อุบัติการณ์แห่งรัก
นิยายขนาดสั้นครับ
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บทที่ 1

บทที่ 1
ในยามค่ำคืนที่นภาสลัวมืด ทว่ากลับสว่างพราวด้วยแสงระยิบจากหมู่ดาวที่รายเรียงล้อมอาณาเขตรัศมีแห่งเดือนสีสุก จะเป็นดั่งราตรีที่เงียบงันอบอวลด้วยไออุ่น ถ้าหากไม่ใช่ศูนย์กลางของความวุ่นวายโกลาหลเช่นนี้
ใจกลางเมืองหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยสีสันละครชีวิตที่บรรเลงอย่างจัดจ้าน ภาพของการดิ้นรนเอาตัวรอด ทุกชีวิตต่างต่อสู้รับมือกับชะตากรรมของตน ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถยืนหยัดอยู่บนโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย ทำไมแกเพิ่งมาวะ”
“ผมขอโทษจริงๆครับพี่ เมื่อกี้เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยครับ”
คนที่ถูกผรุสวาททันทีเมื่อปรากฏตัว แก้ต่างขึ้นอย่างทันควันเมื่อเห็นกระแสสายตาของผู้จัดการและเพื่อนร่วมงานซึ่งแลดูไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
“อย่าให้มีเป็นครั้งที่สองนะ เอานี่ไปเสิร์ฟโต๊ะโน้นซะ” ชายหนุ่มก้มหัวเล็กน้อยเพื่อขอบคุณ จนเม็ดเหงื่ออันเป็นสัญลักษณ์ของความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางหยดพรมลงบนชุดฟอร์มที่เขาสวมใส่อยู่ เขารับถาดแก้วซึ่งมีขวดไวน์ เหล้า เบียร์ รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากยี่ห้อตั้งอยู่ตามคำสั่ง พลางมองตามทิศของนิ้วที่ผู้จัดการชี้ไป
เมื่อเห็นเป้าหมาย ‘กรกันต์’ บริกรหนุ่มที่อยู่ในช่วงทดลองงาน ก็รีบเดินดุ่มออกจากเคาท์เตอร์ไปในทันที ในความมืดมิด แสงไฟวิบวับหลากสีจากหน้าเวทีสาดส่องสลับกันไปมาทั่วอาณาบริเวณของห้องโถงขนาดใหญ่แห่งนี้ ท่ามกลางฝูงชนชายหญิงแต่งตัวสวยหล่อตามสมัยนิยม ไม่ว่าจะเป็นสายเดี่ยวเสียวหลุดที่ดูเหมือนจะตั้งใจรัดรวบเพื่อเผยให้เห็นขนาดของทรวงอกอิ่มอย่างไม่แคร์สายตาใคร กระโปรงสั้นจู๋ที่ดูไม่ต่างอะไรจากชุดว่ายน้ำเลยสักนิด นั่นไม่สำคัญเท่ากับท่าเต้นวาบหวามที่ดูเชื้อเชิญเพศตรงข้ามอย่างจงใจ บรรดาหนุ่มๆวัยเลือดร้อนที่ได้กำไรเป็นอาหารตาก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปกระแซะเย้าแหย่สานต่อความสัมพันธ์ บ้างก็นั่งสนทนาแลกเปลี่ยนคารมกันอย่างถูกคอราวกับรู้จักหรือไม่ก็คบกันมานานแรมปี ผนวกกับเสียงดนตรีที่ทวีคูณความร้อนรุ่มขึ้นทุกขณะ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่ทำให้ค่ำคืนของสถานบันเทิงแห่งนี้ช่างหฤหรรษ์
