ผี(ไม่)ร้ายร่ายมนตร์รัก
บ้านอเนกคุณากร ขึ้นชื่อว่าเฮียนนักหนา

ไม่ใช่ภูตผีแค่ตนเดียว แต่กลับมีมากมาย

นางผีผู้เป็นใหญ่เกลียดแสนเกลียดผู้ชาย

ขณะที่บรรดาผีๆ ที่เหลือ

ล้วนเคยประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างกัน

ยกเว้นแต่ "แสงเพ็ง"

ผีสาวมือใหม่ ไร้เดียงสาและหน้าตาสะสวย

เธอไม่เคยเข้าใจว่าอะไรคือความร้ายกาจของบุรุษเพศ

เมื่อได้พบกับเขา หนุ่มเจ้าสำราญนาม "ทรงธรรม"

เธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ "ความรัก"

เป็นรักแท้ที่พร้อมจะเสียสละ กระทั่งยอมเสียคนรักให้คนอื่น

เพื่อที่จะให้เขามีความสุข เพื่อที่เธอมีความสุขไปด้วย

แต่แล้ว... เมื่อความจริงบางประการเปิดเผย

หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนคู่ควรกับเขาดังที่เธอคิด



อะไรเล่า...ที่จะเกิดขึ้นต่อไป


Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๐๔

พอทรงธรรมพาหมอเกตุพ้นออกไป บ้านอเนกคุณากรก็กลับมาสู่ความสงัดวิเวกอีกครั้ง สายแดดที่ทอดลำแสงส่องผ่านแมกไม้ลงมานั้น ก่อให้เกิดแสงเงาชวนเคลิ้มฝัน

บรรดาผีสาวกำลังดีอกดีใจที่ภารกิจการขับไล่ผู้ไม่ต้องประสงค์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เจ้าหลงดูเหมือนจะมีความสุขกว่าเพื่อน เพราะเพิ่งเคยได้หลอกคนเพียงไม่กี่ครั้ง

"นี่ขนาดยังไม่กับแหกอกให้เห็นตับไตไส้พุงหรอกนะ ไอ้หมออาคมนั่นยังล้มทั้งยืน"

ผีนางกระถินยังคุยโวต่อไป นางตายเพราะไปตามทวงผัวของตัวคืนจากคุณหญิงคนหนึ่ง ที่ท่านพระยาสามีของคุณหญิงคนนั้นแก่จนเดินเหินไม่ไหว ผลก็คือนางต้องตายอยู่กลางทาง ระหว่างยังสะใจกับการได้ด่าทอนังคุณหญิงนั่น โดยคนที่ถูกด่า ไม่ได้เอ่ยปากประคารมใดๆ ด้วยทั้งสิ้น เหตุที่ความแค้นยังฝังตรึง ดวงวิญญาณของนางจึงติดอยู่กับความอาฆาตรุนแรง

"แสงเพ็งๆ เป็นอะไรไปน่ะ"

คุณแสต้องสะกิดถาม เพราะเห็นเธอนิ่งไปตั้งแต่ผู้ชายพวกนั้นพากันออกจากบ้านไปได้

คนถูกสะกิดยังนิ่ง เหมือนตกอยู่ในภวังค์อันล้ำลึก

"นี่ คิดอะไรอยู่"

คราวนี้คุณแสเปลี่ยนเป็นเขย่าที่แขน จนแสงเพ็งค่อยรู้สึกตัว

"คะ ไม่นี่คะคุณแส"

"ไม่ได้คิดอะไร แล้วทำไมเมื่อกี้ถึงเข้าไปขัดขวาง ไม่ให้ข้าจัดการกับเจ้าหนุ่มนั่น"

พอพูดถึงทรงธรรม แสงเพ็งรู้สึกเหมือนว่าตนเองจะมีประกายแววตาวิบวับขึ้น

"ออ!... ก็ไม่มีอะไรนี่คะ เห็นเขาเป็นคนดี เลยคิดว่าพูดกันดีๆ ก็ได้ แล้วนี่เขาพากันจากไปแล้ว..."

ไม่ทันพูดจบ คุณแสก็ขัดขึ้นว่า

"รู้ได้ยังไรว่าเขาเป็นคนดี แค่ไม่เอาหวีสับของเจ้าไป งั้นรึ!"

