ดอกไม้ในมือมาร ตอน กับดักรักบ่วงมาร

Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: 4 : อุบัติเหตุ

เวหาออกจากคลับแล้วตรงขึ้นไปยังชั้นบนสุดของโรงแรมซึ่งเขาใช้เป็นทั้งห้องพักและห้องทำงานในคราวเดียวกันเพราะบางเวลาก็ต้องมานั่งบริหารงานที่นี่ เพียงแต่เขาจะแวะเข้ามาเป็นครั้งคราวเท่านั้นเนื่องจากเขาจะนั่งประจำอยู่ที่อาคารสำนักงานใหญ่ของ พี วาย กรุ๊ป

เมื่อครู่อลงกรณ์โทรมารายงานความคืบหน้าเรื่องปาปารัสซีที่เขาให้ไปตามสืบ เวหาใจร้อนอยากรู้รายละเอียดทั้งหมดที่คนสนิทได้มาจึงนัดให้มาพบกับเขาที่นี่ และไม่ถึงครึ่งชั่วโมงถัดมาลูกน้องคนสนิทก็มาโผล่ที่หน้าห้องพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ

“รู้ตัวแล้วใช่ไหมว่าเป็นใคร” เวหาเอ่ยถามก่อนจะรับซองเอกสารฉบับนั้นมาถือเอาไว้

“ครับ ก็เป็นนักข่าวคนหนึ่งของบริษัทฯ นั่นแหละครับ ไม่ใช่ปาปารัสซีมือสมัครเล่น ได้ข่าวว่าเธอเป็นนักข่าวมือหนึ่งประจำสำนักพิมพ์เสียด้วย ดูเหมือนบรรณาธิการสยามเดลี่จะไว้ใจเธอมาก” อลงกรณ์รายงานให้เจ้านายฟังเรื่อยๆ เขาใช้เวลาในการส่งคนเข้าไปคลุกวงในอยู่เป็นเดือน ข้อมูลที่ได้มาจึงค่อนข้างจะละเอียดและมีความถูกต้องสูง

“เธอ? แสดงว่าเป็นผู้หญิงน่ะสิ” เวหาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าปาปารัสซีตัวแสบนั้นเป็นผู้หญิง

“ครับ เป็นผู้หญิง” ลูกน้องคนสนิทตอบด้วยความมั่นใจ

“แน่ใจนะว่าไม่ผิดตัว”

“แน่ใจครับ คนของผมแทบจะเข้าไปกินอยู่หลับนอนกับพวกสยามเดลี่ ทีแรกเขาก็ปิดกันเงียบรู้เรื่องแค่ไม่กี่คนหรอกครับ แต่เงินก็ช่วยเราได้เยอะเหมือนกัน”

“ฉันเชื่อในฝีมือของนาย” เวหาบอกอย่างเชื่อมั่นในตัวลูกน้องเพราะไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง

“แล้วคุณเวหาจะให้ผมจัดการอย่างไรต่อไปครับ”

“ยังก่อน ตอนนี้นายกลับไปได้แล้ว ถ้ามีอะไรเดี๋ยวฉันจะเรียกอีกที ขอบใจมาก” เวหากล่าวเป็นเชิงไล่ แต่ในใจคิดว่าสิ้นปีนี้น่าจะเพิ่มโบนัสให้ลูกน้องคนสนิทอีกสักเท่าตัว

“ครับ” อลงกรณ์ก้มศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะก้าวออกจากห้องนั้นไปเงียบๆ

เวหายกมือขึ้นลูบริมฝีปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ แกะซองเอกสารในมือออกอย่างใจเย็นที่สุด ผิดกับตอนก่อนหน้านี้ลิบลับ อาจเพราะว่าบัดนี้เขาได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังถือไพ่เหนือกว่ายัยปาปารัสซีตัวแสบนั่นกระมัง

“สกุณา ธีรธาดา” เวหาอ่านชื่อเต็มของปาปารัสซีตัวแสบแล้วบิดปากอย่างหมิ่นแคลน

กระดาษแผ่นแรกเป็นประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ของเธอ รวมถึงประวัติการทำงานที่ผ่านมา

“อายุแค่ 23 แต่มีฝีมือในการทำงานดีขนาดนี้ น่าเสียดาย ที่อีกไม่นานก็ต้องดับเสียแล้ว” สุ้มเสียงของพ่อหนุ่มนัยน์ตายิ้มได้นั้นเย็นเยียบ แววตาที่เคยเปล่งประกายระยับแปรเปลี่ยนไปเป็นสงบนิ่งยากที่จะคาดเดา

“สถานภาพโสดเสียด้วย…แน่ล่ะ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเสียขนาดนี้ ผู้ชายคนไหนจะเอา” เวหาอ่านแล้วก็วิจารณ์ไปพร้อมกัน ยังไม่เห็นรูปถ่ายของแม่ปาปารัสซีสาวเนื่องจากอยู่ในซองเล็กที่แยกออกจากกันต่างหาก

แวบแรกที่เขาเปิดซองเล็กออกแล้วหยิบรูปถ่ายขนาด 4x6 นิ้วออกมาพลิกดู เขารู้สึกสะดุดตากับรูปหน้าหัวใจและริมฝีปากรูปกระจับ ก่อนจะไล่สายตาขึ้นไปมองดวงตากลมโตทั้งคู่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น

“เคยเห็นที่ไหนนะ” เวหารำพึงกับตัวเองพลางครุ่นคิด และเพียงครู่เดียวเท่านั้นดวงตาสีนิลก็เปล่งประกายจ้า ภาพของหญิงสาวชุดแดงในคลับที่เขาเพิ่งพบเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาก็ปรากฏขึ้นในหัว

