ผี(ไม่)ร้ายร่ายมนตร์รัก
บ้านอเนกคุณากร ขึ้นชื่อว่าเฮียนนักหนา

ไม่ใช่ภูตผีแค่ตนเดียว แต่กลับมีมากมาย

นางผีผู้เป็นใหญ่เกลียดแสนเกลียดผู้ชาย

ขณะที่บรรดาผีๆ ที่เหลือ

ล้วนเคยประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างกัน

ยกเว้นแต่ "แสงเพ็ง"

ผีสาวมือใหม่ ไร้เดียงสาและหน้าตาสะสวย

เธอไม่เคยเข้าใจว่าอะไรคือความร้ายกาจของบุรุษเพศ

เมื่อได้พบกับเขา หนุ่มเจ้าสำราญนาม "ทรงธรรม"

เธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ "ความรัก"

เป็นรักแท้ที่พร้อมจะเสียสละ กระทั่งยอมเสียคนรักให้คนอื่น

เพื่อที่จะให้เขามีความสุข เพื่อที่เธอมีความสุขไปด้วย

แต่แล้ว... เมื่อความจริงบางประการเปิดเผย

หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนคู่ควรกับเขาดังที่เธอคิด



อะไรเล่า...ที่จะเกิดขึ้นต่อไป


Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๑๗

บทที่ ๑๗






เมื่อคืน นับว่าหมอเกตุอาคมได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ เพราะหากจะแปลคำ “วีรกรรม” ว่า “การกระทำที่กล้าหาญ” ก็เมื่อคืนนั้นละ ที่เขาได้กระทำในสิ่งที่กล้าหาญที่สุดในชีวิต

ตั้งแต่กล้าลอบเข้าไปในห้องทึมของเรือนจำ เปิดผ้าคลุมไล่หาไปทีละศพ ว่าร่างไหนคือแม่แวว ทั้งที่แต่ละศพล้วนมีสภาพเละเฟะไม่น่าดูเลยสักนิด เขาก็ยังกล้าฝืนความกลัวของตัวเอง

ความเย็นจัดของห้องทึม ที่ถูกขุดลงไปใต้ดิน ทำให้ยังรักษาศพไว้ได้ในสภาพดี ทั้งนี้ก็เพื่อรอเวลาชันสูตร แต่แม้อากาศจะเย็นยะเยือกเพียงใด หมอเกตุก็ยังจำได้ว่าตนเองนั้นมีเหงื่อกาฬหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย กว่าจะข่มความกลัว รวบรวมความกล้าหาญ ไล่เปิดหาไปจนเจอร่างของแม่แววที่เกือบจะสุดปลายห้อง เขาก็แทบจะถอดใจเสียหลายครั้ง

อีกทั้งยังต้องทนอยู่ในโกดังห้องทึมเก็บศพนั้นอีกนาน เพราะขั้นตอนการแลกชีพคืนชีวิตนั้นยุ่งยากมากมาย ต้องใช้สมาธิขั้นสูง เพื่อบริกรรมมนตราอาคมไม่ให้ผิดพลาด กว่าจะลอบออกมาได้ก็เกือบรุ่งสาง ฉิวเฉียดอยู่กับการที่พวกหมอจะเข้ามาเตรียมร่างของแม่แวว เพื่อนำเข้าไปสู่ลานพิจารณาคดีตอนเช้าตรู่

หมอเกตุไม่รู้หรอกว่าการใช้มนตราแลกวิญญาณคืนชีวิตนั้น จะต้องไปแลกกับใครหรือเมื่อไร ที่จริงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะแม่แววยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นขึ้นมาได้

แม้ในกระทั่งตอนนี้ ที่ทรงธรรมถูกนำมายังลานพิจารณาคดี มีท่านตลาการเข้าประจำที่ มีพยานสำคัญคือเจ้าคุณอเนกคุณากรนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างกัน ขาดไปก็แต่อุ่นเรือน ซึ่งหมอเกตุยังไม่เห็นหน้าเลยตั้งแต่ที่เขาปะปนมากับผู้คนเพื่อร่วมฟังการพิจารณาคดี

ขณะที่นายหมอกำลังตรวจสอบร่างแม่แววให้ชัดเจนอีกครั้ง เพื่อให้ปากคำเป็นหลักฐานขั้นสุดท้าย ทรงธรรมแทบปลงได้แล้วว่า ตนเองคงต้องหัวหลุดจากบ่าไม่พ้นในวันนี้

การตรวจสอบโดยละเอียดของนายหมอนั้น เป็นไปอย่างเชื่องช้าราวชั่วกัปป์ เพราะต้องหาร่อยรอยแปลกปลอมต่างๆ ที่อาจทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไป และอีกเป็นนานกว่าเขาจะเริ่มรายงานผลการชันสูตร

“นำเรียนท่านเจ้าคุณตลาการ ตามร่างกายของผู้ตายไม่มีบาดแผลหรือร่องรอยใดๆ แต่ลักษณะของสีผิว นัยน์ตา ปาก ลิ้น บอกได้ว่าตายด้วยยาพิษแน่นอนขอรับ”

ทรงธรรมที่ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อนั้น แทบเดาคำพูดของนายหมอได้อยู่แล้ว

“นายหมอรู้หรือไม่ นางแววตายด้วยพิษชนิดไหน”

“จากประสบการณ์ภูมิความรู้ของกระผม คิดว่าผู้ตายต้องถูกพิษยาเบื่อแน่นอน”

พอท่านตลาการได้ฟังคำยืนยันแน่ชัดนั้นแล้ว ก็หันมาทางทรงธรรม

“เอ็งจะว่ายังไร หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้แล้ว”

คนถูกกล่าวหาถึงกับผุดลุกขึ้นยืน ชี้หน้ากราดออกไป

“จะพูดอะไรได้อีกเล่า ในเมื่อเรื่องพวกนี้ พวกท่านจัดฉากเตรียมการณ์ไว้ปรักปรำกันอยู่แล้ว ที่เหลือก็แค่ออกคำสั่ง ฆ่าข้าให้รีบๆ ตายไปซะ!”

