เหงา (เรื่องสั้น สองตอนจบ)

Tags: ลึกลับ,วิญญาณ

ตอน: ตอนแรก

สวัสดีค่ะ ระหว่างรอตอนใหม่ของ เรื่อง เสียงปริศนา ซึ่งคาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ พอดีเพิ่งกลับมาเขียนต่อค่ะ หลังจากหยุดไปนานมากเพราะไม่สบาย ไอเรื้อรังร่วมสามเดือนจนหลอดลมอักเสบ น้ำหนักลดฮวบเลย แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ ^-^ ทองหยอดก็เลยนำเรื่องสั้นที่เขียนทิ้งไว้สองปีก่อนมาให้อ่านกันเล่นๆ ค่ะ เรื่องนี้มีความยาว 17 หน้า แต่แบ่งเป็นสองตอนแล้วกันค่ะ จะได้ไม่ยาวจนเกินไป วันนี้อ่านตอนแรกไปก่อน แล้วตอนจบจะมาวันพุธค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านเรื่องนี้นะคะ ^--^

***************************


เรื่องเล่าจากความมืด : เหงา



ความเหงาเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ต้องการ และไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะมันอ้างว้างและโดดเดี่ยว แล้วตัวคุณล่ะ เคยเหงาบ้างหรือเปล่า

ภาวิดาแต่งงงานกับเจษฎา มาเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่มีลูก 2 คน อายุไล่เลี่ยกัน คือแตงกวาอายุ 13 ขวบ และต้นกล้า อายุ 11 ขวบ

วันหนึ่ง เจษฎาได้รับเงินค่านายหน้าจากการขายที่ดินมาก้อนหนึ่ง ทำให้เกิดความคิดที่จะขยับขยายที่อยู่ใหม่ เพราะบ้านหลังเก่ามันคับแคบเกินไป

เจษฎาจึงชวนภาวิดาตระเวนดูบ้านตามสถานที่ต่างๆ จนมาถูกใจบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งแถวชานเมือง ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางพอที่จะให้ลูกๆ วิ่งเล่นได้ หลังจากสอบถามราคากับคนขาย ทั้งคู่ตัดสินใจซื้อทันทีเพราะราคาไม่แพง เมื่อชำระเงินและทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็ย้ายครอบครัวเข้ามาอยู่

แตงกวากับต้นกล้าชอบบ้านหลังนี้มาก เพราะมีที่ให้วิ่งเล่นซุกซนกันทั้งวัน ยิ่งถ้าเป็นวันหยุด เด็กทั้งสองจะตื่นตั้งแต่เช้า เพื่อลงมาเล่นเตะฟุตบอลบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน

สองอาทิตย์ผ่านไป

เย็นวันหนึ่ง หลังจากกลับมาจากโรงเรียนและทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว สองพี่น้องก็ชวนกันมาเล่นฟุตบอลที่สนามหญ้าหน้าบ้านเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งคู่กำลังเตะฟุตบอลอย่างสนุกสนาน ต้นกล้าก็ชี้มือไปทางหน้าต่างชั้น 2 ของบ้านหลังที่อยู่ติดกัน

“พี่แตง ดูเด็กคนนั้นสิ” ต้นกล้าบอกแตงกวา

“ไหน เด็กคนไหน ไม่เห็นมีใครเลย” แตงกวาหันไปมอง แต่ไม่เห็นใคร นอกจากหน้าต่างที่ปิดสนิท

“อ้าว ไปไหนแล้ว เมื่อกี้มีเด็กผู้ชายยืนมองพวกเราเล่นฟุตบอลกัน” ต้นกล้าบอกพี่สาวพร้อมกับชะเง้อคอมองเข้าไป แต่ไม่เห็นใคร

“กล้าตาฝาดหรือเปล่า พี่ไม่เห็นใครเลยนะ”

“กล้าเห็นจริงๆ นะพี่แตง” ต้นกล้ายืนยันเสียงหนักแน่น แตงกวาหัวเราะเบาๆ อย่างขบขัน แล้วพูดขึ้น

“พี่ว่ากล้าตาฝาดมากกว่า ตั้งแต่เราย้ายมาอยู่ที่นี่ พี่ยังไม่เคยเห็นคนในบ้านหลังนั้นเลยนะ สงสัยจะไม่มีคนอยู่”

“บางทีพวกเขาอาจกลับมาตอนค่ำๆ หรือไม่ก็ดึกๆ ก็ได้ พี่แตงจะไปรู้ไปยังไง” ต้นกล้าเถียง

“งั้นเหรอ แต่พี่ว่า บ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มากกว่า เพราะมันเงียบเหลือเกิน ไป เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ นี่ก็เย็นมากแล้ว เดี๋ยวพ่อกับแม่จะดุเอา”

“แต่ว่า..”

“พี่บอกให้เข้าบ้านได้แล้ว” แตงกวาพูดเสียงดุ ต้นกล้าหันไปมองหน้าต่างชั้นสองของบ้านหลังติดกันด้วยความสงสัยอีกครั้ง ก่อนเดินตามแตงกวาเข้าไปในบ้าน

คืนนั้น ต้นกล้านอนไม่หลับ ภาพของเด็กผู้ชายที่ยืนเกาะหน้าต่างมองพวกเขาเมื่อตอนเย็น ทำให้เกิดความสงสัยว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็นใคร และตั้งใจไว้ว่าจะต้องรู้ให้ได้

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด เจษฎาและภาวิดาชวนลูกๆ ไปดูหนัง แต่ต้นกล้าปฏิเสธที่จะไป โดยบอกว่าจะอยู่บ้านดูวีซีดีการ์ตูนเรื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมา

“ไม่ไปจริงๆ เหรอลูก” ภาวิดาถามย้ำอีกครั้ง ต้นกล้ายืนยันคำเดิม ทุกคนจึงออกไปดูหนังยกเว้นต้นกล้า

หลังจากทุกคนออกไปหมดแล้ว ต้นกล้าเดินมาหยุดข้างกำแพงบ้าน ชะเง้อคอมองเข้าไปในบ้านหลังนั้น แล้วต้นกล้าก็เห็นเด็กผู้ชายคนเดิมยืนอยู่ตรงหน้าต่าง ต้นกล้ายิ้มด้วยความดีใจเมื่อเด็กผู้ชายคนนั้นกวักมือเรียก

