ป่าหนาวไม่หนาวรัก
ความรักช่างเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ได้สบตากันครั้งแรก
นายหัวหนุ่มแห่งป่าหนาวพยายามบอกหัวใจตัวเองมาตลอดเวลาทุกครั้งที่ได้เจอหน้าเธอว่าเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรักใครได้อีกแล้วเพราะทั้งหัวใจตอนนี้มีเพียงแค่ปรายฟ้าคนเดียวเท่านั้นถึงแม้แฟนสาวได้จากเขาไปแล้ว หมอเคียวเพียงได้สบตานายหัวหนุ่มราวกับมีประกายไฟแล่นเข้าสู่ร่างกายเธอทันที ความรักทำให้เธอเข้าไปพัวพันกับการตายของปรายฟ้า และเหตุการณ์ครั้งนั้นนั่นเองผูกความสัมพันธ์ของเขากับเธอให้แน่นยิ่งกว่าเดิม เธอจะทำอย่างไรเมื่อเจอกับปัญหาใหญ่หลวง และเขาจะทำอย่างไรเลือกความรักครั้งเก่า หรือเลือกหัวใจตัวเอง
Tags: รักหวานแหวว แววตาซึ้ง ๆ

ตอน: วันแห่งความยินดี

บทที่ 1 วันแห่งความยินดี

ภาพผู้คนเดินกันขวักไขว่สวนกันไปมาในมหาวิทยาลัยชื่อดังของภาคอีสาน บางคนรู้จักกันก็ตะโกนแสดงความยินดีกันเสียงดัง แต่บางคนถึงไม่รู้จักกันแต่ก็มรอยยิ้มให้กัน แต่ละคนมีรอยยิ้มอย่างยินดีกันถ้วนหน้า แม้ว่าแสงแดดที่ร้อนแรงกำลังส่องเข้ามาก็ไม่อาจทำให้ผู้คนที่กำลังเดินไปมาในที่นี้หวาดกลัว ทุกคนมีแต่รอยยิ้มแสดงความยินดีกันทั่วหน้า เพราะว่าวันนี้เป็นวันแห่งความสำเร็จอีกหนึ่งขั้นของคนหลายร้อย หลายพันคน ที่กำลังจบการศึกษา และกำลังไปเริ่มชีวิตการทำงาน หรือบางคนที่เริ่มการทำงานมานานแล้ว แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี เหมือนกับครอบครัวนี้ ซึ่งยินดีเป็นอย่างมากเมื่อลูกสาวเพียงคนเดียวสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างความภาคภูมิใจมาให้บิดามารดา แต่ความสำเร็จวันนี้ก็สร้างความเสียใจให้กับคนเป็นพ่ออย่างพัฒน์เป็นอย่างมาก เพราะว่าวันพรุ่งนี้หลังจากรับปริญญาเรียบร้อยแล้วลูกสาวต้องเดินทางไปยังจังหวัดภูเก็ตเพื่อไปทำงานในฟาร์มมุกชื่อดังของเมืองภูเก็ต แม้จะห้ามปรามลูกสาวเพียงคนเดียวแล้ว แต่ก็ไม่สามารถห้ามได้เนื่องจาก ขวัญพรรษ หรือ น้องเคียวของพ่อพัฒน์กับแม่ข้าว หรือขวัญข้าวนั่นเอง น้องเคียว นั้นโดนตามใจมาตั้งแต่เด็กแล้วซึ่งนิสัยทุกอย่างนั้นก็ถ่ายทอดมาจากคนเป็นพ่อนั่นเอง รวมทั้งรูปร่างหน้าตา หรือแม้กระทั่งสีผิวเข้มสีน้ำผึ้ง ไม่ได้ขาวเนียนละเอียดเหมือนคนเป็นแม่แม้แต่นิดเดียว ขวัญพรรษรีบผละจากเพื่อนมาหาผู้เป็นบิดากับมารดาทันทีเมื่อถ่ายรูปกับเพื่อนเป็นที่ระลึกเรียบร้อย และแน่นอนในนั้นต้องมีรูปพ่อจ๋ากับแม่จ๋าของเธอก่อนหน้านั้นแล้วแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเพื่อนรักของเธอกระซิบอะไรบางอย่าง
“ไอ้เคียวพ่อจ๋าแกยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ ถ้าหนุ่มกว่านี้อีกนิดนะฉันจะจีบแข่งกับแม่จ๋าของแกเลย”
วินนี่ หรือวิทวัสเพื่อนชายหัวใจหญิงของเธอจีบปากจีบกระซิบบอกเพื่อนรักเพียงคนเดียวที่สนิทด้วยในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ความจริงแล้วในกลุ่มมีอีกสามคนแต่ในสามคนนั้นวินนี่ก็ไม่สนิทสนมมากเท่าขวัญพรรษ ซึ่งตัวขวัญพรรษเองก็เหมือนกัน รวมถึงการไปทำงานในครั้งนี้ด้วย เธอกับวินนี่ได้ทำงานที่เดียวกันในตำแหน่งหน้าที่ตามที่เธอเรียนมาเพราะนอกเหนือจากการทำฟาร์มมุกแล้ว ทางรีสอร์ตยังมีฟาร์มนกแก้วมาคอว์และรวมไปถึงบรรดานกอีกหลายสายพันธุ์คงจะเรียกว่าฟาร์มคงไม่ถูกนักเพราะทั้งหมดเป็นสัตว์รักของเจ้าของฟาร์มมุกป่าหนาวแห่งนี้ เมื่อมันเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าของฟาร์มจึงเปิดในบรรดานักท่องเที่ยวและเด็ก