เจ้าคุณอเนกที่นั่งเป็นสง่าอยู่นั้น ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านแต่ประการใด ใจยังคิดอยู่ว่า ที่บุตรสาวตนอ้างว่างไม่สบาย รู้สึกปวดเมื่อยขัดยอก ไร้เรี่ยวแรงตั้งแต่เมื่อตอนใกล้รุ่ง จนไม่อาจจะลุกขึ้นจากที่นอนได้นั้น ก็เพราะเยื่อใยที่ยังหลงเหลือ ไม่อยากจะได้มารู้มาเห็น เวลาที่ไอ้หนุ่มตรงหน้านี้ต้องถูกประหาร

“เอ็งจะบังอาจมากเกินไปแล้ว!”

ท่านตลาการก็ยืนขึ้นตวาดเอาบ้าง

“ทำไมล่ะ พวกกันเองทั้งนั้นนี่นะ จะพูดอะไรจะทำอะไรก็ได้หมด ถูกหมด หรือว่าที่ข้าพูดนี่มันไม่จริง!...”

ทรงธรรมเถียงไม่ลดละ

“...ไอ้ธรรม์คนนี้ บอกว่าถูกใส่ร้าย ท่านตลาการก็ไม่เชื่อ แต่ยังไรข้าก็ไม่ยอมรับ จะทุบจะตี จะเอาไปฆ่าไปแกงก็เชิญเถอะ พวกท่านมันขุนน้ำขุนนาง ข้ามันแค่พวกไพร่ชั้นต่ำ จะปรักปรำใส่ร้ายกันยังไรก็ได้!”

เขาโวยลั่น ตะโกนดังจนสุดเสียง หมายให้ผู้คนทั้งบริเวณ ได้รับรู้โดยทั่วกัน

เจ้าคุณอเนกคุณากรนั้น เรื่องหน้าใหญ่ใจโตสำคัญที่สุด การต้องมาถูกโพนทนาให้กระทบกระเทือนเสื่อมเสียอย่างนี้ย่อมทนไม่ได้ จึงหันไปกล่าวกับท่านตลาการสั้นๆ ว่า

“รีบตัดสินเข้าเถอะ มันไม่ยอมรับ ก็เอากฏหมายบังคับซะที”

คนฟังที่ก็เงอะงะไปเหมือนกันกับคำยืนกรานของผู้ต้องหา จึงค่อยได้สติ

“ขอบใจเจ้าคุณที่ชี้แนะขอรับ...” เขาหันไปกล่าวกับเจ้าคุณอเนกอย่างนอบน้อม ก่อนจะกลับมาตวาดนักโทษด้วยเสียงอันดัง

“ไอ้ทรงธรรม ในนามของตลาการรศาลหลวง ตัดสินแล้วว่าเอ็งวางยาฆ่าคน คนที่ต้องตายโดยปราศจากความผิดใดๆ คือนางแววหลานสาวเจ้าคุณอเนกคุณากร หลักฐานแน่นหนา การสืบสวนครบถ้วนกระบวนความ เที่ยงตรงวันนี้ ประหารให้ตายตกไปตามกัน!”

คำตัดสินแข็งกร้าวเด็ดขาด เสียงดังก้องไปทั่ว ทำให้ทั้งบริเวณเงียบงันลงทันที

พลันนั้น! สายลมที่นิ่งสงัดก็กระพือพัด ฝุ่นผงปลิวฟุ้งอวลตรลบ สุนัขหอนโหยหวน ผู้คนเริ่มแตกตื่น เจ้าคุณอเนกคุณากรถึงกับนั่งอยู่ไม่ติดที่ พอลมหอบเอาผ้าที่คลุมร่างของแม่แววให้พลิกไป ท่านตลาการก็มีอันต้องผุดลุกขึ้นบ้าง

ร่างของแม่แววเหมือนถูกใครฉุดให้ลุกขึ้นนั่ง อีกเป็นอึดใจ กว่านางจะทำท่างุนงงเหมือนคนได้หลับไม่เต็มตื่น นั่งนิ่งเหม่ออยู่จนเจ้าคุณตลาการต้องแข็งใจถามออกไป

“เอ็ง... เอ็งเป็นผีหรือว่าเป็นคน...”

ทั้งนี้เพราะอย่างไรเสียก็ปักใจเชื่อไม่ได้อยู่ดีว่า ผีจะลุกขึ้นมาหลอกคนได้ในตอนกลางวันแสกๆ อย่างนี้

แม่แววค่อยๆ หันมองไปรอบตัว คล้ายกำลังพยายามจำแนกทิศทางหรือสถานที่ พอหันไปเห็นเจ้าคุณอเนกคุณากรผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ แม่แววก็ตกใจ สะดุ้งเฮือกและทำท่าจะถอยหนี

“เอ็งบอกมาบัดเดี๋ยวนี้ ว่าเป็นผีหรือว่าเป็นคน”

ท่านตลาการยังย้ำ ไม่หวังจะพึ่งพาหมอชันสูตร เพราะรายนั้นชิงเป็นลมล้มพับลงตั้งแต่ตอนที่ร่างของแม่แววอยู่ๆ ก็ผุดลุก

“เมื่อครู่ดีฉันเป็นผี แต่ตอนนี้ดีฉันเป็นคนแล้วเจ้าค่ะ”

หญิงสาวที่เพิ่งจะฟื้นคืนชีพ ค่อยๆ เอ่ยออกมาช้าๆ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ

เจ้าคุณอเนกหน้าเสีย เผลอขยับตัวเข้าใกล้ท่านตลาการโดยอัตโนมัติ

ท่านตลาการเองก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง กับสิ่งที่เกิดขึ้น ปากยังถามต่อไปว่า

“หมาย... หมายความว่ายังไร...”

ตอนนี้ทั้งบริเวณมีแต่เสียงซุบซิบกันเซ็งแซ่ หลายเสียงฮือฮายังไม่หยุด ตั้งแต่แม่แววฟื้นขึ้นมาจนกระทั่งเจรจาตอบโต้กับท่านตลาการได้ดังนี้

“นั่นยังไร นั่นยังไรเจ้าคะ คนที่ฆ่าดีฉัน”

แม่แววชี้ไปที่ตัวญาติผู้ใหญ่

“เอ็งอย่าพูดเหลวไหล เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้!”