“เรียกเราเหรอ” ต้นกล้าทำมือชี้ที่ตัวเอง เด็กผู้ชายคนนั้นพยักหน้าพร้อมยิ้มให้ ต้นกล้าหันไปมองรอบๆ ก่อนตัดสินใจปีนต้นมะม่วงที่ปลูกไว้ริมกำแพง เข้าไปในบ้านหลังนั้น

********************************************************.

ต้นกล้าค่อยๆ กระโดดลงมายังพื้นข้างล่าง ซึ่งเด็กผู้ชายคนนั้นมายืนคอยรับอยู่แล้ว เมื่อลงมาถึงพื้น ต้นกล้าหันมาถาม

“นายอยู่ที่บ้านหลังนี้เหรอ”

“ใช่” เด็กผู้ชายตอบสั้นๆ เดินนำต้นกล้าเข้าไปในบ้าน ต้นกล้ารีบแนะนำตัวเอง

“เราชื่อต้นกล้า แล้วนายล่ะ ชื่ออะไร”

“เราชื่อหนึ่ง”

ต้นกล้าพยักหน้ารับรู้ พลางชวนคุยเรื่องทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่หนึ่งจะตอบคำถามแค่คำสั้นๆ เท่านั้น คุยกันได้พักใหญ่ หนึ่งก็ชวนต้นกล้าขึ้นไปนั่งเล่นในห้องนอน ซึ่งอยู่บนชั้นสองของบ้าน

ห้องนอนของหนึ่ง มีขนาดเท่ากับห้องนอนของต้นกล้า ภายในตกแต่งด้วยสีขาวล้วน ดูสะอาดสะอ้าน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้นกล้าเดินไปยืนตรงหน้าต่างห้องนอน แล้วพูดขึ้น

“เมื่อวานตอนที่เรากับพี่สาวเล่นฟุตบอลกัน นายก็ยืนดูอยู่ตรงนี้สิ”

“ใช่”

“แล้วทำไมพอเราชี้ให้พี่แตงดู นายต้องหลบด้วย”

“ไม่ได้หลบ แต่เราเดินมานอนบนเตียง”

“พ่อแม่นายไปไหน”

“ไม่อยู่”

“ไปทำงานเหรอ”

“อืม” หนึ่งพยักหน้าเนือยๆ หันไปมองรูปถ่ายที่แขวนไว้บนผนัง ต้นกล้ามองตามสายตาของหนึ่งไป

“นั่นรูปถ่ายครอบครัวนายเหรอ”

“ใช่ เรามีด้วยกันสามคนพ่อ แม่ ลูก” หนึ่งตอบโดยที่สายตาไม่ได้ละไปจากรูปถ่าย ต้นกล้ายังคงถามต่อ

“แสดงว่า เวลาพ่อกับแม่นายไปทำงาน นายก็อยู่บ้านคนเดียวสิ”

หนึ่งยิ้มเศร้าๆ แทนคำตอบพร้อมกับเหม่อมองไปข้างนอกหน้าต่าง ต้นกล้าเดินเข้ามาจับแขนหนึ่ง

“นี่ ถ้านายไม่มีเพื่อนเล่น เราจะมาเล่นกับนายเอง เอาไหม”

“จริงเหรอ!” หนึ่งหันมาถาม ดวงตาฉายแววดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“จริงสิ เราจะชวนพี่แตงมาเล่นกับนายด้วย นายจะได้ไม่เหงา”

“ความเหงากับเราอยู่ด้วยกันมานาน จนกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว” หนึ่งพูดช้าๆ ดวงตาเอ่อน้ำใสๆ ขึ้นมา ต้นกล้าหน้าเสีย รีบละล่ำละลักพูด

“ขอโทษนะ ถ้าเราทำให้นายไม่สบายใจ”

“ไม่เป็นไร ว่าแต่เราจะเล่นอะไรกันดีล่ะ”

“นายเคยดูมวยปล้ำไหม”

“มวยปล้ำ?”

“ใช่ เรามาเล่นมวยปล้ำกัน” ต้นกล้ายิ้มกว้าง เข้ามาจับมือหนึ่งให้ลุกขึ้นยืน

จากนั้นเสียงอึกทึกครึกโครมสลับกับเสียงหัวเราะของเด็กทั้งสองก็ดังลั่นไปทั่วห้อง จนได้เวลาที่พ่อกับแม่ใกล้จะกลับบ้าน ต้นกล้าก็หันมาบอกหนึ่ง

“หนึ่ง เรากลับก่อนนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ เราจะมาเล่นด้วยใหม่”

“ได้สิ แต่ว่าต้นกล้า สัญญากับเราข้อหนึ่งได้ไหม”

“อะไรเหรอ”

“อย่าบอกใครนะว่า นายแอบมาเล่นกับเราที่นี่”

“ทำไมล่ะ”

“เรากลัวว่าพ่อแม่นาย จะไม่ให้นายมาเล่นกับเราอีก สัญญาได้ไหม”

“พ่อกับแม่เราใจดีจะตาย พวกท่านไม่ว่าอะไรหรอก”

“แต่เราก็กลัวอยู่ดี นะ สัญญากับเรานะกล้า เราจะได้สบายใจ” หนึ่งพูดเสียงเศร้า มองต้นกล้าอย่างขอร้อง ต้นกล้ายิ้มกว้าง ก่อนพยักหน้ารับคำ

“ได้สิ เรื่องแค่นี้เอง”

“ขอบใจนะ”

ต้นกล้าหัวเราะเบาๆ วิ่งมาข้างล่าง ขณะที่กำลังคิดว่าจะทำยังไงกับกำแพงรั้ว หนึ่งก็ไปเอาบันไดไม้มาพาดกับกำแพง พร้อมทำมือเป็นทำนองให้ต้นกล้ารีบปีนบันไดข้ามกำแพง

