเรียก... เตือนมารดาด้วยคำเรียก พร้อมกับหันไปสบสายตาให้รู้ว่า เรื่องนี้มันส่วนตัวเกินไป

“เป็นลูกผู้ชาย จะอายอะไรกับการมีฟงมีแฟนล่ะคะ คุณแววก็ทำเป็นห่วงลูก”

คุณโสภาพรรณยังระรื่น และกระโจนเข้าข้างชายหนุ่มได้ทันที

รถตรงเข้ามาจอดในที่ร่ม ข้างกุฏิที่มีรถยนต์อื่นจอดอยู่แล้วหลายคัน นอกจากกุฏิที่หมายแล้ว ที่อื่นล้วนเงียบเชียบ บรรยากาศของร่มไม้ทำให้ทั้งบริเวณสงบสงัด ความเข้มขลังคล้ายมีพลานุภาพบางอย่างแผ่กระจายอยู่ทั่วไป

คุณแวววิไลก้าวนำลงมาก่อน รอจนทุกคนลงมาจนครบแล้ว จึงค่อยเอ่ยกับคุณโสภาพรรณ

“ท่าทางคนกำลังเยอะ ปลายเดือนแล้วนี่นะ”

คนลงมายืนรอเปรยๆ กับเพื่อนใหม่ ที่รู้จักกันผ่านเพื่อนของเพื่อนอีกที

“คะ... ปลายเดือน...”

ด้วยอยู่ในแวดวงชั้นสูง และไม่ใส่ใจกับโชคลาภเลื่อนลอย ที่รัฐบาลสัญญาว่าจะกินแล้วแบ่งให้ประชาชนบ้าง หากใครคนนั้นโชคดีพอ คุณโสภาพรรณจึงไม่เข้าใจว่า ปลายเดือนหมายถึงการวิ่งรอกกันขาขวิดของนักเลงหวยทั้งหลาย

“หลวงพ่อท่านไม่เคยบอกใบ้ให้เลขอะไรหรอกค่ะ แต่คนก็ขึ้นกันเหลือเกิน รูปนี้ดิฉันนับถือมานาน ศรัทธาท่านมาก ท่านก็เมตตาช่วยแนะนำอะไรๆ บ้างเป็นบางครั้ง”

นั่นละคุณโสภาพรรณจึงค่อยเข้าใจว่า “ปลายเดือน” ของคุณแวววิไลหมายความว่าอย่างไร

“ไม่ใบ้ไม่ให้ แล้วทำไมใครๆ ยังขึ้นกันครึ่กๆ อย่างนี้ล่ะคะ”

“นั่นสิคะ... ที่จริง กระทั่งน้ำมนตร์ท่านยังไม่เคยทำ แต่คุณโสภาเชื่อไหม โอ่งน้ำตรงเชิงบันได ใบนั้นน่ะค่ะ... เขาว่าเป็นน้ำมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งที่หลวงพ่อท่านว่าท่านรองไว้ล้างเท้า”

คุณแวววิไลชี้มือประกอบ ตอนเดินใกล้เข้ามา โอ่งน้ำใบที่ชี้นั่น ตั้งรอตรงเชิงบันไดไม้เตี้ยๆ ของกุฏิเรือนไม้หนึ่งในสองสามหลังที่ตั้งเรียงกันอยู่ ที่จริงถ้าจะสังเกตกันให้ถ้วนที่ กุฏิหลังนี้จะดูเก่าแก่กว่าเพื่อน

คุณโสภาพรรณเพ่งมองภาพตรงหน้าอย่างพินิจ มีรองเท้าหลายคู่ระเกะระกะอยู่กับพื้นซีเมนต์หน้าบันได มีอ่างหินไว้สำหรับรองรับน้ำล้างเท้า แต่มันไม่ได้เปียกชุ่มอย่างที่ควรจะเป็น อาจเป็นเพราะลูกศิษย์ลูกหาที่มาขึ้นกับท่าน เข้าใจว่าเป็นน้ำมนตร์อย่างที่คุณแวววิไลบอก ทำให้คนที่ผ่านขึ้นกุฏิไปอีกกลุ่มหนึ่ง มีทีท่านบนอบโอ่งน้ำล้างเท้านั่นมากเป็นพิเศษ

ภาควัตสวมรองเท้าผ้าใบ จึงถอดยากกว่ามารดาและเพื่อน เขาใช้ขอบโอ่งช่วยพยุงตัว จนคุณแวววิไลต้องเอ็ดเบาๆ

“ดูทำเข้าซิ...”