เจ้าคุณอเนกตวาดกลับทันควัน

“เออสิ! อยู่ๆ จะมาปรักปรำกันอย่างนี้ไม่ได้!”

ท่านตลาการก็รีบย้ำ

“อะไรกันวะ!...” ทรงธรรมสุดจะทน จนต้องถึงกับสบถออกมา

“...ตอนแม่แววตาย ก็ปรักปรำข้า บอกไม่มีพยานมาแก้ต่าง คราวนี้พอแม่แววฟื้น ก็กลับบอกว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ตกลงว่าบ้านนี้เมืองนี้มันไม่มีกฏหมาย ใครคิดจะตัดสินความผิดใคร ยังไรก็ได้ยังนั้นรึ!”

ท่านตลาการถึงกับไปไม่เป็น ได้แต่หันรีหันขวาง มองหาทางออกกับสถานการณ์พิศดารที่ต้องเผชิญอยู่ต่อหน้า

ส่วนแม่แววที่พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว เมื่อเห็นว่าทุกคนยังไม่เอ่ยอะไรอีก จึงพูดต่อไปว่า

“ท่านตลาการเจ้าคะ ที่ผ่านมาดีฉันแม้จะเจ็บป่วย แต่ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ความจำยังมีอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ วันแรกนั้นพี่ชายท่านนี้ กับแม่อุ่นเรือน มาเยี่ยมดูอาการของดีฉันถึงเรือนที่อยู่ พี่ชายท่านนี้ยังได้สั่งยาให้ดีฉันได้ดื่มกินบรรเทาอาการ จนความป่วยไข้ของดีฉันดีขึ้นมากเลยเจ้าค่ะ...”

พร้อมกับคำท้าย แม่แววหันไปยกมือไหว้ทรงธรรมครั้งหนึ่ง ทำให้เขาหัวใจพองโตขึ้นอีกมากมาย

“...ไหมล่ะๆ ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย มีคนพูดความจริงออกมาจนได้”

เขาพยักให้กับเจ้าคุณตลาการ เป็นเชิงว่าจะเชื่อได้หรือยังล่ะทีนี้

“แต่ว่า...” แม่แววยังให้การต่อไป “...เมื่อ... สอง... สองสามวันก่อน คุณลุงท่านเจ้าคุณ เป็นคนนำยามาถึงเรือน ให้ดีฉันดื่มลงไป... ท่านตลาการเจ้าคะ แต่ก่อนนี้ คนที่เอายามาให้จะเป็นแต่พวกบ่าวไพร่ หรือไม่ก็นายวงศ์คนสนิท แต่คราวนี้คุณลุงท่านนำมาเอง ดีฉันก็แปลกใจนัก นึกสังหรณ์ใจว่าจะต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่แล้ว... แต่แล้ว...”

ความในใจกับการได้เห็นญาติผู้ใหญ่ของตัวเองแท้ๆ ที่มาทำกันได้ ทำให้แม่แววถึงกับต้องหลั่งน้ำตาออกมา

“แต่แล้ว... คุณลุงก็บอกว่า ให้กินยาถ้วยนั้นให้หมด ดีฉันยังไม่กล้า ท่านก็ยื่นจ่อให้ที่ปาก บอกว่ากินยาถ้วยนั้นแล้วจะได้หมดทุกข์หมดโศกกันไปเสียที ดีฉันไม่กล้าขัดขืนอะไรอีก จำใจต้องดื่มจนหมดเจ้าค่ะ”

“รสชาติของยาถ้วยนั้นไม่เหมือนเดิม ยังไม่ทันได้พูดจาอะไรกันอีก ดีฉันก็ขาดใจ...”

ไม่ทันจบคำ เจ้าคุณอเนกคุณากรตบโต๊ะดังปัง ชี้หน้าหลานสาวพร้อมตวาดดังลั่น

“นังแวว! นังคนไม่รักดี ข้าเลี้ยงดูเอ็งมาอย่างดี ทำไมมาใส่ร้ายกันอย่างนี้!”

“ที่ดีฉันพูดมามีตรงไหนไม่จริง มีตรงไหนใส่ร้าย ที่คุณลุงคิดฆ่าดีฉัน ก็เพราะจะฆ่าปิดปาก เพราะดีฉันไปรู้ความลับอัปยศของคนรุ่นก่อน!”

แม่แววไม่ยอมให้ตวาดใส่อยู่ฝ่ายเดียว

“เอ็งอย่ามาพูดอย่างนี้ รู้หรือไม่ ข้านี้ได้รับการเสนอให้ได้รับเหรียญดารา ดวงตราราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่ง มีอย่างหรือที่ตระกูลข้า ตัวข้า จะทำเรื่องอัปยศอะไรอย่างที่เอ็งกล่าวหา”

แล้วเจ้าคุณอเนกก็หันกลับไปทางท่านตลาการ

“เจ้าคุณอย่าให้มันมาใส่ไคล้ให้ร้าย ทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลกระผมต้องเสียหาย!”

ทำให้ทรงธรรมต้องรีบขัด

“ในศาลหลวงแห่งนี้ มีใครบ้างกล้าพูดจาเลอะเทอะ ยิ่งใส่ร้ายตระกูลใหญ่เชื้อสายขุนนางเก่าแก่นั่นยิ่งไม่ควร แต่ท่านตลาการต้องฟังก่อน ว่าเรื่องราวที่แท้จริงมันเป็นเช่นไร”

“หรือว่าท่านเจ้าคุณอเนกจะเกิดกลัวความผิดขึ้นมาแล้ว”

ประโยคหลัง เขาหันไปเย้ยให้กับบิดาของอุ่นเรือน ที่ยืนหน้าซีดอยู่อย่างเห็นได้ชัด

“กลัว... กลัวมืงน่ะรึ!”

เจ้าคุณผู้มากวัยต้องใช้เสียงดังเข้าข่ม

“ข้าจะกลัวอะไร ในเมื่อต้นตระกูลข้าไม่เคยขาดเขลา รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมาไม่รู้ตั้งกี่ชั่วอายุคนแล้ว พวกบ้านข้าถือเกียรติยศเป็นหลักใหญ่ มีหรือจะเกรงกลัวเรื่องแค่นี้”

“อย่างนั้นก็ดี ก็ให้แม่แววเขาพูดต่อไป!”