“ยาใจเหรอ?” เขาถามตัวเองเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ชั่วแวบหนึ่งที่เกิดความรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก แต่วินาทีถัดมาความโกรธกรุ่นก็แล่นเข้ามาแทนเพราะเขาถูกเธอหลอกต้มจนเปื่อย

ถ้าลองเรื่องมันเป็นแบบนี้แล้วก็แสดงว่าคืนนี้ไม่ใช่ความบังเอิญที่เขาได้พบกับเธอ ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่ายัยปาปารัสซีตัวแสบสะกดรอยตามเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ และเพื่ออะไร

เวหาพยายามอ่านเกมให้ออก เขาไม่ใช่ดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงอย่างมหาสมุทร จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอจะมาสะกดรอยตามเขา ถึงแม้จะมีข่าวของเขาออกไปก็คงจะไม่มีใครให้ความสนใจมากเท่ากับข่าวของมหาสมุทร หรือว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเธอในครั้งนี้จะเป็นนายพระเอกคนดัง

“ไม่ว่าจุดประสงค์ของเธอจะเป็นอะไรก็ช่าง แต่จะบอกไว้อย่างนะคนสวย มันไม่ง่ายนักหรอกที่จะเล่นกับคนอย่างเวหา”

ดวงตาสีนิลนั้นวาวโรจน์ขึ้นเมื่อจ้องมองรูปถ่ายในมือนิ่งนาน เขาจะทำให้เธอรู้ว่านายเวหา ยุทธกานนท์พร้อมจะทำตัวเป็นไฟ ส่วนเธอก็จะเป็นแมลงเม่าที่กำลังจะถูกเผาไหม้เป็นจุณด้วยกองไฟที่เธอกระโจนเข้าใส่



“แหม…โชคดีนะคะเนี่ยที่วันนี้นกไม่ต้องรอบอกอจนถึงเย็นเหมือนคราวก่อน”

นักข่าวสาวอดเอ่ยกระเซ้าบรรณาธิการสาวใหญ่ไม่ได้เมื่อเข้าไปพบในเช้าวันต่อมา วันนี้พนักงานค่อนข้างจะบางตาเพราะเป็นวันหยุด แต่ก็จะมีบางส่วนที่เข้ามาสะสางงานที่ทำค้างเอาไว้ เพราะสำหรับคนทำงานข่าวแล้วมักจะไม่ค่อยมีวันหยุดเหมือนคนอื่น เพราะข่าวนั้นเกิดขึ้นทุกวัน

“พูดเรื่องนี้แล้วก็ช้ำ ไอ้ปริญญาเอกมันหลงแหม่มหัวแดงลืมพี่ไปแล้ว” พรรทิพาคร่ำครวญอย่างแค้นใจที่ถูกสลัดรัก แล้วรถด่วนขบวนสุดท้ายของเธอก็จากไปอย่างไร้ร่องรอยที่จะหวนคืน

“โอ้…เสียใจด้วยค่ะบอกอ” สกุณายกมือทาบอกแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่เห็นชัดล่ะว่าแกล้งทำ

“ใช่…พี่เสียใจมาก เสียใจที่ต้องขึ้นคาน”

แล้วบรรณาธิการของเธอก็ทำท่าเหมือนจะร้องห่มร้องไห้ สกุณาต้องยกมือขึ้นกุมขมับ ได้แต่หยิบกระดาษเช็ดหน้าส่งให้ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ บอกอคนงามของเธอก็เด้งตัวขึ้น สูดลมหายใจเขาลึกราวกับกำลังดูดพลังจากออกซิเจน ไม่นานก็เปลี่ยนไปราวคนละคน

“เรื่องของพี่น่ะช่างเถอะ ผู้ชายไม่ตายก็หาใหม่ได้ ว่าแต่นกได้ความคืบหน้าอะไรมาบ้าง มีวี่แววว่างานของเราจะสำเร็จบ้างไหม”

สกุณาแทบหลุดขำแต่ก็ต้องทำเป็นนิ่งเฉย บอกอของเธอมักจะเป็นแบบนี้เสมอล่ะ อารมณ์ของเธอเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ขึ้นๆ ลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ใครๆ ก็ว่าเธออยู่ในช่วงวัยทอง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรถ้าเป็นเรื่องงานบรรณาธิการคนเก่งก็ไม่เคยพลาด

“ถ้าถามถึงวี่แวว…นกก็ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่ว่าจากการที่ตามสืบเรื่องนายเวหามาเป็นเดือน นกคิดว่าเป็นไปได้สูงเหมือนกันที่เขาจะเป็นพ่อของเด็ก”

“พี่ขอข้อมูลหน่อย”

นักข่าวสาวรีบยื่นกระดาษหลายแผ่นที่เธอเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับตัวของเวหาลงไป พร้อมกับวางรูปถ่ายหลายใบที่คัดมาแต่ภาพเด็ดๆ วางเรียงลงบนโต๊ะทำงานของบอกอจนเต็มโต๊ะไปหมด

“จากการที่นกสะกดรอยตามเขาเกือบเดือน เขามักจะแวะไปรับเด็กผู้หญิงคนนั้นที่โรงเรียนในตอนเย็นวันศุกร์ อ้อ! เด็กผู้หญิงคนนั้นชื่อน้องตั้งใจค่ะ นกเคยคุยมาแล้วเป็นเด็กที่น่ารักฉลาดทีเดียว” สกุณาพูดมาถึงเด็กหญิงตั้งใจก็ทำให้อดเอ่ยถึงความน่ารักของเด็กหญิงไม่ได้