ในที่สุดเขาก็เดินมาใกล้ถึงโต๊ะตัวสุดท้ายนับจากหน้าเวที ชายหนุ่มอายุอานามน่าจะไร่เรี่ยกันสองคนนั่งอยู่โดยมีหญิงสาวสวมชุดเดรสสีแดงสดคว้านด้านลึกโชว์บางส่วนของทรวงอกอูมอิ่มนั่งยิ้มพริ้มอยู่บนตักของผู้ชายผมสีบลอนด์
“เครื่องดื่มที่สั่งได้แล้วครับ จะรับอะไรเพิ่มอีกไหมครับ” กรกันต์เอ่ยถามขึ้นด้วยรอยยิ้มมีมารยาท
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากคนทั้งสาม ราวกับเป็นเสียงนกเสียงกาที่แว่วผ่านหูไป
“เทพคะ มินนี่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะที่รัก จุ๊บๆ” เจ้าของชื่อที่น่ารักสดใสซึ่งแสนจะขัดแย้งกับลักษณะภายนอกที่ดูเผ็ดร้อนลุกขึ้นจากตักของคู่ขาหนุ่ม
“ตามสบายเลยครับ แต่อย่าไปนานนะ เทพคิดถึง” ชายหนุ่มรับมุขอย่างช่ำชอง
ถึงแม้จะเห็นหน้าคร่าตาของผู้ชายผมสีบลอนด์ตรงหน้าไม่ชัด แต่กรกันต์ก็สามารถประเมินระดับความเจ้าชู้ของเขาได้ทันทีจากน้ำเสียง
“อ้าว แล้วนี่แกมายื่นเซ่ออยู่ทำไม เสิร์ฟซะทีสิยะ น้ำแข็งจะละลายหมดแล้ว เบื่อจริงๆ พนักงานหาเช้ากินค่ำก็งี้แหละ ไม่ค่อยมีการศึกษาและความคิดซักเท่าไหร่” เมื่อเห็นพนักงานหนุ่มยืนทำหน้างงๆ มินนี่ก็อดไม่ได้ที่จะต่อว่าตามประสาผู้หญิงปากไวไร้ความยั้งคิด
“ขอโทษครับ” กรกันต์เม้มรีฝีปากแน่นด้วยความโกรธจัด เขารู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ไม่เคยคิดเลยว่าอาชีพบริกรที่เขาทำอยู่นี้มันดูต่ำต้อยไร้สมองขนาดนั้นเชียวหรือ เธอถึงพูดจาเหยียบย่ำความรู้สึกกันเช่นนี้ นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่เขาอยากจะแย้งขึ้นใจแทบขาด แต่มันก็เป็นได้เพียงแต่ความคิดเท่านั้น เพราะเขายังต้องการหารายได้พิเศษจากอาชีพนี้ต่อไป คำว่า อดทน! เท่านั้นคือที่พึ่งของเขาในตอนนี้
หลังจากมินนี่เดินไปเข้าห้องน้ำ กรกันต์ก็รีบจัดแจงวางเครื่องดื่มจนเสร็จ เตรียมพร้อมจะหันหลังกลับ
“เดี๋ยวก่อน”
เท้าที่กำลังจะก้าวกลับต้องหยุดชะงักงันทันที เมื่อได้ยินเสียงเรียกขาน
“คุณมีอะไรเหรอครับ” กรกันต์หันหน้ากลับมาถามด้วยท่าทีสำรวม
“ไอ้เทพ แกจะสั่งเหล้าเพิ่มอีกเหรอวะ แค่นี้ก็ทำให้เมาจนอ้วกแตกแล้วนะโว้ย” ร่างกำยำเอ่ยค้านเพื่อนหนุ่ม
“เปล่าๆ ฉันแค่มีอะไรอยากถามหมอนี่สักหน่อย” สายตาคู่นั้นของทวีเทพหันมาจับจ้องที่บริกรหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์ ทำเอาเอกรัตน์ถึงกับงงงันในท่าทีของเขาด้วยเช่นกัน มันจะไม่แปลกได้อย่างไรเล่า ก็เพื่อนของเขาเล่นจับจ้องไปทุกสัดส่วนของบริกรหนุ่มตัวน้อยเบื้องหน้าตังแต่หัวจรดเท้า