“เจอกันพรุ่งนี้นะ” ต้นกล้าบอกก่อนจะปีนบันไดกลับออกไป

หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ต้นกล้ามักจะแอบมาเล่นกับหนึ่งเป็นประจำ บางวันต้นกล้าก็หยิบขนมหรือผลไม้ติดมือมาฝากหนึ่งด้วย แต่ต้นกล้าไม่เคยเจอพ่อแม่ของหนึ่งแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งต้นกล้าได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจไม่กล้าถาม

ผ่านไปหนึ่งเดือน เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ต้นกล้ากำลังจะออกไปเล่นเหมือนทุกวัน แตงกวาซึ่งกำลังนั่งพิมพ์รายงานวิชาภาษาไทยอย่างขะมักเขม้น ก็เงยหน้าจากแป้นพิมพ์ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์พร้อมกับถามขึ้นมา

“กล้า จะไปไหน”

“ก็ไปเล่นน่ะสิ”

“ไปเล่นที่ไหน”

“ก็แถวนี้แหละพี่แตง ถามทำไม”

“ทำไมจะถามไม่ได้ พี่อยากรู้ว่ากล้าไปเล่นแถวไหน เพราะพี่ลองไปถามเด็กแถวนี้แล้ว เขาบอกว่าไม่เคยเห็นกล้าออกไปเล่นกับพวกเขาเลย”

ต้นกล้าหลบสายตาพี่สาว หันไปมองทางอื่น

“พี่แตงอาจไปถามคนที่เขาไม่เคยเล่นกับกล้าก็ได้นี่ ไม่เอาแล้ว ไปดีกว่า” ต้นกล้าตัดบท รีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แตงกวามองตามอย่างสงสัยรีบวิ่งตามออกมา แต่ไม่เห็นต้นกล้าแล้ว

“ไปไหนนะ เร็วจริงๆ” แตงกวาบ่นอย่างหัวเสีย ก่อนหมุนตัวเดินเข้าบ้าน สายตาเหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนกอดอก จ้องมองเธอลงมาจากหน้าต่างชั้น 2 ของบ้านหลังที่อยู่ติดกัน

“เด็กคนนั้น ใครกัน ทำไมไม่เคยเห็น” แตงกวาคิดอย่างสงสัย เมื่อหันไปมองอีกครั้ง กลับไม่เห็นใคร บ้านทั้งหลังดูเงียบเชียบ ราวกับไม่มีคนอาศัยอยู่ แตงกวามองอยู่ครู่ใหญ่ก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน

หลังจากวันนั้น แตงกวาได้พยายามมองเข้าไปในบ้านหลังนั้นทุกวัน แต่ไม่เคยเห็นใคร จนกระทั่งวันหนึ่ง ต้นกล้าออกไปเล่นข้างนอกเหมือนปกติเช่นเคย

“แตงกวา ไปตามน้องหน่อยสิลูก ไปเล่นถึงไหน ป่านนี้ยังไม่กลับมากินข้าวอีก” เจษฎาพูดขึ้น หลังจากหนึ่งทุ่มผ่านไป ต้นกล้ายังไม่กลับมากินข้าว

“ค่ะพ่อ” แตงกวารับคำ รีบเดินไปยังสนามเด็กเล่นในหมู่บ้าน ครึ่งชั่วโมงผ่านไป แตงกวาก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาหน้าตาตื่น

“พ่อคะ แม่คะ กล้าไม่ได้อยู่ที่สนามเด็กเล่นในหมู่บ้านค่ะ”

“อ้าว ถ้างั้นกล้าไปเล่นที่ไหน” ภาวิดาพูดขึ้นมา เจษฎานิ่งไปนิด แล้วพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ลูกถามเด็กคนอื่นหรือเปล่าว่า น้องไปเล่นที่ไหน”

“ถามแล้วค่ะ แต่เด็กๆ บอกว่ากล้าไม่เคยไปเล่นกับพวกเขา” แตงกวาบอก

“ถ้ากล้าไม่ได้ไปเล่นกับเด็กๆ ในหมู่บ้าน แล้วกล้าไปเล่นที่ไหน” เจษฎาพูดด้วยความสงสัย ภาวิดาเริ่มใจเสีย ในใจห่วงต้นกล้ากลัวจะได้รับอันตราย

“เจษคะ แจ้งตำรวจดีไหมคะ”

“ใจเย็นๆ ก่อนดา บางทีตากล้าอาจจะไปเล่นที่บ้านเพื่อน ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านนี้ก็ได้”

“แต่ว่า”

“เดี๋ยวผมจะลองไปถามคนในหมู่บ้านดูก่อน ถ้าไม่เจอจริงๆ ค่อยแจ้งความ”

“ค่ะ งั้นคุณรีบไปเถอะค่ะ ดารู้สึกใจคอไม่ดีเลย”

“แตงกวาอยู่เป็นเพื่อนแม่นะลูก เดี๋ยวพ่อมา” เจษฎาหันมาสั่ง เดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว

**********************************************************

ก่อนหน้านั้นหนึ่งชั่วโมง

ต้นกล้าแอบมาหาหนึ่งที่บ้านเหมือนอย่างเคย วันนี้ทั้งคู่ชวนเล่นซ่อนหาภายในบ้าน โดยหนึ่งให้ต้นกล้าเป็นคนแอบ และตัวเองเป็นคนหา ซึ่งน่าแปลกตรงที่ ไม่ว่าต้นกล้าจะซ่อนตรงไหน หนึ่งก็สามารถหาต้นกล้าเจอในเวลาอันรวดเร็ว จนต้นกล้านึกสงสัยอยู่ในใจ จนกระทั่ง..

