น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: บทที่ ๐๓




พิมพิกาค่อยๆ เลื่อนใบหน้าเขาให้พ้นออกจากอก ก่อนจะเอื้อมมือข้ามตัวไปคว้าแก้ววิสกี้มาจิบอีกอึกใหญ่ ความร้อนผ่าวล่วงลำคอลงไปจนถึงช่องท้อง อึดใจต่อมาก็รู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว เพราะแรงสูบฉีดของเลือดลม

เป็นครั้งแรกที่หล่อนรู้สึกไม่ค่อยเป็นสุข หลังจากที่เคยได้ลงเอยลงบนเตียงของเขานี้มาหลายครั้ง

เพราะครั้งแรกที่เคย ความรู้สึกหนึ่งที่เรืองรอง นั่นคือตนสามารถแย่งชิงสมบัติของอินทุอรมาได้สำเร็จ และครั้งหลังๆ ที่ตามมา เขาก็ยิ่งตอกย้ำให้แนบแน่น ว่าใช่แน่แล้ว... เขาจะต้องเป็นสมบัติของหล่อนโดยถาวร

ทว่า เมื่อเช้านี้เอง ที่แม่ของหล่อนกลับเป็นคนทำลายความรู้สึกนั้นให้พังราบ ด้วยการตั้งตนเป็นตัวตั้งตัวตี จัดหาฤกษ์ยามให้อินทุอรได้แต่งงาน ร่วมหอลงโลงกับเขา

ในครั้งนี้ ความดื่มด่ำล้ำลึกจึงลดทอนคลอนคลาย ทั้งหมดไม่ใช่เพราะเขาจะพลาดพลั้งหรือบกพร่องใดๆ เลย แต่เป็นหล่อนต่างหาก ที่ไม่รู้สึกสุข-สนุกกับการกระทำเหมือนสั่งลา เหมือนกับทุกครั้งที่เคยๆ

และก็เพราะปริยัติปรนเปรอให้หล่อนเหมือนเป็นการสั่งลา คล้ายกับว่าทุกครั้งทุกทีนั้นจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่จะได้ร่วมเสพวิเศษสุขนั่นละ จึงทำให้พิมพิกาฝันเพ้อละเมอหา จะได้ทอดกายให้เขาปฏิบัติการครั้งสุดท้ายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่... ครั้งนี้มันไม่ใช่... เพราะมันอาจต้องเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ...

ระหว่างที่พิมพิกาคิดเรื่อยไป ชายหนุ่มข้างกายก็เริ่มควานคว้า จนในที่สุดก็ได้กลับมาซุกหน้าอยู่ตรงที่เดิม หล่อนรู้ว่าเขาตื่นแล้ว จึงหยอกกลับเอาแรงๆ ด้วยการดึงเส้นผมที่ท้ายทอย ให้หน้าเขาหงายขึ้นมาสบตา

“จะบ่ายสามแล้วนะคะปอนด์ ไหนว่ามีประชุมเย็น”

ปริยัติปรือตามอง ไม่อยากให้เวลาล่วงเลยไปรวดเร็วเช่นนี้เลย

“อีกรอบได้ไหมพิมพิ์”

เขาไม่ตอบคำถาม และมือไม้เริ่มป่ายปะ คลำคลึงไปตามส่วนที่ใจอยากสัมผัส

พิมพิกาต้องผลักเขาออก แรงจนปริยัติหงายไปอีกทาง แต่เขาก็ยังยิ้ม

“คุณรู้ไหมว่า ผมรักคุณแค่ไหน”

เขาทำเป็นคราง พยายามกลับมาซุกซบให้ได้อีกครั้ง

“ปอนด์คะ คำว่ารักแค่ไหน กับรักตรงไหน นี่มันผิดกันนะคะ พิมพิ์มันง่ายเกินไปใช่ไหม ที่พอเจอคุณก็ตกหลุมรัก แล้วก็ต้องมาจมปลักกับคุณอยู่อย่างนี้”

พิมพิกายังกระเง้ากระงอด ทางหนึ่งก็ผลักไสไม่ให้เขาเลื่อนกายมาทาบทบ ทางหนึ่งก็ต้องคอยดึงผ้าห่มผืนใหญ่ที่บัดนี้คืออาภรณ์ผืนเดียว ให้ช่วยปกปิดเรือนกาย

“ก็เพราะผมรัก ผมเลยอยากถนอมคุณไว้นานๆ”

เขาตอบอย่างคนเห็นแก่ตัวแท้ๆ จนคนฟังอดนึกเคืองไม่ได้

“งั้นก็ไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่พิมพิ์สิคะ ไปบอกว่าคุณรักพิมพิ์ ไม่ใช่พี่อินทุ์”

แรงขับดันสำหรับรอบต่อไปของเขาคงเบาบางลงไปบ้างแล้ว พอถึงข้อเสนออันนี้ ปริยัติจึงทำเหมือนล้มเลิกความตั้งใจจะคลอเคล้า เลื่อนตัวพิงกับพนักหัวเตียง แล้วก็ยกแก้ววิสกี้ที่พิมพิกาเพิ่งจิบไปอึกใหญ่ กระดกรวดเดียวจนหมดแก้ว

“เห็นคุณแม่โทร. มาหาคุณเมื่อตอนสายๆ”

“ผมไม่ได้รับ”

“แน่ใจหรือคะ เห็นคุยกันตั้งนานสองนาน”

“ก็... ผมหมายความว่า ผมยังไม่ได้รับ...ไม่ได้รับปากอะไรกับเรื่องนั้น”

“แต่ก็ไม่ปฏิเสธ ทำไมคะปอนด์ ไม่รักไม่ชอบคนจืดๆ ชืดๆ อย่างพี่อินทุ์ ก็บอกกันไปตรงๆ ไม่ได้หรือคะ หรือจะให้พิมพิ์เป็นคนพูด”

“จะบ้าหรือพิมพิ์ คุณก็รู้นะ ว่าเรื่องของเราสองคนมันยังไง ก็ไหนว่าแค่สนุกๆ”

“ก็ทีคุณยังถาม ว่ารู้ไหมคุณรักพิมพิ์มากแค่ไหน...”

