ผี(ไม่)ร้ายร่ายมนตร์รัก
บ้านอเนกคุณากร ขึ้นชื่อว่าเฮียนนักหนา

ไม่ใช่ภูตผีแค่ตนเดียว แต่กลับมีมากมาย

นางผีผู้เป็นใหญ่เกลียดแสนเกลียดผู้ชาย

ขณะที่บรรดาผีๆ ที่เหลือ

ล้วนเคยประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างกัน

ยกเว้นแต่ "แสงเพ็ง"

ผีสาวมือใหม่ ไร้เดียงสาและหน้าตาสะสวย

เธอไม่เคยเข้าใจว่าอะไรคือความร้ายกาจของบุรุษเพศ

เมื่อได้พบกับเขา หนุ่มเจ้าสำราญนาม "ทรงธรรม"

เธอไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองคือ "ความรัก"

เป็นรักแท้ที่พร้อมจะเสียสละ กระทั่งยอมเสียคนรักให้คนอื่น

เพื่อที่จะให้เขามีความสุข เพื่อที่เธอมีความสุขไปด้วย

แต่แล้ว... เมื่อความจริงบางประการเปิดเผย

หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนคู่ควรกับเขาดังที่เธอคิด



อะไรเล่า...ที่จะเกิดขึ้นต่อไป


Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ ๑๙





ทั้งคนทั้งผีต่างนิ่งงัน จนหมอเกตุอาคมเริ่มโอดโอย จึงเหมือนทุกคนค่อยได้สติ

ผู้ถูกสวมร่างมีท่าทางอ่อนเปลี้ยจนทรงธรรมต้องรีบเข้าไปประคอง รอยฟกช้ำที่ปรากฏ ทำให้ต้องเร่งถามไถ่

“เอ็งเป็นหยั่งไรบ้างไอ้หมอ”

ตอนแรกหมอผีหนุ่มผู้ซึ่งเพิ่งถูกนายนิรยบาลแห่งยมโลกประทับร่าง ก็ยังดูงุนๆ งงๆ จนเขาหลับตานิ่งไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาช้าๆ แล้วค่อยพูดว่า

“ข้า... ข้าไม่เป็นไรแล้วละพี่ธรรม์”

แต่สายตาสามคู่ที่มองมา อันมีหนึ่งคือชายหนุ่มรุ่นพี่ กับอีกสองผีสาว ทำให้หมอเกตุอาคมต้องขยายความ

“ก็... ถูกท่านนิรยบาลเข้าเหยียบร่าง มันให้ระโหยระเหี่ยในอกยังไรบอกไม่ถูก...”

“แล้วเกิดอะไรขึ้น ทำไมท่านนิรยบาลอะไรนั่นถึงมาได้”

แสงเพ็งแทรกถาม ถึงเรื่องที่ร้อนใจที่สุดในเวลานี้

คนถูกถามได้แต่มองคนนั้นทีคนนี้ที ก่อนที่จะระบายลมหายใจออกมาอย่างปลงๆ

“ก็เพราะคาถาแลกชีพคืนวิญญาณน่ะซีเล่า เขาบอกว่ามันฝืนกฎเกณฑ์ของเวรกรรม เรื่องเลยร้อนถึงผู้คุ้มกฎของยมโลก”

“แล้วทำไมอยู่ๆ ท่าน... ท่านนิรยบาลถึงถอนร่างไปล่ะ”

ทรงธรรมถามขึ้นบ้าง เพราะตนก็ยังงง ว่าพยายามมาตั้งมากมาย สุดท้ายแค่หมัดเดียว กลับทำให้ผู้คุมกฎแห่งนรกภูมิล่าถอยไปได้

“เรื่องนี้... ข้าก็ไม่แน่ใจ พี่ธรรม์ต่อยเข้าที่กระเดือก แล้ว...ท่านก็ถอนร่างไปใช่ไหมล่ะ อาจเป็นจุดอ่อนละกระมัง เรื่องนี้ข้าไม่เคยรู้มาก่อน...”

“อย่างนั้น ตอนนี้ท่านไปแล้ว เราก็รีบหนีกันก่อนเถอะ ไปเร็ว รีบหนีกันเถิด”

หมอเกตุพูดไม่ทันจบคำ ตอนที่ทรงธรรมเร่งชวนหนี ซ้ำยังคว้าข้อมือของทั้งคุณแสและแสงเพ็งให้ออกเดินทันที

“ประเดี๋ยวซีพี่ธรรม์ มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ ไม่รู้หรือว่าพวกจากยมโลกน่ะ ถ้าหมายหัวใครแล้ว มันผู้นั้นไม่มีวันหนีพ้น ใช่ไหมขอรับคุณแส”

“อย่างนั้น พวกพี่บุปผา มาลี พวกเจ้าหลงจะเป็นยังไร”

คุณแสยังไม่ทันได้ตอบคำของหมอเกตุ แสงเพ็งก็ชิงถามขึ้นก่อน

“คงไม่เป็นไร ท่านบอกว่าต้องพาไปตรวจบัญชีกรรม อันที่จริง ถ้าบุญความดีมีอยู่มาก อาจจะได้ไปเสวยสุขบนสวรรค์ชั้นฟ้าด้วยซ้ำ”

คนตอบก็พยายามตอบไปในทางที่ดี ทั้งที่ตนเองก็ไม่แน่ใจเลยสักนิด

“คงอย่างที่หมอเกตุว่านั่นละแม่แสง เราเพียงติดอยู่ที่ภพภูมินี้ ไม่ได้เคลื่อนไปตามครรลองที่ควร...”

คุณแสต้องช่วยปลอบเมื่อเห็นว่าสีหน้าของแสงเพ็งไม่ดีขึ้น

“เพียงแต่ถ้าไปยังภพภูมิอื่น... พวกเรา... พวกเราก็จะไม่ได้...”

แต่ไปๆ มาๆ คนพยายามปลอบก็กลับมีอาการเหมือนจะร้องไห้เสียเอง

“ตอนนี้ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ทิวาวารอย่างนี้ ท่านนิรยบาลคงอ่อนกำลังนัก คงเพราะเร่งมาสืบสาวเอาความ เลยต้องเหยียบร่างกระผมมาตอนกลางวันแสกๆ จะได้ไปมาได้สะดวก”

“แล้วตอนกลางคืน...”