“แต่ในข้อมูลที่นกได้มา ไม่ปรากฏว่าคุณเวหาเขาจะแต่งงานแล้ว หรือว่าเคยแต่งงานมาก่อนนะ”

“ก็นั่นแหละค่ะที่ทำให้นกยังไม่อยากจะฟันธงว่าตั้งใจเป็นลูกของเขา”

“แล้วมีโน้มแนวบ้างไหมว่าเด็กจะเป็นลูกของมาร์ โยธิน”

“น้อยมากเลยนะคะบอกอ นกไม่ค่อยเห็นตั้งใจอยู่กับมาร์ โยธินเท่าไร ถ้าเป็นเหนือภพเนี่ยยังจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ส่วนใต้หล้า…ก็คล้ายๆ กับมาร์ โยธินค่ะ คือไม่ค่อยเห็นอยู่กับเด็ก”

แม้จะเริ่มต้นสืบเรื่องนี้จากตัวของเวหา แต่สำหรับความเคลื่อนไหวของอีกสามหนุ่มที่เหลือ สกุณาก็ไม่ได้ละเลย เพียงแต่ไม่ได้สะกดรอยตามบ่อยๆ อย่างเวหาเท่านั้นเอง

“ได้แต่ข้อมูลของเวหา ยุทธกานนท์ มาเสียส่วนใหญ่ แล้วของมาร์ โยธินล่ะมีบ้างไหม” พรรทิพาหมายถึงกระดาษในมือที่มีแต่รายละเอียดเกี่ยวกับเวหาซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์หลักของงานนี้ เพราะบรรณาธิการสาวต้องการรู้ว่าเด็กเป็นลูกของมาร์ โยธินหรือไม่

“นี่ล่ะค่ะ ที่นกกำลังพยายามอยู่” สกุณาตอบแล้วก็ต้องยิ้มแหย เพราะเธอยังไม่ได้ความคืบหน้าเกี่ยวกับตัวของมาร์ โยธินเลยสักอย่าง

ก็ก่อนจะเข้าถึงตัวพระเอกคนดัง ก็ต้องเข้าถึงตัวเวหา ยุทธกานนท์ให้ได้ก่อน แต่สำหรับรายหลังเธอเพิ่งได้ทำความรู้จักกับเขาแค่เมื่อคืน แล้วแบบนี้จะไปได้เรื่องอะไร

“หมายความว่ายังไงจ๊ะแม่นกน้อยของพี่”

วาจาของบอกอคนงามนั้นหวานหยด แต่เปรียบเสมือนน้ำผึ้งเคลือบยาพิษสำหรับสกุณา

“ก็นกยัง…ตีสนิทกับนายเวหาไม่ได้เลยค่ะ แต่ว่านกได้เบอร์โทรของเขามาแล้วนะคะ” ประโยคท้ายบอกด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นพร้อมกับควักนามบัตรของเวหาออกมาให้บรรณาธิการของเธอดู

“ก็แค่เบอร์ แต่มันไม่ใช่จุดประสงค์หลักของเรา เป้าหมายจริงๆ ของเราคือมาร์ โยธิน ไม่ใช่เวหา ถึงได้เบอร์เวหามามันก็คงจะทำได้แค่พูดคุยทำความรู้จัก แต่อีกนานแค่ไหนเขาถึงจะไว้ใจจนกระทั่งพูดเรื่องความลับกับนกได้ เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนงานประกาศรางวัลขวัญใจมหาชนก็จะถูกจัดขึ้นแล้ว ถ้าขืนมามัวค่อยเป็นค่อยไปพี่ว่ามันจะไม่ทันกินเอานะ”

“นกทราบค่ะว่ามันคงไม่ทันกินแน่ นี่ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไปดี แต่ถ้าเด็กไม่ใช่ลูกของมาร์ โยธินแล้วเป็นลูกของเวหาจริงๆ ละก็ เราก็มีประเด็นใหม่ๆ ให้เล่นข่าวไม่ใช่เหรอคะบอกอ”

“มันก็จริง แต่ข่าวคงจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างเท่ากับมาร์ โยธิน” พรรทิพาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนเสียดาย

“ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยไม่ใช่หรือคะบอกอ” สำหรับสกุณาไม่ว่าเด็กจะเป็นลูกของใครผลสุดท้ายแล้วมันก็คือความสำเร็จของเธออยู่ดี

“เอาเถอะ ว่าแต่นกจะทำอย่างไรต่อไป อย่าลืมนะว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนเท่านั้นสำหรับงานนี้” พรรทิพาวกกลับมาถามเรื่องนี้อีกครั้ง

“มันต้องมีสักวิธีสิคะบอกอ”

มีน่ะมีแน่ แต่นักข่าวสาวก็ยังคิดไม่ออกว่าจะต้องใช้วิธีไหน หรือว่าจะต้องใช้ภาษิตที่เขาว่า ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกลกันแน่นะ



วันนี้เวหามีนัดออกรอบตีกอล์ฟกับลูกค้า กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปเย็นค่ำ เขาจึงปล่อยหน้าที่พาตั้งใจไปเที่ยวให้เป็นของเหนือภพแทน ระหว่างทางกลับบ้านด้วยความอยากรู้ว่าลูกสาวตัวน้อยเป็นอย่างไรบ้างในวันนี้ชายหนุ่มจึงกดเบอร์ต่อสายถึงเหนือภพโดยใช้สมอลทอล์ค

“วันนี้ตัวเล็กเป็นยังไงบ้างเหนือ นายพาไปเที่ยวที่ไหนมา”