"หรือว่าพี่แสงเพ็งเห็นว่าเขาหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร"

ประโยคหลังเป็นเจ้าหลง ที่แกล้งทำตาเล็กตาน้อยส่งมาให้

"อย่าพูดจาเพ้อเจ้อสิหลง... คุณแสเจ้าคะ เราก็เห็นว่าเขาเป็นคนทำอะไรเปิดเผย คุณแสก็สอนพวกเราเอง ว่าคนที่ไม่ยุงกับเรา เราก็ไม่ยุ่งกับเขา"

แสงเพ็งพยายามปั้นยิ้ม รู้ดีว่าคุณแสไม่พอใจ ที่ตนเข้าไปแทรกกลางระหว่างที่นางกำลังจะจัดการกับทรงธรรม

"ยังจำที่ข้าพูดได้ก็ดีแล้ว แล้วทำไมถึงพูดจากับเขานานนัก"

คุณแสยังซักไซ้ต่อไป

"ไม่ได้นานเสียหน่อย"

แสงเพ็งเถียงอย่างไม่ค่อยเต็มเสียง

คุณแสคงขี้เกียจจะไล่เรียง จึงหันไปเสมือนจะบอกกล่าว เล่าย้ำกับทุกคนอีกครั้ง

"คนก็อยู่ส่วนคน ผีก็อยู่ส่วนผี..."

แต่แล้วก็หันกลับมาดุเอากับแสงเพ็งอีกจนได้

"เมื่อกี้นอกจากจะคุยกัน เจ้ายังปรากฏตัวให้เขาเห็น รู้ไหมว่าเจ้าทำผิดกฏของภพภูมิเข้าแล้ว"

"ผิดอย่างไรคะ คนกับผิดนี่จะคบหาเป็นมิตรสหายกันไม่ได้เชียวหรือ"

"คนกับผีไม่ควรจะคบกันหรอกนะ แล้วอีกอย่างหนึ่ง คนน่ะมักจะเจ้าเล่ห์เพทุบาย โดยเฉพาะผู้ชาย ยิ่งเลวเข้าไปใหญ่"

สีหน้าของคุณแส เวลาเอ่ยถึงบุรุษเพศ แลดูน่ากลัว จนทุกตนที่ยืนฟังไม่กล้าขยับเขยื้อน

"คุณแสพูดแต่ผู้ชายเลว ผู้ชายพึ่งพาไม่ได้ ผู้ชายมันแย่มากขนาดเลยหรือคะ"

เพราะแสงเพ็งที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ไม่เคยมีเรื่องทางชู้สาวเข้ามาให้ได้ยินได้ฟัง ตอนที่ตายนั้น ก็เพราะโรคลมปัจจุบัน ที่อยู่ๆ ก็หายใจไม่ออก ขาดใจตาย ระหว่างทางกลับจากไปทำบุญที่วัด

"รู้หรือไม่ ที่เราต้องมีที่สิงสถิต อยู่แต่ในเรือนตึกนี้ ก็เพราะหากออกไปเพ่นพ่าน จะต้องถูกท่านยมทูตจับตัวไปนรกภูมิ..."

คุณแสเปลี่ยนเรื่อง เพราะคิดว่าป่วยการที่จะพูดจาเรื่องความร้ายกาจของบุรุษเพศให้แสงเพ็งฟังในตอนนี้

"... ถ้าเราไปยุ่งกับคนมากๆ ถึงกับมีคนไปอธิษฐานบนบานของความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเทวาอารักษ์ชั้นไหน ก็ต้องร้องถึงท่านยมบาล ส่งยมทูตให้มาจับตัว..."

"คุณแสรู้เรื่องเยอะแยะดีจริงๆ จะขอรับ"

เจ้าหลงอดแทรกไม่ได้ มันเอ่ยชื่นชมผีผู้เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านนี้จากใจจริง

"ถึงพวกเจ้าจะเคยเป็นผีเร่ร่อน นั่นคิดรึกว่าท่านยมบาลยมทูตไม่รู้ไม่เห็น ท่านเข้าบัญชีไว้แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้เป็นผู้ร้ายอุฉกรรจ์ ไม่ได้เคยทำบาปทำชั่วทำกรรมอะไรไว้นักหนาจนจะต้องลงไปรับคำพิพากษาในทันที ท่านก็ยังยั้งๆ เอาไว้ ไปตามจับพวกที่ร้ายๆ ก่อน..."