ๆ ที่มากพักที่รีสอร์ตป่าหนาวแห่งนี้ได้ชม และเพราะตอนนี้มีความเข้มงวดเกี่ยวกับบรรดาสัตว์ขนทั้งหลายซึ่งมีทั้งโรคไข้หวัดนก ถึงข่าวมันจะซาไปแล้วแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโรคนี้มันจะหายไปด้วย เจ้าของฟาร์มเลยเปิดรับสมัครสัตวแพทย์ในการดูแลครั้งนี้ เธอกับวินนี่จึงมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในฟาร์มมุกแห่งนี้ กำหนดการทำงานวินนี่จะไปช้ากว่าเธอหนึ่งอาทิตย์ และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจให้ขวัญพรรษไปทำงานไกลบ้านของพัฒน์ด้วยถ้าหญิงสาวไปคนเดียวเขาคงไม่ปล่อยให้ไปหรอกดีนะมีวินนี่ไปด้วย ถึงแม้จะเป็นชายหัวใจหญิงก็เถอะ แต่ยังไงก็เป็นผู้ชายคงปกป้องขวัญพรรษได้ไม่มากก็น้อย
“ตอนนี้ก็จีบได้วินนี่เดี๋ยวฉันบอกพ่อจ๋าให้เอามั้ย ว่าแต่แกเถอะสู้แม่จ๋าฉันได้หรือเปล่า”
ขวัญพรรษหันไปถามเยอะ ๆ กับเพื่อนรักของตนเองก่อนจะหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้รับค้อนอันแสนใหญ่กลับมาทันที
“ฉันสู้ไม่ไหวหรอกดูซิ สายตาพ่อแกมองแม่แก จนลูกจะมีสามีได้แล้วยังหวงอยู่ได้”
วินนี่จีบปากจีบคอบอกเพื่อนสาวเพราะพ่อจ๋าของเพื่อนเธอออกอาการทุกครั้งเวลาที่มีหนุ่มแก่หรือหนุ่มอ่อนมองมาที่ขวัญข้าวคนเป็นภรรยา
“เออ...จริงด้วยคิดเหมือนกันเลย”
เสียงหัวเราะเรียกให้บิดามารดาของขวัญพรรษหันมามองลูกสาวและเพื่อนรักทันที ทั้งสองคนเลยเดินไปหา
“หัวเราะอะไรกันลูกเสียงดัง ไม่น่ารักเลย”
เสียงมารดาเตือนลูกสาวเพียงคนเดียวเมื่อเห็นการหัวเราะของลูกสาว
“ข้าวก็ ลูกกำลังมีความสุข นิดหน่อยแค่นี้เอง”
ไม่ว่าจะกี่ครั้งเวลาที่แม่จ๋าดุลูกสาวก็เป็นแบบนี้ทุกที พัฒน์พยายามเข้าข้างลูกสาวตลอดเวลาจนคนเป็นแม่ส่ายหัวไปมาด้วยความระอา
“แม่จ๋า ไม่มีใครน่ารักเท่าวินนี่หรอกฮ่ะ”
เพื่อนสาวหัวใจหญิงบอกแม่จ๋าของเพื่อนรัก พร้อมกับค้อนพัฒน์ทันทีเมื่อได้ยินประโยคต่อมา
“วินนี่ อย่าให้มันมากนัก ฉันละทนไม่ได้จริง ๆ จะคบกันทั้งทีหาที่เต็มกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง นี่อะไรผู้ชายก็ไม่ใช่ ผู้หญิงก็ไม่เชิง”
พัฒน์ส่ายหน้ากับความล้นของเพื่อนลูกสาวตัวแสบ
“อ๊าย..แด่ดี๊ ทำไมว่าวินนี่อย่างนี้ละคะ วินนี่น้อยใจแล้วนะ”
ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุวินนี่แสดงกิริยาตุ้งติ้งจนคนเป็นเพื่อนและมารดาเพื่อนสาวหัวเราะออกมา เดือดร้อนขวัญพรรษต้องอย่าศึกครั้งนี้ ความจริงแล้วพัฒน์รักวินนี่เหมือนที่รักเธอนั่นแหล่ะ แต่ทนความมารยาของเพื่อนเธอไม่ไหว บางครั้งวินนี่ก็ขยันแกล้งบิดาของเธอเหมือนกันเพราะรู้ว่าพัฒน์หมั่นไส้ตัวเองมาก
“พ่อจ๋า เข้าร่มกันเดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไป เคียวขี้เกียจแบกนะพ่อจ๋า”
ขวัญพรรษ หรือเคียว ซึ่งคนเป็นแม่ตั้งให้นั้นเพราะแม่ชื่อข้าวจะหาอะไรที่เกี่ยวกับข้าวได้บ้าง ก็มีแค่เคียวเท่านั้น และนั่นเองก็เป็นชื่อของขวัญพรรษมาตั้งแต่เล็กจนบัดนี้
“ไอ้เคียว พ่อจ๋าบอกแล้วว่าพ่อจ๋ายังหนุ่มอยู่อย่ามาทำพูดแบบนี้”
พัฒน์รีบตะโกนบอกลูกสาวเพียงคนเดียวที่ยืนยิ้มอยู่ข้างภรรยาสาวคนสวยของเขานั่นเอง
“แม่จ๋า ดูพ่อจ๋าซิคะไม่ยอมรับความจริง แก่แล้วก็ไม่ยอมรับว่าแก่เน๊อะแม่จ๋า”
ขวัญพรรษหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้างอน ๆ ของคนเป็นพ่อ เธอได้ฟังเรื่องราวสุดรักของคนเป็นพ่อเป็นแม่มาบ้าง และเรื่องที่พ่อจ๋าของเธอเคยเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบมาก่อนแต่ก็ต้องมาลาออกเพราะไม่อยากอยู่ไกลจากแม่จ๋า และที่สำคัญ พ่อจ๋าอยากอยู่กับแม่จ๋านาน ๆ เพราะการเป็นตำรวจมันเสี่ยงจนเกินไป พ่อจ๋าเลยตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดเมืองอุดรนั่นเอง มาทำงานโรงสีของแม่จ๋าจนกิจการใหญ่โต เป็นที่เลื่องลือของคนในอุดรฯ ถ้าใครไม่รู้จักโรงสีอุ่นเรือน ก็ไม่ใช่คนอุดรแล้ว
“เราก็ ไปล้อพ่อเขา แม่ก็กำลังมองหาหนุ่ม ๆ สักคนเหมือนกัน แถวนี้น่าจะมีเน๊อะ เคียว”
ขวัญข้าวกล่าวยิ้ม ๆ แล้วหัวเราสามีทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายรีบเดินมาโอบไหล่เล็กของภรรยาคนสวยไม่สร่างของเขาไว้ทันที
“อ้าว ข้าวจ๋าพูดแบบนี้กับพัฒน์ได้อย่างไรจ้ะ ไอ้เคียวแกหยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้เลย”
พัฒน์ตะโกนให้ลูกสาวเงียบ แล้วก็ตก ซูดปากด้วยความเจ็บเมื่อโดนบิดตรงชายโครงนั้นแรง ๆ หนึ่งที
“พัฒน์บอกกี่ครั้งแล้วคะว่าอย่าเรียกลูกว่ไอ้ เรียกกันจนเคียวจะเป็นผู้ชายทุกทีแล้ว ดีนะเหลือผมที่ยาวเอาไว้ไม่งั้นคนก็หาว่าเป็นทอมกันหมดแล้ว”
ขวัญข้าวหลังจากว่าทั้งปากทั้งมือแล้ว สายตาก็เหลือบไปเห็นเพื่อนรักเดินมาแล้วรีบบอกลูกสาวเพียงคนเดียวให้สวัสดีทันที
“เคียวเดียวฉันไปหานังกุ้งก่อนนะ เดี๋ยววินนี่มานะคะพ่อจ๋าแม่จ๋า”
วินนี่หันไปขยิบตาให้พัฒน์อย่างยั่วเย้าแล้วเดินหนีไปหาเพื่อนอีกคณะหนึ่งซึ่งขวัญพรรษเองก็รู้จักกันดี
“เออ...จะไปไหนก็ไป นายวิทวัส”
สิ่งเดียวที่วินนี่ทนไม่ได้ก็คือการเรียกชื่อจริงของตัวเองดังนั้นพัฒน์จึงได้รับค้อนอันโตอีกครั้งและหัวเราะออกมาอย่างถูกใจที่แกล้ววินนี่ได้
“พ่อจ๋าก็...พอกันเลยสองคนนี้”
ขวัญพรรษส่ายหน้าเบา ๆ แล้วต้องหันไปตามเสียงมารดาที่ร้องบอกให้เธอทราบว่าใครมา
“เคียว ลุงเสือกับป้าเพลินมาแล้วลูก”
ขวัญพรรษหันไปสวัสดีอีกฝ่าย แล้วเอ่ยค่อนแคะทั้งสองคนที่เดิมนาพร้อมกับดอกไม้ช่อใหญ่ไม่ใช่ให้ใครก็เธอนั่นแหล่ะด้วยความสนิทสนมกับครอบครัวนี้มานานทำให้ขวัญพรรษคุ้นเคยกับคนเป็นลุงและป้าสาวคนสวย รวมไปถึงพี่ทิกเกอร์กับพี่ไทนี่ และพี่เขยอย่างณดล
“เคียวนึกว่าลุงเสือกับป้าเพลินจะลืมเคียวเสียแล้ว ได้หลานคนใหม่แล้วก็เงี้ยแหล่ะลืมของเก่า แล้วพี่ทิกหล่ะไม่มาหรือคะ พี่ไทนี่เคียวก็เข้าใจนะคะว่าลูกเล็ก แต่ถ้าพี่ทิกไม่มาเคียวโกรธจริง ๆ ด้วย”
เสียงกระเง้ากระงอดของขวัญพรรษทำให้เพลินพิณหัวเราะกับนิสัยที่ถอดจากพัฒน์มาไม่ผิดเพี้ยนเลย บ้านอริยะวานิชย์ของศราเพิ่งจะมีข่าวดีไม่นานมานี้หลังจากต้องรอถึงแปดปีกว่าจะได้เชยชมหลานชายเพียงคนเดียวที่เกิดจากพิณณ์ศรากับณดล ทั้งสองมีลูกยากมากเพราะพิณณ์ศราเคยป่วยเป็นโรคไตมาก่อนหลังจากผ่าตัดแล้วก็ต้องทานยามาเรื่อย ๆ เรื่องคิดจะมีลูกเลยต้องเก็บเอาไว้ก่อน จนเมื่อไม่กี่ปีหลังมานี้ที่ทั้งสองคนอยากมีลูกมากแต่เขาก็ยังไม่มาเกิดสักที ทุกคนอย่างให้พิณณ์ศราปรึกษาแพทย์ทั้งนั้นมีแต่ณดลเท่านั้นที่ไม่กดดันหญิงสาวคนรักเพราะรู้ดีกว่าการปรึกษาแพทย์แต่ละครั้งภรรยาของตัวเองต้องเจ็บตัวมากขนาดไหน ทั้งฉีดยา เจาะเลือด และกินยาอีก ณดลถึงแม้ในใจลึก ๆ อยากมีก็เถอะแต่ก็ต้องเก็บไว้สุดหัวใจเพราะไม่ต้องการให้ภรรยาเครียดมากไปกว่านี้ แต่พอผ่านมาหลายปีคนที่บ้านและในครอบครัวของพิณณ์ศราก็ทำใจได้และไม่กดดันคนเป็นลูกอีกนับตั้งแต่นั้นต่อมา แล้วทุกคนก็ต้องช็อกกับข่าวที่ดีที่สุด รอคอยมานานที่สุด เพราะเพียงไม่นานพิณณ์ศราก็ตั้งครรภ์ทำให้ณดล ถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจที่ครอบครัวที่เขาฝันไว้เป็นเติมเต็มครบทุกอย่างนั่นเอง และพอหลานชายคนแรกของสองครอบครัวลืมตาดูโลกคนที่เป็นปู่เป็นย่าเป็นตาเป็นยายต่างก็เห่อหลายคนใหม่กันถ้วนหน้า โดยคุณพ่อสุดหล่อให้ชื่อว่าน้องเพียว โดยมีความนัยย์มาจากความสามารถของพ่อเพียว ๆ ถึงแม้จะช้าไปหน่อยก็เถอะ ซึ่งก็สร้างความภูมิใจให้กับคนเป็นพ่อเป็นอย่างเมื่อถามว่าลูกชายชื่ออะไรณดลจะตอบอย่างเต็มภาคภูมิว่า น้องเพียว หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า เด็กชาย ณศรา จันทร์พงษ์ ที่รวมทั้งชื่อพ่อชื่อแม่ชื่อตาเอาไว้อย่างเต็มที่
“เรานี่มันเหมือนพ่อทุกอย่างเลยนะเคียว ไม่ได้แม่มาสักอย่าง ผิวก็เหมือนพ่อ หน้าก็เหมือนยังกับแกะ ทำไมเราไม่เอานิสัยที่น่ารักของแม่เรามาบ้างลุงจะได้อุ่นใจว่าเราจะขายออกบ้าง”
ศราแซวอีกฝ่ายเมื่อเห็นหญิงสาวทำหน้างอก็หัวเราะ
“อาเสือก็แซวหลาน แต่สวยนะคะ เคียวสวยออก ถ้าป้าเพลินเป็นผู้ชายจะมาจีบเคียวเป็นคนแรกเลยนะนี่”
คำบอกของเพลินพณเรียกรอยยิ้มเขิน ๆ ของขวัญพรรษ ทำให้คนเป็นแม่หัวเราะกับอาการเขินอายของลูกสาว
“เพลินก็หลอกเด็กไปได้”
ขวัญข้าวบอกกับเพื่อนแล้วก็ต้องยิ้มกว้างเมื่อได้ค้อนจากลูกสาวคนสวย
“แม่จ๋าก็..ข้าวฟังป้าเพลินดีกว่า ป้าเพลินพูดความจริงใช่มั้ยคะ”
เพลินพิณหัวเราะเสียงดังเมื่อได้ยินหลานสาวคนสวยพูดออกมาแบบนั้น
“ได้ข่าวว่าพรุ่งนี้ต้องลงใต้เลยหรือ พ่อเราเขายอมได้ไงนี่ ลุงไม่เข้าใจเลย”
ศราบ่นพึมพำกับขวัญพรรษให้ได้ยินกันสองคน
“ลุงเสืออย่าพูดดังไป กว่าเคียวจะกล่อมพ่อให้อยู่หมัดได้มันเสียเวลานานนะ ลุงเสืออย่ามาทำลายอะไรที่มันดี ๆ อยู่แล้ว”
ศราหัวเราะเสียงดังเมื่อโดนคนเป็นหลานต่อว่าและใช้มือเล็กเรียวนั้นปิดปากเขาเพื่อไม่ให้เสียงดังไปกว่านี้
“เราไปที่นั่นก็ระวังตัวอย่างไรก็เป็นผู้หญิงนะเคียว”
ศราเตือนหลานรัก
“ค่ะ เคียวเข้าใจ เคียวไม่ได้ไปคนเดียวนะคะยังมีเพื่อนไปด้วยอีกคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไปช้ากว่าเป็นอาทิตย์ก็เถอะ แต่ว่าลุงเสือพูดกับพ่อจ๋าให้เข้าใจก่อนเคียวไปก็ดีหน่อย เคียวจะได้สบายใจ”
ขวัญพรรษป้องปากพูดกับคนเป็นลุงเบา ๆ จนคนเป็นพ่อต้องกระแอมออกมาด้วยความหวงลูกสาว กลัวว่าลูกสาวจะรักคนอื่นมากกว่าเขา จนศราต้องหันมาทำตาดุใส่อดีตบอร์ดี้การ์ดของตัวเอง
“น้อย ๆ หน่อยไอ้พัฒน์ ลูกสาวแกจะขายไม่ออกก็เพราะแกนั่นแหล่ะ”
ศราหันไปพูดใส่หน้าพัฒน์ทันที
“ก็ไม่เป็นไรผมเลี้ยงได้ แต่พี่เสือคิดดูแล้วกันจะไปอยู่อย่างไร ไกลก็ไกล บอกกี่ครั้งแล้วก็ไม่ฟัง เหมือนใครก็ไม่รู้” คำตอบก็ได้ในบัดดลเมื่อทั้งหมดมองมาที่พัฒน์เพียงคนเดียว จนเจ้าตัวต้องกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่เลยทีเดียว
“เออน่า ลูกแกก็โตแล้ว ให้ไปเรียนรู้ประสบการณ์ดูก่อน ถ้าไม่ไหวเคียวมันก็กลับมาเองนั่นแหล่ะ”
ศราปลอบอดีตลูกน้องที่เปรียบเสมือนน้องชายของตัวเองที่ทำหน้าเหมือนเซ็งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าเมื่อพูดถึงเรื่องลูกสาวเพียงคนเดียวที่ต้องไปทำงานไกลทางภาคใต้
“ฟาร์มเขาก็ใหญ่โตอยู่นะ ฉันเคยได้ยินชื่ออยู่เหมือนกัน เป็นรีสอร์ต มีบ้านพักให้เช่า มีฟาร์มไข่มุก ขนาดใหญ่มาก ตอนนี้เขากำลังขยายกิจการใหญ่โต เคียวไปทำงานที่นั่นก็ได้ประสบการณ์มาก เจ้าของฟาร์มเขาชื่ออะไรน้า...ฉันจำไม่ได้รู้แต่ว่าชื่อเล่นชื่อป่า เขาเรียกกันว่านายหัวป่ากันทั้งจังหวัดเลย”