“เอาละๆ แม่แววพูดต่อไปซิ ไปรู้เรื่องน่าอัปยศอดสูอะไรเข้า มันถึงใหญ่โตจนต้องมีการฆ่าแกงกันเพื่อปิดปาก”

คราวนี้ท่านตลาการค่อยพูดตรงกับใจของหลายๆ คน ที่ยังเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบ

“ท่านเจ้าพระยาคนก่อน เป็นลุงของเจ้าคุณอเนกคุณากร เคยลักลอบได้เสียกับสตรีคนหนึ่ง ทั้งที่มีเมียพระราชทานอยู่แล้ว แม่นายท่านพอรู้ว่าสามีท่านมีนางเล็กๆ ก็ให้รับมาอยู่ด้วย แต่ห้ามไม่ให้มีลูกด้วยกันเด็ดขาด แต่แล้วสตรีคนนั้นเกิดท้องขึ้นมา...

“ตอนแรกสองคนตกลงกันว่าจะตายตามกัน เพราะรักกันนักหนา ทว่า... พอสตรีผู้นั้นกลืนยาพิษตายลงไปก่อน ท่านเจ้าพระยากลับไม่กล้า ซ้ำยังอำพรางคดีให้เป็นการฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังในความรัก แล้วท่านก็ได้เจริญในหน้าที่ราชการต่อมา”

“หมายความว่า... ผู้หญิงคนนั้น คือคุณแสงั้นหรือ”

ทรงธรรมเพิ่งกระจ่างใจ อดถามย้ำกับแม่แววอีกครั้งไม่ได้

หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ ยืนยันว่าสตรีผู้นั้น ที่จริงก็คือคุณแสนั่นเอง

“โกหก... โกหกตอแห...! คิดว่าคำพูดปั้นน้ำเป็นตัวอย่างนี้ จะทำให้ใครๆ เชื่อได้อย่างนั้นรึ!”

เจ้าคุณอเนกทั้งโกรธทั้งหวาดหวั่น ทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อีกต่อไป

“ท่านตลาการขอรับ”

ทรงธรรมทำเป็นไม่สนใจคำพูดของเจ้าคุณบิดาของอุ่นเรือน

“...นั่นละคือผีเฮี้ยนที่คฤหาสน์เรือนตึกบ้านอเนกคุณาการ ผีตนนั้นคือคุณแส ที่ยังอาลัยอาวรณ์ ร่วมทั้งยังอาฆาตแค้นคนรัก จึงไม่ยอมผุดไปเกิด สิงสถิตอยู่ที่บ้านหลังนั้น”

“ไอ้... ไอ้...”

เจ้าคุณอเนกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่อก ทำให้เอ่ยอะไรออกมาไม่ได้มากไปกว่านี้

ท่านตลาการเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ปะติดปะต่อกันได้เป็นอย่างดี ก็ได้แต่นิ่งอยู่ ทั้งคดีเก่าคดีใหม่ต่างพัวพันกันยุ่งเหยิง จนไม่รู้จะพิจารณาคดีอย่างไรต่อไป

“ท่านขอรับ ท่านเจ้าคุณขอรับ!”

เป็นบ่าวของเจ้าคุณอเนกคุณากรที่วิ่งกระหืดกระหอบ พร้อมตะโกนเรียกเข้ามา

“มีอะไร! ในเขตศาลห้ามเข้ามาโดยพลการ”

แต่บ่าวหนุ่มนั่นยังกล้า วิ่งตรงเข้ามาทรุดตัว หมอบรายงานอยู่เกือบชิดตัวเจ้าคุณผู้เป็นนาย

“คุณท่านขอรับ คุณอุ่น... คุณอุ่นเรือนแย่แล้วขอรับ รีบกลับ... รีบกลับไปเรือนเถิดขอรับ”

“อะไร แม่อุ่นเป็นอะไรไป!”

“คุณท่านไปดูเองเถิดขอรับ”

ผู้เป็นบ่าวยังไม่กล้าบอกความจริง ได้แต่บอกให้รีบกลับ เจ้าคุณไม่เคยเห็นบ่าวคนไหนกล้าพูดจาเช่นนี้ เข้าใจว่าเรื่องราวคงจะร้ายแรงจริงๆ จึงหันไปพูดกับท่านตลาการ

“ขอให้ท่านรีบตัดสิน คืนความยุติธรรมให้กระผมด้วย กระผมมีธุระต้องรีบไป ขอลาไปก่อนละนะ”

พูดจบ เจ้าคุณอเนกก็เดินลิ่วๆ ออกไปจากบริเวณ

“อะไรกัน! อย่าเพิ่งหนี เจ้าคุณเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่นะ!”

แม้ทรงธรรมจะโวยขึ้นอย่างนั้น เจ้าคุณผู้มากวัยก็ไม่สนใจ รีบขึ้นรถที่ยังติดเครื่องรออยู่ แล้วก็สั่งให้คนรถเร่งเครื่อง ขับกลับเรือนไปโดยด่วน

คนที่เหลือได้แต่มองตาม ไม่เข้าใจว่าอยู่ๆ ก็เกิดอะไรขึ้นกันแน่

“แล้วยังไร ตกลงว่าคดีนี้ ไม่มีคนตาย แม่แววเจ้าทุกข์ ก็นั่งพูดคุยอยู่ตรงนี้ แล้วจะปล่อยกันได้หรือยัง”

ทรงธรรมต้องเตือนสติท่านตลาการ

“เออๆ เอ็งไปได้แล้ว คดีนี้เอ็งเป็นผู้บริสุทธิ์!”




เจ้าคุณอเนกคุณากรตกใจนัก ที่อยู่ๆ ลูกสาวต้องมามีอันเป็นไป ทั้งที่เมื่อก่อนออกจากเรือน ก็ยังดีอยู่แท้ๆ

“มันเกิดอะไรขึ้น ไอ้วงศ์ บอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น!”