ทรงธรรมถามขึ้นบ้าง

“กะพวกเราน่าจะไม่เป็นไร เมื่อกี้ข้าเพิ่งเข้าใจว่า ถ้ากดกระเดือกเอาไว้ หลอดลมติดขัด กระแสปราณเดินไม่สะดวก ท่านก็เข้าเหยียบร่างเราไม่ได้”

“แล้ว... พวกแม่แสงเล่า”

“นั่นนะซี พอตะวันลับดวง พระจันทร์ขึ้นเสวยราตรี ท่านนิรยบาลต้องมาอีกแน่ๆ”

แค่ได้ยินดังนั้น สองผีสาวก็ต่างตัวสั่นขวัญหาย ซุกตัวเข้าหากัน คล้ายลูกนกน้อยพลัดจากรังแล้วขาดที่พึ่ง

“คุณแสกับแม่แสงใจเย็นไว้ก่อนเถิด ยังมีเวลา ประเดี๋ยวพี่กับหมอเกตุไปค้นตำราที่ตำหนักเทพอาคม น่าจะมีหนทางแก้ไขบ้างละน่า”

ทรงธรรมต้องปลอบ พร้อมสะกิดหลังให้หมอเกตุรีบร่วมยืนยันให้มั่นเหมาะ

“อย่างนั้นก็อย่าเสียเวลากันเลย ไปกันเถิดไอ้หมอ”

พูดจบเขาก็รีบจูงมือหนุ่มรุ่นน้องออกมา โดยไม่สนใจอาการยังลังเลละล้าละลังของหนุ่มรุ่นน้อง

“เร็วเข้าซี เวลามีไม่มาก!”

พอสองหนุ่มจากไปแล้ว ทั้งบ้านก็เงียบเหงาอย่างยิ่ง จากที่เคยครึกครื้นเพราะภูตผีตนอื่นๆ ทั้งเสียงหยอกล้อเย้าแหย่ ทั้งเสียงหัวร่อต่อกระซิก บางทียังแกล้งเข้าวงมโหรี ดีดสีให้เสียงดนตรีแววหวาน ดังข้ามคุ้งน้ำให้ชาวบ้านหวาดผวาเล่น

บัดนี้... เหลือเพียงผีคุณแสผู้สิงสถิตอยู่ในบ้านอเนกคุณากรมาแต่เดิม กับผีสาวแสงเพ็ง ซึ่งเพิ่งมาเป็นสมาชิกใหม่

“พวกพี่ธรรม์จะหาหนทางได้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะเจ้าคะ”

แสงเพ็งปรารภออกมาเบาๆ ใจนั้นไม่อยากคิดไปในทางไม่ดีเลยจริงๆ

“ถึงตรงนี้เราคงต้องปล่อยไปตามบุญตามกรรมแล้วละแม่แสง”

คุณแสก็ได้แต่ปลอบอย่างปลงๆ พยายามทำใจยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้น




ทรงธรรมเองก็หนักใจนัก เร่งเดินจนเหมือนวิ่ง แทบจะฉุดกระชากลากถูเมื่อหมอเกตุอาคมตามมาอย่างชักช้าไม่ทันใจ

หนทางจากบ้านเรือนตึกมายังตำหนักเทพอาคม ราวขยายไกลออกไปเป็นแสนโยชน์ ยิ่งหัวใจเร่งร้อน ระยะทางก็ยิ่งเหมือนห่างไกล

อาการเนือยๆ เหมือนไม่เต็มใจจะช่วยเหลือนั้น ทำให้ทรงธรรมต้องเอ่ยปากถามในที่สุด

“ว่ายังไร พอจะมีหนทางหรือเปล่า”

เพราะหมอเกตุอาคมเหมือนแค่พลิกๆ ตำราผูกนั้นผูกนี้ ให้ฝุ่นกระเทือนเล่นๆ มากกว่าจะตั้งใจค้นหาจริงจัง

และพอถูกถาม คนควรต้องตอบก็กลับเดินหลีกมาอีกทาง

ทรงธรรมเดินตาม รั้งแขนให้เขาหันมาพูดจากันให้รู้เรื่อง

“ตกลงว่ายังไง มีหนทางจะช่วยเหลือแม่แสงกับคุณแสหรือเปล่า”

“ข้าว่าพี่ธรรม์ล้มเลิกความตั้งใจเสียเถอะ พี่น่ะผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว...”

เสียงแข็งๆ ของหมอเกตุ ทำให้ทรงธรรมพอจับได้ว่า คนพูดต้องเค้นคำพูดนี้ออกมา จากความไม่สู้สบายใจเท่าไรนัก

หนุ่มรุ่นพี่พยายามฝืนยิ้ม แสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้ใส่ใจคำพูดของฝ่ายตรงข้าม

“พี่รู้หรือไม่ คนกับผีน่ะมันอยู่กันคนละภพภูมิ ไม่มีวันจะร่วมเรียงเคียงหมอนกันได้หรอก ดูอย่างทิดมากกับนางนากนั่นซี แล้วสุดท้ายเป็นยังไร เพราะความรักใช่หรือไม่ ที่ทำให้นางนากต้องกลายเป็นผีร้าย ถูกเขาปราบปรามจนไม่รู้ว่าตอนนี้ดวงวิญญาณไปถูกจองจำอยู่ที่ไหน”

เสียงของหมอเกตุอ่อนลง แต่เหตุผลนั้นกลับจริงจังยิ่งขึ้น ใครๆ ก็รู้ถึงความรักและแรงเฮี้ยนของผีนางนาก แม้จะยังครั่นคร้ามที่จะเอ่ยถึง แต่ก็ยังยกย่องในความรักความภักดีที่นางมีให้แก่นายมาก บางคนที่เชื่อว่านางนากคือต้นแบบของรักแท้อันจีรัง ยังสร้างศาลไว้ให้เป็นอนุสรณ์ที่ตรงข้างวัดมหาบุศย์ วัดแถวทุ่งพระโขนง ท้องที่ที่เกิดเรื่องราวรักข้ามภพอันครึกโครมและสยดสยอง

“หรือพี่อยากจะเป็นรายต่อไป ให้ใครๆ เขากล่าวหาว่ารักกับผี ต้องมาช่วยหาทางกำจัด ช่วยเหลือพี่ให้หลุดพ้นจากบ่วงเสน่หา”

“มันเรื่องของข้า ใครจะมายุ่งเกี่ยวทำไม เรื่องนายมากนางนากนั่น เพราะนายมากมันไม่รู้ว่าเมียมันตาย แต่นี่ข้ารู้อยู่ตั้งแต่แรก”

ทรงธรรมพยายามหาเหตุผล โดยไม่เอ่ยถึงความเป็นไปไม่ได้ในเรื่องการอยู่คนละภพภูมิ และลงท้ายคำพูดว่า

“เอ็งช่วยเหลือมาสารพัด ข้าก็หลงนึกว่าจะเข้าใจ...”