ไม่ใช่แค่เอกรัตน์เท่านั้น กรกันต์ก็ไม่เข้าใจในความหมายของสายตานั้นเช่นกัน “เอ่อ… ผมดูมีอะไรผิดปกติเหรอครับ” เขาตัดสินใจโพล่งถามทวีเทพเพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตาของใคร
“นายเป็นผู้ชายแน่เหรอวะ” คำถามนี้เล่นเอาทั้งคนถูกถามอย่างกรกันต์และเอกรัตน์ถึงกับเบิกตาโพลง
“เอ่อ… เอ่อ… คุณพูดเรื่องอะไรของคุณครับ ที่นี่รับแต่บริกรผู้ชาย แล้วผมจะไปเป็นเพศอื่นได้ยังไงล่ะครับ คุณนี่ตลกจริงๆ ผมว่าคุณเมาแล้วแน่ๆ” กรกันต์ปรับท่าทีให้นิ่งแล้วตอบไป ทำทีว่าสิ่งที่เขาถามมันช่างน่าขบขันเสียเหลือเกิน
“ฮ่าๆ ไอ้เทพเอ๊ย ถ้าฉันสติไม่ดีฉันคิดว่าแกติดใจหมอนี่แล้วนะเนี่ย” เอกรัตน์พูดติดตลก หัวเราะลั่นหันไปทางเพื่อนหนุ่ม
“หยุดหัวเราะก่อนที่ฉันจะซัดปากแกไอ้รัตน์” เมื่อเห็นสายตาจริงจัง เอกรัตน์รีบเอามือปิดปากตัวเองทันทีโดยไม่ต้องมีใครบอก
“ส่วนนาย” ทวีเทพหันไปทางกรกันต์แล้วชี้นิ้ว “ฉันไม่ได้เมา แล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องตลก ยอมรับมาซะดีๆว่าเธอน่ะ ไม่ใช่ผู้ชาย!”
ทวีเทพค่อนข้างมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง อาศัยประสบการณ์อันโชกโชนที่ผ่านมาตัดสิน บริกรหนุ่มตรงหน้าถึงแม้ลักษณะท่าทางหรือแม้แต่การพูดจาจะเหมือนผู้ชายทั่วไป แต่รูปลักษณ์ภายนอกมันทำให้เขาเกิดระแคะระคาย ทั้งเรือนผมสีดำขลับสุขภาพดีภายใต้หมวกที่สวมใส่ แพขนตาที่งอนงามรับกับนัยน์ตาประกายพราวสีน้ำตาลเข้ม รูปปากน่าเอ็นดูชวนสัมผัส กลิ่นกายที่เขาสัมผัสได้ตอนบริกรผู้นี้เสิร์ฟเครื่องดื่มมันช่างหอมละมุนราวกับทั่วร่างถูกประพรมไปด้วยกลีบกุหลาบ มือเรียวยาวผิวพรรณผุดผ่อง สะโพกและบั้นท้ายกลมกลึงงดงามน่าหลงใหล
เพลย์บอยหนุ่มอย่างเขาซึ่งผ่านผู้หญิงมานักต่อนักไม่มีทางที่จะดูไม่ออก!
“ถ้าคุณไม่สั่งอะไรเพิ่ม ผมขอตัวละกันนะครับ” กรกันต์ไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด เพียงแต่พูดตัดบทก่อนที่จะเผยรอยยิ้มชนิดหนึ่งก่อนก้าวเท้าเดินจากไป
“อะไรกันวะ เด็กเสิร์ฟที่นี่ไม่มีมารยาทเอาซะเลย จะต้องให้เรื่องถึงผู้จัดการไหม” คนที่ไม่ได้รับคำตอบถึงกับฉุน พลางตะโกนออกไปหวังให้คนที่เดินจากไปได้ยิน
“พอๆ แกนี่บ้าไปแล้วแน่ๆไอ้เทพ เป็นฉันก็ไม่ตอบแกหรอก อยู่ดีไม่ว่าดีไปหาว่าเขาไม่ใช่ผู้ชาย อีกอย่างคือ เขาจะเป็นเพศไหนมันไปเกี่ยวอะไรกับแกวะ” เอกรัตน์ยกมือปราม