ผู้เป็นบิดาถึงกับน้ำตาตก เวียนลูบหัวหูลูกสาวคนเดียว ที่บัดนี้ปราศจากลมหายใจ

“ก็... หลังจากคุณท่านไปแล้ว คุณอุ่นก็เรียกหาของเช้า แค่ข้าวต้มกับปลาย่าง รับประทานเสร็จก็ลงนอน บอกว่าอ่อนเพลียไม่มีแรง สักไม่ถึงชั่วยามที่ผ่านมา นางบ่าวมันไปตามกระผม บอกคุณอุ่นอาการแปลกๆ...”

“ยังไร แปลกๆ ยังไรก็เร่งว่ามาซี”

เจ้าคุณยังเสียงสั่น พยายามตรวจดูชีพจรตามจุดต่างๆ รวมทั้งใช้หลังนิ้วจ่อรอลมหายใจ

“ตอนกระผมมาถึง คุณอุ่นนอนหน้าซีด ลืมตาจ้องเพดานอยู่นิ่งๆ ตัวไม่ร้อนไม่เย็น กระผมนึกว่าละเมอ เลยปลุกเรียก เธอก็ยังนอนตาค้างอยู่อย่างนั้น เลยให้คนไปตามหมอ กระผมคิดว่ายังไม่เป็นไร เพราะลืมตาอยู่ ก็ปล่อยให้นอนรอ แต่... พอหมอมาถึง ตรวจดูอาการก็บอกว่าสิ้นใจเสียแล้ว...”

นายวงศ์ก็น้ำตานองหน้า นึกโทษตัวเองขนาดหนัก ที่ไม่ยอมทำอะไรให้ได้มากไปกว่านี้

แท้จริง เป็นเพราะคาถาแลกชีพคืนชีวิตของหมอเกตุอาคมนั่นเอง ที่ทำให้อุ่นเรือนต้องมีอันเป็นไปเช่นนี้ ตั้งแต่เมื่อค่อนดึกนั่นแล้วที่หล่อนรู้สึกแปลกๆ จนใกล้รุ่งยิ่งระโหยระเหี่ยคล้ายวิญญาณจะหลุดลอยออกไปจากร่าง ได้มองเห็นแสงสีเงินวาวๆ ค่อยคืบคลานเข้ามาเกี่ยวพัน เส้นแสงนั้นราวกับสามารถสูบเอากระแสชีวิตให้เหือดหาย แม้จะขืนใจ แข็งขืนต่อสู้ได้พักหนึ่ง แต่แล้วพอล้มตัวลงนอนหลังได้รับอาหารเช้า ก็เหมือนเรี่ยวแรงจะหมดสิ้น พอลืมตาได้ ก็หมดแรงแม้แต่จะกะพริบตา จะร้องเรียกให้ใครช่วยเหลือก็หมดสิทธิ์

“หรือจะเป็นเพราะเวรกรรมของพ่อ... โธ่! แม่อุ่น ไม่น่ามาด่วนไปอย่างนี้ ไม่น่าเลย”

เจ้าคุณเริ่มฟูมฟายน้ำตา เมื่อรู้แน่ๆ แล้วว่าแก้วตาดวงใจของตนได้สิ้นใจไปแล้วจริงๆ

“ทำไม ทำไมกรรมมันไม่มาตกอยู่กับพ่อ แม่อุ่นไม่ได้มีความผิดอะไรสักนิดเดียว พ่อเอง พ่อเองทั้งนั้น ที่สร้างบาปสร้างกรรมไม่รู้จักหมดสิ้น”

เรื่องราวร้อยแปดพันประการประเดประดังเข้ามาในหัวของเจ้าคุณผู้ใหญ่ ตลอดชีวิต ไม่รู้ตั้งกี่รายที่ต้องฆ่าปิดปาก เพื่อปกปิดเรื่องราวที่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล กระทั่งกับญาติสนิทมิตรรัก ถ้าคิดไม่ซื่อแก่กันก็ต้องมีอันแลกด้วยชีวิต หรือแม้แต่แม่ของแม่อุ่นเองก็เถิด ไม่ใช่เพราะไปหลงไอ้บ่าวหนุ่มนั่นหรอกหรือ เจ้าคุณจึงต้องลวงไปฆ่าหมกท้องร่องท้องสวนเสียทั้งสองคน

แล้วผู้เป็นบิดาก็เริ่มเขย่าร่างไร้วิญญาณของบุตรสาว แรงขึ้นๆ ราวกับจะปลุกให้ฟื้น จนนายวงศ์ต้องห้ามปราม

“คุณท่านขอรับ สงบจิตใจเถิดขอรับ คนตายไม่อาจฟื้น คุณอุ่นเรือนไปดีแล้ว ไปสบายๆ ไม่ทรมาน...”

นายวงศ์นั้นเข้าใจว่าธิดาของเจ้านายคงเป็นโรคไหลตาย คือแค่นอนหลับแล้วก็มีอันเสียชีวิตไปเฉยๆ แต่ก็แค่ได้ยินเขาเล่าต่อๆ กันมา ไม่รู้แน่ว่าอาการของคนไหลตายนั้นเป็นอย่างไร เพียงเห็นว่าอาการของหญิงสาวคลับคล้าย จึงยกขึ้นมาปลอบใจผู้เป็นนาย

“ทางมณฑลอีสานเป็นกันมากขอรับ เขาเรียกว่าไหล นอนหลับอยู่ดีๆ ก็ไป...”
“ไม่!... ข้าไม่ยอมให้ลูกตาย นังแวว... ใช่! ทีนังแววแน่นิ่งไปสองสามวันยังฟื้นได้ ทำไมแม่อุ่นจะไม่ฟื้น! ไปเร็ว ไอ้วงศ์มืงรีบไป ตามพ่อมดหมอผีที่ไหนก็ได้ มาทำให้ลูกกูฟื้นเดี๋ยวนี้!”