“เข้าใจเรื่องไหนล่ะพี่ธรรม์”

หมอเกตุแกล้งพาซื่อ

“ก็... เข้าใจว่าข้ากับแม่แสงรักกันน่ะซี่”

ทรงธรรมถึงกับต้องจับแขนของหมอเกตุเขย่า เหมือนกับอยากจะให้เขาตื่นจากฝัน มาฟังเรื่องจริงจังจริงใจจากปากของตนเอง

หมอผีหนุ่มปัดมือของทรงธรรมออก จ้องหน้าฝ่ายตรงข้ามอย่างจริงจังไม่แพ้กัน จนคนถูกจ้องก็รู้สึกได้

“เข้าใจแล้วยังไร! ความรักน่ะ มันดีทั้งนั้น ถ้า... มันจบลงอย่างสวยงาม แต่นี่ยังไร ต่างฝ่ายต่างต้องทุกข์ทรมาน ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายอยู่ไม่รู้แล้ว พี่ธรรม์น่ะไม่เท่าไร แต่แม่แสงเล่า... ยิ่งหนีก็ยิ่งถูกตามล่า สู้ปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรมไม่ดีกว่าหรือ ถ้ามันเป็นพรหมลิขิต บุญพาวาสนาส่งให้มาเป็นคู่กันแล้ว มันก็คงไม่แคล้วกันไปได้

“แต่ถ้าพี่ธรรม์ทำแบบนี้ แม่แสงจะไม่ได้ไปผุดเกิด อาจต้องไปรับโทษทัณฑ์อยู่ในนรกภูมิ แล้วใครเล่าจะได้อยู่เป็นสุข... ตัดใจเสียเถิดนะพี่ธรรม์”

หมอเกตุอาคมร่ายยาว เป็นเหตุผลที่คนฟังไม่อาจปฏิเสธหรือขัดแย้ง ทรงธรรมอึกอักอยู่อึดใจก็ถึงกับทรุดตัว คุกเข่าลงตรงหน้าชายหนุ่มรุ่นน้อง

“พี่ธรรม์ เป็นอะไร จะทำอะไร”

พอทรงธรรมจะยกมือขึ้นพนม หมอเกตุเลยต้องรีบฉุดกระพุ่มมือนั้นให้เขาลุกขึ้น

แต่ทรงธรรมสะบัด ขืนตัวเอาไว้ในท่าคุกเข่าพนมมือขอร้อง

“ถึงนาทีนี้ ข้ารู้แล้วว่าชีวิตข้าต้องการอะไรที่สุด ถ้าหากว่าไม่มีแม่แสง ข้าคงทนอยู่ต่อไปไม่ได้”

“ลุกขึ้นก่อนไม่ได้หรือพี่ธรรม์ ทำอย่างนี้จะทำให้ข้าอายุสั้นเปล่าๆ”

“ไม่... เอ็งต้องรับปากข้าก่อน”

น้ำตาของทรงธรรมเอ่อขึ้นคลอหน่วย แววตาสัตย์ซื่อและจริงใจนั้น หมอเกตุอาคมก็เห็นได้ชัดๆ แต่ความรู้สึกขัดแย้งในใจยังทำให้หนักใจอยู่มาก ว่าจะฝืนเวรกรรม ฝืนกฎของภพภูมิไปได้นานสักแค่ไหนกันเชียว

ยิ่งหมอเกตุนิ่งงันไปเช่นนั้น ทรงธรรมก็ยิ่งร้อนรน เวลาก็ล่วงเลยไปเรื่อยๆ หากหมอเกตุไม่ช่วย ก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครได้อีกแล้ว

มีดหมออยู่ใกล้มือ ทรงธรรมจึงคว้ามาจ่อที่คอตัวเอง

“ถ้าเอ็งไม่ช่วย ข้าก็จะขอตาย ไปอยู่ร่วมภพกับแม่แสงเสียให้หมดเรื่องหมดราว!”




ในบ้านช่างมีแต่เรื่องราวแห่งความหลัง ตอนได้ความทรงจำถึงสาเหตุการตายของตนกลับคืนมานั่น เป็นเหมือนการจุดไฟในที่มืด ทำให้ได้เห็นภาพอื่นๆ รอบกายกระจ่างชัด ตรงนั้นตรงนี้ของบ้านที่เจ้าคุณเดชาหรือคุณโด่งของคุณแส เคยแอบมาฉอเลาะพร่ำพรอดว่า รักนักรักหนานะยอดดวงใจ...

คุณแสน้ำตาซึม แต่ยังพยายามฝืนใจให้เข้มแข็ง เมื่อรอบกายล้วนทำให้หดหู่ จึงพาแสงเพ็งหลบเข้ามาอยู่ในห้องของตน... ห้องที่ตนต้องดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย... ตายไปอย่างเดียวดาย กลายเป็นวิญญาณรอคอย ห่วงหาและยึดมั่นโดยไม่อาจคลี่คลายถ่ายถอน

“ที่จริงพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อตอนมีชีวิต ข้าก็หมายว่าจะเข้ามาอยู่ในห้องนี้ ใช้เวลาทั้งหมดทบทวนความสุขสมหวังที่เคยเกิดขึ้น ตัดใจได้แล้วด้วยซ้ำว่า ตอนสุดท้ายของชีวิตนั่น มันเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ที่ไม่ควรนำมาจดจำใส่ใจ เพราะมันล่วงเลยไปแล้ว เพราะมันแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว...

คุณแสกล่าวเรื่อยๆ อารมณ์หดหู่นั่นเห็นชัด แต่น้ำเสียงเรียบๆ คล้ายไม่ไยดีอะไรในโลกอีกแล้ว ทำให้ฝ่ายที่เดินตามเข้ามา ได้แต่เพียงทำหน้าที่เป็นผู้รับฟัง

“...แต่มีอย่างหนึ่งที่ข้าคงลืมไป คือ... ทุกสิ่งทุกอย่างมีวาระเวลาของมัน มีเกิดแล้วก็ต้องมีดับ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไม่ว่าความทุกข์หรือความสุข ก็ล้วนเสื่อมถอยเหือดหายไปได้ทั้งนั้น”

แล้วความรู้สึกโศกรันทดนั้นก็คงสุดจะกลั้น คุณแสปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม แกมกับรอยสะอื้นจางๆ ในหัวอก ทำให้แสงเพ็งต้องเอ่ยวาจา

“คุณแสเจ้าคะ...”