เพราะคำนี้ ทำให้ปริยัติต้องหันมามองหน้าหล่อนตรงๆ ปรับสีหน้าให้เป็นการเป็นงาน แต่มือยังไม่วายจะเริ่มซอนซุก

“แน่นอน ว่าคุณรู้ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน แล้วคุณล่ะ รักผมมากพอจะยอมอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นหรือเปล่า”

“แบบไหนคะ”

พิมพิกาแกล้งตีหน้าซื่อ ไม่มีวันเสียละที่จะยอมแบ่งเขากับใครๆ โดยเฉพาะกับอินทุอร รายนั้นน่ะหรือ ก็แค่เอาความเรียบเชียบเรียบร้อยคลุมหัวไว้เท่านั้นละ ไม่อย่างนั้นจะรีบรับหมั้นปริยัติทำไม ไม่ใช่เพราะรูปสมบัติคุณสมบัติที่สมบูรณ์เพียบพร้อมนี่หรอกหรือ

ยิ่งหากรู้ว่าลีลาบนเตียงนี่ สามารถจะทำให้ผู้หญิงคนไหนๆ ได้ล่องลอยขึ้นไปสู่ห้วงสรวงสุขาวดี ด้วยความแปลกใหม่ต่างๆ นานา มีหรือที่พี่อินทุ์จะปล่อยให้เขาหลุดมือไปได้

พอคิดเลยไปถึงเรื่องนั้น หล่อนก็เลยพลอยเพลินไปกับอาการที่เขาเริ่มซุกซนกับบางส่วนของเรือนกาย พิมพิกาขยับนิดๆ เป็นการขยับที่เปิดเผยขึ้น มากกว่าจะปกปิดดิ้นหนี

“แบบนี้ไง... พิมพิ์ชอบนักไม่ใช่หรือ...”

เสียงของปริยัติงึมงำขึ้นมาจากใต้ผ้าห่ม ก่อนจะเงียบไป แล้วถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายในหนักหน่วงของคนทั้งคู่




ที่จริงหน้าที่การงานของลลิตานั้นไม่กระไรนัก เพราะเป็นบริษัทของครอบครัว มีบิดาที่หล่อนพอใจเรียกว่า “เจ้านาย” เป็นประธานกรรมการและบริหารด้วยตนเอง ในฐานะเลขานุการของบิดา ที่มีผู้ช่วยอีกถึงสองคน การอยู่หรือไม่ในสำนักงาน การเข้ามาทีหลังแล้วออกก่อนของหล่อน จึงแทบไม่มีผลกระทบอะไรกับใครทั้งสิ้น

แต่ลลิตาก็อ้างการต้องรับใช้ “เจ้านาย” ด้วยเรื่องสารพัดสารพันอยู่เสมอ

“ดูก่อนได้ไหมอินทุ์ ไม่รู้ว่าจัดเลี้ยงค่ำนี้ คุณพ่อต้องหนีบเราไปด้วยหรือเปล่า”

หล่อนบ่ายเบี่ยง หลังจากที่เพื่อนสนิทโทรมาชวนให้ไปทานมื้อค่ำด้วยกัน

พออินทุอรเงียบไปโดยไม่ยอมวางสาย ลลิตาเลยต้องพูดต่อ

“เออ... ค่ะ... ฉันก็อ้างพ่อไปยังงั้นเอง สารภาพก็ได้ว่ามีนัดแล้ว ไว้คืนพรุ่งนี้ได้ไหมล่ะ”

นั่นละถึงมีเสียงวางสายมาจากฝ่ายโน้น

ลลิตาถอนใจเบาๆ ใจหนึ่งก็นึกสงสารเพื่อนเป็นกำลัง แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้เพื่อนโตขึ้นเสียบ้าง ด้วยการรู้จักแก้ไขอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง

ส่วนใจจริงของลลิตา ก็อยากไปเป็นเพื่อนอยู่หรอก เพียงแต่สถานที่ที่อินทุอรเอ่ยชวนนั้น มันสร้างความลำบากใจให้ไม่น้อย พอเพื่อนสนิทเอ่ยถึงชื่อร้าน ทำไมหล่อนจะเดาไม่ออกว่า คนชวนอยากไปที่นั่นเพราะอะไร

หรือไม่... หากอินทุอรบอกว่า อยากจะลองนัดบอดอีกสักครั้งเป็นการสั่งลา ก็คงจะง่ายกว่านักกับการที่ลลิตาจะแกล้งโวยวายใส่ ว่าอยู่ดีไม่ว่าดี กลับคิดจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน สะกิดแผลใจให้พิษบาดแผลนั้นกลับมากำเริบโดยใช่เหตุ

แม้เสียงของอินทุอรจะแสนซื่อ ลลิตาก็ยังจำเป็นต้องขัดใจ เพราะเดาได้ไม่ยาก ว่าเพื่อนสนิทต้องกล้ำกลืนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ถึงแค่ไหน