"แสดงว่าถ้าเราทำตัวดีๆ ท่านก็ไม่มายุ่ง"

มาลีถามขึ้นบ้าง

"แล้วพวกเจ้าทำตัวกันดีไหมเล่า แค่หลอกหลอนคนน่ะ ท่านก็ยกไว้ ถ้าเป็นคนชั่วคนเลว สั่งสอนกันนิดๆ หน่อยๆ ก็พอทำเนา แต่ถ้าเป็นคนดีละเป็นเรื่อง ห้ามไปยุ่งไปทำร้ายเขาทีเดียว"

คุณแสว่าต่อไป พอเริ่มได้พูดจาออกมามากเข้า ความขัดอกขัดใจที่มีแต่ผีสาวแสงเพ็งก็มีอันได้บรรเทาลง

"รู้หรือไม่ ถ้าลงว่าได้ถูกจับไปนรกเสียแล้ว เราก็จะไม่ได้เจอกันอีก จะถูกพิพากษาไปตามยถากรรม จะมากจะน้อยโทษก็หนักเบาต่างกัน หรือหากว่าท่านพิจารณาแล้วส่งให้ไปเกิด พอเกิดมาก็จะจำความอะไรไม่ได้อีกเลย นี่ข้ายังไม่ได้พูดถึงหรอกนะว่า ในนรกแต่ละขุมมันต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหน ซ้ำยังในนรกโลกันตร์นั่นอีก ใครตกไปภพภูมินั้นละก้อ ไม่ต้องได้ผุดได้เกิดกันละ ต้องเวียนว่ายอยู่ในทะเลน้ำกรด พอร่างแหลกสลายแล้วก็ก่อรูปขึ้นมาใหม่ แล้วก็ค่อยเน่าเปื่อยแหลกสลาย เวียนว่ายกันไปไม่รู้จักจบจักสิ้น"

บรรดาผีที่ห้อมล้อมพากันทำท่าขนพองสยองเกล้า ปากคอสั่นด้วยนึกจินตนาการตามไปด้วย

"คุณแสเคยไปมาแล้วหรือขอรับ"

ผีเด็กชาย ถามไปตามประสาซื่อ จนคุณแสต้องหันมาค้อนให้ขวับหนึ่ง

"กระไรได้ มีปัญญาก็อ่านตำรับตำราเอาซี หนังสือไตรภูมิ นั่นยังไง หรือเจ้าเป็นเด็กวัดที่สักแต่ว่าอยู่วัดให้เปลืองข้าวสุก"

"แล้วตกลงว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการไล่ หรือการคบหาเป็นไมตรีกับมนุษย์ที่ตรงไหนหรือเจ้าคะคุณแส"

แสงเพ็งเอ่ยขึ้นบ้าง แม้จะไม่ค่อยเต็มเสียงนักก็ตาม

คุณแสได้แต่หันมาจ้องตากับผีสาว ไม่ตอบคำอันใด แต่นั่นก็แทนคำตอบอันชัดแจ้ง ที่แสงเพ็งต้องจำยอม

"ก็ได้ค่ะ ต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว"

"เจ้ารู้ตัวก็ดี..."

ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วคุณแสก็เลือนร่าง หายไปจากตรงนั้นทันที คล้ายโกรธจัดจนไม่อยากจะอยู่สนทนาด้วยอีกต่อไป

"พี่แสงเพ็ง คุณแสเป็นอะไรหรือขอรับ"

เจ้าหลงรีบเข้ามากระซิบถาม ยังกลัวอยู่ว่าผู้ที่ตนเอ่ยถึง จะยังไม่ได้ไปไหน

"ช่างเถอะ เป็นพี่ไม่ดีเอง"




นอกจากยอมออกจากโรงแรมไปกับหมอเกตุอาคมแล้ว ทรงธรรมก็เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในโรงแรมอีกหลายวัน เพราะที่ตามจองล้างยังไม่เลิกลา

จนกระทั่งวันนี้ ที่เบื่อหน่ายเต็มที่ จึงคิดจะไปเดินยืดเส้นยืดสายเสียบ้าง

แต่พอก้าวเท้าพ้นประตูโรงแรมปุ๊บ ก็เห็นว่าพวกแก๊งค์ตกทองนั่น ดักรออยู่ตรงที่เดิม พวกมันก็คงเบื่อหน่ายไม่น้อย หรือไม่ก็อาจจะถือโอกาสดักรอเหยื่อรายใหม่ๆ จึงไม่ได้ทำท่าสนอกสนใจทางด้านหน้าโรงแรมนี้จริงจังนัก

ทรงธรรมค่อยย่องมาในทางตรงข้าม

อาศัยฝูงคนที่ค่อนข้างจะคราคร่ำ จึงรอดสายตาพวกนั้นมาจนถึงแถวสะพานเหล็ก

กระนั้นก็ยังเหลียวหน้าเหลียวหลังอยู่ไม่รู้วาย จนชนกับใครคนหนึ่งเข้าจนได้

"ขออภะ... เอ้า! เป็นแม่อุ่นเองหรือนี่"

ทีแรกก็ตกใจ แต่พอดูให้ถนัด ก็กลับเป็นอุ่นเรือนที่แต่งกายเป็นหนุ่มน้อยอีกแล้ว

เธอจุ๊ปากไม่ให้ชายหนุ่มเรียกอย่างนั้น ก่อนจะหยิกเขาที่แขนหนับหนึ่ง

"แล้วอะไร ทำไมพี่ต้องทำท่าลับๆ ล่อๆ ลุกรี้ลุกรนอย่าง..."