“หึๆ เรื่องของฉัน แกไมต้องสนใจหรอก” เสียงหัวเราะในลำคอและสายตาที่แฝงไว้ด้วยเลศนัยของเพื่อนหนุ่ม ทำเอาเอกรัตน์ที่รู้จักทวีเทพมาเกือบสิบปีรู้ในทันที่ว่าเขาต้องกำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างเป็นแน่
“คุยอะไรกันอยู่หรอคะ ฮิๆ”
“เปล่าครับ ก็คุยเรื่องทั่วๆไป ว่าแต่มินนี่เถอะคืนนี้จะไปค้างกับผมไหม”
“แหมๆ เทพก็ อายเพื่อนตัวเองบ้างสิคะ” มินนี่บิดตัวเขินหลบหน้าเอกรัตน์ซึ่งทำทีไม่ได้ยิน
ทวีเทพมองคู่ขาสาวที่เพิ่งกลับจากห้องน้ำ พลางคิดในใจ ด้วยฐานะทางสังคมที่ไม่ว่าใครในวงการธุรกิจก็ต้องรู้จักนักบริหารหนุ่มไฟแรงอย่างเขา ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลาคมคายแบบไทยแท้ เพียงแค่เขาโปรยยิ้มเท่านั้นสาวน้อยสาวใหญ่ไม่ซ้ำหน้าก็รีบวิ่งกรู่เข้ามาเสนอตัวโดยที่เขาไม่ต้องปริปาก มินนี่ก็ไม่ต่างจากผู้หญิงพวกนั้น ถ้านี่คือความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราวของพวกเธอ เขาก็พร้อมจะหยิบยื่นให้ด้วยความเต็มใจ
“กันต์ แกไปกินรังแตนที่ไหนมา หน้าบูดเป็นตูดลิงเลย” บริกรหนุ่มรุ่นพี่ทักทันที่เมื่อเห็นกรกันต์เดินกลับมาด้วยสีหน้าเจืออารมณ์ขุ่น
“เปล่าครับพี่ แค่ลูกค้าเรื่องมากนิดหน่อย” กรกันต์ตอบ
“เฮ้ย อย่าพูดให้ผู้จัดการได้ยินเชียวนะ แกต้องทำใจ ทำงานในผับมีแต่คนเมา อย่าไปถือสาเขาเลย”
“ครับ”
ยิ่งคิดกรกันต์ก็ยิ่งโมโหไม่หาย เสียความรู้สึกกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว ยังต้องโมโหกับคำพูดของผู้ชายผมบลอนด์คนนั้นอีก อยู่ๆก็พูดโพล่งไม่เชื่อว่าเขาเป็นผู้ชาย แถมสายตาคู่นั้นยังมองเขาอย่างไม่เป็นมิตร ถ้าไม่มีเหตุผลจำเป็นเขาจะไม่มีทางมาทำงานในสถานที่แบบนี้อย่างแน่นอน
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน ชายหนุ่มร่างโปร่งมองซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงเตรียมพร้อมจะย่างก้าวเข้าไปยังห้องน้ำตรงหน้าอย่างไม่รีรอ
“นั่นมันห้องน้ำผู้หญิงนี่ นายต้องเข้าห้องน้ำชายไม่ใช่เหรอ” เสียงแจ่มชัดมีกังกาลของผู้มาเยือนดังขึ้นเป็นการยุติฝีเท้าของกรกันต์
“คะ… คุณ” เปลือกตางามซอยถี่ด้วยความตกใจ ตาเบิกโพลงค้างกระด้าง ถุงกระดาษในมือล่วงหล่นลงพื้นจนของด้านในกระเด็นกระดอนออกมา
“ก็ฉันน่ะสิ ฉันรู้อยู่แล้วว่าเซนส์ของฉันไม่มีทางพลาดแน่ๆ” รอยยิ้มภูมิใจฉายประดับบนใบหน้าหล่อเหลานั้น
“คุณนี่จะจับผิดผมไปถึงไหนกัน ผมก็แค่… เมาจนลืมทิศก็แค่นั้น” คำแก้ต่างที่ดูไม่สมเหตุสมผลของกรกันต์ทำเอาอีกคนยิ้มมุมปาก พลางหยิบของที่พื้นขึ้นมาดู “นี่คือของที่ผู้ชายเขาใช้กันเหรอ”