“หนึ่ง เราต้องกลับบ้านแล้ว ป่านนี้ทุกคนคงรอกินข้าวพร้อมเราอยู่”

“นายเล่นกับเราอีกสักพักได้หรือเปล่า”

“ไม่ได้หรอกหนึ่ง ขืนกลับช้าเดี๋ยวจะโดนพ่อดุเอา” ต้นกล้าปฏิเสธ ทำให้หนึ่งมีสีหน้าสลดลง แล้วพูดขึ้น

“ได้ แต่ว่าเรามาเล่นซ่อนหากันอีกรอบ คราวนี้นายเป็นคนหา ถ้าหาเราเจอ นายก็กลับบ้านได้ แต่ถ้าหาไม่เจอ นายต้องอยู่กับเราที่นี่นะ สัญญาได้ไหม” ท้ายประโยค น้ำเสียงหนึ่งฟังดูเยือกเย็นชอบกล แต่ต้นกล้าไม่ทันสังเกต ความที่ต้องการรีบกลับบ้าน ทำให้ต้นกล้ารับปาก

“ได้ นายรีบไปหาที่ซ่อนสิ รับรองเลยว่าไม่เกินสิบนาที เราหานายเจอแน่”

“หึ หึ เราจะคอยดูนะกล้า แต่อย่าลืมคำพูดเมื่อกี้นี้ล่ะ” หนึ่งหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้ต้นกล้าหันมามองอย่างแปลกใจ แต่ร่างของหนึ่งไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ต้นกล้าเกาหัวเบาๆ

“หายไปไหนแล้ว ไวจริงแฮะ”

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะ ต้นกล้าวิ่งหาหนึ่งทุกซอกทุกมุมจนทั่วบ้าน แต่กลับไร้วี่แววของหนึ่ง บ้านทั้งหลังเงียบสงัด ไร้ซึ่งสรรพเสียงของสิ่งมีชีวิตใดๆ เป็นความเงียบที่ชวนให้อึดอัด เหมือนกับหลุดเข้ามาอยู่ในอีกโลกหนึ่งก็ไม่ปาน

“ไปแอบที่ไหนนะ” ต้นกล้าบ่นอย่างหงุดหงิด ก้มมองนาฬิกาข้อมือเป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว ต้นกล้าหันไปมองกำแพงบ้านที่อยู่ติดกัน ในใจนึกกลัวว่าพ่อจะดุ รีบเดินเข้ามาข้างในบ้าน ตะโกนออกมาเสียงดัง

“หนึ่ง นายอยู่ไหน! เรายอมแพ้แล้ว ออกมาเถอะ เราจะรีบกลับบ้าน ป่านนี้ที่บ้านคงคอยเราแย่แล้ว!”

เงียบ ไม่มีเสียงตอบกลับมา ต้นกล้าตะโกนอีกสองครั้ง ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ต้นกล้ายืนคอยอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นหนึ่งออกมาจึงตัดสินใจเดินออกมาจากตัวบ้าน ยังไม่ทันจะก้าวขาพ้นจากประตูบ้าน

“นายจะไปไหน” จู่ๆ หนึ่งปรากฏกายขวางหน้า ทำให้ต้นกล้าหยุดนิ่งด้วยความตกใจ

“นะ..นายโผล่มาจากไหน ทำไมเราไม่เห็น”

“เราถามว่านายจะไปไหน!” หนึ่งไม่ตอบคำถาม แต่กลับถามย้ำคำเดิม ดวงตาฉายแววไม่พอใจ มองต้นกล้าเขม็งจนต้นกล้ารู้สึกกลัว เพราะไม่เคยเห็นหนึ่งเป็นแบบนี้มาก่อน

“เราจะกลับบ้าน นี่มันใกล้จะสองทุ่มแล้ว” ต้นกล้าบอก แต่ต้องผงะถอยหลัง เมื่อใบหน้าหนึ่งบิดเบี้ยวไปมา มองต้นกล้าด้วยดวงตาแดงก่ำ แทบจะถลนออกมานอกเบ้า

“จะกี่โมงก็ช่าง! แต่เราไม่ให้นายไปไหนทั้งนั้น! นายต้องอยู่กับเราที่นี่ ได้ยินไหม!” หนึ่งแผดเสียงออกมาดังลั่นอย่างเกรี้ยวกราด ต้นกล้าหน้าเสีย รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่ยังทำใจดีสู้เสือ พูดน้ำเสียงนุ่มนวล

“เราอยู่กับนายไม่ได้จริงๆ ป่านนี้พ่อกับแม่คงรอเราแย่แล้ว ไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาเล่นกับนายใหม่ เราสัญญาว่าจะรีบมา”

“ไม่มีพรุ่งนี้อะไรทั้งนั้น!” หนึ่งตวาดเสียงดัง หลอดไฟบนฝ้าเพดานสั่นสะเทือน ส่งเสียงดังเปรี๊ยะก่อนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ร่วงลงมากระทบพื้นห้องเฉียดร่างต้นกล้าไปนิดเดียว ต้นกล้าหน้าถอดสี ขยับเท้าถอยหลังโดยอัตโนมัติ หนึ่งมองท่าทางของต้นกล้าอย่างเสียใจ

“กล้า นายสัญญาแล้วว่าจะอยู่กับเราที่นี่ อย่าผิดสัญญาสิ” หนึ่งเริ่มร้องไห้พลางเดินเข้ามาหาต้นกล้า ลมเย็นพัดผ่านประตูเข้ามาปะทะใบหน้าต้นกล้าอย่างจัง ต้นกล้ารีบยกมือปิดจมูกเมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยมา ใจเต้นโครมคราม เหงื่อซึมตามฝ่ามือจนชื้นไปหมด

“ยะ อย่าเข้ามานะ” ต้นกล้าพูดเสียงสั่นเครือ ถอยหลังด้วยความหวาดกลัว เมื่อหนึ่งขยับก้าวเข้ามาใกล้ทุกขณะ หนึ่งมองต้นกล้าน้ำตาคลอ พูดเสียงสั่นปนสะอื้น

“กลัวทำไม เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ นายเป็นคนพูดเองว่าจะเล่นกับเรา มาอยู่กับเรานะกล้า เราเหงา เราไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว” หนึ่งยื่นมือมาคว้าไหล่ของต้นกล้าเอาไว้ จ้องตาต้นกล้าเขม็ง

ต้นกล้าสะดุ้งเฮือก รู้สึกเหน็บหนาวไปถึงขั้วหัวใจ ร่างของหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าดูพร่าเลือน คล้ายกลุ่มควันขนาดใหญ่ เคลื่อนตัวมาโอบล้อมร่างต้นกล้าเอาไว้