“แม่แสง ตั้งแต่แม่แสงมาอยู่ที่นี่ ข้าก็ดีใจนัก คิดว่าเจ้าเป็นน้องสาว มากกว่าแค่ร่วมเรือนอาศัย”

“ดีฉันเองก็เหมือนกัน ยังอดนึกไม่ได้ว่า ถ้าเราเจอกันเร็วกว่านี้ หรือดีฉันเกิดทันกับคุณแส ก็คงจะมีพี่สาวที่แสนดี...”

“แม่แสงอาจจะเบื่อข้าก็ได้ แต่ช่างเถิด... ต่อให้เมื่อยังมีชีวิตไม่มีโอกาสได้เจอกัน ได้มาพบกันในตอนนี้ ก็นับว่าเรามีบุญวาสนาร่วมกัน ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เท่านี้ก็ดีนักแล้วไม่ใช่หรือ”

คุณแสหันมามองแสงเพ็งตรงๆ ใจนั้นอยากประทับภาพความทรงจำเอาไว้ไม่ให้ลืมเลือน ไม่ว่าจะไปเกิดในชาติภพใด ก็อยากจะจดจำได้สักคนหนึ่ง ที่เคยผูกพันกันมาเช่นในยามนี้

“จำได้ว่า ดีฉันไม่รู้อะไรเลยตอนมาถึงที่นี่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายไปแล้ว กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ถ้าไม่ได้คุณแสช่วยบอกช่วยสอน ตอนนั้นไม่รู้จะเตลิดไปถึงไหน”

“เรื่องพวกนั้นที่จริงเพิ่งไม่นานมานี้เอง แต่ข้ากลับรู้สึกว่ามันนานแสนนาน จะว่าไปแล้ววันเวลานี่น่าแปลก เมื่อเรารู้สึกดีกับใครมากๆ ก็ถึงกับลืมวันลืมคืน แค่ชั่วเวลาไม่นานกลับคิดว่ามันคือชั่วกาลกัลป์ แต่เมื่อรู้สึกแย่ แทนที่จะลืมมันไปได้ง่ายๆ ก็กลับยิ่งจดจำย้ำเตือน คงจะเข้าทำนองเรื่องที่อยากจำกลับลืม เรื่องที่อยากลืมกลับจำ หรือว่า... ความสุขนั้นที่จริงแสนสั้น ความทรงจำต่างหากที่ยาวนาน...”

“ดีฉันก็ยังจำได้ ที่คุณแสเผียะตอนที่มาใหม่ๆ ตอนที่เถียงว่าดีฉันยังไม่ตายสักหน่อย จะมาบอกว่าเป็นภูตผียังไรได้”

แสงเพ็งอยากจะพาให้คุณแสหลุดพ้นจากความหดหู่ห่วงหานี่เหลือเกินแล้ว เมื่อพอจะมีช่องทางบ่ายเบี่ยง ไปในทางความทรงจำอันรื่นรมย์ ก็อยากจะทำ

“เจ้าก็ช่างจดช่างจำ ข้าเองก็จำได้อยู่หรอกว่า นังกระถินมันมาขออยู่ด้วยเป็นคนแรก ตามมาด้วยบุปผา มาลี แล้วคนที่มาก่อนแม่แสงก็คือผกา ส่วนที่ตามแม่แสงมาทีหลังสุดก็คือเจ้าหลง...”

“ดีฉัน... ที่จริงก็พวกเราทั้งหมดล้วนต้องขอบคุณคุณแส ถ้าไม่ได้บ้านหลังนี้คุ้มหัว ก็ไม่รู้จะต้องระเหเร่ร่อน ระหกระเหินกันไปถึงไหน”

ความตื้นตันท้นขึ้นมาจนแสงเพ็งเองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ยิ่งนึกก็ยิ่งเห็นจริงว่า ถ้าไม่ได้คุณแสเมตตา ยอมให้เข้ามาอยู่ร่วมชายคา ป่านนี้ก็ไม่รู้จะต้องไปเป็นสัมพเวสีร่อนเร่อยู่ทางทิศไหน

พอเห็นน้ำตาของผีสาว คุณแสก็ยิ่งรันทด ดึงแสงเพ็งมากอด ซบหน้าร่ำไห้ไปด้วยกัน

“ข้าเองก็ด้วย ถ้าไม่มีพวกเจ้า ก็ไม่รู้ต้องเงียบเหงาถึงเพียงไหน...”

“อาจเป็นสวรรค์บันดาล ส่งพวกดีฉันมาอยู่เป็นเพื่อนคุณแสก็ได้มังคะ แล้วตอนนี้พวกเจ้าหลง ก็คงได้กลับขึ้นสวรรค์ไปแล้ว”

แสงเพ็งยิ่งสะอื้นไห้เมื่อพูดมาถึงตอนนี้ คุณแสก็พลอยเป็น เพราะรู้แน่แก่ใจว่าไม่ใช่ง่ายเลย ที่วิญญาณสักดวงขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นฟ้าได้อย่างรวดเร็ว

“เอาเถิดแม่แสง ไม่นานหรอก ประเดี๋ยวเราก็จะได้ไปพบกับพวกเขาแล้ว...”

อีกอย่างที่คุณแสแน่ใจ นั่นก็คือ ไม่มีวันหนีพ้นจากการตามล่าของเหล่ายมทูต

“ไม่นะเจ้าคะ พี่ธรรม์จะต้องหาวิธีช่วยเราได้แน่ ได้แน่ๆ เลยเจ้าค่ะ”

แสงเพ็งก็ยังยึดมั่นในความหวังอันเดียวไว้เหนียวแน่น แม้จะเป็นความหวังอันริบหรี่ ก็คิดว่าดีกว่าจะยอมปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม

“แม่แสง... ไม่ว่าคนหรือภูตผี เมื่อมีความรัก ต่างก็ย่อมเป็นสุข มีความสุขด้วยกันทั้งนั้น ใช่หรือไม่...”