ศราบอกพัฒน์ ซึ่งคลายความกังวลไปบ้างเพราะว่าอย่างน้อยศราก็รู้จักบ้างในฐานะนักธุรกิจด้วยกัน ถึงจะไม่สนิทกันก็เถอะ รู้ที่มาที่ไปก็ยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลยพัฒน์คิดไว้ในใจ ทั้งสองหยุดพูดเรื่องนี้กันทันทีเมื่อหันไปเห็นลูกชายเพียงคนเดียวของ
ศรากับเพลินพิณเดินเข้ามาพร้อมกับดอกไม้ช่อใหญ่ที่เขาเลือกเองกับมืออยู่นานมากกว่าจะเลือกดอกไม้ที่เหมาะกับขวัญพรรษได้นั่นก็คือดอกทิวลิปสีชมพูช่อใหญ่อย่าพูดถึงราคาเลยมันเป็นความพอใจที่เขาเลือกสรรค์ให้น้องสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวที่สนิทที่สุดก็ว่าได้ ขวัญพรรษยิ้มจนปากแทบจะฉีกเมื่อเห็นว่าใครเดินเท่ห์เข้ามาหาเธอ ร่างสูงใหญ่เกือบร้อยแปดสิบห้า ผิวขาวถึงแม้จะตากแดดเยอะก็ไม่ทำให้ผิวของพงษ์ศราคล้ำลงเลยซึ่งเป็นอย่างเดียวที่ชายหนุ่มไม่ชอบที่สุด ใบหน้าคมเข้มที่อยู่ภายใต้แว่นกันแดดยี่ห้อดัง
“อ๊าย...พี่ทิก..เคียวดีใจที่สุดเลย”
ร่างบางของสาวน้อยที่อยู่ในชุดครุยวิ่งเข้ากอดร่างสูงใหญ่ของพงษ์ศราทันทีจนชายหนุ่มถึงกับเซไปด้านหลังหนึ่งก้าวใหญ่ ๆ เมื่อต้องกอดตอบรับร่างบางของน้องสาวคนสวย
“เฮ้ย...ไอ้เคียวเดี๋ยวฉันก็ขายไม่ออกมาดี ใครเขาเห็นแกกอดกับฉันแบบนี้ก็เข้าใจผิดกันหมด แล้วตัวแกก็ไม่ใช่เบา ๆ นะเนี่ย เป็นสาวเป็นนางปล่อยให้ตัวหนักแบบนี้ได้ยังไงไอ้เคียว”
เสียงห้าวห้ามปรามน้องสาวพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นหน้างอ ๆ แก้มป่องเป็นปลาทองของขวัญพรรษทันทีที่เขาพูดจบ ชายหนุ่มส่งดอกไม้ช่องามที่เตรียมมาเพื่อขวัญพรรษโดยเฉพาะใส่มือของน้องสาวเพียงคนเดียว
“บ้า...พี่ทิกนิสัยไม่ดี แม่จ๋าพี่ทิกเรียกเคียวว่าไอ้อีกแล้ว”
คำฟ้องของลูกสาวทำให้พงษ์ศราถอดแว่นตากันแดดออกก่อนจะหันไปไหว้พัฒน์กับขวัญข้าวซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล ก็จะให้เขาไหว้ก่อนได้อย่างไรกันในเมื่อยัยแสบโผเข้าหาเขาแบบนี้
“สวัสดีครับอาพัฒน์อาข้าว ขอโทษนะครับที่ไม่ได้ไหว้ก่อน ก็ไอ้...ก็เคียววิ่งโผเข้ามาแบบนี้ผมไหว้ไม่ทัน”
คำว่าไอ้หยุดชะงักทันทีเมื่อพงษ์ศราเห็นสายตาค้อนคมของขวัญข้าวที่จ้องเขาจนตาแทบหลุดออกมา คำเรียกขวัญพรรษเลยต้องเปลี่ยนทันที
“อาจะดีใจมากกว่านี้ถ้าทิกเรียกน้องให้มันเพราะ ๆ หน่อย แค่อาพัฒน์คนเดียวก็พอแล้วอย่าให้น้องเราเป็นทอมไปเลยแค่นี้อาก็ปวดหัวพอแล้ว หาหนุ่ม ๆ มาจีบน้องเราหน่อยสิมีมั้ย อาไม่หวงนะ”
ขวัญข้าวบอกอีกฝ่ายแล้วยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของพัฒน์กับลูกสาวคนสวย
“แต่อาหวง เพราะฉะนั้นอย่าคิด อย่าแม้แต่คิดนะไอ้ทิก”
พัฒน์รีบตอบพร้อมกับขู่อีกฝ่ายทันทีจนพงษ์ศราเองถึงกับหัวเราะเสียงดัง
“มิน่า เคียวถึงขายไม่ออกเสียที เพื่อนรุ่นเดียวกันเขามีแฟนจนจะแต่งงานกันหมดแล้วมั้ง”
พงษ์ศราหันไปแหย่หญิงสาวที่ยืนเกาะแขนเขาไม่ปล่อยแล้วเอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากกลมมนของอีกฝ่ายสองสามที
“ก็นี่ไง เราสองคนก็แต่งงานกันดีมั้ย ถือว่าเห็นกับพ่อกับแม่ของเราไง พี่ทิกว่าดีมั้ย เคียวว่าดีนะ”
คำชวนของขวัญพรรษทำให้พงษ์ศราขนลุกเกรียวขึ้นมาจนคนรอบข้างหัวเราะกันเป็นแถวด้วยความล้นของเด็กทั้งคู่ที่สนิทกันเหลือเกิน
“ไปถ่ายรูปกันพี่เสือ คุณเพลินถ่ายรูปครับ ทิกไป”
บรรดาพ่อแม่เห็นแล้วก็ส่ายหัวเบา ๆ แล้วก็เป็นพัฒน์ที่เรียกทุกคนถ่ายรูปเพราะนี่ก็สายมากแล้ว แล้วความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีกเมื่อคนนั้นจะถ่ายกับคนนี้ คนนี้ยังไม่ได้ถ่ายกับคนนั้นเลย กว่าจะผ่านไปได้ขวัญพรรษก็หอบไปหลายรอบเลยทีเดียว