“พาไปสวนรถไฟมา ฉันจับลูกหนูซ้อนท้ายจักรยาน ส่วนเนตรทรายนั่งอ่านหนังสือรอ ลูกหนูติดใจใหญ่อยากจะขี่เป็นบ้าง ฉันเลยต้องผัดไว้วันหลังว่าจะพามาใหม่” สุ้มเสียงของเหนือภพเจือไปด้วยรอยยิ้มยามบอกเล่าถึงการพักผ่อนหย่อนใจในวันว่างที่แทบจะหาเวลาไม่ค่อยได้

“แต่นี่เนตรทรายพาเข้านอนแล้ว นายไม่ต้องมารับหรอกคืนนี้ให้ลูกหนูนอนกับฉันนี่แหละ”

“ดีแล้วล่ะ เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะไปรับกลับแล้วกัน”

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันพาไปส่งเองก็ได้ ว่าแต่นายเถอะช่วงนี้งานยุ่งหรือไง” เหนือภพเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบ

“ก็ธรรมดา แต่อีกหน่อยคงยุ่งกว่านี้เพราะมีอะไรให้ทำอีกเยอะ” เวหาตอบอย่างมีเลศนัย

“ทำเสียงแบบนี้แปลว่าต้องมีอะไรแน่ๆ ไหนลองบอกมาสิว่ามีอะไร” เหนือภพฟังจากน้ำเสียงก็พอจะเดาออก เพราะไม่ใช่แค่วันนี้หรือเมื่อวานที่เขารู้จักกับเวหา แต่พวกเขารู้จักกันมาทั้งชีวิต

“ไม่มีอะไร ก็แค่หาตัวนางละครเจอแล้วน่ะสิ” เวหาตอบเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

“เจอแล้วเหรอ เร็วดีนี่ ตอนแรกคิดว่าจะเจอชาติหน้าเสียอีก” เหนือภพชมเปาะ เห็นชัดว่าออกอาการเหน็บแนมเสียมากกว่า

“นายก็รู้นี่ว่าเรื่องแบบนี้มันจับมือใครดมยาก นี่ต้องถือว่าคนของฉันมีฝีมือนะเนี่ยถึงได้หาเจอจนได้” เวหาเกทับให้ลูกน้องตัวเอง

“เออ…เจอแล้วนายจะเอาไงต่อไป” เหนือภพเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเวหาจะมีวิธีจัดการกับต้นตอข่าวอย่างไร

“ไม่รู้สิ ยังคิดไม่ออก แต่ก็ลองคิดๆ ไว้บ้างแล้วล่ะนะ” เวหาทำท่าอมพะนำ

“ตกลงว่านายคิดออกหรือว่าไม่ออกกันแน่” เหนือภพชักจะรำคาญ

“นายจำที่นายเคยบอกกับฉันได้ไหม ตอนที่นางละครนั่นเขียนข่าวเราเรื่องว่าเป็นคู่เกย์กันน่ะ” เวหาเอ่ยถามเหมือนเตือนความจำ ถึงตอนที่เขากับเหนือภพมีข่าวซุบซิบว่าเป็นคู่เกย์กัน

“จำได้…เฮ้! นี่อย่าบอกนะว่านางละครเป็นผู้หญิง” น้ำเสียงของเหนือภพดูเหมือนจะตกใจเอามากๆ

“ถูกต้อง แล้วก็…สวยเสียด้วย” เวหาบอกแล้วผิวปากหวือ

“หยุดเลยนะเว อย่าแม้แต่จะคิดเชียว” เหนือภพรีบดักคอ

“ทำไงได้ ก็มันคิดไปแล้ว” เวหาทำไม่รู้ไม่ชี้

“ไอ้เว…ร” เหนือภพอดไม่ได้ต้องด่ามาตามสาย

“อ้าว! แล้วกัน มาด่าฉันทำไมเนี่ย ก็นายเป็นคนเสนอไอเดียนี้ให้ฉันเองนะ ไหนบอกว่าจำได้ไง”

“จำได้โว้ย แต่ฉันแค่พูดเล่น ไม่คิดว่านายจะเอาจริง” เหนือภพตอกกลับด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดกับสิ่งที่เวหากำลังจะทำ

“ก็ไม่อยากจะเอาจริงเอาจังอะไรหรอกนะ ก็แค่จะลองเล่นๆ เท่านั้นแหละ” เวหาพูดแล้วผิวปากอีกครั้งเป็นการยียวนญาติผู้พี่

“เออ! ให้มันได้อย่างนี้สิ” เหนือภพทำเสียงคล้ายอ่อนใจ

“เอาน่า…นายจะมาห้ามอะไรฉันตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะ เพราะฉันต้องป้องกันชื่อเสียงในด้านนักธุรกิจของฉันด้วย ขืนปล่อยให้ข่าวเสียๆ ออกมาบ่อยๆ มันคงไม่เป็นผลดีกับภาพลักษณ์ของฉันเท่าไรนักหรอก ในเมื่อมันตกมาอยู่ในมือของฉันแล้ว มันก็เป็นสิทธิ์ของฉันที่จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงก็ได้”

“โอเค ถ้านายพูดแบบนี้ก็เป็นอันว่าจบ ฉันหวังว่านายจะจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเรียบร้อยก็แล้วกัน” เหนือภพทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก่อนจะขอวางสายไปเพราะจะต้องเตรียมตัวขึ้นเครื่อง ในขณะที่เวหานั้นยิ้มพรายมองโทรศัพท์ในมือแล้วยักคิ้วให้เล็กน้อยดังจะส่งผ่านไปถึงคนที่เพิ่งวางสายไปกระนั้น พลันคำพูดของเหนือภพที่เป็นหัวข้อโต้แย้งกันเมื่อครู่ก็ผุดขึ้นมาในหัว