ที่สำคัญก็คือ หล่อนให้สัญญากับเขาไว้แล้ว ว่าจะไม่ย่างกรายไปที่นั่นอีก

สัญญาข้อนี้เป็นข้อใหญ่ ที่ลลิตาอยากจะรักษาไว้ให้ได้ จากสัญญานับร้อยนับพันที่เคยเอ่ยปากออกไป แล้วก็ปล่อยให้ข้อสัญญานั้นเลือนหายไปในอากาศ

ในความคิดของลลิตา มันต้องเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น ที่รักชั่วคราวของอินทุอรกับรักถาวรของหล่อน จะต้องมาเกิดขึ้นในร้านนั้น

เรื่องของเพื่อนสนิท ที่หลังจากคืนนั้นก็ยังพยายามจะหวนกลับไปหา ตามไปดูว่าผู้ชายคนนั้น จะโผล่หน้ามาอีกหรือเปล่า หลังจากที่รุ่งเช้าของคืนนั้นเขาหายไปราวกับล่องหน มันเป็นเรื่องจริงไม่ได้อิงนิยาย ที่แต่แล้วก็กลับกลายเป็นเพียงแค่ภาพฝัน

เพราะเขาคนนั้นเงียบหาย ทุกสุดสัปดาห์ในหลายเดือน และในบางวันของระหว่างสัปดาห์ ที่ลลิตาต้องพาเธอไปนั่งรอ รอ... รอ... ที่บางทีก็ไม่รู้ว่าจะรอไปทำไม

จนวันที่อินทุอรคงอึดอัดหนักเข้าจนทนไม่ไหวนั่นละ จึงยอมล้มเลิก

ตอนที่อินทุอรทำท่าจะตัดใจได้ ก็พอดีกับที่คุณนายโสภานั่นเจ้ากี้เจ้าการ จัดการรับหมั้นให้กับลูกเลี้ยง กับทายาทมหาเศรษฐีผู้อื้อฉาว ตอนนั้นลลิตาจำได้ว่าตัวเองก็ต้องอึ้งไปนาน ก่อนจะพึมพำออกมาได้แค่เพียงเบาๆ

“อินทุ์... เธอมันบ้า...”

“คงยังไม่ถึงกับบ้าหรอกหลิว เพียงแต่ฉันแค่ไม่อยากจมอยู่กับมันอีกแล้ว”

“ด้วยการรับหมั้นกับใครก็ไม่รู้เนี่ยนะ”

“ปริยัติ ใครๆ ก็รู้จักเขานี่นา หรือเธอไม่รู้จัก”

“บอกมาตรงๆ ดีกว่านะอินทุ์ ว่าเธอทำอย่างนี้ทำไม”

และอีกหลายประโยคที่ตามมาในบทสนทนาครั้งนั้น ลลิตาย่อมจำได้ดี ว่าเหตุผลสำคัญของอินทุอรคืออะไร แล้วยังไงล่ะ แม้สื่อมวลชนจะช่วยกันประโคมข่าว ก็ยังปราศจากวี่แววของเขาคนนั้น ที่อินทุอรหวังว่าจะเผยตัวออกมาจากกลีบเมฆ มายับยั้งกลางพิธีหมั้น มาประกาศว่าหญิงสาวนามอินทุอร ผู้กำลังถูกชายอีกคนสวมแหวนหมั้น เธอผู้นั้นคือคนรักของเขา... เรารักกัน... ผมจะไม่ยอมให้ใครมายื้อแย่ง...

“เธอคิดว่าเป็นนิยายน้ำเน่าหรือยังไง ถึงได้กล้าเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงได้ขนาดนั้น”

นั่นก็อีก ลลิตายังจำได้แม่นยำ กับวันรุ่งขึ้นของพิธีหมั้น ที่อินทุอรต้องนอนซมเพราะพิษรักต่อมาอีกหลายวัน

“แค่... แค่คืนนั้นจริงๆ หรือหลิว”

ลลิตาแสนจะสงสารเพื่อน ที่เห็นเธอยังพร่ำเพ้อ น้ำตายังอาบแก้ม

“ฉันบอกเธอมานับครั้งไม่ถ้วน ว่าให้เลิกคิดเลิกฝัน”

“แต่นั่น... นั่นมัน... ครั้งแรก...”

“แล้วยังไงล่ะ เธอไม่อยากให้มันเกิดขึ้น หรือว่าอยากให้มันเกิดขึ้นซ้ำอีก ถึงได้มานอนฟูมฟายอยู่อย่างนี้”

พอใช้ไม้อ่อนด้วยการปลอบประโลมไม่สำเร็จ หล่อนยังเคยใช้ไม้แข็งด้วยเหมือนกัน

แล้วตอนนั้นก็เหมือนคำพูดเสียดแทงนั่นจะได้ผล ราวกับเพื่อนสนิทจะคิดได้ เรื่องราวการรับหมั้นแบบประชดประชันชีวิตจึงเป็นอันเลิกพูดกันไป ด้วยเหตุผลที่มาบอกกล่าวแก่กันในอีกเป็นเดือนหลังจากนั้นว่า

“คุณปริยัติเขาก็เป็นสุภาพบุรุษดีเหมือนกัน ตอนก่อนหมั้นกันจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ แต่หลังจากนั้นแล้ว เขาก็ดีนะหลิว ไม่มีข่าวคราวให้ต้องลำบากใจกันอีกเลย หน้าที่คู่หมั้นเขาก็ทำได้ดีพอสมควร”

“สรุปว่าเธอตกลงปลงใจกับเขาได้แล้วสิ”

“ก็... โธ่! หลิว มันเหมือนกับว่าเราไปหลอกลวงเขาหรือเปล่าล่ะ กับเรื่องที่ฉันมัน... แล้วถ้าเขาเกิดรู้...”