ทรงธรรมรีบยกมือขึ้นปิดปาก พร้อมกับจูงอุ่นเรือนตรงลิ่วไกลออกมาทางวังสราญรมย์

พากันเดินมาอีกนาน หญิงสาวจึงสะบัดข้อมือ ให้เขาปล่อยเธอสักที

พอเป็นอิสระ อุ่นเรือนก็เดินหนี ทำท่าแสนงอนเต็มที่เพราะไม่ได้ข่าวคราวเขามาหลายวัน

"เป็นอะไรไปเล่าขอรับคุณอุ่นเรือน"

ทรงธรรมรีบตามมาง้อ หวังใช้ความทะเล้นขี้เล่นของตนเองให้เป็นประโยชน์

"ใครใช้ให้มาเรียกกันอย่างนี้ ถามจริงๆ ในใจพี่ยังมีฉันอีกหรือ"

พอจบคำ ก็ทุบเอากับต้นแขนของชายหนุ่มอีกหนึ่งครั้ง

"ก็ต้องมีซีจ๊ะ"

เขาทำเสียงหวานหยด

"ชิ... ถ้ามี แล้วหลายวันนี้พี่หายหน้าไปไหน ไม่ไปเยี่ยมหาฉันบ้างเลย"

อุ่นเรือนจิ้มนิ้วลงที่หน้าอกของเขา ทำท่าทำทางเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเต็มที่

"โถๆ อย่าน้อยใจไปเลย พี่... พี่ไม่ได้ไปไหนสักหน่อย"

"เชอะ! คนกะล่อน พวกมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูกก็อย่างนี้ละ จะบอกหรือว่าอ่านตำราอยู่แต่ในโรงแรม"

"โอ้โห! ทำไมแม่อุ่นฉลาดขนาดนี้ พูดอย่างกับตาเห็น จริงๆ แล้วละ พี่น่ะอ่านตำราทุกวันเลย"

เขายุดมือของหญิงสาวมากุมเอาไว้ แต่ถูกสะบัดหนี

"อย่ามามุสากันดีกว่า ที่พลุกพล่านอย่างนั้นพี่จะอ่านหนังสือได้ยังไร ฉันยังจำได้หรอกนะ เวลาอยู่ที่โบสถ์ พี่ชอบพาฉันไปที่เงียบๆ บอกว่าถ้ามีเราแค่สองคนพี่ถึงจะมีสมาธิ"

หญิงสาวทำท่าแง่งอนต่อไป

"แล้วจะให้พี่ทำอย่างไร โรงแรมนี่นะ ก็อย่างนั้นละ พี่ก็ต้องทนท่องบ่นตำรับตำราไปทั้งอย่างนั้น"

คราวนี้ทรงธรรมทำเสียงอ้อน พยายามจะดึงมือของอุ่นเรือนมากุมไว้อีกครั้ง

"งั้น... อย่างนั้นทำไมไม่ไปที่บ้านฉันเล่า"

เสียงของหญิงสาวจึงอ่อนลงมาก เมื่อได้รับสัมผัสอุ่นๆ จากอุ้งมือของเขา

พอฝ่ายตรงข้ามเสียงอ่อนลง ทรงธรรมก็ปล่อยมือ เปลี่ยนมาเป็นทำท่าทางหนักอกหนักใจ

"แต่... อยู่อย่างนี้ก็ดีไปอย่างหนึ่ง คือไม่ต้องคอยรับอารมณ์จากใครๆ"

"หมายถึงเจ้าคุณพ่อน่ะหรือ"

อุ่นเรือนเข้าใจได้ทันที

"ก็ พี่มันแค่คนรักเรียนรักการศึกษา ไม่ใช่ผู้ลากมากดีจากที่ไหน..."

เขาเดินมาเสียทางหนึ่ง รู้แน่ว่าหญิงสาวจะต้องเดินตาม

"...เลยไม่อยากจะให้ใครมาตราหน้าว่าริจะเด็ดดอกฟ้า"

"ใครว่ากันเล่า"

"เถอะน่า ถึงข้าจะสมองไม่ได้ปราดเปรื่องเหมือนพระน้ำพระยารุ่นหนุ่มทั้งหลาย แต่ก็เข้าใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

เขายังเดินหนีเรื่อยๆ และหญิงสาวก็ก้าวตามติดเช่นกัน

"ข้ารู้ว่าเจ้าคุณไม่ได้ชอบขี้หน้าข้านัก"

"ไม่จริงๆ..."