“อะไรครับคุณแม่”

“ก็นั่นมันโอ่งน้ำมนตร์ ภาคเอามือไปเท้าได้ยังไง ไม่เหมาะเลยลูก”

เสียงนั้นจริงจัง จนภาควัตรู้สึกแปลกๆ

“ไหนคุณแม่บอกว่าเป็นแค่โอ่งน้ำล้างเท้า”

พูดพลางก็ชะโงกหน้าลงไปดู มีน้ำติดอยู่ก้นโอ่งอยู่ไม่มากแล้ว เขาจึงช่วยเปิดก๊อก ไขน้ำเติมลงไป

“ต๊าย!... ทำอะไรน่ะตาภาค ดูทำเข้าสิ”

มารดาแทบกรี๊ด เมื่อเห็นว่าบุตรชายทำอะไรอุตริพิสดารถึงเช่นนั้น

“ก็น้ำเหลือติดก้นอยู่นิดเดียว ผมก็เติม... คุณแม่ขึ้นไปกับคุณน้าเถอะครับ ผมจะรออยู่ตรงนี้ละ”

เขาให้เหตุผลกับมารดาง่ายๆ น้ำเสียงต่างกันลิบลับ กับอาการเป็นเดือดเป็นร้อนของคุณแวววิไล ทำให้มารดาต้องค้อนเข้าให้อีกหลายขวับๆ ก่อนจะค่อยก้าวเท้าขึ้นไป โดยไม่เอ่ยว่ากระไรอีก เพราะหลายคนข้างบน เริ่มชะโงกหน้าลงมาดู

ภาควัตตัดสินใจไม่ตามขึ้นไปบนกุฏิ เดินเลาะไปนั่งตรงแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นจำปี ซึ่งตั้งอยู่ด้านเหนือกุฏิขึ้นมา เขากวาดสายตาสำรวจสิ่งต่างๆ เรื่อยไป จนวกกลับมาที่เชิงบันไดที่มารดากับเพื่อนใหม่ก้าวหายขึ้นไปแล้วครู่หนึ่ง แล้วก็ต้องกลั้นหัวเราะ เมื่อเห็นว่าสองสามคนที่ลงมานั่น พากันวักน้ำในโอ่งเชิงบันไดนั้นล้างหน้าล้างตา จบหัวจบเกล้ากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

พอกลุ่มนั้นจากไปได้ไม่นาน เพื่อนใหม่ของมารดาก็ก้าวตามลงมา ภาควัตยังอดนึกไม่ได้ว่า คุณนายโสภาพรรณนั่น จะวักน้ำล้างเท้าขึ้นมาจบเจิมเศียรเกล้า เหมือนอย่างคนอื่นๆ ด้วยหรือไม่

“พ่อคุณ... ไปนั่งอยู่นั่นเอง”

แต่คุณโสภาพรรณเห็นเขาเสียก่อน จึงเรียกหาพร้อมกวักไม้กวักมือ

“หลวงพ่อท่านยังไม่ออกจากสมาธิ น้าเลยอาสาลงมาบอกให้รอหน่อย”

คนลงมาบอก ทำท่ากระซิบกระซาบราวกับเกรงว่าจะถูกใครตื่นขึ้นมาเอ็ดตะโร โทษฐานรบกวนการนอนกลางวัน

“แล้วคุณแม่...”

“น้าให้คุณแววเธอคอยดูอยู่ข้างบน เผื่อท่านถอดสมาธิแล้วหันมาเห็น หันมาทักทายคนคุ้นเคยกันก่อน เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลารอ ข้างบนเบียดกันแทบไม่มีที่นั่ง คุณภาควัตจะไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายเสียก่อนก็ได้”

ภาควัตได้แต่พยักรับด้วยสีหน้าเรียบๆ ไม่อยากคิดเรื่องคิวเรื่องเวลา เรื่องการเบียดเสียดยัดเยียดพวกนั้น จึงเริ่มเหลียวหาที่หมาย ที่น่าจะได้เดินยืดเส้นยืดสายได้อย่างคำแนะนำ

ตรงสุดทางด้านใน พ้นแนวกุฏิหลังเก่าทั้งหมดออกไป ต่อจากแถวร่มไม้ร่มครึ้มนั้น มองแต่ไกล ภาควัตเห็นว่าน่าจะเป็นศาลาโถง ที่น่าจะไปนั่งหย่อนใจได้สบายกว่าแคร่ไม้ไผ่ตัวนี้

เขาเดินผ่านความร่มรื่นของแมกไม้ ผ่านเข้ามาจนถึงใต้ร่มชายคา บรรยากาศภายในศาลานี้ช่างสงบเย็น เครื่องไม้อันประกอบเข้าเป็นโครงสร้างทั้งหมด บ่งบอกอายุว่าเก่าแก่ถึงเพียงไหน นั่นไม่นับกระเบื้องหลังคาดินเผาเก่าคร่ำ และการโย้เอนน้อยๆ ของทั้งเรือนศาลา