“นายต้องการอะไรจากฉัน” กรกันต์โพล่งถามอย่างตรงไปตรงมา พลางยื้อแย่งบราสีชมพูของตัวเองคืนมาด้วยใบหน้าสีแดงก่ำ
“มาคุยกันในนี้”
ทวีเทพกระชากแขนอีกคนเข้ามาในหลืบของมุมตึกถัดจากบริเวณห้องน้ำ
“โอ๊ย นายลากฉันมาตรงนี้ทำไม ต้องการอะไรบอกมาเลยดีกว่า” คนตัวเล็กพยายามผลักอกแกร่งของทวีเทพออก เมื่อเขาต้อนเธอจนมุมหลังชิดกำแพง แล้วใช้แขนทั้งสองข้างคร่อมเธอไว้
“ทำไมเธอต้องปลอมตัวเป็นผู้ชาย”
“มันเรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับนายสักหน่อย ไอ้คนหยาบคาย” กรกันต์พยายามผลักร่างของทวีเทพให้ห่างออกจากตัวของเธอ แต่เรี่ยวแรงก็ไมสามารถต่อกรกับคนตัวโตได้
“ไม่เกี่ยวได้ไง ผับนี้ฉันเป็นหุ้นส่วน เธอกำลังแหกกฏ” กฎที่เขาพูดถึงก็คือที่นี่จะไม่รับบริกรที่เป็นผู้หญิงนั่นเอง ซึ่งกรกันต์ก็ทราบเรื่องนี้ดี
“นายสินะที่เป็นคนตั้งกฎบ้าบอนี่ขึ้นมา”
“บ้าบออย่างนั้นเหรอ” ทวีเทพขบกราม ทวนคำพูดของกรกันต์ในระยะประชิดใบหน้าของทั้งสองห่างกันไม่ถึงคืบ
“ใช่! นายฟังไม่ผิดหรอก นายจะไล่ฉันออกก็ตามใจ แต่ทำไมนายต้องกีดกันไม่ให้ผู้หญิงทำงานที่นี่ ทั้งๆที่ผู้หญิงความสามารถก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายเลยสักนิด” ทุกอย่างล้วนถูกท้วงถามออกมาจากใจ ที่เธอตัดสินใจมาทำงานในสถานบันเทิงแห่งนี้ก็เพราะอยากได้รายได้พิเศษ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแล้ว ที่นี่จ่ายค่าจ้างสูงที่สุด จะว่าเธอเห็นแก่เงินก็ไม่ผิดเพี้ยน แต่เพราะกฎไร้สาระที่ว่าจึงทำให้เธอต้องปลอมตัวมาที่นี่นั่นเอง
“เธอกล้ามากนะที่พูดแบบนี้ โอเค… ฉันจะตอบให้ก็ได้ ผู้หญิงน่ะเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าผู้ชาย จะให้มาทำงานกลางคืนแบบนี้มันไม่เหมาะสม สู้เอาความสวยงามและเรือนร่างมอบความสุขให้แก่ผู้ชายจะดีกว่า” คำตอบของชายหนุ่ม ทำเอาอีกคนตกใจสะอึกในลำคอก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคืองแทน
“ฉันเกลียดจริงๆผู้ชายที่ชอบดูถูกผู้หญิง ผู้ชายอย่างพวกนายก็มีแต่จ้องทำร้ายผู้หญิงทั้งร่างกายและจิตใจ” กรกันต์กัดริมฝีปากจนเลือดซึมด้วยความโมโห เรื่องราวในอดีตมันหวนเข้ามาในหัวอีกครั้ง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูด
“ก็ผู้หญิงอย่างพวกเธอไม่ใช่เหรอที่ชอบเสนอตัวให้พวกฉันก่อนน่ะ” คนที่ถูกต่อว่าสาดคำหยาบร้ายกลับด้วยโทสะ
เพียะ!