อุ่นเรือนรีบแย้ง

"...ของที่ฉันชอบ เจ้าคุณพ่อก็ต้องชอบ คนที่ฉันชอบ เจ้าคุณพ่อก็ต้องชอบ..."

หญิงสาวชะงักคำไว้แค่นั้น รู้ตัวว่าเผลอหลุดความในใจออกไปแล้ว

อุ่นเรือนหันกลับด้วยความเขินอาย

ถึงจะกล้าหาญเพียงไร ความในใจเช่นนี้ ก็ยังมีความหวั่นไหวอยู่มาก กับการจะต้องเอ่ยมันออกมา

ทรงธรรมหันมายิ้มกว้าง เขาได้ยินเต็มสองหู แทบโอบกอดหญิงสาวเสียทันที

"จริงหรือ"

เขายังอมยิ้มอยู่ไม่คลาย

"เอ้อ!... สรุปว่า ถ้าฉันไปขอเจ้าคุณพ่อ ท่านก็ต้องยินยอมไงเล่า"

ความขัดเขินยังคงอยู่ อุ่นเรือนจึงเดินหนีออกมาจากตรงนั้น

"ประเดี๋ยวสิ จะย้อนกลับไปทางเก่าหรือยังไง มันไกลหรอกนะนั่น ไปทางนี้ดีกว่า ใกล้กว่ากันเยอะ"

ทรงธรรมรีบฉุดมืออุ่นเรือนมาอีกทาง เป็นทางที่คนละทิศกับอันธพาลพวกนั้น แม้ว่าจะอ้อมกว่า แต่ก็จำเป็นต้องบอกว่าใกล้




หลายวันมานี้ มีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง จนทำให้เจ้าคุณอเนกคุณากรอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ทั้งความสงบเงียบของเหตุการณ์ร้ายต่างๆ และการไม่ต้องมีเจ้าผู้ดีจอมปลอมอย่างทรงธรรมอยู่ใกล้ๆ ให้รกหูรกตา

เพราะช่วงนี้ ท่านบาทหลวงต้องเดินทางไปเชียงใหม่ อีกเป็นเดือนกว่าจะกลับ ทำให้การสอบเลื่อนระดับต้องไกลออกไป

กระนั้นเจ้าคุณจึงไม่ได้ออกไปขับไล่ให้ทรงธรรมกลับไปบ้านช่องของตนเอง ทั้งนี้ก็เพราะยังเกรงใจบุตรสาวนั่นเอง

ขณะกำลังเพลินๆ อยู่ที่เรือนชายน้ำ มีนางบ่าวสาวๆ ช่วยนวดเฟ้นแขนขาอยู่นั้น ก็มีอันต้องขยับลุกขึ้นดูให้แน่ ว่าอุ่นเรือนแต่งกายเป็นชายอีกแล้ว และมีทรงธรรมเดินตามหลังมาด้วยจริงๆ

"จะมาลากลับบ้านกลับช่องแล้วละรึ"

เจ้าคุณรับไหว้อย่างขอไปที คำทักก็เป็นการขับไล่ไสส่งอยู่เห็นๆ

"คุณพ่อเจ้าคะ รักษาน้ำใจกันหน่อยเถิดค่ะ"

พอบุตรสาวทำเสียงเข้มๆ สีหน้าของผู้มากวัยจึงค่อยอ่อนลงบ้าง

"ที่มานี้ เพราะอุ่นมีเรื่องจะขอร้อง ที่โรงแรมนั่นน่ะ ผู้คนพลุกพล่าน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร อยู่อย่างนั้นใครจะมีสมาธิอยู่ได้"

"ลูกรู้ก็ดีแล้วนี่นะ"

เจ้าคุณประชด ยังขัดตาขัดใจอยู่ไม่วาย ที่ลูกสาวของตัวเอง ลงทุนร่อนไปหาผู้ชายถึงสถานที่อโคจรอย่างนั้น

"เป็นผู้หญิงยิงเรือ รู้ไว้ก็ดีแล้ว ว่าสถานที่อย่างนั้น เจ้าไม่ควรจะเฉียดไปถึง"

ทั้งที่พูดกับอุ่นเรือน แต่เจ้าคุณยังไม่วายส่งสายตาตำหนิมาให้เขา

"อย่ากล่าวโทษแม่อุ่นเลยขอรับ เป็นความผิดกระผมเอง แค่จะอ่านตำรา จนทำให้แม่อุ่นต้องเดือดร้อน"