ภาควัตทรุดตัวลงอย่างระมัดระวัง นั่งลงจนเรียบร้อยแล้วจึงถอดรองเท้า ก่อนจะค่อยคลานเข้าไปตรงหน้าพระปฏิมาประธาน

เครื่องตกแต่งทั้งหมดภายใต้ร่มศาลา มีเพียงแค่ตั่งไม้ตัวใหญ่ซ้อนเป็นสองชั้นสำหรับประดิษฐานพระประธานองค์ย่อม โต๊ะหมู่บูชาชุดหนึ่งทำจากไม้เนื้อแกร่ง พนมดอกไม้แห้ง แจกันดอกไม้สด กระถางธูปมีเชิง รางเทียนหัวหงส์ และพรมเจียมที่ตั้งซ้อนๆ กันอยู่ตรงข้างโต๊ะหมู่เพียงแค่นั้น

ไม่มีพัดลมแต่สายลมกลับพัดระเรื่อยรื่น ไม่มีกลิ่นน้ำยาปรับอากาศ แต่อากาศกลับสดชื่นชวนชื่นใจ ไม่มีเบาะโซฟาแต่กลับรู้สึกน่านั่งได้อย่างสบายอารมณ์

ภาควัตกราบแล้วก็ยังนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าพระ รู้สึกสงบสงัดราวกับถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอก...

ไม่ถึงกับได้สมาธิ เพราะใจยังฟุ้งไปกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

นานแค่ไหนแล้วหนอ ที่เขาไม่ได้ย่างกรายเข้ามาในวัด

ตั้งแต่ก่อนจบมหาวิทยาลัยโน่นละ ที่เริ่มเที่ยวเตร่ ร่อนไปตามประสาคนที่ได้ต้นทุนจากฟ้ามาสมบูรณ์แบบ ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะเงินทอง ความฉลาดเฉลียวและปฏิภาณไหวพริบ

และจนวันนี้ภาควัตก็ยังไม่ปฏิเสธว่าชีวิตเป็นของมีค่า รวมทั้งมีเวลาสั้นนักสำหรับการหาความสุขใส่ตัว ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เขาก็ถือว่าชีวิตเป็นของตน และความสุขเป็นสิ่งที่ต้องรีบตักตวงไขว่คว้า

สิ่งเดียวที่คิดว่ายังขาด และยังต้องสะสมให้เพิ่มขึ้นเรื่อยไป

นั่นคือประสบการณ์

เขาคิดว่าประสบการณ์นั่นเอง ที่จะหล่อหลอมให้ชีวิตของตัวเองเข้มงวดได้ที่ และประสบการณ์นั่นเองที่จะช่วยคัดกรองความชั่วออกจากความดี แยกกงจักรออกจากดอกบัวได้อย่างชัดเจน

เมื่อภาควัตลองนึกทบทวน ครั้งใดบ้างเล่า ที่เขาเข้าไปหาญเล่นล้อกับกงจักร ไม่ใช่ครั้งสองครั้งแน่ๆ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้เสมอ แม้จะต้องสะบักสะบอมเพราะพิษจักร ถึงจะเคยทรุดโทรมทางจิตใจ จนต้องไปรักษาแผลใจถึงต่างบ้านต่างเมือง แต่เขาก็ยังกลับมาได้ในวันนี้

ชายหนุ่มยังรู้อยู่แก่ใจ ว่าบัดนี้แผลใจกลับกลายเป็นแผลเป็น กลับกลายเป็นร่องรอยด่างดวงในชีวิต เพราะการกระทำผิดด้วยความคึกคะนองลำพองใจ

“แหม... ยุงเจ้ากรรมแท้ๆ เชียว ที่ดันบังเอิญมาเกาะที่ต้นแขนคุณแวววิไล”

แล้วเสียงเพื่อนใหม่ของมารดาก็เจื้อยแจ้วเข้ามาทำลายความสงบ

ความคิดนึกย้อนและภาพความหลังมลายหาย

ภาควัตระบายลมหายใจออกมาช้าๆ อย่างเวลาที่ใครสักคนพยายามทำความเข้าใจกับวิสัยของโลก

มารดาของตนยังไม่ได้พูดอะไรอีกสักคำ ขณะที่คุณโสภาพรรณนั่นยังขยับปากไม่หยุด

“จริงๆ เลยนะคะ ท่านก็ตาดี๊ดี แค่ปัดนิดท่านยังไล่เปิด ยังดีที่ท่านว่าวันหน้าค่อยมาใหม่”

ภาควัตยังจับใจความอะไรได้ไม่ถนัดนัก แต่ก็ได้เห็นชัดๆ แล้วว่ามารดาตนมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

“เอ๊ะ... ศาลาเก่าแก่โย้เย้อย่างนี้ทำไมยังเก็บไว้ อันตรายจะตายไป”