“เคียว พี่ไทนี่ เขาฝากของมาให้ถึงมาไม่ได้ก็ฝากยินดีด้วยนะ”
ศรายื่นของขวัญของพิณณ์ศรากับณดลซึ่งมาไม่ได้เพราะต้องเลี้ยงลูกเล็กซึ่งเกิดได้ไม่นานท่ามกลางความดีใจของคนทั้งสองครอบครัวโดยเฉพาะคนเป็นพ่ออย่างณดลนั่นเอง
“แล้วก็นี่ของลุงกับป้า ป้าให้ไว้เพื่อเริ่มต้นชีวิตการทำงานในอนาคตใช้มันให้ดีล่ะ”
นี่ของลุงเสือกับป้าเพลินก็คือเช็คเงินสดห้าแสนบาทเพื่อให้หลานสาวตัวน้อยเริ่มชีวิตการทำงานในวันพรุ่งนี้อย่างราบรื่น
“พี่เสือไม่เห็นต้องให้เยอะขนาดนั้นเลย”
พัฒน์บ่นเบา ๆ เพราะเกรงใจ แต่ขัดใจอีกฝ่ายไม่ได้
“ฉันให้หลานฉันไม่ใช่ให้แก แล้วก็วันนี้ฉันคงอยู่ค้างไม่ได้ที่ไร่ยุ่งเหลือเกิน ต้องกลับไปเคลียร์บรรดาออเดอร์ของอีกหลายอย่าง”
ศราบอกอดีตบอร์ดี้การ์ดมือหนึ่งของเขาซึ่งตอนนี้แปรตัวเองมาเป็นเจ้าของโรงสีที่ใหญ่ที่สุดของอุบลฯ
“อ้าว ลุงเสือกลับเลยหรือค่ะ ขอบคุณนะคะอุตส่าห์มา แล้วพี่ทิกกลับเลยหรือเปล่า”
ขวัญพรรษหันไปถามพี่ชายที่เธอเกาะแขนไม่ปล่อยอยู่ขณะนี้
“จ้ะ...แล้วนี่ก็ของพี่ อย่าพึ่งแกะนะ กลับถึงบ้านก่อนแล้วค่อยแกะ มันเป็นความลับ”
กล่องของขวัญกล่องน้อยของพงษ์ศราถูกยื่นใส่มือหญิงสาว ขวัญพรรษยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณอีกฝ่าย
“อะไรเนี่ย..ทำแบบนี้แล้วอยากรู้จริง ๆ”
ขวัญพรรษเขย่ากล่องของขวัญเบา ๆ ก่อนจะมองหน้าอีกฝ่ายราวกับขอร้องให้บอกว่าข้างในเป็นอะไร พงษ์ศราส่ายหน้าเบา ๆ แล้วย้ำให้ไปแกะที่บ้านพร้อมกับของขวัญของพิณณ์ศรานั่นเอง แล้วทั้งสามคนก็ลากลับพร้อมกับเสียงโอดโอยของขวัญพรรษซึ่งอ้อนพงษ์ศราราวกับไม่อยากให้ชายหนุ่มกลับเหลือเกินจนชายหนุ่มส่ายหัวเบา ๆ
พัฒน์มองศรา เพลินพิณ และพงษ์ศราเดินกลับไปก่อนจะกอดคอลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่กำลังมองพี่ชายสุดซี้กลับอย่างเสียดาย
“ไปไอ้เคียวกลับบ้าน จะต้องไปเตรียมของอีกไม่ใช่หรือ เฮ้อ...ถ้าทำงานแถวนี้ก็ไม่ต้องรีบจัดเสื้อผ้าแบบนี้หรอก ไปเสียไกลดีนะเจ้าวินนี่ไปด้วยไม่งั้นพ่อคงต้องห่วงยิ่งกว่านี้อีก”
คำบ่นของพัฒน์ยังคงได้ยินกันอย่างต่อเนื่อง สองแม่ลูกหันมายิ้มอย่างเข้าใจ และรักคนเป็นพ่อจ๋าก็ตรงนี้นี่แหล่ะขวัญพรรษคิดอย่างอารมณ์ดี เธอมีความสุขมาในวันนี้วันที่เธอประสพความสำเร็จในชีวิตอีกขั้นหนึ่ง

บ้านหลังใหญ่ท่ามกลางสวนสวย บ้านหลังนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงของคนเป็นพ่อและแม่ สร้างด้วยความรักทั้งหมด ของทุกอย่างในบ้านขวัญข้าวเลือกสรรค์เองกับมือ และจัดการจัดตกแต่งเองทุกอย่างตามใจตัวเองชอบ ขวัญพรรษขึ้นมาบนห้องทันที เธออยากแกะของขวัญสองชิ้นที่ได้เสียจริง เอาของพี่ทิกเกอร์ก่อนดีกว่า
ว๊าว....แหวนเพชร เป็นเพชรเม็ดเล็ก ๆ เรียงกันรอบวง สวยที่สุด ขวัญพรรษหยิบมันมาลองใส่นิ้วกลาง เฮ้ย...ใส่ไม่ได้แล้วจะใส่นิ้วไหนเนี่ย นิ้วนาง โอ๊ยพอดีเลย นี่อย่าบอกนะว่าพี่ทิกเกอร์เตรียมมันมาให้เธอราวกับจับนิ้วเธอไปวัดงั้นแหล่ะ กล่องที่สองเลยละกัน ของพี่ไทนี่กับพี่เพิ่ม โอ้โฮ....นาฬิกายี่ห้อหรูเสียด้วย สายหนังสีขาว ตัวเรือนล้อมเพชร สวย...ที่สุด ต้องโทรไปขอบคุณหน่อยแล้ว ขวัญพรรษหยิบโทรศัพท์มือถืออันทันสมัยของตัวเองแล้วโทรหาบุคคลทั้งสองทันที
“ฮัลโหลพี่ทิกเกอร์ เคียวเองนะ”
ขวัญพรรษบอกทันทีเมื่อได้ยินอีกฝ่ายรอบรับมาตามสายโทรศัพท์มือถือของตน
“ว่าไงไอ้เคียว ว่างแล้วหรือ แล้วไม่จัดกระเป๋าหรือไง เห็นอาพัฒน์บอกว่าจะไปวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ”