“ใช่เจ้าค่ะ กับคุณแสเอง ต่อให้ยังอยู่ในภพภูมิอย่างเรานี้ เราก็มีความสุขได้”

“ไม่หรอกแม่แสง สำหรับข้า เรื่องความสุขความสมหวังนั่น มันผ่านเลยไปหมดแล้ว ข้าไม่คิดไม่หวังอะไรอีกแล้ว”

“ไม่จริงหรอกเจ้าค่ะ แค่เราผ่านคืนนี้ไปได้ คุณแสก็จะได้อยู่ในห้องนี้ ได้มีความสุขกับความทรงจำดีๆ ใช่ไหมเจ้าคะ... ขอแค่เราผ่านคืนนี้ไปได้เท่านั้น...”




ยามเย็นเคลื่อนผ่าน สู่สนธยากาลอันริบหรี่ ดวงตะวันกำลังชิงพลบ หลบลี้ให้รัตติกาลกลับมาสานต่อวารวัน เวลานี้... แม้จะมีหลายคนร้อนรนในหัวใจ แต่ก็คงไม่มากเท่ากับเขา... ทรงธรรม

ขณะนี้บนชานเรือนของตำหนักเทพอาคม มีเศษผ้าสีฝาดปลิวเกลื่อน เป็นเศษจีวรแปดท่อนของพระนวกะบวชใหม่ ที่ต้องลักขโมยมาในเวลาถูกฤกษ์ยาม แล้วตัดซอยให้เหลือขนาดไม่เกินสามองคุลี เพื่อจารอักขระมนตราสำคัญ

ที่ปลิวเกลื่อนก็เพราะ หมอเกตุอาคมเขียนเลขยันตร์ผิดเหลี่ยมผิดมุม ผิดลำดับไปแล้วมากมาย จนเหลือเศษผ้าจีวรอีกเพียงไม่กี่ชิ้น

“ไม่มีเวลาแล้วนะไอ้หมอ มันจะได้ผลจริงๆ น่ะหรือ”

ทรงธรรมที่ร้อนรนจนหงุดหงิดไปหมด ไม่แน่ใจสักนิดว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้จะสำเร็จ

“เมื่อรับปาก ข้าก็ตั้งใจเต็มที่หรอกน่ะ แต่นี่มันตำรามอญ เพิ่งตกเข้ามาตอนพวกพระรามัญเจริญยศศักดิ์เมื่อรัชกาลก่อนนี้เอง ไม่ลองไม่รู้หรอกน่ะ”

หมอเกตุก็อารมณ์ไม่สู้จะเสถียร เพราะชายหนุ่มรุ่นพี่ที่เดินวนเวียนเป็นหนูติดจั่น รบกวนจนตนแทบเข้าสมาธิไม่สำเร็จ

“ตอนใช้วิชาแลกชีพคืนวิญญาณนั่น คงเพราะสวรรค์อยากให้คนเลวถูกลงโทษกระมัง เลยช่วยให้ข้าทำสำเร็จ แล้วคราวนี้ที่จะไม่ยอมให้วิญญาณไปตามทางบุญทางกรรมนี้น่ะ เหตุผลมันเพราะอะไร”

หมอผีหนุ่มยังย้อนทวน ทั้งที่พยายามทำใจเสียแล้วว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ ก็เพราะเป็นบุญทำกรรมแต่งอยู่เหมือนกัน จึงต้องมามีอันสนิทสนมช่วยเหลือกัน อยู่กับคนที่เมื่อแรกเริ่มเดิมที แทบจะเรียกว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากันก็ว่าได้

ส่วนทรงธรรมนั้นอับจนด้วยเหตุผลอื่นมาตั้งแต่แรก นอกจาก “รัก” คำเดียวที่ยืนยันได้หนักแน่น เขาก็ไม่รู้จะสรรหาสิ่งไรมาส่งเสริมเรื่องราวการฝืนกฎของภพภูมิในครั้งนี้

เมื่อเห็นทรงธรรมได้แต่นิ่งอยู่ หมอเกตุจึงต้องจำใจปลอบ

“เอาเถอะน่าพี่ธรรม์ ตัวข้าเองก็พยายามเต็มที่ แต่ที่สำคัญน่ะ คือโชคดีที่คืนวันนี้เป็นวันแรงนัก ต่อให้ไร้ฝีมือไร้มนตราไร้สมาธิ คิดจะทำประดาเรื่องทางคุณทางไสย์ ล้วนย่อมสัมฤทธิผล”

“ข้าเห็นเอ็งเขียนมาเป็นร้อยเป็นพัน ยังไม่เห็นบอกว่าอันไหนที่ใช้ได้”

ทรงธรรมอดแย้งไม่ได้ เมื่อลมหวนพัดให้เศษจีวรที่เกลื่อนชานตำหนัก ปลิวกรูไปรวมกันตรงมุมหนึ่ง

“ก็มันยังไม่ได้ฤกษ์ นี่ไงได้เวลาแล้ว ถ้าพี่ไม่เลิกกวนใจข้า เกิดเลยเวลาไป ที่ทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า”

นั่นละหนุ่มรุ่นพี่ที่ริรักกับผีจึงสงบปากคำลงได้ แต่ก็ยังไม่วายชะโงกชะเง้อข้ามไหล่ เอาใจช่วยอยู่เต็มที่

ในอึดใจใหญ่ อึดใจเดียว ก่อนที่หมอเกตุอาคมจะผ่อนลมหายใจยาว เขาก็ชูยันตร์แผ่นหนึ่งขึ้น

“นี่ยังไร นี่ยังไร ยันตร์ลัดภพคืนชีวิตอันสมบูรณ์แบบ”

“ทำไมชื่อมันคล้ายๆ กันไปหมด”

“ข้าตั้งเอง พี่ธรรม์จะถามทำไม อย่าเพิ่งกวนสมาธิได้ไหมเล่า เหลืออีกแผ่นหนึ่งนะอย่าลืมซี”

“เออ! ใช่ แล้วทำไมเอ็งไม่เขียนติดต่อกันไปเลยเล่าวะ”

หมอผีหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามนี้ เพราะเริ่มรวบรวมสมาธิอีกครั้ง ทำให้ทรงธรรมต้องรีบระงับคำพูดอื่นใดเช่นกัน

แล้วสายลมก็พัดซู่ ไม้ใบระหลังคา กวาดหลังคาดังเกรียวกราว ก่อนจะกระโชกโหมฮือ พาเสียงหวีดหวิวพร้อมกระไอเยือกเย็นบางอย่าง ผ่านเข้ามากระทบโสตสัมผัส

“ท่านยม... ท่านยมทูตใช่ไหมไอ้หมอ”

ด้วยความตกใจ ทรงธรรมรีบสะกิดแขนให้หมอเกตุช่วยมองหา

“อย่ากวนซีพี่ธรรม์ เอ๊ะ!... เออ! เอาเถอะ นี่คงจะใช้ได้!”