“อยู่กับเรานะกล้า เราไม่มีใครนอกจากนาย พวกเราจะอยู่ที่นี่ด้วยกัน ตลอดไป!” เสียงกระซิบเยือกเย็นลอยมาแผ่วเบาจากกลุ่มควันที่โอบล้อมอยู่รอบกาย ใบหน้าต้นกล้าซีดขาวราวกับกระดาษ ร่างสั่นสะท้านซวนเซไปมาคล้ายทรงตัวไม่อยู่ ก่อนจะทรุดฮวบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นห้อง

*******************************************************

ด้านเจษฎาก็ตระเวนตามหาต้นกล้าจากบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน โดยไล่หาไปทีละหลัง แต่คำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่มีใครเห็นต้นกล้า ยิ่งไปกว่านั้น เด็กๆ ในหมู่บ้านทุกคนต่างยืนยันว่า ต้นกล้าไม่เคยมาเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ที่สนามในหมู่บ้าน ทำให้เจษฎามีสีหน้าเคร่งเครียด รีบกลับมาที่บ้านโดยมีวิชิต รปภ.ประจำหมู่บ้านกับณรงค์ เพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและคุ้นเคยกันดีตามมาด้วย

“เจษคะ แล้วลูกล่ะ ลูกอยู่ไหน” ภาวิดาวิ่งถลาเข้ามาถามอย่างร้อนใจ เจษฎาส่ายหน้าไปมาพลางทรุดกายนั่งบนเก้าอี้พร้อมกับยกมือลูบหน้า ภาวิดาหน้าซีดเผือด น้ำตาปริ่มขึ้นมา แตงกวาหน้าเสีย นึกเป็นห่วงน้องจับใจ ก่อนถามขึ้นมา

“คุณพ่อหาครบทุกบ้านแล้วหรือคะ”

“ใช่จ้ะ”

“รวมทั้งบ้านหลังข้างๆ ที่อยู่ติดกับเราด้วยหรือเปล่าคะ” แตงกวาถามต่อ วิชิตกับณรงค์สะดุ้ง หันมามองหน้ากัน แล้ววิชิตก็พูดขึ้น

“บ้านข้างๆ ไม่มีคนอยู่ครับ หนูแตงกวา”

“ไม่มีคนอยู่เหรอคะ”

“ใช่จ้ะ บ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่มานานแล้ว ถ้าอาจำไม่ผิด น่าจะสักสามหรือสี่ปีได้มั้ง” ณรงค์บอก

“แต่หนูเคยเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าต่างบนชั้นสองของบ้าน ตากล้าก็เคยเห็น”

วิชิตกับณรงค์เบิกตากว้างด้วยความตกใจกับคำบอกเล่าของแตงกวา ในขณะที่ภาวิดารีบหันมาถาม

“จริงหรือลูก แล้วเห็นเมื่อไหร่”

“หนูเห็นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะแม่ ตอนที่วิ่งตามน้องออกไปข้างนอก เขายืนมองหนูจากชั้นสองของบ้าน แต่หนูเห็นแค่แวบเดียวนะคะ เพราะพอหันไปมองอีกครั้ง เขาก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ตากล้าเคยเห็นก่อนหน้านั้น” แตงกวาทำท่านึก แล้วพูดเหมือนนึกขึ้นได้

“ใช่แล้วค่ะ เมื่อเดือนก่อน ตอนที่หนูกับกล้าเล่นฟุตบอลกัน กล้าชี้ให้หนูดูเด็กผู้ชายยืนอยู่บนชั้นสองของบ้านข้างๆ แต่หนูไม่เห็นใคร หนูยังว่ากล้าตาฝาดไปเอง หลังจากนั้นมากล้าก็ออกไปเล่นนอกบ้านทุกวัน”

ได้ยินดังนั้น วิชิตกับณรงค์ก็คว้ามือเจษฎาให้เดินตามมาข้างนอก

“มีอะไรหรือครับ” เจษฎาถาม มองท่าทางของณรงค์กับวิชิตอย่างสงสัย ณรงค์กับวิชิตกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอพลางเหลือบตามองไปยังกำแพงบ้านหลังที่อยู่ติดกันด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แล้ววิชิตก็พูดขึ้น

“ผมว่าหนูต้นกล้า อาจจะอยู่ในบ้านหลังข้างๆ นี้ก็ได้ครับ”

“แต่เมื่อกี้พวกคุณบอกว่า บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่นี่ครับ แล้วตากล้าจะเข้าไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง”

“นั่นล่ะครับที่เป็นปัญหา เพราะเมื่อห้าปีก่อน บ้านหลังนั้นมีครอบครัวหนึ่งมาซื้อเอาไว้ ครอบครัวนี้มีด้วยกันสามคน คือพ่อแม่และลูกชาย ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าหนึ่ง เอ่อ..ผมหมายถึงลูกชายของเขานะครับ ถ้าหนึ่งยังอยู่ จะอายุเท่ากับต้นกล้าในตอนนี้หรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะรุ่นเดียวกัน หรือไม่ก็อาจจะแก่กว่าสักปีหรือสองปี”

“เดี๋ยวก่อนครับ คุณณรงค์บอกว่า ถ้าเขายังอยู่ก็น่าจะรุ่นเดียวกับตากล้า หมายความว่ายังไงครับ”

“คืออย่างนี้ครับ หลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน หนึ่งก็ล้มป่วยและนอนซมอยู่แต่ในบ้าน เห็นว่าแกป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว แต่เพิ่งมารู้ก็ตอนที่อาการหนักมากแล้วครับ หลังจากล้มป่วยได้สองเดือน แกก็เสียชีวิต พ่อของเด็กคนนั้นบอกว่า แกนอนหลับอยู่บนเตียงตามปกติ เหมือนทุกวันที่เคยเป็น เพียงแต่ว่า...เช้าวันนั้น แกหลับยาวไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีกเลย” ณรงค์เล่าให้ฟัง น้ำเสียงเศร้าสร้อย