พงษ์ศรา หรือทิกเกอร์รีบบอกถึงสิ่งที่ได้ยินมา
“พี่ทิกเกอร์เค้าจะฟ้องแม่มาเรียกเขาไอ้เคียวอีกแล้วนะ”
ขวัญพรรษต่อว่าอีกฝ่ายอย่างน้อยใจทันที
“โอ๋...เคียวของพี่ อย่าขี้ฟ้องนักเลย แล้วว่าไงของขวัญแกะหรือยังถูกใจมั้ย”
พงษ์ศราถามถึงของขวัญที่เขาเตรียมไว้ให้น้องสาวคนสวยทันที
“ถูกใจที่สุด นั่นแน..พี่ทิกเกอร์จะขอหมั้นเคียวไว้หรือไง เคียวใส่ได้นิ้วนางข้างซ้ายพอดีเลย มิน่า มิน่า ถึงบอกให้เคียวเปิดที่บ้านไม่อยากให้พ่อกับแม่ตัวเองรู้หล่ะสิว่าแอบให้แหวนสาวสวยแบบเคียว ถ้าพี่ทิกอายเคียวก็จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก็ได้นะ”
ขวัญพรรษเอ่ยล้ออีกฝ่ายอย่างอารมณ์ดี
“บ้าไอ้เคียว วันนั้นฉันคงดวงตกที่สุดแล้วมั้ง แกไปหาเอาข้างหน้าเถอะ คนที่ตวงตกกว่าฉันน่าจะมี”
พงษ์ศราตอบอีกฝ่ายแล้วหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องของขวัญพรรษดังตามสายโทรศัพท์ออกมา
“ไอ้พี่ทิกเกอร์บ้า ใครได้เขาไปนี่โชคดีต่างหาก ไม่ใช่โชคร้าย”
ขวัญพรรษค้านอีกฝ่ายเสียงแข็ง แก้มนวลใส นั้นป่องขึ้นมาทันที และทิกเกอร์ก็รับรู้ได้เพราะเวลาหญิงสาวโกรธจะแก้มป่องเป็นปลาทองทุกทีเลย
“แก้มป่องอีกแล้วละซิเรา ยัยปลาทองเอ๊ย”
พงษ์ศราล้ออีกฝ่ายพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ กับความล้นของขวัญพรรษ
“ถึงเค้าจะเป็นปลาทองแต่ความจำเค้าดีนะ”
เสียงแหลม ๆ ยังแหวไม่หยุดด้วยความโมโหที่โดนคนเป็นพี่แกล้งล้อเลียน
“ก็ขอให้เราโชคดีนะ เรียนจบแล้วเป็นผู้ใหญ่เสียที อีกอย่างพี่ขอให้เราทำงานกับใครก็ราบรื่น มีแต่คนรักแล้วกันนะ” พงษ์ศราให้คำอวยพรกับน้องสาวคนสวย
“สาธุ...ขอบคุณนะคะ แล้วเคียวจะเกี่ยวสาวใต้สวย ๆ มาให้พี่ทิกเกอร์สักคนแล้วกันนะ งั้นแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวเคียวโทรหาพี่ไทนี่ก่อนอีกคน บายนะคะ”
หลังจากกดวางหูแล้วขวัญพรรษก็รีบโทรไปหาอีกคนที่เพิ่งบอกพงษ์ศราไปเมื่อสักครู่
“ฮัลโหล พี่ไทนี่หรือคะ เคียวเองนะคะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับนาฬิกาอันแสนสวย ฝากบอกพี่เขยด้วยว่าขอบคุณที่สุด เคียวจะใส่ทุกวันเลย”
เสียงของขวัญพรรษทำให้ไทนี่ หรือพิณณ์ศราพี่สาวคนสวยของพงษ์ศรา ยิ้มออกมาด้วยความแก่นแก้วของน้องเคียวคนสวยของเธอ
“จ้า..ได้แล้วใส่ด้วยนะ เพราะต่อไปนี้มันเป็นการเริ่มต้นทำงาน เริ่มต้นของชีวิตใหม่ เคียวใส่นาฬิกาที่พี่ให้ไว้จะได้รู้ว่าใช้เวลาในชีวิตไปเท่าไหร่แล้วเข้าใจมั้ยยัยเคียว”
คำอวยพรและคำเตือนของพี่สาวทำให้ขวัญพรรษหัวเราะออกมาทั้งที่น้ำตาซึม ๆ ปลื้มกับคำอวยพรของพี่สาว
“พี่ไทนี่เทศได้เก่งจังเลย เคียวจะหลับแล้ว แล้วน้องเพียวเป็นไงบ้างคะหายดีหรือยัง เห็นลุงเสือบอกว่าน้องเพียวไม่ค่อยสบาย”
ขวัญพรรษถามถึงลูกชายคนเดียวของไทนี่และพี่เพิ่มอายุเพียง 6 เดือนแค่นั้นเอง แต่ก็ส่อแววหล่อตามคนเป็นพ่อ และสวยตามคนเป็นแม่
“ดีขึ้นแล้ว ซนได้แล้ว แล้วเราล่ะ ไปทำงานวันแรกอย่าสายนะ เดินทางปลอดภัย ระวังตัวดี ๆ ล่ะ มีปัญหาอะไรโทรหาพี่ได้ตลอด อย่าเก็บไว้คนเดียว เข้าใจมั้ย”
คำเตือนของพิณณ์ศราทำให้ขวัญพรรษยิ้มอย่างอุ่นในหัวใจ การมีพี่สาวมันดีอย่างนี้นี่เองถึงจะไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกัน แต่เธอก็รักสองคนนี้มากเท่าพี่น้องที่ออกจากท้องเดียวกันเลย
“ค่า...คุณแม่ ขอบคุณอีกครั้งนะคะสำหรับของขวัญ เคียวคุยแค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ จะได้จัดของต่อ สวัสดีค่ะ”