เขาหมายจะให้ผู้มากวัยเข้าใจว่า ไม่ใช่ตนเท่านั้นที่จำเป็นต้องอ่านตำรับตำรา

"แม่อุ่น เจ๊สำเภาเขาเอาผ้ามาฝากให้เลือกอยู่หลายพับ เข้าไปเลือกๆ ดูสิไป"

เจ้าคุณตั้งใจจะให้บุตรสาวออกไปจากที่ จึงใช้ข้ออ้างเช่นนั้น

อุ่นเรือนก็เข้าใจได้ แม้จะขัดใจเท่าใด แต่เวลานี้ก็ยังไม่อยากขัดแย้งกับบิดามากเกินไป จึงต้องยินยอมทำเป็นเดินกลับขึ้นเรือน

กระนั้นก็ยังไม่วายทำท่าสะบัดสะบิ้งใ ห้ผู้มากวัยเป็นว่าตนไม่พอใจอย่างยิ่ง

สายลมพัดเย็นชื่น ทำให้ลำคลองสายใหญ่มีระลอกคลื่นระยิบระยับ แมลงปอฝูงหนึ่ง บินเล่นลมอยู่พืชผิวน้ำทั้งสารพัน มีปลาเสือพ่นน้ำคอยจ้องอยู่ใต้ผืนน้ำ

จังหวะหนึ่งทรงธรรมยังเห็นมันพ้นน้ำ เฉียดแมลงปอตัวหนึ่งไปนิดเดียว

"ถ้าเอ็งเลือกได้ จะเป็นปลาหรือแมงปอ"

เจ้าคุณก็คงเห็นการล่าเหยื่อของมัจฉาชนิดนั้นอยู่เช่นกัน

"ถ้าเลือกได้ กระผมก็จะเลือกเป็นคนที่ละขอรับ"

ทรงธรรมเล่นโวหารกลับไป

"เอ็งมันคารมดี มิน่าลูกสาวข้าจึงหลงนัก"

ผู้มากวัยทำเสียงเย้ยหยันเต็มที่ ขณะทรงธรรมทำเป็นนิ่งเฉยเสีย

"ข้าอยากจะคุยกับเอ็งฉันลูกผู้ชายด้วยกัน ได้หรือไม่"

"ได้แน่นอนขอรับ ท่านเจ้าคุณจะให้กระผมรับใช้สิ่งไรก็เชิญได้เลย"

แทนคำตอบ บิดาของอุ่นเรือนก็โบกไล่ให้บ่าวไพร่ออกไปจากตรงนั้น ทรงธรรมมองตาม แต่ก็สุดจะทัดทานอะไรได้

"แล้วรู้ไหมว่าข้าอยากจะคุยอะไรกับเอ็ง"

เจ้าคุณอเนกคุณากรเอ่ยขึ้นเรียบๆ หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง

"ต้องขอประทานโทษขอรับ กระผมไม่รู้เลยจริง"

"ก็ดี ถ้าอย่างนั้นก็อย่าถือสาเลยนะ ถ้าจะพูดกันตรงๆ"

ทรงธรรมนั้นรู้แน่ว่าผู้มากวัยจะพูดเรื่องอะไร แต่ก็จำต้องนิ่งดูสถานการณ์ต่อไป

"ทรงธรรม ข้าให้คนไปสืบดูเรื่องของเอ็งจนถี่ถ้วนดีแล้ว"

"ท่าน..."

"เถอะนะ จริงๆ แล้วเอ็งมันก็พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ซ้ำยังสำมะเลเทเมา เรื่องอบายมุขก็มีไม่น้อย"

ผู้มากวัยหันมาจ้องหน้าเขาตรงๆ

"ที่จริงมันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของข้า ถ้าหากว่าลูกสาวข้าไม่เป็นไปเช่นนี้ ลูกสาวข้ามีคนเดียว ไม่อยากให้ตกระกำลำบาก อีกหน่อยก็จะต้องมีเหย้ามีเรือน"

"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เรารักกัน กระผมจะทำให้แม่อุ่นไม่ทุกข์ร้อน"

ตอนนี้ทรงธรรมพยายามทำเป็นใจดีสู้เสือ

"เอ็งมีหนทางรึ..."