“รู้ก็ดีสิ จะได้รู้กันไปไง ว่าไอ้ผู้ชายสมัยนี้มันยังล้าหลัง งมโข่งอยู่ใต้ไข่ไดโนเสาร์ เราคนนึงละที่เถียงใจขาด ทีพวกตัวผู้ละก็ ร่อนๆ ไปฟาดฟันกับใครๆ ก็ได้ แต่กับคนที่จะเป็นเมีย จะต้องไม่เคยผ่านมือใคร”

“ที่จริงเขาก็เคยบอก ว่าอยากให้เราทั้งคู่ลืมเรื่องที่ผ่านมา แล้วค่อยๆ เริ่มต้นกันใหม่...”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลังจากรักชั่วคืนในคราวนั้น อินทุอรคงจะพูดจาเรื่องนี้ได้กับลลิตาเท่านั้น เมื่อไรที่ไม่สบายใจกับเรื่องนี้เธอจึงต้องหันมาพึ่งพาปรับทุกข์ การพูดจากันครั้งหลังๆ จึงทำให้หล่อนรู้สึกดีขึ้นบ้าง ที่เพื่อนสนิททำท่าจะเข้าใจโลกได้มากขึ้น

“แสดงว่าเขาแย้มเป็นนัยน์ๆ ว่าไม่ถือสาในเรื่องนั้น”

นั่นเป็นตอนที่เรื่องราวน่าจะจบลงด้วยดีอีกเปลาะหนึ่ง แต่แล้ววันดีคืนดี อินทุอรก็มีอันต้องกลับมาพูดคุยเท้าความถึงเจ้าบ่าวคืนเดียวนั่นอีกจนได้

“คุณปริยัติเขาสมัยใหม่...”

ครั้งหลังนี่ อินทุอรเริ่มมีประโยคอย่างที่ลลิตาถึงกับต้องเอ่ยออกไปตรงๆ ว่า

“หมั่นไส้... ผู้ชายน่ะร้อยทั้งร้อย ก็หาความดีใส่ตัวทั้งนั้นละ เขาจะเอาเธอน่ะสิ ถึงได้อ้างว่าหัวสมัยใหม่ อยากได้กันก่อนแต่ง จะได้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่น เชอะ... แล้วเธอว่ายังไงล่ะ”

“ก็... ใครจะไปยอม”

“ดีแล้วละอินทุ์ คนเราเจ็บแล้วมันต้องจำ ถ้าเคยผิดพลาด แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ หากเขากระเหี้ยนกระหือรือนัก ก็ให้ไปหาเอาข้างหน้า”

ตั้งแต่นั้นมา ก็ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างอินทุอรกับปริยัติยิ่งเหินห่างจากกัน ดีอยู่นิดหนึ่งก็ตรงที่ว่า ในระยะหลังมานี้ เพื่อนสนิทของหล่อน ไม่เคยได้เอ่ยถึงคืนแรกคืนนั้นอีกเลย

จนเมื่อกลางวันนี้ละ ที่พายุร้ายตั้งเค้าทะมึนมาอีกคราว

ลลิตาเองก็เดาไม่ออกเหมือนกันว่ามันจะจบสิ้นลงเมื่อไร

เสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามาอีกครั้ง พอเห็นชื่อที่โชว์บนหน้าจอ เรื่องอื่นก็หมดความสำคัญไปในทันที

“คะภาค... เย็นนี้ทานข้าวกันไหมคะ”

ลลิตาเชิญชวนด้วยเสียงหวานหยด

“หลิวเครียดๆ นิดหน่อย ทานข้าวแล้วค่อยไปนั่งฟังเพลงกันต่อ... นะคะ”




อินทุอรโทรหาลลิตาจากที่บ้าน เธอลาป่วยและขอตัวออกมาตั้งแต่ถึงเวลาเข้างานช่วงบ่าย ยังครุ่นคิดอยู่ไม่วาย ว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิต กระทั่งอาบน้ำ สระผม ลงนอนแช่ในอ่างน้ำอุ่นอยู่ร่วมชั่วโมงแล้ว ก็ยังหาทางออกให้กับอารมณ์อันหดหู่หม่นหมองนั้นไม่ได้

พอคิดว่าน่าจะลองเสี่ยงดวงกลับไปที่ร้านนั้นดูอีกสักครั้ง ก็โทร.ไปหาเพื่อนสนิท แล้วก็ต้องรู้สึกเสียใจนิดๆ ที่เพื่อนคู่คิดเพียงคนเดียวอย่างลลิตา รู้เท่าทันความคิด และปฏิเสธการชักชวนกันได้ง่ายๆ

อินทุอรลงมาจากห้องส่วนตัว เดินมาที่มุมบาร์เครื่องดื่มในห้องโถงใหญ่ด้านล่าง ผสมยินกับโทนิคพร้อมหย่อนมะนาวฝานชิ้นบาง แล้วยืนคนให้เข้ากันอยู่เงียบๆ ตอนที่คุณแม่บ้านเข้ามาเลียบเคียงถามไถ่

“ไม่สบายหรือเปล่าคะคุณอินทุ์ หรือว่ามีอะไรไม่สบายใจ เอ๊ะ... ทำไมทานเหล้าแต่หัววัน”