กรกันต์ไม่สามารถสะกดกลั้นอารมณ์โกรธได้อีกต่อไป พลางตะหวัดมือบางกระทบเข้ากับใบหน้าของคนปากจัดเข้าอย่างจัง จนทวีเทพเสหน้าไปตางแรงตบนั้น
ร่างแกร่งสั่นสะท้าน มือหนาทรงอำนาจดึงปลายคางของคนตัวเล็กมาใกล้ริมฝีปากของตน ก่อนที่จะจัดการกดทาบบดขยี้ริมฝีปากชมพูระเรื่อนั้นด้วยแรงฤทธิ์อารมณ์ ลิ้นทั้งสองก่ายเกี่ยวกันไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อหมวกที่สวมใส่หลุดออก เรือนผมสีดำวาวที่ถูกรวบไว้ก็แผ่สยายเต็มความยาว มือบางน้อยของผู้ถูกคุกคามพยายามผลักดันมนุษย์กำยำล่ำสันตรงหน้าออกไป แต่เอวคอดของร่างระหงกลับถูกกระชับแน่นด้วยวงแขนของผู้คุมเกม
ไม่ว่ากรกันต์จะขัดขืนมากเท่าใด ก็เหมือนกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามทวีคูณความร้อนแรงมากขึ้นฉันนั้น ความรวดร้าวใจครอบงำใจหญิงสาวเสียหมดสิ้น ไม่มีความทุกข์ชนิดไหนทัดเทียมได้กับความทุกข์จากการถูกเหยียบย่ำในศักดิ์ศรี น้ำตาแห่งความโศกซึ่งถูกเก็บกลั้นไม่ให้ไหลออกมานานกว่าสิบปี บัดนี้ได้ไหลรินพรุ่งพรูออกมายิ่งกว่าน้ำตกที่ไหลร่วงอย่างเสถียรและไม่มีทีท่าว่าจะลดละ
เมื่อน้ำใสๆหยดลงมาประพรมโดนผิวหน้าของอีกคน ความชะงักงันโดยอัตโนวัติก็บังเกิดขึ้น ริมฝีปากจากเร่าร้อนคลี่คลายลงจนผละออก กระแสแววตาจากกร้านแข็งแปรเปลี่ยนสู่ความไหวหวั่น ในหัวใจของทวีเทพถูกจับจองด้วยความรู้สึกผิดเป็นริ้วๆ
“ฉัน… ฉัน…” ทวีเทพพูดติดอ่าง
“หยุดเถอะ ฉันไม่อยากได้ยินเสียงที่น่ารังเกลียดจากคนเลวทรามอย่างนาย ผู้ชายมันก็เหมือนกันหมด คิดจะทำอะไรก็ไม่เคยห่วงความรู้สึกของคนอื่น หลบไป! ชาตินี้ขออย่าให้ฉันได้พบเจอคนอย่างนายอีก”
คราวนี้ไม่มีแม้แต่คำตอบโต้หรือขัดขวางใดๆ มองตามร่างหญิงสาวที่เดินโฉบผ่านไปอย่างคนไร้ความรู้สึก
“แม้เธอจะเกลียดฉันไปแล้ว แต่ฉันกลับสนใจในตัวเธอ ฉันกำลังคิดบ้าอะไรอยู่”
ทวีเทพแทบไม่เชื่อตัวเองว่าผู้หญิงคนนี้จะทำให้เขารู้สึกผิดได้ถึงเพียงนี้
หรือเขาจะสนใจเธอเข้าให้แล้ว… ไม่จริงหรอกเธอก็เหมือนผู้หญิงทั่วๆไปที่หาได้ตามท้องตลอดนั่นแหละ…
“เทพมาทำไรอยู่ตรงนี้คะ มินนี่รอนานแล้วนะ” ไม่นานนักเสียงเจื้อยแจ้วของผู้หญิงที่ติดพันธุ์เขายิ่งกว่าปรสิตชนิดหนึ่งก็ดังขึ้น
“เปล่าครับ เรากลับไปที่โต๊ะกันเถอะ” ทวีเทพพูดแค่นั้น ก็สาวเท้าเดินหนีไปโดยไม่รอเจ้าหล่อนเลยแม้แต่น้อย
“ทะเลาะกับที่บ้านเหรอวะ เหล้าน่ะเพลาๆหน่อยเดี๋ยวตับพังนะเว้ย” เอกรัตน์เอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนรักไม่สู้ดีหลังจากที่เขาขอตัวไปรับโทรศัพท์จากทางบ้าน พอกลับมาก็ได้แต่นั่งใบ้หน้านิ่วบึ้งตึง กระดกเหล้าที่มินนี่ชงให้แก้วแล้วแก้วเล่า
“เปล่าว่ะ แต่ฉันมีอะไรจะถามแก”
“หืม อะไรล่ะ ว่ามา”
“แกว่าผู้หญิงมันจะเป็นแบบแม่นี่หมดเลยเหรอเปล่าวะ” เอกรัตน์มองตามหางตาของทวีเทพ แม่นี่ที่ว่าก็คือมินนี่นั่นเอง เขารู้แค่ว่าเธอเป็นนางแบบเกรดต่ำ ชอบใช้เรือนร่างไต่เต้าเพื่อหาชื่อเสียง การที่เธอมาจอแจกับเพื่อนของเขาคงมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งทวีเทพก็พอจะเดาออกเช่นกัน