เจ้าคุณอเนกหันมาผลักไสบ่าวคนสนิท ให้รีบไปทำตามความประสงค์ แม้นายวงศ์ไม่อยากจะผละไป ก็จำใจต้องออกมาตามสั่ง พอดีสวนกับบ่าวที่วิ่งหน้าตาตื่นมาอีกคน สอบถามได้รายละเอียดแล้วนายวงศ์จึงกลับเข้ามาอีก

“คุณท่านขอรับ ที่ศาลเทพอารักษ์เกิดเรื่องใหญ่เสียแล้วขอรับ”

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่รู้จักจบสิ้น เจ้าคุณอเนกยิ่งเครียดจัด จนน้ำตาเหือดแห้งไปแทบหมดสิ้น ยอมผละจากร่างไร้วิญญาณของลูกสาว เพราะข่าวไม่สู้ดีนั้น อาจนำความอัปยศใหญ่หลวงมาสู่วงศ์ตระกูล

พอมาถึงศาลเทพอารักษ์เจ้าคุณผู้มากวัยก็เข่าอ่อน เพราะคนจากทางราชการมากันมากมาย ส่วนหนึ่งกำลังรื้อทำลายปะรำพิธีรับเครื่องราชฯ

บรรดาลูกหลานญาติวงศ์ที่รู้ข่าวก็เริ่มมาสมทบ ยืนวิพากษ์วิจารณ์ถึงต้นสายปลายเหตุที่เกิดขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่กินเส้นกับเจ้าคุณผู้เป็นใหญ่ในตระกูลนั้น ยิ่งนึกสาปแช่งและสมน้ำหน้าคราวเคราะห์ครั้งนี้ของเจ้าคุณอยู่เต็มที่

ผู้ที่ท่าทางเป็นหัวหน้าของกลุ่มทางราชการนั้น พอเห็นเจ้าคุณอเนกก็รีบสาวเท้าเข้ามาใกล้

“เจ้าคุณขอรับ ท่านสมเด็จเจ้าพระยาให้กระผมมารื้อปะรำ หรืออะไรๆ ที่จะเกี่ยวกับการขอเครื่องราชฯ นั้นเสียให้หมด และให้กราบเรียนว่า เรื่องเสนอขอนั้นเป็นอันยกเลิก ต่อแต่นี้ไป ไม่ต้องไปเยี่ยมหาท่านอีก ใครทักใครถามก็อย่าได้บอกว่าเคยไปมาหาสู่กับท่าน”

“ทำไมเป็นอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้นกันเล่าพ่อหนุ่ม”

เจ้าคุณไม่อาจขืนยืนอยู่อีกต่อไปได้ ถึงกับต้องทรุดตัวลงต่อหน้าผู้คนชั้นต่ำต้อย ไม่สามารถแข็งใจยืนค้ำชูเกียรติยศของตนเองเอาไว้ได้อีก

“บ่ายนี้ กระผมไม่แน่ใจ... กรมเวียง หรือกรมวัง จะเข้ามาไต่สวน สืบหาความจริงเรื่องการวางยาพิษฆ่าคนอะไรนั่น อาจร้ายแรงถึงริบราชบาตร”

“ไม่จริง จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไร พ่อหนุ่ม ข้าขอรบกวน ไปกราบเท้าท่านสมเด็จเจ้าพระยาให้ที”

“เกรงว่าท่านจะไม่เคยรู้จักเจ้าคุณมาก่อนนะขอรับ กระผมขอตัวก่อน”

แล้วคนพูดก็หันไปเรียกสมัครพรรคพวกให้พากันจากไป เหลือที่ไว้แต่ความผิดหวังแสนสาหัส ที่กองสุมอยู่ในใจของเจ้าคุณอเนกคุณากร

เจ้าคุณผู้มากวัยไร้เรี่ยวแรงจะลุกยืน ต้องให้นายวงศ์ประคองพามายังหน้าที่บูชา

พอถึงที่ บ่าวคนสนิทก็ไม่กล้ารอหน้าอยู่นาน ต้องรีบขอตัวออกมาจัดการเรื่องเก็บกวาดข้าวของ และสั่งการเกี่ยวกับเรื่องศพธิดาของเจ้านาย

ส่วนเจ้าคุณผู้หยิ่งผยองกับยศถาบรรดาศักดิ์ของตนเองและวงศ์ตระกูลนั้น กับบรรดารูปภาพรูปวาดที่แขวนเรียงรายนั้น เจ้าคุณอเนกคุณากรรู้สึกเหมือนว่าบุคคลในภาพจ้องเขม็ง ส่งสายตาตำหนิเชือดเฉือนมายังผู้ที่ทรุดตัวลงตรงหน้าแท่น โกศกระดูกก็ดูหมองมัวไปถนัดตา แม้แต่กระถางธูปและเชิงเทียนก็หมดความงดงามอลังการ ทั้งหมดเพราะหัวใจของเจ้าคุณที่หม่นหมอง จนไม่อาจจะหาถ้อยคำใดมาเปรียบได้

ส่วนพวกญาติวงศ์พงศาทั้งหลาย พอเห็นคราวอับจนของคนที่พวกตนหมั่นไส้นัก หลังจากเยาะเย้ยถากถางพอให้สาหัวใจแล้ว ก็พากันกลับ โดยกำชับนักว่าแค่นี้ก็น่าอับอายมากอยู่แล้ว อย่าได้คิดซัดทอดให้คนอื่นๆ ต้องมัวหมองไปด้วยเลย

ความผิดหวังพลั้งพลาดครั้งนี้รุนแรงนัก เจ้าคุณคิดโทษไปแล้วทุกคน ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนต้องเสื่อมเสียถึงเพียงนี้ แล้วในที่สุดก็วกกลับมาโทษตัวเอง ที่ไม่ฉลาดหรือรอบคอบพอ ที่จะกระทำการใดๆ ให้หมดจด

เจ้าคุณถึงกับน้ำตาตกอีกครั้ง ความเจ็บช้ำคราวนี้มากกว่าเรื่องเพิ่งเสียลูกสาวคนเดียวไปหมาดๆ เขายังนึกไปว่า ถ้าให้เลือกได้ แม้อุ่นเรือนจะตายไป แล้วชื่อเสียงวงศ์ตระกูลยังคงอยู่ ก็พร้อมที่จะแลก แต่นี่มีแต่เสียหายไปทุกทาง...