คุณสาวิกา เป็นแม่บ้านคนเก่าแก่ ดูแลการงานทุกอย่างภายในบ้าน และเป็นเสมือนมารดาของอินทุอรเสียมากกว่าคุณโสภาพรรณ เพราะดูแลเธอมาตั้งแต่เกิด จนมารดาแท้ๆ มาจากไป กระทั่งได้แม่เลี้ยงคนใหม่ คุณสาวิกาก็ยังคงรักและเอ็นดู และคอยเอื้อเฟื้ออาทรอินทุอรอยู่ไม่เสื่อมคลาย

“เครียดๆ กับงานนิดหน่อยค่ะคุณสา บ้านเงียบเชียบเชียว น้องพิมพิ์กับคุณน้าโสภาไม่อยู่หรือคะ”

อินทุอรพยายามปรุงน้ำเสียงของตนไม่ให้แห้งแล้งจนเกินไปนัก

“คุณโสภาออกไปธุระตั้งแต่สายๆ ส่วนคุณคนเล็กเพิ่งออกไปเมื่อใกล้เที่ยงค่ะ”

แล้วพอบุตรสาวของเจ้านาย คนที่ตนรักและห่วงใยเป็นพิเศษทำท่าจะผละไป คุณสาก็ต้องเอ่ยทักท้วง

“ถ้าเครียดๆ น้ำส้มเย็นๆ สักแก้ว แล้วขึ้นไปนอนพัก จะดีกว่าไหมคะ”

แต่คนถูกทักเพียงแค่หันกลับมายิ้มให้เรียบๆ อีกครั้ง

“น้ำส้มกับการนอนพักต้องดีกว่าแน่นอนค่ะคุณสา”

เธอให้คำตอบเพียงแค่นั้น แล้วก็เดินจากมาพร้อมความเย็นจัดของแก้วยินโทนิคในมือ

ปกติอินทุอรไม่ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ที่จริง... ตั้งแต่พลาดพลั้งไปในคราวนั้น เธอก็ไม่แตะต้องมันอีกเลย เข้าใจจริงแท้ ที่เขาว่าริดื่มสุราก็มีแต่จะพาให้ชีวิตตกต่ำ จึงไม่ได้นึกอยากดื่มอีกเลยจนวันนี้

ยินโทนิคแก้วแรกในรอบเกือบปี ล่วงคอลงไปร่วมครึ่งแก้ว มีรสชาติแบบที่เรียกว่าทำให้ระคายคอมากกว่าจะรื่นรมย์ กลิ่นอันควรหอมชื่นของเปลือกมะนาวสด กลับทำให้รู้สึกขมขื่นจนแทบอาเจียน แต่อินทุอรยังฝืนกลืนอึกต่อมา ที่ทำท่าว่าจะดื่มง่ายกว่าทีแรก

ก็เมื่อหยุดดื่มแล้วชีวิตไม่ได้ดีขึ้น แค่ปีละแก้วสองแก้วนี่จะเป็นไร

ถึงจะนึกไปอย่างนั้น อินทุอรก็ยังหมดกำลังใจจะละเลียดชิม อีกสองสามอึดใจต่อมาก็ดื่มจนหมด ก่อนจะกลับขึ้นมาถึงห้องนอนของตนเองด้วยซ้ำ

จากห้องนอน ระหว่างจะเปิดประตูผ่านออกไปยังระเบียงด้านหลัง อินทุอรรู้สึกว่าปั่นป่วนในช่องท้อง วิงเวียนจนต้องโผไปเกาะราวระเบียง รู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม พยายามลืมตามองออกไปยังลานกว้าง แล้วแค่นั้น... ทั้งหลายทั้งมวลในช่องท้องก็พุ่งย้อนขึ้นมา

ปากเปรี้ยวจนขม เหงื่อซึมพร้อมรู้สึกร้อนอบ นึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะคออ่อนถึงเพียงนี้ ต้องค่อยทรุดกายลงนั่งพิง เพราะความวิงเวียนยังไม่จางหาย จนกว่าที่ความมึนๆ ในหัวจะคลี่คลาย ก็ต้องเป็นอีกพักใหญ่ๆ

อินทุอรน้ำตาซึม นี่ไง ริอาจจะลิ้มรส แค่แอลกอฮอล์เจืออ่อนๆ ยังออกอาการถึงขนาดนี้ แล้วมีหรือที่คืนนั้น จะควบคุมสติสัมปชัญญะของตนให้คงมั่น

ถึงว่าเถิด ทำไมคืนนั้นช่างหฤหรรษ์ พริบพราวพร่างพร้อยไปได้แม้แต่สัญญาณไฟจราจร หรือกระทั่งแสงนีออนในห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำของโรงแรมสุดหรู ก็แลคล้ายแสงสุวรรณอันอุ่นนวล เชิญชวนให้เปลื้องปลดอาภรณ์ไปห่มทิพย์ เริงร่ายว่ายเวิ้งอยู่ในแดนสรวงสุธารส

เธอต้องประคองตัวเองกลับเข้าไปในห้อง ก้าวเข้าห้องน้ำ แล้วเปิดก๊อกฝักบัวให้แรงสุด ก่อนจะหย่อนตัวลงข้างใต้ ปล่อยให้สายน้ำชะล้างความมึนเมาและคราบน้ำตา

น้ำเย็นกระทบผิวผ่าวอยู่อีกนาน จนอินทุอรเริ่มรู้สึกหนาวแล้วยะเยือกเข้าไปในหัวใจ นึกอยากจะนั่งอยู่ใต้สายน้ำต่อไปเพราะน้ำตายังริน แต่แล้วเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ส่วนตัวก็ดังขึ้นขัดอารมณ์

ไม่มีใครหรอกนอกจากลลิตา ที่ยังกล้าเรียกสายซ้ำอยู่อย่างนั้น ขณะที่อินทุอรกำลังรีบบีบรวบผมไล่น้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัวจนเกือบแห้งสนิท สวมเสื้อคลุมผ้าขนหนูตัวโคร่ง ก่อนจะออกมารับสาย

“จ๊ะ...”