เพราะจดจ่ออยู่กับอากาศที่ปรวนแปรอยู่รอบตัว ทรงธรรมจึงไม่ทันสังเกตความผิดปกติในถ้อยคำของหนุ่มรุ่นน้อง

“งั้นก็เผ่นกันซี ไปกันเร็ว!”

ทรงธรรมคว้าข้อมือหมอเกตุ กระโจนพรวดเดียวก็มาถึงหัวบันได

แล้วก็ต้องผงะ เมื่อชายร่างสูงใหญ่ผิวสีทองแดง หน้าตาเหื้ยมเกรียม ปรากฏกายขึ้นขวางทางลง

สองหนุ่มรีบกดนิ้วลงที่ลำคอตนจนลูกกระเดือกแทบพลิก อึกอักอึดอัดแทบขาดใจแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากอันใด

นายนิรยบาลยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กลิ่นอายสาบสางชวนสะอิดสะเอียนโชยเข้ามา

“อย่าพยายามไปเลย พวกเอ็งไม่มีวันทำสำเร็จ”

“อย่ามาขู่ซะให้ยาก ข้าไม่ยอมให้ท่านทำร้ายแม่แสงกับคุณแสแน่”

ทรงธรรมพยายามเถียง เป็นถ้อยคำขาดเป็นห้วงๆ ที่พอจะจับความได้ดังนั้น

“ความผิดเอ็งใหญ่หลวงถึงกับไม่ได้ผุดได้เกิด อย่าดันทุรังให้ใครอื่นต้องเดือดร้อน ส่งยันตร์นั่นมา!”

“ยันตร์อะไร นี่น่ะเรอะ”

เป็นหมอเกตุที่โพล่งออกมาบ้าง พร้อมกับสะบัดโยนเศษจีวรหลายชิ้นขึ้นเหนือหัว

น้อยครั้งนักที่นายนิรยบาลจะพลาดท่า เผลอรีบไขว่คว้า ชิ้นจีวรที่ลงอาคมขลัง ถึงขนาดหลบหลีกภพภูมิให้ดวงวิญญาณได้มีทางลัด กลับไปผุดเกิดได้โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาความดีชั่วจากแดนนรก

พอได้จังหวะสองหนุ่มก็ถลาลงเรือนมาทันที

แต่ก็ไม่ทันพ้นเชิงบันได ตอนนายนิรยบาลวูบมาขวางหน้าไว้อีกคราว

แล้วหมอเกตุอาคมก็โปรยเศษจีวรอีกกำมืออีกครั้ง ก่อนจะรีบผลักให้ทรงธรรมรีบหนีไป

เรื่องผิดจารีตทำนองเช่นนี้ นายนิรยบาลไม่เคยพบเจอ จึงตั้งตัวไม่ทัน ยิ่งพอเห็นว่าหมอเกตุอาคมหันกลับมาแย่งคว้าผ้ายันตร์บางผืน ก็ยิ่งไม่แน่ใจว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม

รำคาญนักผู้มาจากนรกภูมิก็แผดเดชา เบิกสองตาเป็นไฟ กราดเผาผลาญแผ่นยันตร์ทั้งหมดให้กลายเป็นเถ้าธุลีในทันที

“เอ็งอย่าบังอาจฝ่าฝืนกฎแห่งไตรภูมิ!”

เสียงตวาดหนักจนหมอเกตุถึงกับสะดุ้ง แต่ก็ใช้แรงฮึดสู้ เอ่ยเถียง

“เพื่อช่วยสหายข้า ยังไรก็ต้องเดินหน้าช่วยเหลือเต็มที่!”

“ขัดขวางงานของข้า จะเป็นมหันตโทษ!”

“ผิดยังไรข้าก็ไม่กลัว!”

“เอ็งเป็นถึงหมอผี แทนที่จะกำจัดปราบปราม กลับกล้าบอกว่าภูตผีเป็นมิตรสหาย สติเอ็งวิปลาสไปแล้วหรือยังไร”

อาจเพราะหมอเกตุอาคมยังยืนยันหนักแน่น ทำให้นายนิรยบาลคลายน้ำเสียงเหื้ยมหาญลงไป

“ท่านจะจับพวกนางไปทำไม แค่ให้ไปเพื่อรอเกิดใหม่ไม่ใช่รึ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ลองวิธีของข้าบ้างล่ะ”

“เรื่องบุญกรรมข้าไม่ใช่คนตัดสิน”

“แต่มันก็เห็นๆ กันอยู่แล้ว นางคนหนึ่งก็ถูกกระทำกลั่นแกล้ง ต้องตายอย่างน่าอนาถ อีกคนก็ยังสาวยังแส้ จะมีทางคิดไปทำบาปทำกรรมกระไรได้”

“ที่ว่ามามันก็จริง แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ”

แม้จะเริ่มใจอ่อน แต่นายนิรยบาลก็ต้องยึดมั่นในหน้าที่

“แล้วผลมันต่างกันอย่างไร ในที่สุดสองนางนั้นก็ต้องไปผุดเกิด ไม่สู้ลองใช้ยันตร์ของข้าดูก่อน จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ”

“นี่เอ็งคิดจะกล่อมข้ายังนั้นรึ”

“แล้วมันจริงหรือไม่เล่า การเป็นผีนี้จะต้องไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลยใช่หรือไม่ อย่างนั้นไม่สู้ให้พวกนางได้ไปเกิดเอาชาติหน้า แล้วไปเผชิญกับรักโลภโกรธหลงเอาใหม่... แต่ท่านก็น่าจะรู้เห็น อีกนานเท่าไรเล่าหากไม่มีใครทำบุญอุทิศ ช่วยแผ่ส่วนบุญอานิสงส์ ช่วยให้พวกนางได้หลุดพ้น”

“ถึงต้องเอาพวกนางลงไป”

“แล้วตั้งนานทำไมไม่มาพาไป!”

นายนิรยบาลถึงกับนิ่งไปเหมือนกันกับคำถามนี้

“ก็... ตอนนี้มันผิดกฎ”

“ใครเล่าที่ทำผิด ข้าไม่ใช่รึ ไม่ใช่พวกนาง อย่างนั้นก็เอาชีวิตข้าไปเลยซีเล่า!”