แล้วเจ้าคุณก็หัวเราะลั่น ก่อนจะชี้หน้าเอาตรงๆ

"เอ็งเป็นคนหัวเมือง กระทั่งเรือนที่อยู่ในพระนครนี่ยังไม่มี แล้วจะมีปัญญาอะไร"

ชายหนุ่มหน้าเสียทันที นี่แสดงว่าเจ้าคุณอเนกไปสืบเทือกเถาเหล่ากอของเขามาอย่างละเอียดละออแล้วจริงๆ

ไม่ทันที่ทรงธรรมจะพูดอะไร ผู้มากวัยก็เอ่ยขึ้นอีกว่า

"เอาอย่างนี้ ถ้าเอ็งยอมเลิกยุ่งเกี่ยวกับแม่อุ่น ข้าจะให้สักร้อยชั่ง"

เจ้าคุณว่าอย่างใจป้ำ

ตอนนี้เอง ทรงธรรมเห็นเงาใครไวๆ อยู่ตรงหลังข้างฝาด้านริมตลิ่ง ซึ่งเจ้าคุณนั่งอิงหมอนหันหลังให้มุมนั้น

แล้วเขาก็ยิ้มกว้าง

"ท่านเจ้าคุณขอรับ กับกระผม แม่อุ่นมีค่ายิ่งกว่านั้นเป็นร้อยเท่าพันทวี"

ทรงธรรมออกเสียงให้ดัง หมายจะให้เงาของใครคนนั้นได้ยินถนัด

"ถึงท่านเจ้าคุณจะตีค่าแค่ร้อยชั่ง แต่ในสายตากระผมนั่น แม่อุ่นประเมินค่าไม่ได้... ท่านพูดถูกว่าก่อนนั้นกระผมค่อนข้างจะเกะกะเกเร เสเพลไปบ้าง แต่พอมาเจอกับแม่อุ่น..."

ถึงตอนนี้ เขายิ่งทำเสียงให้ฟังดูลึกซึ้ง ราวกับกลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

"...กระผมก็ได้เห็นแสงสว่าง ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม ยิ่งพอรู้ว่าแม่อุ่นเป็นสตรี กระผมก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องเปลี่ยนตัวเอง..."

พร้อมกับคำพูด ทรงธรรมก็ตบหน้าอกตัวเองดังปับๆ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งคำพูดทั้งท่าทาง ล้วนอยู่ในสายตาของอุ่นเรือนโดยตลอด ที่เธอย้อนกลับมาดู ก็เพราะเห็นว่าเจ้าคุณไล่บ่าวไพร่ขึ้นไปกันหมด คงมีเรื่องสำคัญต้องเจรจากันเป็นแน่

"กระผมสาบานกับตัวเองไว้แล้ว ว่าจะเปลี่ยนตัวเอง จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ทั้งเพื่อตัวกระผมเอง แล้วก็... เพื่อตัวแม่อุ่น..."

หญิงสาวได้ยินทุกถ้อยกระทงความที่ล้วนฟังแล้วจับจิตจับใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่าตนเลือกคนไม่ผิดเลย

"เฮอะ! เอ็งพูดจาอย่างนี้ออกมาได้ แล้วทำไมหลายวันมานี้ เอาแต่สำมะเลเทเมา ไม่ตั้งใจอ่านตำรับตำราอยู่ที่โรงแรมนั่น"

ทรงธรรมนิ่งไปอีก เพราะเจ้าคุณส่งคนไปสืบข่าวการอยู่การกินของเขาด้วยนี่เอง

อีกเป็นอึดใจ กว่าที่จะนึกหาคำแก้ตัวต่อไปได้

"ใครว่ากระผมไม่อ่านตำรับตำรา ที่โรงแรมนั้น ดีอยู่อย่างคือมีคนมีวิชาความรู้มากมาย ได้สังสรรค์สนทนากับพวกเขา ก็เหมือนได้ทั้งทบทวน ทั้งเพิ่มพูนความรู้ไปในเวลาเดียวกัน อย่างที่กระผมยืนยัน ว่าทุ่มเทหมดใจ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแม่อุ่น"

คำท้ายๆ เขาตั้งใจให้เสียงดังเป็นพิเศษ

ด้านคนแอบฟังอยู่ก็ปลื้มแล้วปลื้มอีก ใบหน้าร้อนผ่าว ไม่คิดว่าชายหนุ่มที่ตนรัก จะเปิดเผยจริงใจถึงขนาดนี้

"ที่ตั้งใจเรียนตั้งใจสอบ ก็เพราะอยากจะให้ท่านบาทหลวงนั่นฝากเข้าทำงานกับท่านกงสุล แม่อุ่นจะได้มีหน้ามีตาไม่น้อยไปกว่าใคร"
แต่เจ้าคุณอเนกคุณากรยังไม่วายยิ้มเยาะ ผู้มากวัยย่อมผ่านประสบการณ์ชีวิตมาไม่น้อย ด้วยคำพูดสวยหรูเหล่านั้น จึงไม่ทำให้คล้อยตามได้ง่ายๆ

"ซาบซึ้งเหลือเกินละ แต่ข้าจะบอกเอ็งไว้อย่าง ว่า สันดอนปากแม่น้ำน่ะขุดกันได้ แต่สันดานนั่นมันขุดไม่ได้ คนมันเคยเป็นยังไร มันก็ต้องเป็นยังนั้น ยิ่งคนกลับกลอกอย่างเอ็งน่ะ ข้าว่า..."