‘ก็ถ้าคนเขียนเป็นผู้หญิง นายก็พิสูจน์ให้แม่คนนี้รู้สิว่านายเป็นผู้ชายทั้งแท่ง’

เวหายิ้มกริ่มกับความคิดของตัวเอง ครึ้มอกครึ้มใจจนต้องเปิดเพลงเสียงดังลั่นรถ เมื่อไม่มีใครนั่งด้วยเวหาก็จะกลายเป็นพ่อหนุ่มนักซิ่งทันที แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อรถจักรยานยนต์คันหนึ่งขับออกมาจากซอยข้างหน้าซึ่งเขาไม่ทันระวัง

เอี๊ยด…โครม!…

แม้ชายหนุ่มจะเหยียบเบรกจนมิดแล้วแต่เขาก็ยังได้เห็นรถจักรยานยนต์คันนั้นล้มลงต่อหน้าต่อตาซึ่งตัวเขานั้นไม่ได้บาดเจ็บจากแรงกระแทกแต่อย่างใด เวหาเหมือนจะตกตะลึงไปชั่วครู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อรวบรวมสติได้เขาก็รีบเปิดประตูลงจากรถเพื่อไปดูคนเจ็บเมื่อเห็นว่าเริ่มมีไทยมุง

“ขอทางหน่อยครับ…ขอทางหน่อย” เขาแหวกกลุ่มคนเข้าไปถึงร่างที่นอนสลบอยู่ข้างๆ รถจักรยานยนต์ก็ต้องใจหายวาบเมื่อคิดว่าตัวเองอาจจะขับรถชนคนตายเสียแล้ว

“ใครก็ได้ครับ ช่วยเรียกรถพยาบาลให้ที” ชายหนุ่มตะโกนบอกก่อนจะเข้าไปสำรวจดูบาดแผลคนเจ็บซึ่งตอนนี้เลือดไหลอาบใบหน้า

โชคร้ายที่คนเจ็บไม่ได้สวมหมวกกันน็อก เวหาจึงคิดว่าศีรษะน่าจะถูกกระแทกอย่างแรง แล้วยิ่งพอรู้ว่าเป็นผู้หญิงชายหนุ่มก็ยิ่งกลัวว่าเธออาจจะเป็นอะไรไป เขานึกถึงคุณพวงชมพู นึกถึงวาโย และนึกถึงตั้งใจ ถ้าหากว่าสามคนนี้ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แล้วละก็เขาก็คงแทบขาดใจ

เวหายังสัมผัสได้ถึงสัญญาณแห่งการมีชีวิตจากการเต้นของชีพจร แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่สบายใจจนต้องตามไปเฝ้าอาการที่โรงพยาบาลด้วย แม้เขาจะเจ้าชู้เสเพลไปบ้างแต่ก็ยังพอมีสำนึกดีอยู่ ไม่ไร้มนุษยธรรมขนาดจะทิ้งคนเจ็บเอาไว้แล้วหนีไปอย่างหน้าตาเฉย

มารดาสอนให้เขาดูแลเพศที่อ่อนแอกว่า แต่มาวันนี้เขาเกือบจะทำลายชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งด้วยความประมาทของตัวเองเสียแล้ว



“เป็นไงบ้างวะไอ้ชิน”

เวหาแทบถลาเข้าไปหานายแพทย์หนุ่มที่เพิ่งจะก้าวออกจากห้องฉุกเฉิน

“ปลอดภัยแล้วล่ะ เดี๋ยวไปนั่งคุยกันสบายๆ ที่ห้องฉันดีกว่า นานๆ จะได้เจอตัวพ่อหนุ่มเจ้าสำราญสักที” ชนัญญูพูดเสียงกลั้วหัวเราะในตอนท้าย ก่อนจะตบไหล่เพื่อนเบาๆ แล้วเดินนำออกไปยังห้องพักของตัวเอง

โชคดีที่โรงพยาบาลนี้บิดาของชนัญญูนั่งแท่นผู้บริหารอยู่ เวหาจึงใช้เส้นสายเรื่องพาหญิงสาวที่เขาขับรถชนเข้ามารักษาตัวที่นี่โดยไม่ต้องลงรายละเอียดมากนักว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มไม่ต้องการให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตเพราะถึงอย่างไรเขาก็จะรับผิดชอบคนเจ็บทุกกรณีอยู่แล้ว

“นายดื่มมาหรือเปล่าเนี่ย ถึงได้ขับรถชนคนได้” นายแพทย์หนุ่มตั้งคำถามในทันทีที่อยู่กันตามลำพังภายในห้องส่วนตัว

“เปล่า แต่พอดีฉันขับรถเร็วไปหน่อย พอมีรถมอเตอร์ไซค์ขับออกมาจากซอยก็เลยเบรกไม่ทัน” เวหาปฏิเสธเสียงเข้มในตอนแรก ก่อนจะอธิบายให้เพื่อนฟังเสียงค่อนไปทางเบาในตอนท้าย

“นั่นไง ขับรถประมาทก็เป็นแบบนี้แหละ ดีเท่าไรแล้วที่นายกับผู้หญิงคนนั้นไม่มีใครตาย แล้วนี่นายจะเอายังไงต่อไป ไม่มีหลักฐานอะไรติดตัวคนเจ็บมาสักอย่าง ตอนนี้เราก็เลยยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร”

“ฉันก็ไม่รู้ว่ะ แต่นายไม่ต้องห่วงหรอกนะ เรื่องค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดฉันจะเป็นคนรับผิดชอบเอง”

“ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นหรอกน่า” นายแพทย์หนุ่มทำคิ้วยุ่งขณะดันกรอบแว่นขึ้นบนสันจมูก ก่อนจะเอ่ยต่อ “ที่ฉันพูดน่ะหมายถึงเรื่องตัวคนเจ็บโดยตรงต่างหากว่านายจะเอายังไง ในเมื่อไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามเธอแบบนี้”

“ก็คงต้องรอให้ฟื้นก่อน ว่าแต่เธอไม่เป็นอะไรแน่นะ เมื่อกี้ตอนพามาโรงพยาบาลฉันเห็นเลือดเต็มหน้าเธอไปหมด ไม่รู้ว่าจะเสียโฉมเพราะฝีมือฉันหรือเปล่า”

“ใบหน้าไม่เป็นไรนะ มีฟกช้ำตรงแก้มนิดหน่อย เลือดที่นายเห็นคงจะไหลมาจากหัวน่ะเพราะหัวเธอแตกต้องเย็บหลายเข็มเหมือนกัน”

“แล้วสมองล่ะ ได้รับความกระทบกระเทือนอะไรหรือเปล่า นายต้องเช็กให้ละเอียดเลยนะ”

พอรู้ว่าหัวแตกเวหาก็ห่วงไปสารพัด เพราะเรื่องสมองนั้นสำคัญที่สุด แล้วคนเจ็บยังไม่ยอมสวมหมวกกันน็อกอีกทั้งที่เขาก็รณรงค์กันออกโครมๆ เป็นน้องเป็นนุ่งหน่อยไม่ได้ เขาจะตีให้ก้นลายเชียว

“เออน่า…นายไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวฉันจะตรวจให้อย่างละเอียดเลย” นายแพทย์หนุ่มบอกแล้วก็ต้องส่ายหน้ายิ้มระอา

“ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องฝากนายด้วย จ้างพยาบาลพิเศษให้ด้วยก็แล้วกัน เพราะฉันคงแค่มีเวลาแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราวเท่านั้น แล้วนี่เมื่อไหร่เธอถึงจะฟื้น”

“คงเป็นพรุ่งนี้”

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะแวะมาเยี่ยมเธอ แต่ตอนนี้ขอกลับบ้านก่อนล่ะ”

ร่างสูงของเวหาก้าวออกจากห้องพักของนายแพทย์ชนัญญูไปได้ไม่เท่าไร ร่างเล็กบางของนางพยาบาลสาวก็ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับแก้วกาแฟในมือ

“ฐาเอากาแฟมาให้ค่ะพี่หมอ” วริษฐาบอกพร้อมกับวางกาแฟแก้วนั้นลงบนโต๊ะ

“ขอบคุณครับ…ฐาจะออกเวรแล้วใช่ไหม พี่จะได้ไปส่ง” ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางเหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนัง พอรู้ว่าเป็นเวลาที่คนรักสาวจะต้องออกเวรก็อาสาตัวในทันที

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวเพื่อนฐามารับค่ะ”

“พูดถึงเพื่อนของฐา พี่ยังไม่เคยเจอเลยใช่ไหม เอาไว้วันหลังเดี๋ยวพี่ชวนฐากับเพื่อนไปทานข้าวด้วยกันดีกว่า พี่จะได้รู้จักเพื่อนฐาด้วยไง เห็นฐาพูดถึงหลายทีแล้วแต่พี่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเธอสักที”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่หมอ ชวนไปยัยนกก็ไม่มาหรอกค่ะ รายนั้นเขาก็ยุ่งอยู่กับเรื่องข่าวอะไรของเขานั่นแหละค่ะ ไม่มีเวลาจะออกไปไหนกับใครหรอก” วริษฐาพูดเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเอ่ยถึงเพื่อน เพราะรู้ว่าสกุณานั้นจะต้องตามติดแหล่งข่าวอยู่เสมอ ก็เลยกลายเป็นว่าวันๆ หนึ่งสกุณาเห็นหน้าแหล่งข่าวของตัวเองมากกว่าหน้าเพื่อนสนิทอย่างเธอเสียอีก

“ก็เอาไว้วันไหนว่างๆ ก็ได้นี่ครับ แล้วนี่เพื่อนฐาบอกหรือเปล่าว่าจะมารับกี่โมง ใกล้จะมาถึงหรือยัง”

“คงใกล้แล้วล่ะค่ะ วันนี้นกขับมอเตอร์ไซค์มา รับรองว่าบิดแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ถึงค่ะ”

“ขับมอเตอร์ไซค์ตอนกลางคืนนี่นะ ถึงโรงพยาบาลหรือว่าถึงท่านยมบาลกันล่ะ นี่พี่จะบอกอะไรให้นะว่าไอ้มอเตอร์ไซค์น่ะมันก็สะดวกดีอยู่หรอก แต่มันก็อันตรายด้วย ถ้าหากขับไม่ระวังจริงๆ ก็มีหวังได้เข้าไปนอนเล่นอยู่ใต้ท้องรถสิบล้อ นี่เมื่อกี้พี่ก็เพิ่งจะไปตรวจคนไข้ที่เกิดอุบัติเหตุจากรถมอเตอร์ไซค์มานะ ตอนนี้ยังไม่ฟื้นเลย โชคดีที่แขนขาไม่ขาด แต่ก็หัวแตกเย็บไปหลายเข็ม”

ชายหนุ่มร่ายยาวด้วยความเป็นห่วง เพราะกลัวว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจจะได้รับโทรศัพท์ว่าคนรักกับเพื่อนสนิทของเธอเกิดอุบัติเหตุเพราะรถมอเตอร์ไซค์ล้มหรือไม่ก็ถูกทับด้วยรถสิบล้อ