“ที่จริงพวกนางทำผิดกฎของภพภูมิมาตั้งแต่แรก ฝืนกระแสกรรมติดที่ สิงสู่อยู่ในมนุษยภูมิ ไม่ยอมไปผุดเกิด”

“แต่นางก็ไม่เคยทำร้ายใคร และ... ท่านก็ไม่เคยมีปัญหากับผีบ้านอเนกคุณากร หรือว่าถ้าหากการเป็นวิญญาณติดที่ เป็นเวรกรรม พอหมดเวรกรรม ดวงวิญญาณของพวกนางก็ต้องเป็นไปตามยถากรรม หรือว่ากฎของท่านไม่ได้บอกไว้เช่นนี้”

นายนิรยบาลตอบไม่ถูก ลืมไปแล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่มีใครกล้ามายืนต่อรองอย่างนี้ คือเมื่อไร

“ท่านผู้คุมกฎแห่งนรกภูมิขอรับ ข้าขอวิงวอน ขอเวลาแค่คืนเดียว หากพ้นคืนวันนี้ไปแล้ว หากพวกนางยังไม่ไปผุดเกิด ท่านจะทำยังไรกับข้า จะเอาดวงวิญญาณข้าไปต้มยำทำแกงยังไรก็เชิญได้เลย”

พูดจบหมอเกตุอาคมก็ทำเหมือนหมดธุระจะพูดคุยกับผู้มาจากนรก หันหน้าเดินหนีเอาดื้อๆ ปล่อยให้นายนิรยบาลยืนงุนงงอยู่ผู้เดียว




ตั้งแต่แยกจากกัน ทรงธรรมก็วิ่งไม่คิดชีวิต เร่งสุดฝีเท้าจนเข้ามาถึงบ้านเรือนตึก พอพ้นชายคาเข้ามาก็รีบเรียกหา

“คุณแส แม่แสง อยู่ที่ไหน เรามีหนทางแล้ว เรามีหนทางแล้ว”

เขาแทบจะแล่นขึ้นไปถึงชั้นบน ถ้าผีสาวทั้งสองตนไม่โผล่ขึ้นขวางหน้าเสียก่อน

“มีหนทางแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะพี่ธรรม์”

แสงเพ็งดีใจนัก รีบขยับเข้ามายืนชิด

“นี่ยันตร์วิเศษ หมอเกตุบอกเป็นของพวกทางรามัญ แค่พวกเจ้ากินเข้าไป แล้วหาร่างที่เพิ่งตายใหม่ๆ ก็จะกลับไปมีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง”

“กลับไปมีชีวิตใหม่ แล้วจะต้องลืมทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้หรือเปล่า”

คุณแสยังหวั่นใจในข้อสำคัญ

“ลืมทุกอย่างหรือเจ้าคะ...”

แสงเพ็งก็พลอยพึมพำออกมา

“ก็ดีกว่าต้องลงนรกละน่า”

ส่วนในใจของทรงธรรมมีสิ่งเดียว คือขอให้ผู้ที่ตนรักสุดหัวใจ ไม่ต้องตกลงไปสู่อบายภูมิเพียงแค่นั้น

“นี่เป็นแค่ทางเดียวเท่านั้นนะแม่แสง”

“แต่ว่า... แต่ข้า...”

แสงเพ็งคิดจะทักท้วง

“เรื่องอื่นไว้ค่อยไปหาทางแก้ไขเอาข้างหน้า ตอนนี้เรารอช้าไม่ได้แล้ว ไม่รู้ไอ้หมอมันจะถ่วงเวลาท่านยมทูตนั่นได้นานเท่าไร เร็วเข้าเถิดนะ”

ทรงธรรมไม่ยอมฟังคำคัดค้าน รีบคลี่เศษผ้าจีวรออกดู

“แย่แล้ว มือข้าชุ่มเหงื่อ ผืนหนึ่งหมึกมันเลอะเทอะไปหมด!”

เหมือนถูกภูเขาหินหล่นทับ ทรงธรรมแทบเข่าอ่อน เพราะความสะเพร่าของตัวเองแท้ๆ ทำให้ความหวังสุดท้ายหายวับไปครึ่งหนึ่ง

“อย่างนั้นก็เหลืออยู่อีกแผ่นเดียวหรือเจ้าคะ”

ทรงธรรมตื้อตันจนไม่อาจตอบคำถามนี้ ได้แต่โกรธตัวเอง หันหนีหน้าจากผีสาวทั้งสองตน พึมพำอยู่กับความชอกช้ำของตัวเอง

“ทำไมล่ะ มันเป็นเวรเป็นกรรมที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นอย่างนั้นหรือ ที่บันดาลให้อะไรต่ออะไรติดขัดไปหมดเช่นนี้”

เขาทรุดตัวลงกับพื้น แหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน หมายเพ่งเล็งไปให้ถึงสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า อยากจะพร่ำวิงวอนร้องขอ ด้วยถ้อยคำอันถูกต้องตามครรลอง แต่แล้วก็กลับตะโกนออกไปได้แค่ว่า

“ทำไม! ทำไมไม่ให้โอกาสกับพวกเธอบ้าง!”

แล้วทั้งบริเวณก็เงียบงัน ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าภพภูมิอื่นใดจะรับรู้ถึงเรื่องราวของพวกเขา จนในที่สุด ก็เป็นแสงเพ็งที่มาปลดยันตร์แผ่นที่เหลือออกจากมือของชายหนุ่ม

ผีสาวเดินกลับมาที่คุณแส ยื่นแผ่นยันตร์นั้นให้ แล้วเอ่ยเบาๆ

“คุณแสเจ้าคะ คุณแสเอาไปเถิดค่ะ”

“แม่แสง...!!”

ทั้งคุณแสทั้งทรงธรรมหลุดปากออกมาแทบจะพร้อมกัน

“คุณแสจำเป็นต้องใช้มากกว่าดีฉันนะเจ้าคะ”

“ไม่ได้ ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้”

“แต่เป็นโอกาสของคุณแสนะเจ้าคะ จะได้หลุดพ้นไปจากความทรงจำอันทุกข์ทรมานนี้เสียที”

“แล้วจะให้ข้าต้องเห็นเจ้าถูกท่านยมทูตนั่นจับตัวไปอย่างนั้นรึ ไม่ได้หรอก ข้าทนเป็นภาพนั้นไม่ได้หรอกนะแม่แสง”

คุณแสพยายามยัดเยียดยันตร์ลัดภพคืนชีวิตให้กับผีสาว

“คุณแสดูแลดีฉันมาตลอด ยังไม่มีสิ่งใดตอบแทน พระคุณของคุณแสล้นหัวดีฉัน นี่ละเจ้าค่ะ ที่จะได้ตอบแทนบุญคุณ”

“ไม่ได้... ไม่ได้หรอก...”