“แสดงว่า แกตายในบ้านหรือครับ” เจษฎาครางเสียงเบา

“ครับ ผมจำได้ว่าคุณศักดิ์ชัยกับคุณลัดดา ซึ่งเป็นพ่อแม่ของเด็กคนนั้น ร้องไห้แทบจะตายตามกันไปเลยทีเดียว เพราะมีลูกอยู่คนเดียว พวกเขาเลยเก็บศพลูกชายไว้ในบ้าน โดยจัดให้นอนบนเตียง เหมือนตอนที่แกยังมีชีวิตอยู่ ทำให้ผู้คนในละแวกนี้กลัวกันหมด พอตกเย็น ไม่มีใครกล้าเดินผ่านบ้านหลังนี้หรอกครับ เพราะเคยมีคนเห็นเด็กผู้ชายยืนมองลงมาจากหน้าต่างชั้นสองของบ้าน บ้างก็เห็นแกนั่งแกว่งขาเล่นอยู่บนหลังคา”

“พวกเราจึงปรึกษากันและเข้าไปคุยกับคุณศักดิ์ชัย บอกให้รู้ว่า ทุกคนกลัว อยากให้นำร่างของหนึ่งไปเผา เพื่อที่วิญญาณเด็กจะได้ไปสู่สุคติ ตอนแรกแกไม่ยอม แต่พวกเราก็ไม่ละความพยายาม อุตส่าห์แวะเวียนมาหาแกที่บ้านทุกวัน แต่จะมาเฉพาะช่วงเช้านะครับ คือถ้ามาค่ำๆ ก็เกรงว่าจะเจอเด็กคนนั้นเข้า” ณรงค์เล่าไปพลางปาดเหงื่อไปพลาง แล้วพูดต่อ

“พวกเราใช้ความพยายามนานเป็นปีเลยล่ะครับ จึงสามารถเกลี้ยกล่อมคุณศักดิ์ชัยให้ใจอ่อน ยอมนำร่างลูกชายไปเผาได้เป็นผลสำเร็จ หลังเผาลูกชายได้ไม่นาน คุณศักด์ชัยกับเมียก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น ส่วนบ้านหลังนี้ก็ปล่อยทิ้งไว้ คุณศักดิ์ชัยบอกว่า ลูกชายรักบ้านหลังนี้มาก แกจึงไม่อยากขาย แต่มีจ้างบริษัททำความสะอาดให้เข้ามาทำความสะอาดทุกๆ 3 เดือน ซึ่งหลังจากเผาร่างเด็กคนนั้นแล้ว ไม่เคยมีใครเห็นแกอีกเลยครับ”

เจษฎามีสีหน้าเคร่งเครียดกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ หากเป็นอย่างนั้นจริงๆ วิญญาณเด็กที่ทุกคนเคยเห็นและได้หายไปนานหลายปี ทำไมจู่ๆ ถึงได้โผล่มาให้ลูกๆ ของเขาเห็น และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ วิญญาณที่ว่านั่น เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของต้นกล้า ลูกชายของเขาหรือเปล่า ถ้าใช่..เขาจะทำยังไงดี

“สมมุติว่าหนูต้นกล้าหายเข้าไปในบ้านหลังนั้นจริงๆ ผมเกรงว่า..” วิชิตพูดน้ำเสียงหนักใจ

“ผมจะเข้าไปที่บ้านหลังนั้น เพื่อเอาลูกผมกลับมา” เจษฎาบอกน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว เป็นไงเป็นกัน เขาไม่ยอมให้ใครหรืออะไรก็ตาม มาขโมยลูกชายของเขาไปเด็ดขาด

“จะดีหรือครับ คือฝ่ายโน้น เอ่อ..ไม่ใช่คนเหมือนเรานะครับ” ณรงค์ท้วงเสียงอ่อน หันไปมองกำแพงบ้านที่อยู่ห่างออกไปเกือบยี่สิบเมตรด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น แต่ต้องสะดุ้ง เมื่อเห็นแมวสีดำตัวใหญ่นั่งอยู่บนกำแพง จ้องมองมาที่กลุ่มของเจษฎาเขม็ง ดวงตาคู่นั้นของมันแดงก่ำ วาวโรจน์เป็นประกาย

“คุณณรงค์! คุณณรงค์เป็นอะไรหรือเปล่าครับ!” วิชิตเขย่าแขนณรงค์เบาๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนกาย ณรงค์กะพริบตาสองสามครั้ง มองไปที่กำแพงอีกครั้ง แต่ไม่เห็นแมวตัวนั้นแล้ว จึงหันมายิ้มแห้งๆ ให้เจษฎากับวิชิต

“เอ่อ..ปละ เปล่าครับ คือผมคิดว่า ถ้าจะเข้าไปที่บ้านหลังนั้นจริงๆ ควรรอให้เช้าก่อน น่าจะดีกว่าครับ”

“ไม่ล่ะครับ ผมรอให้ถึงเช้าไม่ไหว ผมจะเข้าไปตอนนี้ คุณณรงค์กับคุณวิชิตไม่ต้องตามเข้าไปก็ได้ครับ” เจษฎาบอก แต่วิชิตรีบยกมือขึ้นขัดแล้วพูดขึ้น

“พวกผมจะเข้าไปด้วยครับ เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากล จะได้ช่วยกันได้ จริงไหมครับ คุณณรงค์” วิชิตหันมาพยักหน้ากับณรงค์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เจอไม้นี้เข้าไป ณรงค์ได้แต่ยิ้มเจื่อน จำใจพยักหน้ารับ เอาวะ ผู้ใหญ่ตั้งสามคน จะสู้กับผีเด็กไม่ได้ให้มันรู้ไป แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ณรงค์ก็อดใจฝ่อไม่ได้อยู่ดี

เมื่อตกลงกันเรียบร้อย เจษฎาก็เข้าไปเล่าเรื่องราวให้วิกานดากับแตงกวาฟัง และขอให้ทั้งคู่รออยู่ในบ้าน ส่วนพวกตนจะเข้าไปหาต้นกล้าในบ้านหลังที่อยู่ติดกัน

“ดาไปด้วยค่ะคุณ”

“หนูไปด้วยค่ะ”

“คุณกับลูกรอฟังข่าวอยู่ที่นี่ดีกว่า ขืนตามไปด้วย ผมจะห่วงหน้าพะวงหลังซะเปล่าๆ” เจษฎาปฏิเสธ แต่วิกานดากับแตงกวาไม่ยอม ยืนกรานเสียงแข็งจะขอตามไปด้วย เดือดร้อนวิชิตกับณรงค์ต้องช่วยกันพูดอีกแรง ทั้งคู่จึงยอมอยู่ที่บ้าน แต่ไม่วายกำชับพวกเจษฎาให้ระวังตัว เพราะไม่รู้ว่าจะเจออะไรรออยู่ในบ้านหลังนั้นบ้าง