“เทพทำไมมองมินนี่อย่างนั้นล่ะคะ” เมื่อเห็นสายตาหยามเหยียดจากฝ่ายชาย เจ้าหล่อนก็เริ่มตะขิดตะขวงใจในท่าทีนั้น
“วันนี้เธอกลับไปได้ละ ฉันรู้สึกปวดหัวนิดหน่อย” ทวีเทพพูดเสียงเย็น ก่อนจะหันไปหาเพื่อนสนิท “รัตน์แกช่วยไปส่งแม่นี่หน่อย” สีหน้าเอกรัตน์ดูออกว่าไม่เต็มนัก แต่เห็นสภาพทวีเทพที่เมามากคงขับรถลำบาก เลยพยักหน้าตอบตกลงอย่างจำใจ
“มินนี่ไม่กลับ ทำไมอยู่ๆเทพถึงไล่มินนี่แบบนี้คะ”
“คุณมินนี่ใจเย็นๆก่อนครับ ไอเทพมันเมา” เอกรัตน์กล่าวเสริมเพราะกลัวผู้หญิงสวยแต่รุปตรงหน้าจะวีนแตก
“ฉันเบื่อผู้หญิงจำพวกง่ายต่อการสัมผัสแบบพวกเธอซะแล้วสิ มันดูไม่มีอะไรที่ท้าทาย ดูไร้ค่าไปเสียหมด” ไม่ใช่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่เป็นสิ่งที่ทวีเทพอยากจะพูดจริงๆ
“กรี๊ดดดด นี่เทพว่ามินนี่แบบนี้เลยหรอคะ ได้เลย แล้วอย่ามาง้อมินนี่ละกัน ไอ้คนโง่” เจ้าหล่อนลุกขึ้นกรีดร้องโหยหวนและกระทืบเท้าสองสามครั้งด้วยความแค้นที่โดนผู้ชายต่อว่า ก่อนจะสะบัดหนังหัวเดินจากไปแทบเอาหน้าซุกแผ่นดินหนี
“ฮ่าๆ ไอ้เทพ แกก็วาเขาแรงไป แต่มันก็จริง” เอกรัตน์ชอบใจในคำพูดเหล่านั้น
“แกยังไม่ตอบคำถามฉันเลย ที่ฉันถามเมื่อกี้น่ะ”
เอกรัตน์มองทวีเทพที่หน้าแดงระเรื่อด้วยความงุนงง พลางนึกย้อนกลับไปในสิ่งที่เขาถาม
“อ้อ… ฉันว่าแกอย่าไปเหมารวมดีกว่านะ ถึงแม้ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้นซะหมด แต่ก็ยังมีบางส่วนที่อ่อนไหวและดูลึกลับน่าค้นหา…”
“ลึกลับน่าค้นหาเหรอ…”
เพียงแค่ได้ยินคำนี้ ภาพของหญิงสาวภายใต้บทบาทของบริกรหนุ่มก็ผุดขึ้นมาในมโนภาพของเขา คำพูดที่เลือดเย็นเชือดเฉือน สายตาที่เย็นชากลั้วตำหนิ ผู้หญิงคนนั้นช่างน่าค้นหาจริงๆ…

“แม่คะ แม่อยู่ที่ไหน เมื่อไหร่แม่จะมาหาหนู หนูอยากได้กำลังใจค่ะ” น้ำเสียงสั่นเครือปนไอเหงาดังระงมขึ้นที่ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง ซึ่งไร้ผู้คน มีเพียงแต่กรกันต์เท่านั้นที่นั่งทอดอารมณ์อยู่อย่างเดียวดายท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายในยามดึกสงัด ในมือของเธอกุมภาพถ่ายที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัวเอาไว้ ภาพที่มีทั้งพ่อ แม่ และเธอ หากทว่าส่วนที่เป็นใบหน้าของผู้เป็นแม่ถูกตัดขาดไป มิหนำซ้ำตอนที่แม่จากไปเธอก็ยังเด็กมาก ทำให้เธอจำใบหน้าของแม่ได้เพียงเลือนลาง
เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอหมดหวัง ท้อแท้ หรือเศร้าใจ เธอจะหยิบภาพนี้ขึ้นมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ยิ่งเรื่องราวในวันนี้ การที่เธอถูกคุกคามจากผู้ชายคนนั้นมันทำให้เธอนึกถึงการที่ผู้เป็นแม่ถูกทำร้าย แม้เธอจะสามารถให้อภัยพ่อตัวเองได้ แต่สำหรับผู้ชายฉวยโอกาสแบบนั้น เธอจะไม่มีทางยกโทษให้เป็นอันขาด!