“แหม…นกเขาขับของเขามาตั้งนานนะคะพี่หมอ คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ แล้วอีกอย่างฐาก็ไม่ใช่จะได้นั่งมอเตอร์ไซค์บ่อยเสียหน่อย นานๆ หรอกยัยนกถึงจะว่างมารับสักที” หญิงสาวพูดเสียงอุบอิบ

“แต่อุบัติเหตุคือสิ่งที่ไม่คาดคิด เพราะฉะนั้นมันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”

“ฐาทราบค่ะ เดี๋ยวขากลับจะบอกให้ยัยนกขับระวังๆ ก็แล้วกันนะคะ”

“ฐาควรจะมีรถเป็นของตัวเองสักคันนะ จะได้สะดวกด้วยถ้าวันไหนพี่ไม่ว่างไปส่ง แล้วพี่ก็ไม่อยากให้ฐาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เพราะยังไงพี่ก็มองว่ามันอันตรายอยู่ดี หรือว่าพี่จะซื้อรถคันใหม่ให้ฐาดี” เขาเสนอในตอนท้ายอย่างเห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนรักกันจะซื้อของให้กัน แต่สำหรับวริษฐากลับไม่คิดเช่นนั้น

“ไม่เอาหรอกค่ะ เรายังเป็นแค่แฟนกันนะคะยังไม่ได้แต่งงานกันสักหน่อย จู่ๆ พี่หมอจะมาซื้อรถให้ฐาได้ยังไงล่ะคะ แล้วอีกอย่างถึงจะเป็นรถเก๋งแต่ก็เป็นรถเหมือนกันแหละค่ะ เกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน” หญิงสาวเถียงเสียงขรม ถึงแม้ชายคนรักจะรวยถึงขนาดเป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาล อย่างไรเธอก็จะไม่มีทางให้ใครมามองว่าเธอคบกับเขาเพราะฐานะทางการเงินเด็ดขาด

“เอาเถอะ พี่ขี้เกียจทะเลาะกับฐาเรื่องนี้แล้ว ถ้ากลับถึงบ้านแล้วก็โทรมาบอกพี่ด้วยแล้วกันนะครับ พี่จะได้หายห่วงว่าฐาไม่ได้ไปนอนเล่นอยู่ใต้ท้องรถสิบล้อคันไหน”

วริษฐาแอบย่นจมูกให้ชายหนุ่มเล็กน้อย แต่รอยยิ้มอ่อนนั้นยังคงแต่งแต้มที่ริมฝีปากได้รูปเพราะรู้ว่าที่เขาพูดที่เขาบ่นนั่นก็เพราะความห่วงใยในตัวเธอแทบทั้งสิ้น แต่จนแล้วจนรอดคืนนั้นวริษฐาก็ไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของเพื่อน แถมโทรศัพท์ไปก็ยังไม่ติดอีก จึงคิดไปว่าสกุณาคงจะออกไปทำข่าวด่วน เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้นที่จู่ๆ ก็หายไปเฉยๆ แล้วกลับมาด้วยใบหน้าเหนื่อยอ่อนเพราะวิ่งไปทำข่าวมาทั้งวันทั้งคืน



วันต่อมาเวหาแวะมาที่โรงพยาบาลแต่เช้า ชายหนุ่มมาพร้อมกับกระเช้าผลไม้ในมือ เขานำมันไปวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงคนไข้ ก่อนจะขยับไปยืนมองคนเจ็บที่นอนห่มผ้าอยู่ ใบหน้าที่มีผ้าก๊อซสีขาวพันรอบศีรษะนั้นเอียงเข้าหากำแพงเล็กน้อย

เขาหันไปมองหน้าต่างเห็นเปิดอยู่ก็นึกรู้ว่าแสงแดดคงจะแยงตาเธอ จึงใจดีเดินไปเลื่อนม่านสีเขียวฟ้าอ่อนนั้นปิดให้ ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หญิงสาวขยับกายแล้วหันใบหน้ามาทางเขาพอดี

เวหาถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้างทีเดียวเมื่อความจริงปรากฏตรงหน้าว่าคนที่เขาขับรถชนเมื่อคืนนั้นคือยัยปาปารัสซีตัวแสบนั่นเอง แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงเสี้ยวนาทีแววตาของเวหาก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคนที่นอนหลับอยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเขาอย่างช้าๆ

“คุณ…” สกุณาจะเรียกชื่อชายหนุ่มออกมาแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ดวงตาคู่สวยหลบวูบก่อนจะกลอกไปมาอยู่ชั่วครู่ สมองน้อยๆ ของเธอเริ่มครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างรวดเร็ว

“สวัสดีครับ…ยินดีที่คุณฟื้น” เสียงทักทายของเวหาฟังดูแปร่งหูพิกล

“เอ่อ…” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาก่อนจะขยับกายลุกขึ้นนั่ง แล้วก็ต้องร้องครางออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกร้าวระบมไปทั้งตัว

“ระวังหน่อยสิ คุณยังเจ็บอยู่” เวหาเอ็ดเบาๆ พร้อมกับเข้ามาช่วยพยุงเธอ

“ฉันเป็นอะไรคะ แล้วหัวฉัน” หญิงสาวเอ่ยถามพลางยกมือขึ้นลูบผ้าพันแผลที่ศีรษะ

“แค่หัวแตก รับรองว่าสมองไม่พิการ ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก” เวหาพูดเหมือนปลอบใจ แต่น้ำเสียงติดจะเยาะอยู่ในที

“แล้วคุณ…คุณเป็นใคร?”