ในความรู้สึกส่วนลึกที่สุดของหัวใจ เจ้าคุณยังอดไม่ได้ที่จะนึกคิดไปว่า จะมีหนทางใด ที่ตนจะไม่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้

ยิ่งเพ่งมองดูรูปภาพของบรรดาบรรพบุรุษ ก็ยิ่งเห็นว่าพวกท่านเหล่านั้น ต่างส่งสีหน้าไม่พอใจมาให้ ความอัดอั้นชอกช้ำจึงทำให้เจ้าคุณถึงกับร้องไห้โฮ

“ผิดเอง ผิดที่กระผมเอง ชื่อเสียงเกียรติยศที่เคยสั่งสมกันมา มาป่นปี้เพราะน้ำมือกระผมคนเดียว...”

เขาพร่ำรำพันด้วยความโศกเศร้า สบสายตากับรูปบิดารูปมารดาคราวไร หัวใจการแทบสลาย ผิดหวังกับตัวเองเหลือเกิน ที่ไม่สามารถนำพาหรือสร้างเสริมญาติวงศ์ไปสู่ความยิ่งใหญ่ เป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่ชนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

เจ้าคุณอเนกคุณากรเหลียวมองไปรอบตัว ดูเถิดความยิ่งใหญ่ที่สั่งสมกันมา ถึงขนาดสร้างศาลเทพาไว้เป็นส่วนตัว ยิ่งใหญ่โอ่อ่ายิ่งกว่าสุสานหลวงก็ว่าได้ พอนึกไปถึงตรงนั้นก็หวาดหวั่น แล้วหากตนตายไป ด้วยสร้างความอัปยศไว้ถึงขนาดนี้ มีหรือที่ลูกหลานหน้าไหนมันจะกล้าเอารูป เอากระดูกมาตั้งบูชาไว้ ณ ที่นี้ พวกมันคงเอาอะไรต่างๆ นานาที่จะเหลือไว้หลังความตาย ไปซุกซอนเก็บงำจนมิดชิด ไม่แพร่งพรายอีกว่า เคยมีคนชื่อพระยาอเนกคุณากร ร่วมอยู่ในสายสกุล

คิดแล้วก็สะท้อนใจนัก รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้วที่จะมีชีวิตอยู่ในโลก ในเมื่อไม่สามารถแบกรับความอับอายเอาไว้ได้คนเดียว ต้องพาให้พ่อแม่ปู่ย่าตาตายพลอยเสื่อมเสีย สู้ตายไปเสียดีกว่า ให้ใครๆ เขาได้โจษขานกันไปว่า ไอ้เจ้าคุณอเนกคุณากรคนนี้ มันรับผิดชอบการกระทำของมันเอง... ด้วยชีวิต!

ดังนั้น เมื่อบ่าวคนสนิทกลับมายังศาลเทพอารักษ์อีกครั้งหนึ่งเพื่อเก็บกวาด จึงได้เห็นว่า ร่างของเจ้าคุณผู้เป็นใหญ่ในตระกูล แขวนคอปลิดชีวิตตน ห้อยคาอยู่กับเชือกโยงที่พาดขึ้นไว้กับขื่อกลาง

นายวงศ์รีบให้คนเอาศพเจ้านายตนลงมา เห็นในมือที่กำแน่นอยู่นั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่งจึงคลี่ออกดู

“กุขอสาปแช่งไอ้อีผู้ใด ที่คิดไม่ให้เอากระดูกกุ มาไว้ในศาลเทพอารักษ์นี้!”




ตอนที่ได้รับการปล่อยตัว ทรงธรรมรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ตอนเดินออกมาได้เห็นว่าหมอเกตุยืนรออยู่แล้วก็ยิ่งดีใจ แต่ไม่ทันจะได้ซักไซ้ไต่ถามอะไรกัน เขาก็ยื่นมือที่เหมือนกำอยู่หลวมๆ ไปให้ฝ่ายตรงข้าม

“ร่มไง ที่เอ็งเอาไปให้ในนั้น”

“ไหนร่ม”

หมอเกตุยังถาม เพราะไม่เห็นว่ามีอะไรในมือของชายหนุ่ม

“เออ... ลืมไป แม่แสงเขาบังตาไว้น่ะ รับๆ ไปเถอะ แล้วประเดี๋ยวไปเจอกันที่บ้านเอ็งก็ได้ ข้าจะไปรดน้ำมนต์ล้างซวยเสียหน่อย”

พูดจบก็ทำท่ายัดเยียดร่มที่ว่าให้กับหมอเกตุ พอได้สัมผัสคนรับถึงรู้ว่าเป็นร่มจริงๆ ที่มองไม่เห็น ก็เพราะผีสาวบังตาเอาไว้อย่างที่ทรงธรรมบอก

“แล้วพี่ธรรม์จะไปไหนเล่า”

“ก็ว่าจะไปวัดอินทร์ ขอน้ำมนต์หลวงพ่อโตท่านสักหน่อย”

“นี่นะ ถ้าพี่ธรรม์รู้ว่าใครเป็นคน...”

หมอเกตุไม่ทันได้พูดจบ ทรงธรรมก็ผละไปเสียแล้ว เขาเลยหมดโอกาสจะได้คุยอวดว่าที่แท้แล้วเป็นฝีมือของตัวเองล้วนๆ ที่ทำให้หนุ่มรุ่นพี่ รอดพ้นจากความตาย

รอจนบ่ายอ่อนๆ นั่นละ ทรงธรรมจึงกลับมาถึงตำหนักเทพอาคม หรืออีกนัยคือบ้านของหมอผีหนุ่ม คราวนี้เจ้าของตำหนักไม่รอช้า รีบสาธยายว่าที่จริง เพราะเหตุผลกลใด ทรงธรรมถึงรอดจากโทษประหารมาได้อย่างหวุดหวิด

แถมหมอเกตุยังท่องมนตร์แลกชีพคืนวิญญาณให้ฟังอย่างคล่องปรื๋อ จนทรงธรรมอดเอ่ยปากชื่นชมไม่ได้

“แสดงว่าใกล้จะได้เป็นจอมขมังเวทเข้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้วละซี”

คนฟังยิ้มด้วยความภูมิใจ แล้วก็รินสุราสำหรับคนชมและตนเอง

“งั้นก็ต้องฉลองกันหน่อยนะพี่ธรรม์”