หลังจากวางสายไปแล้ว ขวัญพรรษนั่งนิ่งอยู่บนเตียงอีกครั้ง คิดถึงเรื่องราวที่บรรดาพี่ ๆ บอกไว้เมื่อสักครู่ เฮ้อ....งานที่ใหม่จะเป็นอย่างไรเธอยังไม่รู้เลย มันคงจะดีกว่าที่คิดละมั้ง หญิงสาวหยุดความคิดของตัวเองแล้วรีบเก็บเสื้อใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่เตรียมเดินทางไปยังภูเก็ต ณ ฟาร์มมุกป่าหนาว ทำไมต้องเป็นป่าหนาวด้วยนะ ไม่เข้าใจจริง ๆ แต่ไม่เป็นไรไปถึงที่โน่นเธอคงได้คำตอบเองแหล่ะแต่ตอนนี้ควรจัดเสื้อผ้าให้เสร็จเสียก่อนแล้วกัน เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที

เช้าวันใหม่วุ่นวายเพราะเสียงคนเป็นพ่อที่ตะโกนบอกลูกสาวให้เร็ว ๆ เดี๋ยวไม่ทันเครื่อง เตรียมนั่นหรือยัง เอาไอ้นี่ไปหรือยังจนคนเป็นแม่ส่ายหน้ากับความห่วงของคนเป็นพ่อ
“ไปกันได้แล้วจะสายก็เพราะพ่อจ๋า มัวแต่ถามว่าเอานั่นเอานี่ไปหรือยังนี่แหล่ะ”
ขวัญข้าวเอ่ยปากแซวสามีแล้วเดินพากันออกมาที่รถ กระเป๋าได้ถูกคนใช้มาใส่ไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่คนเป็นลูกสาวที่กำลังวิ่งขึ้นรถอย่างรีบเร่งเท่านั้นเอง
“อ้าว...อ้าว..ยัยเคียวเดี๋ยวก็หัวคว่ำก่อนได้ทำงานหรอก อะไรกันเราเป็นผู้หญิงจะยืนจะเดินให้มันเรียบร้อยหน่อย อยู่กับพ่อจ๋าของเรามาเลยกลายเป็นแบบนี้หมดแล้ว”
เสียงบ่นของคนเป็นแม่ทำให้พัฒน์สามีหนุ่มยิ้มออกมาอย่างยินดี เมื่อรู้ว่าลูกสาวลอกเลียนแบบใคร และเหมือนใครมากที่สุดในบ้าน
“ก็ลูกพ่อจ๋านี่จะให้เหมือนใครใช่มั้ยไอ้เคียว”
พัฒน์หันไปถามลูกสาวโดยไม่สนใจตาเขียว ๆ ของภรรยาที่ปรามไม่ให้เรียกลูกสาวเพียงคนเดียวว่าไอ้อีก
“ไปกันเถอะพ่อจ๋าช้ากว่านี้เคียวได้ไปสายแน่ ๆ เลย”
ขวัญพรรษรีบขึ้นรถแล้วเรียกคนเป็นพ่อกับแม่ขึ้นตามแล้วขับออกไปยังสนามบินอย่างรวดเร็วกลัวว่าจะไม่ทันเครื่อง
สนามบินที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งไทยและเทศ บางคนก็มารอรับญาติ บางคนก็มาส่งญาติพี่น้องของตนเอง มีทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะเต็มไปหมด
“เคียวไปอยู่ที่โน่นมีอะไรโทรหาพ่อจ๋านะลูก พ่อจ๋าจะไปรับทันที ไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้นเข้าใจมั้ย”
คำบอกของพัฒน์ทำให้คนเป็นลูกซึมลงไปอีก เพราะเธอก็สงสารคนเป็นพ่อที่อยู่ด้วยกันมานานไม่เคยห่างลูกไกลขนาดนี้มาก่อน
“ค่ะ พ่อจ๋าไม่ต้องเป็นห่วง ดูแลแม่จ๋าด้วยนะคะ เคียวเข้าไปก่อนแล้วกันนะ เขาเรียกแล้ว”
ขวัญพรรษกอดลาคนเป็นแม่ที่ยืนน้ำตาซึมพูดไม่ออกอยู่ตรงหน้า และกอดคนเป็นพ่ออีกหนึ่งทีก่อนจะเดินเข้าไปในทางผู้โดยสารขาออกเพื่อไปยังฟาร์มป่าหนาว แห่งเมืองภูเก็ตนั่นเอง นี่ก็เป็นรางวัลของพ่อจ๋าที่จัดที่นั่งให้เธอในชั้นธรุกิจสบายไปอีกนิด ขวัญพรรษเหลือบมองคนเป็นพ่อกับแม่ที่ยืนส่งอยู่ตรงนั้นโบกมือบ๊าย บาย สองสามครั้งแล้วเดินเข้าไปด้านในอย่างตัดใจ
..........................................................................



เอรินี
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 25 เม.ย. 2554, 20:45:02 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 25 เม.ย. 2554, 20:49:44 น.

จำนวนการเข้าชม : 1892





   เพียงพบสบตา >>
Gingfara 25 เม.ย. 2554, 21:10:55 น.
น่าติดตามจังเลยค่ะ
อยากอ่านตอนต่อไปแล้วนะเนี่ย


cherryfirm 17 พ.ค. 2554, 18:20:56 น.
เป็นเรื่องที่น่ารัก น่าติดตามดีจังเลยคะ....


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account