การพูดจากันอีกแค่สองสามคำนั้นน่าแปลก เพราะเธอรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นอย่างบอกไม่ถูก




ตั้งแต่กลับมาจากวัด ไปส่งมารดาและคุณโสภาพรรณที่บ้าน แล้วกลับเข้ามาดูงานที่บิดาไหว้วานให้ตรวจสอบในบริษัท ภาควัตก็ยังไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานอยู่นั่นเอง ยิ่งนึกถึงอาการเซ้าซี้จากเพื่อนใหม่ของมารดา แล้วก็ยิ่งรำคาญใจ คนอะไรช่างเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ได้ถึงปานนั้น

ก่อนจะลาจากนั่น หากตนไม่เป็นคนกล้าขัดคำ พูดตัดบทไปว่า จะโทร.ไปถามลูกศิษย์หลวงพ่อท่านก่อน ว่าวันไหนไม่มีกิจนิมนต์ แล้วค่อยไปกันในวันเงียบๆ คุณโสภาพรรณคงไม่ยอมกลับไปง่ายๆ เพราะจะให้มารดายืนยันให้ได้ ว่าจะไปวันไหนแน่

กับเรื่องลูกสาวสุดรักสุดหวงนั่นอีก ถึงภาควัตไม่อยากจำ ก็ต้องจำจนได้ ว่าเธอชื่อพิมพิกา อายุ การศึกษา รสนิยมเป็นอย่างไร ปฏิบัติตนหรือปรนนิบัติพ่อแม่ได้สมอย่างเยี่ยงกุลสตรีได้ดีถึงเพียงไหน ก็ผู้เป็นแม่ยกมาจาระไนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทางขากลับ จนดูเหมือนจะเหลืออย่างเดียวที่ไม่ได้ทำ คือนำเธอคนนั้นขึ้นชั่งกิโล แล้วบอกขายให้กับเขาด้วยการคิดราคาตามน้ำหนัก

อะไรอย่างหนึ่งเข้ามาสะกิดใจภาควัต ตั้งแต่ตอนอยู่ใต้ร่มศาลานั่นแล้ว จนยิ่งต้องมาฟังถ้อยคำเลื้อยเฟื้อยของคุณนายคนนั้น เขาก็รู้สึกว่าตนเองยิ่งฟุ้งซ่านหนัก

ผู้หญิง ผู้หญิง ผู้หญิง มันเป็นสิ่งที่เขาถวิลหามาตลอดไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงรู้สึกเบื่อหน่ายได้ถึงเช่นนี้ ทั้งที่ครั้งหนึ่งถึงกับเคยบอกตัวเองว่าขาดสาวๆ เหล่านั้นไม่ได้ แต่วันนี้ทำไมถึงรู้สึกอ่อนเนือย ไม่ว่าจะนึกถึงผู้หญิงคนไหนก็ตาม

ภาควัตต้องทบทวน ตั้งแต่วันไหนกันเล่า ที่ความรู้สึกเช่นนั้นเข้ามาเกาะกุมในหัวใจ ตั้งแต่วันนั้นใช่ไหม...

เขายังจำได้ไม่ลืม

โต๊ะนั้น คือโต๊ะของพวกที่ชอบแสวงหาความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน คืนนั้นพวกเขามาไม่ครบคู่ และสุดท้ายก็เหลือหญิงสาวนั่งรออยู่เดียวดาย

เขาสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล ตรงมุมที่สามารถมองเห็นใครๆ ผ่านเข้ามา แน่นอนว่าอย่างน้อยในคืนนั้น เขาต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง

แต่ก็ไม่น่าจะกลายเป็นผู้หญิงคนนั้น...

เท่าที่ภาควัตมองเห็น ท่าทางเธอช่างเก้กังเคอะเขิน คงเป็นครั้งแรกสำหรับการนัดบอดเช่นนั้น จะยิ้มจะพูดจาอะไรแต่ละครั้ง จึงจืดๆ เจื่อนๆ จนกระทั่งเพื่อนร่วมโต๊ะล่ำลา ลับหายกันไปเป็นคู่ๆ ก็ยังเหลือเธอนั่งอยู่ตรงที่เดิม

คงรอเจ้าของเก้าอี้ที่ว่างอีกตัวนั่นกระมัง

เธอคงกระสันฝันหวาน อยากลองลิ้มชิมรสจนไม่อาจตัดใจ เขาก็อยากรู้นัก ใครกันเล่าจะได้พาเธอไปชื่นรสอย่างที่ว่า

แล้วครู่เดียวนายคนนั้นก็เข้ามา มาพร้อมแก้วไวน์ในสองมือ สาวเอยช่างอ่อนหัด ตอนนั้นละที่ภาควัตเห็นชัดๆ ว่าเธอคงไม่คุ้นเคยกับจิ้งจอกราตรี มีอย่างหรือ ใครยื่นแก้วให้ก็รับมาดื่ม เขาจะผสมปรุงปนอะไรมาให้บ้างก็ไม่รู้

โชคดีของเธอ ที่นายนั่นถูกผู้หญิงอีกคนลากคอไป และก็... ใช่... ในวินาทีนั้น ภาควัตก็คิด โชคดีกำลังจะเป็นของตนเช่นกัน