"พอเถอะค่ะเจ้าคุณพ่อ!"

อุ่นเรือนสุดจะทนฟังอีกต่อไป ไม่อยากได้ยินสักนิด ที่บิดาของตนจะดูหมิ่นดูแคลนคนที่ตนรักถึงขนาดนี้

"แม่อุ่น! กล้าขัดคำพ่อเชียวรึ! กลับขึ้นเรือนไปเดี๋ยวนี้ อย่างแม่อุ่นจะรู้อะไร"

เจ้าคุณขยับจากท่าเอนๆ เป็นขัดสมาธิ ตบกระดานดังปัง ไม่พอใจหนัก

"เจ้าคุณพ่อน่ะสิ ไม่ให้โอกาสคน พี่ธรรม์เขาจริงใจขนาดนั้น ยังดูถูกดูหมิ่นอยู่ได้"

"กลับขึ้นเรือนไปเถอะแม่อุ่น เรื่องของผู้ชายเขานะคุยกัน"

"ไม่... อุ่นไม่ขึ้น ที่เจ้าคุณพ่อคุยกันกับพี่ธรรม์น่ะ ฉันได้ยินหมดแล้ว"

ผู้มากวัยหน้าเผือดไปนิดหนึ่ง หวังว่าบุตรสาวคงไม่ได้ยินตอนที่ตนเสนอราคา

"เอาอย่างนี้เถิดค่ะ ให้พี่ธรรม์กลับมาพักที่นี้ บ้านช่องเราก็ใหญ่โต จะได้ตั้งใจไม่วอกแวก"

"ไม่ได้ บ้านเราเป็นผู้ดีมีสกุล มีลูกสาวอยู่ในเรือน จะให้ผู้ชายพายเรือมาค้างอ้างแรมกระไรได้"

"โธ่! เจ้าคุณพ่อคะ นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ได้ อย่างนี้คือตั้งใจจะกีดกัน กดดันเขาเห็นๆ"

อุ่นเรือนกระเง้ากระงอดต่อไป จนผู้เป็นบิดาทำหน้าไม่ถูกเหมือนกัน

"เอาอย่างนี้ดีไหมขอรับ ให้กระผมไปอยู่ที่เรือนตึกก็ได้"

ทรงธรรมพยายามหาช่องทาง อย่างไรเสียถ้าตกลงกันได้ เขาจะได้มีโอกาสใกล้ชิดอุ่นเรือนมากยิ่งขึ้น

"ไม่ได้นะ!"

หญิงสาวร้องห้ามเสียงหลง

"ทำไมล่ะ"

ชายหนุ่มยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ได้แนบเนียน

"พี่ธรรม์ไม่ใช่คนพระนคร ไม่รู้หรอกว่า ที่เรือนตึกน่ะ ผีดุแค่ไหน"

"พุทโธ่พุทธัง! คนพระนครเขายังเชื่อเรื่องเหลวไหลอย่างนี้กันอยู่อีกหรือ แม่อุ่นเคยเห็นกับตาหรืออย่างไร"

"ไม่เคย..."

"นั่นน่ะซี พี่น่ะเป็นคนเปิดเผยไม่เคยคิดร้ายกับใคร จะไปกลัวผีทำไม"

ยิ่งต่อหน้าหญิงสาว และคนที่หมายมั่นว่าจะเป็นว่าที่พ่อตา ทรงธรรมจึงต้องทำเก่งกล้าเป็นพิเศษ กระทั่งได้ยินคำสุดท้ายของเจ้าคุณ เขาก็ยังทำท่าโอ่อ่าภาคภูมิอยู่ไม่วาย

"ได้... ถ้าต้องการตามนั้น ข้าก็ตกลง!"


***************




นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 4 มี.ค. 2555, 16:25:22 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 4 มี.ค. 2555, 16:25:22 น.

จำนวนการเข้าชม : 1223





<< บทที่ ๐๓   บทที่ ๐๕ >>
pseudolife 25 มี.ค. 2555, 08:34:38 น.
หึหึ อ่านอย่างไงนายทรงธรรม์นี่ก็ดูกะล่อนแฮะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account