“สวัสดีค่ะคุณหมอ” เมื่อโทรศัพท์มือถือที่ตั้งระบบสั่นไว้เริ่มแจ้งเตือนว่ามีสายเข้า กรกันต์ก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อของสายปลายทาง ‘คุณหมอพรรณพงศ์’
“แก้วกาญจน์ตอนนี้อยู่ที่ไหนครับ มาหาหมอที่โรงพยาบาลได้ไหม” นอกจากพ่อแล้ว ก็มีคุณหมอคนนี้เท่านั้นที่รู้ชื่อจริงของเธอ เนื่องจากเป็นคำสั่งของพ่อที่กำชับว่าห้ามบอกชื่อจริงให้ใครอื่นทราบ ให้บอกว่าชื่อกรกันต์ ทั้งๆที่เธอก็ไม่ทราบเหตุผลเช่นกัน
“แก้วกำลังจะกลับบ้านค่ะ คุณหมอมีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าคะ”
“คือว่า… หมอมีเรื่องจะปรึกษาเกี่ยวกับอาการของคุณเอกชัยครับ”
“โอเคค่ะ แก้วจะรีบไปเดี๋ยวนี้ สวัสดีค่ะ” เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาการป่วยของพ่อ แก้วกาญจน์ในนามกรกันต์ก็รีบโหนตัวขึ้นรถเมล์โดยไว
หลังจากที่แม่หนีหายไป พ่อของแก้วกาญจน์ก็เริ่มดื่มเหล้ามากขึ้นทุกวัน ญาติฝ่ายพ่อทุกคนต่างมีภาระรับผิดชอบ เธอจึงไม่สามารถไปพึ่งพาใครได้ ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัวและส่งตัวเองจนเรียนจบมัธยม เธอมีความใฝ่ฝันที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา แต่ราวกับโชคชะตากลั่นแกล้ง เมื่อพ่อของเธอป่วยหนักด้วยโรงมะเร็งตับต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมทั้งค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาในแต่ละเดือนสูงมาก ทำให้ความฝันของเธอหยุดลงชั่วขณะ เธอหารายได้พิเศษมากขึ้นเป็นเท่าตัวจากการเป็นพนักงานขายจนถึงปลอมตัวเป็นบริกรในผับแต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอต่อรายจ่ายทั้งหมด ในคราเดียวกันก็ยังมีโชคดีอยู่บ้างเพราะคุณหมอพรรณพงศ์ แพทย์เจ้าของไข้ เล็งเห็นในความกตัญญูของเธอ จึงช่วยเหลือค่ารักษาในบางเดือนที่เธอขัดสน แต่ด้วยความเกรงใจของเธอต่อผู้มีพระคุณจึงเป็นดุจแรงขับเคลื่อนให้เธอขยันทำงานให้มากขึ้น แตกต่างจากวัยรุ่นทั่วไปที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเริงร่าไร้กังวล เธอหวังเพียงว่าสักวันหนึ่งเธอจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นบ้าง ได้เห็นรอยยิ้มจากผู้เป็นพ่อแม่พร้อมๆกัน โอบกอดเธอไว้ด้วยไออุ่นแห่งสายเลือด



SMACGA
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 17 เม.ย. 2555, 23:51:07 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 17 เม.ย. 2555, 23:51:07 น.

จำนวนการเข้าชม : 1312





<< บทนำ   
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account