ด้วยความคุ้นเคยกับบาร์เทนเดอร์ เพราะมานั่งรอสาวๆ ในร้านนี้อยู่บ่อยๆ ภาควัตจึงสืบหารหัสโต๊ะได้ไม่ยาก แน่นอนว่ารหัสนั้นเป็นความลับ ที่จะรู้กันเฉพาะพวกที่ร่วมนัด แต่ก็เพราะพวกร่วมนัดนั่นเอง ที่มักมาถามหาตำแหน่งของโต๊ะรหัสนั้นๆ จากพนักงานหลังบาร์น้ำ

อะไรในไวน์ขาวนั่นคงแรงพอดู เธอจึงยังนั่งมึนเหม่อ ยิ้มหัวให้ได้กระทั่งกับควันบุหรี่สีจาง ทำท่าทางละเลียดอารมณ์ คล้ายกำลังเคลิ้มฟังซิมโฟนีวงใหญ่ในทำนองอ่อนละมุน

รออีกเป็นครู่ ที่เห็นว่าอาการนั้นของเธอยังไม่เสื่อมคลาย เขาจึงเข้าไปทักทาย โปรยยิ้มหว่านเสน่ห์ และเริ่มบทสนทนาสนุกๆ ชวนขันแบบสุภาพชนพึงใช้ในการจีบสาว

ระหว่างพูดจาก็ยังไม่วายพิจารณา ภาควัตยังจำหน้าตาและการแต่งเนื้อแต่งตัวของเธอได้ดี คนที่จะแต่งตัวมิดชิดขนาดนั้นมาในการนัดบอด มีอยู่แค่สองประเภท

คือหากไม่ได้เป็นครั้งแรก ก็เชี่ยวกรากเสียจนต้องปกปิดให้มิดเม้นเอาไว้ก่อน

ระหว่างบทสนทนา เขาบอกไม่ถูกอีกแล้วว่าเธอเป็นพวกไหน เพราะแววตาสู้ไฟ พริบพราวอยู่ด้วยประกายแห่งความต้องการนั่น ยากนักจะคาดเดา ว่าเธอถูกมอมเมาหรือกำลังโปรยเสน่ห์

ภาควัตยังจำได้อีกว่า เธอจะสั่งชาร้อนแต่เขาห้ามเอาไว้ แล้วเสนอคอกเทลหอมหวานให้แก้วหนึ่ง ตอนนั้นมีการท้าทายกันเล็กน้อย แล้วเธอก็รับคำท้า นั่นละที่เขาชอบนัก ผู้หญิงที่ชอบรับคำท้า มักจะไปลงเอยบนเตียงกับเขาได้เสมอ

คืนนั้นชายหนุ่มผู้จัดเจนราตรีเช่นเขา หยอดหย่อนคารมไหวหวามเข้าไปในความรู้สึกของเธอเรื่อยๆ เหมือนการค่อยเป่าลมแผ่วเข้าไปในกองไฟ ฝุ่นเถ้าไม่ได้คลุ้งขึ้นเลยสักนิด ตอนที่เพลิงปรารถนาของเธอเริ่มลุกโหม

จะชื่ออะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว แล้วก็คงไม่ได้ใช้ชื่อจริงในการแนะนำตัว เขายังบอกไปเลยว่า ผมชื่อบริสุทธิ์ นึกแล้วยังขำ ที่เธอก็เชื่อดังนั้นโดยไม่ถามว่าจริงหรือไม่

ตอนชวนไปต่อกันนั่น ยิ่งง่ายดาย แค่ชวนไปตากแอร์เย็นๆ หลบให้พ้นจากควันบุหรี่และแสงไฟวูบวาบ ด้วยการให้สัญญาว่าจะพาไปส่งบ้าน ไม่ให้ดึกดื่นจนเกินไป

และเธอก็แทบไม่มีสติอยู่แล้วตอนที่เขาประคองขึ้นไป ถึงในห้องที่ปรับอากาศไว้ฉ่ำเย็น มีแสงไฟเพียงริบหรี่ กับเตียงนอนอันกว้างขวาง

ตอนนั้นเขาไม่ได้ตะกรามไขว่คว้า เพราะหญิงสาวที่ดูเหมือนจะดัดจริตได้จนไร้เดียงสาจริงๆ นอนระทดระทวยอยู่ตรงหน้านั่นแล้ว เธอคงเมามายจริงจัง หรือไม่ก็เป็นนักเล่นละครชั้นเลิศ ด้วยท่าทางขวยเขินสะเทิ้นอายที่ทำได้แนบเนียนขนาดนี้ เขาไม่เชื่อหรอกว่า จะยอมขึ้นห้องกับใครได้ง่ายดายถึงเช่นนั้น

รสสัมผัสในค่ำคืนที่ผ่านเลย ยังฝังลึกอยู่ในหัวใจ ความตึงแน่น เรียบเนียน และละมุนหอม ทุกซอกส่วนล้วนน่าทะนุถนอมคล้ายดอกไม้กลีบบาง ภาควัตไม่ลืมจนวันนี้ ว่าใช้สายตาเกลี่ยไล้วนเวียนอยู่กับร่างเปล่านั่น เนิ่นนานถึงเพียงไหน

แล้วอะไรบางอย่างก็บันดาลให้เขาผลุนผลันจากมา จะว่าเป็นความละอายหรือก็ไม่น่าจะใช่ หรือจะเป็นความไม่สบใจก็ยิ่งไม่ควรจะเป็น จนบัดนี้ภาควัตก็ยังไม่เข้าใจ ลูกไก่อยู่ในกำมือแล้วแท้ๆ ทำไมถึงปล่อยให้หลุดมือ