หมอเกตุยกแก้วของตนชูขึ้นตรงหน้า

“ข้าก็ต้องขอบใจเอ็งมาก ถ้าไม่ได้เอ็ง ไม่รู้ป่านนี้ตัวกับหัวจะแยกกันไปทางไหน”

“มิได้ๆ ที่จริงฉันสิต้องขอบคุณพี่ธรรม์ ถ้าไม่ได้พี่ ฉันก็คงไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ ขนาดวิชาแลกชีพคืนวิญญาณ ที่เป็นอาคมขั้นสูง ข้ายังใช้ได้การ ต่อไปข้างหน้า ต้องไม่มีใครกล้ามาว่าข้าเป็นพวกลวงโลกอีกแล้ว”

“มันก็ต้องอย่างนั้น ตอนที่ผ่านตลาดนั่นมา เขายังลือให้แซ่ด ว่าที่แม่แววฟื้น เป็นฝีมือการปลุกวิญญาณของเอ็ง”

“แล้วไอ้เจ้าคุณนั่นเล่า พอเห็นแม่แววฟื้นขึ้นมาได้ ไม่ตกอกตกใจใหญ่ละหรือ”

“อย่าไปพูดถึงอีกเลยน่ะ คนพรรค์นั้นน่ะ ข้าไม่อยากจะคบค้าเสวนาด้วยอีกแล้ว”

ทรงธรรมระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ยังรู้สึกอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ว่า ลมหายใจของความมีอิสรภาพนั้น หอมหวนชวนสดชื่นยิ่งกว่าตอนต้องโทษทัณฑ์นั่นไม่รู้ตั้งเท่าไร

“พวกผู้ดีแต่เปลือก ข้างในเน่าเฟะอย่างนั้น ไม่ตกใจจนปัสสาวะราดก็บุญแล้ว”

แล้วเขาก็ชวนให้หมอเกตุ ย้ายมานั่งด้วยกันที่ชานเฉลียงด้านตรงข้ามกับหอพระ

เจ้าของบ้านยกไหสุราตามมาด้วย พอนั่งลง ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงว่า

“พูดไปแล้ว เรื่องเจ้าคุณอเนกนั่นน่ะ เขาก็ได้รับกรรมตอบสนองแล้วละนะ”

“เอ็งหมายความว่ายังไร”

ทรงธรรมยังไม่ค่อยเข้าใจ

“ก็การที่พี่ธรรม์รอดออกมาได้นี่ เพราะวิชาแลกชีพคืนวิญญาณ และแม่อุ่นเรือนนั่นละ ที่ต้องถูกแลกชีวิต”

คนฟังแทบไม่เชื่อหู

“แลกชีวิต ยังไง”

“ใช่แลกชีวิต ไสยเวทบทนี้ ต้องมีการหยิบยืมกระแสปรานกระแสชีวิต เพื่อกระตุ้นดวงจิตของร่างที่วิญญาณหลุดลอยไปแล้ว”

พอเข้าใจได้รางๆ ทรงธรรมก็หน้าเสีย

“เอ็งหมายความว่า... แม่อุ่น... น่ะรึ”

“ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ใครใช้ให้แม่อุ่นเป็นคนจิตใจเช่นนั้น ทั้งร่วมมือทั้งปกปิด ทั้งฆ่าคนบริสุทธิ์ ทั้งใส่ความคนบริสุทธิ์ ขนาดในโรงในศาลยังกล้ากล่าวเท็จ... ก็สมควรแล้ว”

คนพูดชำเลืองดูหน้าหนุ่มรุ่นพี่ พอเห็นว่าสีหน้าไม่สู้ดีนัก จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำเสียงแบบค่อนข้างสะใจ ให้กลายเป็นเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง

“จะว่าไป... ข้าก็ไม่สบายใจนักหรอกนะพี่ธรรม์ อยู่ๆ คนคนหนึ่งต้องมาตาย แต่ก็อย่างว่า ไม่อย่างนั้นพี่ธรรม์ก็ต้องตาย การที่แม่อุ่นต้องสิ้นลมลงไป นอกจากช่วยพี่ธรรม์ไว้ได้ คนไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วยอย่างแม่แวว ก็ไม่ต้องตายไปเปล่าๆ เรียกว่าหนึ่งแลกสอง คิดไปอย่างนี้ ข้าถึงพอทำใจได้บ้าง...”

ทรงธรรมยังได้แต่นิ่งฟัง ใจคอที่ชุ่มชื่นเพราะอิสรภาพ บัดนี้สลดหดหู่ ไม่คิดเลยว่าเพราะความคิดอ่านไม่ได้ความของตนเอง จะต้องทำให้คนบริสุทธิ์ต้องพลอยเดือดร้อนมากมายขนาดนี้

“แล้ว... แล้วทำไมต้องเป็นแม่อุ่น...”

เขาพึมพำออกมาได้เพียงแค่นั้น

“เรื่องนี้เราควบคุมไม่ได้หรอก แล้วแต่ว่าใครมีกรรมผูกพันกันอย่างไร ข้าแค่ใช้ผลกรรมที่เคยก่อ ความเป็นเจ้ากรรมนายเวรของกันและกันให้เป็นประโยชน์ ตอนแรกก็ไม่นึกเหมือนกันว่าต้องเป็นแม่อุ่น”

ทรงธรรมถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทั้งอึดอัดทั้งติดขัดอยู่ในหัวใจ คิดวกวนอยู่ได้แต่เพียงว่า ไม่น่าเป็นอย่างนี้ ไม่น่าเป็นเช่นนี้

หมอเกตุพอจะอ่านความรู้สึกของหนุ่มรุ่นพี่ออก จึงได้แต่กล่าวปลอบใจ

“คิดเสียว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เป็นไปตามบุญตามกรรมก็แล้วกันเถิดนะพี่ธรรม์”




*************************



นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 8 เม.ย. 2555, 21:07:27 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 8 เม.ย. 2555, 21:07:27 น.

จำนวนการเข้าชม : 1250





<< บทที่ ๑๖   บทที่ ๑๘ >>
ปลาวาฬสีน้ำเงิน 11 เม.ย. 2555, 22:24:41 น.
ยังชอบและตามอ่านตลอดนะคะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account