เวหาเลิกคิ้วขึ้นเพียงนิดกับคำถาม ก่อนที่ริมฝีปากที่มักจะยิ้มหวานหว่านเสน่ห์ให้สาวๆ หลงใหลนั้นจะแสยะนิดๆ

“อ้อ! จำไม่ได้…จะให้ผมช่วยเรียกหมอหรือพยาบาลให้ไหม เผื่อจะได้เช็กว่าสมองคุณมีอะไรผิดปกติหรือเปล่าถึงจำนายเวหา ยุทธกานนท์คนนี้ไม่ได้”

“ฉันไม่รู้จริงๆ ค่ะ ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แล้วฉัน…ก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครด้วย” สกุณาพึมพำบอกเขามือยังคงกุมที่ศีรษะ เผลอกดไปโดนตรงรอยแผลก็ต้องสูดปากพร้อมกับทำหน้าเหยเก

“อะไรนะ!?” มือที่กำลังจะยกขึ้นเท้าสะเอวเตรียมตั้งท่ารบกับแม่ปาปารัสซีตัวเอ้ต้องสะดุด ก่อนจะยืดกายขึ้นเต็มความสูงมองอีกฝ่ายอย่างประเมิน

“กรุณาเถอะค่ะ…ฉันปวดศีรษะมากเหลือเกิน คุณอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ได้ไหมคะ”

“ไม่จริงน่ะคุณ ผมไม่ขำนะ” เวหาไม่อยากจะเชื่อเลย เขาไม่อยากจะไว้ใจเจ้าหล่อนสักเท่าไรเพราะไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหนกันแน่ พวกปาปารัสซีนี่ไว้ใจไม่ได้เลยจริงๆ

“โอ๊ย!…ปวดหัว” สกุณาร้องลั่นเลยทีเดียว

เวหาชะงักไปเล็กน้อย ปลายเท้าที่ห่อหุ้มด้วยรองเท้าหนังอย่างดีนั้นขยับเข้าไปใกล้ร่างบางโดยไม่ตั้งใจ และเมื่อเห็นท่าทีทุรนทุรายของหญิงสาวเขาก็ไม่ลังเลที่จะกดปุ่มเรียกพยาบาลอีกต่อไป




ญาณนันต์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 25 ม.ค. 2555, 08:42:49 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 25 ม.ค. 2555, 08:42:49 น.

จำนวนการเข้าชม : 2605





<< 3 : เปิดตัวสาวชุดแดง   5 : พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส >>
sai 25 ม.ค. 2555, 09:09:08 น.
ยัยนกเริ่มแสดงละครแล้ววววว


น้ำค้าง 25 ม.ค. 2555, 09:48:58 น.
เกมเริ่มต้นขึ้นแว้ว ดูสิใครจะเพลี่ยงพล้ำ 555+


nunoi 25 ม.ค. 2555, 11:05:15 น.
เปิดฉากแล้ว


หนูไม่รู้ 25 ม.ค. 2555, 11:21:50 น.
สงสัยนิดนึงค่ะ ตอนต้นบอกว่าเนตรทรายกำลังพาตั้งใจไปนอน แล้วพรุ่งนี้เหนือภพจะพาไปส่งให้เวลา แต่ย่อหน้าถัดลงมาบอกว่าเหนือภพวางสายเพราะต้องเตรียมไปขึ้นเครื่อง อ่านแล้วมันขัดๆ น่ะค่ะ


XaWarZd 25 ม.ค. 2555, 11:41:46 น.
นายเวก็รู้อยู่ดีว่าโกหกอ่ะ ถ้าไม่เปลี่ยนพล็อตใหม่นะ แต่ใจจริงอยากให้เปลี่ยนนิดหน่อย แบบว่านายเวตกหลุมอย่างจังไปพักใหญ่แล้วค่อยจับได้ทีหลังอะไรประมาณนั้นอ่ะ


kaero 25 ม.ค. 2555, 12:08:13 น.
เริ่มต้นแหล่ะ


ของขวัญ 25 ม.ค. 2555, 13:32:08 น.
คราวนี้จะความจำเสื่อมจริงป่าวอะ


หมูอ้วน 25 ม.ค. 2555, 13:52:41 น.
โดนจับได้ซะแล้ว


Zephyr 25 ม.ค. 2555, 14:44:56 น.
เอาพลอตเดิมที่เวไม่ตกหลุมยายนกก็ดีนะคะ ฉลาดทันกันดีออก มันจะสนกกว่าเปล่า ได้ชิงไหวพริบกัน คงมันส์หนดเลย ใครพลาดก่อนก็จบกัน แต่ถ้าให้เวเชื่อว่ายายนกความจำเสื่อม มันดูว่าเวจะตามเกมยายนกไม่ทัน อ่านแล้วเชียร์เวให้ปราบยายนกได้นะคะ ฮ่าๆๆๆ


รอรัก 25 ม.ค. 2555, 17:29:36 น.
555555555555555555555555555555 ขอขำอย่างเดียวแล้วกัน


ปูจ้า 25 ม.ค. 2555, 18:42:18 น.
นกเอ๋ยนายเวหน่ะเค้ารู้ทันทุกอย่างอยู่แล้ว


anOO 25 ม.ค. 2555, 19:44:53 น.
คราวนี้ให้ความจำเสื่อมจริงๆ ดีกว่าไหมค่ะ
รอลุ้นค่ะ


nutcha 25 ม.ค. 2555, 22:50:04 น.
คู่นี้ท่าทางเค้าจะทันกันดี


lovemuay 26 ม.ค. 2555, 06:58:53 น.
แล้วก็แกล้งความจำเสื่อม ชิมิ


Asian 26 ม.ค. 2555, 16:16:55 น.
จะตบตาสำเร็จรึป่าวน้า


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account