“ขอบใจจ้ะ แล้วพวกผมจะรีบกลับมา” เจษฎาบอกก่อนหันไปพยักหน้าให้วิชิตกับณรงค์ จากนั้นทั้งสามคนก็เดินออกจากประตูบ้าน โดยมีสายตาของวิกานดาและแตงกวามองตามหลังไปด้วยความเป็นห่วง

******************************************************

เจษฎา วิชิตและณรงค์เดินมาหยุดหน้าประตูรั้วบ้านหลังที่อยู่ติดกัน น่าแปลกตรงที่ ทั้งที่เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นเหมือนกัน แต่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บ้านที่อยู่ตรงหน้าพวกเจษฎาในขณะนี้ ดูเงียบเหงา อ้างว้างและวังเวง แฝงไปด้วยกลิ่นไอเย็นยะเยือกแปลกประหลาดบางอย่าง ที่แผ่กระจายออกมาจนทุกคนรู้สึกได้

เงาของต้นมะม่วงขนาดใหญ่ที่ปลูกข้างรั้วกำแพง พาดผ่านตัวบ้านเป็นทางยาว เกิดเงาดำทะมึนขนาดใหญ่ปกคลุมบ้านทั้งหลังจนมืดมิด เมื่อรวมกับเสียงเสียดสีกันเบาๆ ของกิ่งก้านต้นไม้น้อยใหญ่ที่ปลูกอยู่บริเวณโดยรอบแล้ว ทำให้ณรงค์เกิดอาการถอดใจ อยากหันหลังกลับซะเดี๋ยวนั้น แต่ติดตรงที่เจษฎากับวิชิตฉุดมือเอาไว้

“พร้อมหรือยังครับ” วิชิตเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกพรั่นพรึง ยอมรับว่า ตนเองเริ่มเกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้องเช่นกัน แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จะให้ถอยหลังกลับก็ใช่ที่ ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ คงมีเพียงแค่เดินหน้าลุยอย่างเดียวเท่านั้น

“พร้อมครับ” เจษฎาตอบเสียงหนัก ความที่เป็นห่วงลูกชายซึ่งหายตัวไป ทำให้เจษฎาไม่สนใจกับสภาพบ้านที่เห็นตรงหน้าแม้แต่น้อย ในใจคิดเพียงอย่างเดียวว่า จะพาต้นกล้าออกมาจากบ้านหลังนี้ได้อย่างไร แค่คิดก็หนักใจแล้ว แต่เรื่องจะให้ถอยหลังกลับไปโดยทิ้งลูกชายไว้ที่นี่นั้น เลิกคิดไปได้เลย

“พะ พร้อม ชะ เช่นกัน ครับ” ณรงค์ตอบตะกุกตะกัก ถ้าไม่ติดว่าเจษฎากับวิชิตยืนอยู่ข้างๆ ล่ะก็ ป่านนี้ ณรงค์คงแผ่นแน่บตั้งแต่เห็นสภาพบ้านแล้ว ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า เผ่นตั้งแต่เห็นแมวดำบนกำแพงนั่นต่างหาก

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเลยครับ” วิชิตเอื้อมมือมาถอดสลักกลอนตรงประตูรั้ว จากนั้นเปิดประตูเดินนำเจษฎากับณรงค์เข้ามาในบริเวณบ้าน ขณะที่เดินผ่านสนามหญ้าหน้าบ้าน เจษฎาอดถามขึ้นมาไม่ได้

“ทำไมจึงไม่มีกุญแจหรือโซ่คล้องประตูรั้วล่ะครับ เจ้าของไม่กลัวโจรเข้ามาขโมยของหรือครับ”

“ใครที่ไหนจะกล้าเข้ามาขโมยของในบ้านหลังนี้ล่ะครับ ถึงเรื่องนั้นจะเงียบหายไปเป็นปีๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงอยู่ดี โธ่! ก็ดูสภาพบ้านซะก่อนสิครับ แค่เห็นสภาพบ้านก็ใจฝ่อกันหมดแล้ว” วิชิตตอบเสียงเบา

เจษฎาพยักหน้าเข้าใจ คงจะจริงอย่างที่วิชิตบอก เพราะขนาดตัวเขาเอง ถ้าไม่ติดว่าต้องมาตามหาต้นกล้าในนี้ เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จะกล้าเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ตามลำพังหรือเปล่า

อีกไม่กี่ก้าว จะถึงประตูบ้านที่ปิดสนิท ทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังใกล้เข้ามา จึงชะงักเท้าอยู่กับที่พร้อมกับเงี่ยหูฟัง เสียงมันดัง แต๊ก..แต๊ก..แต๊ก ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายเสียงรองเท้าเกี๊ยะที่ย่ำลงบนพื้นไม้ ฟังจากลักษณะของเสียงที่ได้ยิน ทั้งสามคนคิดตรงกันว่า คนใส่ต้องตัวใหญ่มากเพราะเสียงดังหนักแน่นเหลือเกิน และคนใส่จงใจเดินเอาส้นเท้าลงก่อน ไม่อย่างนั้น เสียงคงไม่ดังชัดเจนแบบนี้หรอก แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เสียงที่ได้ยินมันดังมาจากด้านหลังพวกเขานี่เอง!

เจษฎา วิชิตและณรงค์หันขวับมามองด้านหลังพร้อมกัน เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เดินย่ำพื้นถนนตรงมาที่พวกเขายืนอยู่ เมื่อไล่สายตามองไปที่ขาของเด็กคนนั้นพบว่า เขาเดินด้วยเท้าเปล่า แล้วเสียงรองเท้าเกี๊ยะที่ดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ มาจากไหน?