รู้แต่เพียงว่าสาวน้อยที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นเธอ ไม่ควรจะต้องมาได้รับการกระทำเช่นนั้น และเขาก็ไม่ใช่สุภาพบุรุษพอ ที่จะนั่งรออยู่ข้างๆ ร่างเปล่าเปลือย รอให้เธอฟื้นตื่นแล้วพากลับไปส่งบ้าน

ภาพนั้นยังติดตาตรึงใจเขามาจนบัดนี้ มันแลคล้ายศิลปกรรมอันแสนวิจิตร ที่เทพแห่งศิลปิน บรรจงทิ้งฝีมือไว้ให้มวลมนุษย์ได้ประจักษ์ ความบอบบางนั่นชวนให้ถนอมไว้มากกว่าจะจับต้องให้ชอกช้ำ แต่ใครเล่าจะอดทนจดจ้องความบอบบางนั้นได้นิ่งนาน โดยไม่คิดสัมผัสจับต้อง หรือรวบรัดเอาเป็นเจ้าของ

จนวันนี้ภาควัตยังบอกตัวเองได้ว่า ถึงเขาจะร้ายแต่คงไม่ถึงกับเลว เขาอาจเคยได้ชื่อว่าเป็นเสือผู้หญิง แต่อย่างน้อยก็ไม่เคยฉวยโอกาสกับเนื้อสาวที่ไร้หนทางต่อสู้

และแน่นอนว่าเขาติดใจเธอ อยากได้พบเจอเธออีกสักครั้ง หากคืนนั้นไม่ใช่เป็นคืนสั่งลา ก่อนที่จะต้องบินไปยังอีกซีกโลกในตอนเย็นวันถัดมา เขาก็คงหวนกลับไปรอหา ซึ่งเชื่อแน่ว่าเธอก็คงเช่นกัน

อีกร่วมปีที่บิดาไม่ยอมให้กลับมา ให้อยู่ไปจนกว่าจะจัดการตัวเองได้ ให้อยู่ไปจนรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่พอจะรับสืบทอดกิจการงานใดๆ ได้บ้างแล้วนั่นละ เขาถึงได้เพิ่งกลับมาเมื่อสามสี่สัปดาห์ที่แล้ว

ภาควัตกลับไปที่ร้านนั่นทันที ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึง ซุ่มสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ กับการนัดบอดของโต๊ะนั้น เขายังจำผู้หญิงคนนั้นได้ คนที่เข้ามาพร้อมกับเธอในคืนนั้น หล่อนยังสวยบรรเจิด และไม่รีรอจะผละจากกลุ่มคนในโต๊ะ เพื่อมาคลอเคลียอยู่กับเขา

แต่ภาควัตก็ยังต้องหาจังหวะอยู่อีกหลายครั้ง ในการจะถามถึงผู้หญิงอีกคน กับผู้หญิงที่ทำท่าจะหลงรักตนแบบหัวปักหัวปำ

จนกระทั่งวันนี้ วันที่พยายามรักษาระยะของความสัมพันธ์ ไม่ให้มันเลยเถิดมากเกินไป เขาก็ยังไม่มีโอกาสจะถามไถ่กับหล่อน ถึงเรื่องผู้หญิงคนนั้น

“พอดีจะโทร. มาบอกเหมือนกันครับว่าผมติดธุระ เอาไว้เป็นคืนพรุ่งนี้ดีไหม”

นั่นคือประโยคที่เขาตอบออกไป ตอนที่หล่อนเอ่ยชวนไปทานมื้อเย็น

แล้วลลิตาก็ทำน้ำเสียงไม่พออกพอใจ ตามจริตที่แพรวพราวของหล่อนนั่นละ

“งั้นก็ตามสบายนะคะ หลิวก็มีเพื่อนมีฝูงคนอื่นอีกเหมือนกัน ถ้าหลิวไปกับเขาบ้าง ภาคจะมาว่ากันไม่ได้นะคะ”

ภาควัตเกือบจะเอ่ยคำว่า “ก็ตามใจ...” ออกไปแล้ว แต่ก็ยังยั้งเอาไว้ เขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์มันก้าวหน้าล้ำลึกไปกว่านี้ก็จริง แต่ก็ไม่อยากจะตัดรอนให้เด็ดขาด เพราะลลิตาคือสะพาน ที่จะสามารถเชื่อมโยงไปถึงเธอคนนั้น

ยิ่งที่ผ่านมาหล่อนไม่เคยเอ่ยถึงเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ภาควัตก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ค่อยจะชอบมาพากล เขารอมาจนวันนี้ วันที่หล่อนเริ่มเอ่ยถึงเพื่อนคนอื่นๆ ไว้พรุ่งนี้จะต้องแกล้งถาม ว่าคืนนี้หล่อนได้ไปรับมื้อค่ำกับผู้ใด

“อย่านอนดึกก็แล้วกันนะครับ ถ้าเครียดๆ ผมว่ากลับบ้านไปพักผ่อนจะดีกว่า”

ไม่ทันจบประโยคหรอก ตอนที่ลลิตาตัดสายไป ด้วยคงจะเกิดอาการงอนเต็มที่



****************







นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 13 เม.ย. 2554, 08:39:46 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 13 เม.ย. 2554, 08:40:15 น.

จำนวนการเข้าชม : 1568





<< น้ำค้างกลางจันทร์ บทที่ ๐๒   บทที่ ๐๔ >>
Edelweiss 22 เม.ย. 2555, 21:19:10 น.
ภาคกับอินท์อยู่ใกล้กันแค่นี้นี่เอง


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account