“คุณแสเจ้าขา ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณแสมีแต่ทุกข์โศกหม่นเศร้า ดูแต่ภายนอก คุณแสเหมือนจะมีพวกเรา ช่วยให้คลายเหงาคลายความทุกข์ แต่ที่จริง พวกเราไม่มีใครช่วยให้เป็นสุขได้เลย พอแล้วนะเจ้าคะ... ข้าจะไม่ยอมให้คุณแสต้องทนทุกข์ทรมานอีกแล้ว”

ต่างคนต่างน้ำตาไหลอาบสองแก้ม ต่างตื้นตันในความรู้สึกดีที่มีให้แก่กัน

“จริงอยู่ว่าข้าอยู่ในความทุกข์ทนมามาก แต่... แต่ข้าจะไปแย่งสิทธิ์ของเจ้าได้ยังไร ข้าไม่มีวันจะเห็นแก่ตัวมากไปกว่าที่เคยทำเมื่อชาติภพที่แล้วนั่นหรอก”

คุณแสยัดแผ่นยันตร์ลงในมือแสงเพ็ง จับมือให้เธอกุมมันเอาไว้ แล้วก็ผละหนี

ผีสาวรีบก้าวตาม

“คุณแสเจ้าขา มันไม่ใช่เรื่องความเห็นแก่ตัว แต่ทั้งคุณแสทั้งดีฉันต่างก็รู้ดี ว่าตัวคุณแสเองอยากจะลืมทุกข์ลืมโศก ลืมอดีตอันทุกข์ทรมานอันนั้น หากคุณแสได้ไปมีชีวิตใหม่ ก็จะลืมได้อย่างแน่นอนยังไรเล่าเจ้าคะ มีแต่หนทางนี้ ที่จะช่วยคุณแสได้”

“เฮ้ย! สบายแล้ว พวกเราสบายใจได้แล้ว...”

เป็นเสียงของหมอเกตุอาคมที่โหวกเหวกแทรกเข้ามา ก่อนที่ตัวเขาจะโผล่มาสมทบเสียอีก

“ทำไม เกิดอะไรขึ้น”

“ไม่ต้องห่วงเรื่องท่านนิรยบาลแล้วละ ข้ากล่อมได้แล้ว คืนนี้เขาจะไม่มาแล้วละ”

“แต่เหลือยันตร์แค่ใบเดียว...”

ทรงธรรมสารภาพเสียงเบา

“พี่ธรรม์ว่ายังไรนะ!”

“หมอเกตุ หมอเกตุเขียนให้อีกใบไม่ได้หรือ”

คุณแสรีบขยับเข้ามาถามหาหนทาง

หมอผีหนุ่มยกนิ้วขึ้นคิดคำนวณอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจหนัก

“ฤกษ์สำคัญเลยไปแล้ว เขียนตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์”

เป็นอันว่าความหวังสุดท้ายก็ล่องลอยหาย... ทุกคนต่างนิ่งซึมอยู่กับทางเลือกสุดท้ายอันแสนยากเย็น

แล้วคุณแสก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น

“ทำไม! ทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ด้วย ทำไมสวรรค์ต้องมาทำให้เป็นไปเช่นนี้”

“คุณแสเจ้าขา อย่าเสียใจเพราะดีฉัน หากเป็นสวรรค์กำหนดจริงๆ โอกาสครั้งนี้ก็ควรต้องเป็นของคุณแสนะเจ้าคะ ที่ดีฉันกลายเป็นภูตผี มาได้พบความรักความสุขจนวันนี้ ก็เพราะคุณแสเมตตา ที่ผ่านมาถือว่าดีฉันได้อะไรมามากมายแล้ว นะเจ้าคะ ขอให้ดีฉันทำอะไรให้คุณแสบ้าง...”

ภาพที่สองผีสาวกอดซบกันร่ำไห้ เป็นภาพอันแสนหดหู่ ทรงธรรมได้แต่แลมองอย่างทอดอาลัย ไม่ต่างจากหมอเกตุอาคม ที่ให้อย่างไรก็ทำใจให้นิ่งเป็นอุเบกขาไม่ได้

อยู่ๆ เหตุการณ์ก็ผันเปลี่ยน เสียงสุนัขหอนกันเกรียว แข่งเสียงกันราวกับจะให้ลั่นไปทั้งพระนคร ฟ้าคล้ำแดงก่ำขึ้นในฉับพลัน ลมเอื่อยกลับเร่งแรงกระพือพัด

“ท่านยมทูต เป็นท่านยมทูตกำลังมา”

ทรงธรรมถึงกับคราง

“ไม่ใช่! ท่านสัญญากับข้าแล้วว่าจะให้โอกาสอีกคืนหนึ่ง”

“สัญญาของเจ้า มันผูกพันกันถึงยมทูตคนอื่นด้วยหรือไม่”

“ต้องใช่ ท่านนิรยบาลเป็นผู้คุมกฎ ท่านเอ่ยอย่างไร คำนั้นต้องซับซาบกันทั่ว”

“แล้วยังไร แล้วเกิดอะไรขึ้น!”

สองหนุ่มมัวแต่ถกเถียง ไม่ได้แลเห็นอาการผิดปกติของแสงเพ็ง จนกระทั่ง...

“แม่แสง... แม่แสงเป็นอะไรไป...!!”

เป็นเสียงของคุณแสที่หวีดร้องอย่างตื่นตระหนก เพราะเงาร่างของแสงเพ็งเริ่มรางเลือนลงไปทีละน้อย

“แสงเพ็ง! แม่แสง... อย่านะแม่แสง อย่าหายไป อย่าทิ้งพี่ไปนะแม่แสง!”

ทรงธรรมรีบถลาเข้ามา ตั้งใจจะฉุดรั้งสุดที่รักของตนเอาไว้ให้ได้

แต่ก็สายเกินไป...

เขาคว้าได้เพียงแค่อากาศอันว่างเปล่า....



*****************




นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 14 เม.ย. 2555, 19:23:04 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 14 เม.ย. 2555, 19:23:04 น.

จำนวนการเข้าชม : 1357





<< บทที่ ๑๘   บทที่ ๒๐ (บทอวสาน) >>
pseudolife 15 เม.ย. 2555, 16:00:49 น.
แม่แสงกลับเข้าร่างรึเปล่าน้อ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account