เด็กคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ทุกขณะ เสียงแต๊ก..แต๊ก..แต๊ก ดังทุกครั้ง ที่เขาขยับเท้าย่ำลงไปบนพื้น ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสามคนเกิดอาการหายใจไม่ทั่วท้อง ในที่สุด เขาก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตร

“สวัสดียามค่ำฮะ” เสียงแหลมเล็กเยือกเย็น ดังมาจากปากของเด็กคนนั้น ซึ่งเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้ เจษฎาผงะถอยหลังอย่างตกใจ เพราะดวงตาของเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าแดงก่ำราวกับเลือด สะท้อนแสงแวววาวอยู่ในความมืด ในขณะที่ณรงค์กับวิชิตแทบล้มทั้งยืน เมื่อเห็นหน้าเด็กคนนั้นชัดๆ เพราะเขาคือ หนึ่ง เด็กชายที่เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อนนั่นเอง!

“พวกน้ามาทำอะไรที่บ้านของผมหรือฮะ” หนึ่งถามน้ำเสียงเย็นเยียบ มองพวกเจษฎาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ณรงค์กับวิชิตหน้าซีดเผือด เกิดอาการหายใจติดขัดขึ้นมา จนต้องถอยมายืนด้านหลังเจษฎาพร้อมกัน

“น้ามาตามหาลูกชาย ชื่อต้นกล้า หนูรู้จักไหม” เจษฎาพูดขึ้นมา หลังจากตั้งสติได้แล้ว

“ต้นกล้าเหรอฮะ?” หนึ่งหัวเราะแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เดินเข้ามาใกล้เจษฎาอีกนิด เจษฎากลั้นหายใจแทบไม่ทัน เมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากร่างของหนึ่ง แต่ฝืนใจส่งยิ้มให้

“ใช่ หนูเคยเห็นหรือเปล่า”

หนึ่งไม่ตอบ แต่เดินเฉียดร่างเจษฎาไปที่ประตู เปิดประตูบ้านให้กว้างออก ไอเย็นแปลกประหลาดแผ่กระจายออกมาสัมผัสผิว จนพวกเจษฎาขนลุกชันไปทั้งตัว หนึ่งหันมามองเจษฎา แล้วพูดขึ้น

“คุณน้า จะเข้ามาข้างในด้วยกันกับผมไหมฮะ เผื่อบางที...อาจจะเจอต้นกล้า”

เจษฎามองเข้าไปข้างในซึ่งมืดสนิท แสงจันทร์ข้างขึ้นส่องลอดหน้าต่างเข้ามากระทบพื้นห้องเกิดเป็นเงาสลัว เจษฎาอยากจะคิดว่าตนตาฝาด เมื่อเห็นม่านหมอกบางเบาลอยปกคลุมอยู่ภายในบ้าน

“ว่ายังไงฮะ จะเข้ามาหาต้นกล้าข้างในหรือเปล่า” หนึ่งถามน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ปากบางแดงระเรื่อแย้มออกเล็กน้อยคล้ายจะส่งยิ้มให้ ขัดกับแววตาเยาะหยันที่มองมาอย่างท้าทาย เจษฎาเม้มปากแน่น สูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้งเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจ

“ไปสิ น้าจะเข้าไป”

หนึ่งยิ้มอย่างพอใจ ก้าวนำเข้าไปข้างใน เจษฎารีบตามไป ณรงค์กับวิชิตยืนนิ่งตะลึง อ้าปากร้องห้ามไม่ทัน แต่ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเสียงกระซิบเยือกเย็นดังขึ้นจากด้านหลัง

“แล้วพวกน้าสองคน ไม่เข้าไปด้วยกันหรือฮะ”

ณรงค์กับวิชิตปากสั่นระริกด้วยความกลัว ค่อยๆ หันกลับมามองด้านหลัง เห็นหนึ่งยืนกอดอกจ้องมองมาด้วยดวงตาวาววับ ทั้งคู่อยากจะขยับเท้าวิ่งหนีก็ก้าวไม่ออก ได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น

หนึ่งหัวเราะเสียงแหลม ยื่นหน้าเข้ามาใกล้และส่งยิ้มให้ แต่เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวเหลือเกิน เมื่อรวมกับดวงตาแดงก่ำคล้ายเลือดคู่นั้นด้วยแล้ว ณรงค์กับวิชิตก็อยากจะกลั้นใจตายไปให้รู้แล้วรู้รอด

“ทำไมไม่ตอบล่ะฮะ”

“คะ..คะ.คือ.. ปะ..ปะ.ไป..ไปจ้ะ” วิชิตตอบเสียงสั่น ฉุดมือณรงค์วิ่งเข้าไปในบ้านทันที หนึ่งมองตามไปก่อนแสยะยิ้มออกมา ร่างค่อยๆ เลือนหายไปจากตรงนั้น พร้อมๆ กับประตูบ้านที่ปิดเข้าหากันเสียงดังปัง!

*******************************************************




thongyod
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 9 ม.ค. 2555, 17:25:50 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 9 ม.ค. 2555, 17:25:50 น.

จำนวนการเข้าชม : 1878





   ตอนจบ >>
แมวสามสี 9 ม.ค. 2555, 19:22:30 น.
ดีใจจังเลยค่ะที่เห็นนิยายของคุ
ณทองหยอด คิดถึงนะคะ ^^ ขอให้หายป่วยไวๆ นะคะ รออ่านเฮียภพกับหนูลินค่า ^-^


Siang 9 ม.ค. 2555, 20:57:23 น.
มาไม่ทัน โดนคุณแมวสามสีตัดหน้าซะงั้น ดีใจที่คุณทองหยอดมีเรื่องใหม่มาให้อ่านคั่นเวลา แต่ก็ยังรอ ร้อ รอ เฮียภพอยู่นะคะ ปล. ขอให้หายป่วยเร็วๆนะคะ


Pat 9 ม.ค. 2555, 23:10:39 น.
กินน้ำเยอะๆ งดชาเย็น นอนไวๆจะได้หายเร็วๆ


คิมหันตุ์ 9 ม.ค. 2555, 23:16:22 น.
โอ้ว...มีเรื่องสั้นมาให้อ่าน

ปล. หายไวๆนะคะ


รอรัก 10 ม.ค. 2555, 09:33:05 น.
โอ๊ยยยยยย พี่ปู ขนลุก นี่ถ้าอ่านตอนกลางคืนสงสัยจะขวัญผวา


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account