พอหมดเรื่องจากกุฏิ คนยังไม่หยุดปากก็วิจารณ์สิ่งอื่นต่อได้ทันที

“อุ๊ยตาย! คุณภาควัต รีบออกมาเถอะค่ะ ดูซิ ไปนั่งอุดอู้อบอ้าวอยู่ได้ เดี๋ยวยุงก็หามไปเท่านั้น วันนี้กลับกันก่อนเถอะค่ะ ฤกษ์ไม่ดีเสียแล้ว”

“มีอะไรหรือครับคุณแม่”

ภาควัตหันไปถามมารดา หลังจากสวมรองเท้าเสร็จเรียบร้อย

“ไม่มีอะไรหรอกลูก หลวงพ่อท่านคงเห็นว่าคนเยอะ ธุระร้อนกว่าเราทั้งนั้น เลยให้มากันวันหลัง”

สีหน้าของคุณแวววิไลยังไม่ได้ดีขึ้นกว่าตอนที่เดินมา อีกทั้งยังออมเสียงออมคำกว่าปกติเสียอีก

“กลับกันเถอะภาค แม่รู้สึกเหมือนจะไม่ค่อยสบาย”

ผู้เป็นมารดาถึงกับต้องเกาะแขนบุตรชาย แรงที่ส่งมานั้น ทำให้คนถูกเกาะเข้าใจได้ว่า น่าจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล

“อุ๊ย! ว้าย! ตายๆ... ตายแล้ว ไปดูดเลือดใครจากไหนมาก็ไม่รู้ละค่ะ จะมีเชื้อโรคเชื้ออะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้... ไอ้ยุงบ้ายุงบอ ดูซิคะ เปรอะเปื้อนไปหมดเลย”

เสียงวี้ดๆ ของคุณโสภาพรรณไม่เบาเลย ขณะรีบแซงขึ้นมาแบฝ่ามือให้ดูรอยเลือดที่ปนอยู่กับซากยุงตัวหนึ่ง แล้วก็... ภาควัตอยากจะเรียกอาการนั้นว่าสะบัดร้อนสะบัดหนาว เพราะเพื่อนใหม่ของมารดาทำหมุนซ้ายหมุนขวา สำรวจตัวเองอยู่ไปมา

“นี่ไง... ซิ่นไหมผืนนี้ตั้งเป็นหมื่นๆ มาเปื้อนเลือดยุงซะได้”

แล้วคนยังโวยวายก็สำรวจลำแขนลำคอของตนเป็นลำดับต่อไป

“มีเลอะเทอะเปรอะเปื้อนตรงไหนอีกไหมคุณแวว ช่วยดูทีเถอะค่ะ”

พอหมดทางที่จะแลดูเนื้อตัวได้ถ้วนทั่วจริงๆ แล้ว ก็เอียงซ้ายเอียงขวาให้สองแม่ลูก

“คุณโสภาก็ไม่น่าจะไปทำร้ายเขา เรื่องศีลปาณานี่หลวงพ่อท่านถือนักละค่ะ คราวหน้าคราวหลังเราคงต้องระวังกันสักหน่อย เดี๋ยวท่านให้มาใหม่อีกหลายๆ ครั้งจะเสียเวลากันเปล่าๆ”

ที่จริงคุณแวววิไลไม่ได้เอ่ยอะไรกับคุณโสภาพรรณอีกเลยจนกระทั่งคำนี้ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อไปอีก จนแม้ทั้งกลุ่มพากันมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว

“ถ้าอย่างนั้น ครั้งหน้าโสภาเอาดวงหนูพิมพิ์มาลองผูกบ้างเลยดีกว่า ดูว่าเนื้อคู่จะมาปรากฏบ้างหรือยัง แต่ก็สังหรณ์ใจนะคะ ว่าจะเป็นคนไม่ใกล้ไม่ไกลกันนี่เอง ลูกสาวคนเล็กของโสภาเองค่ะ วันๆ ก็ได้แต่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน”

คุณแวววิไล ซึ่งขอตัวไปนั่งในตอนหน้าคู่กับบุตรชาย เพราะกำลังเวียนศีรษะจนเกรงว่าจะเมารถเพิ่มขึ้น ได้แต่ชำเลืองไปสบสายตากับคนขับ

ซึ่งภาควัตก็อ่านได้ทันที

ว่าผู้เป็นมารดาจะไม่มีวันไปไหนกับผู้หญิงคนข้างหลัง อีกเป็นครั้งที่สอง



*************





นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 12 เม.ย. 2554, 14:04:07 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 12 เม.ย. 2554, 14:04:14 น.

จำนวนการเข้าชม : 2280





<< บทที่ ๐๑   บทที่ ๐๓ >>
ptyks 12 เม.ย. 2554, 21:52:29 น.
รอตอนใหม่ๆ อยู่นะคะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account