มาเฟียจำเป็น
เมื่อเขาโดนยัดเยียดให้เป็นเจ้าพ่อมาเฟีย
Tags: มาเฟีย เจ้าพ่อ ประธานบริษัท ปืน

ตอน: บทที่ 3 (100%)

จากเท่าที่สำรวจในห้องแล้ว ทำให้หนานเฟยได้รู้ว่าพ่อของเขามีความชื่นชอบในการอ่านหนังสือเป็นพิเศษ เพราะแต่ละห้องล้วนมีตู้หนังสือวางอยู่ไม่ต่ำกว่าหนึ่ง แม้กระทั่งในห้องนอนก็ยังมีตู้หนังสือวางอยู่ในนั้นด้วย หลังจากสำรวจพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาพักเที่ยงซึ่งไม่มีทีท่าว่าเลขาหนุ่มจะกลับมา ครั้นจะโทรศัพท์ไปตามก็ใช่ที่ เพราะหนานเฟยสั่งงานให้เทียนชิงไปทำแล้ว คงยากที่อีกฝ่ายจะกลับมาได้ทันเวลา ดังนั้นชายหนุ่มจึงคิดออกไปหาอะไรทานข้างนอกแทนตามลำพัง ซึ่งโดยตามปกติแล้วคนเป็นเจ้าพ่อมาเฟียจะต้องมีผู้ติดตามหรือองครักษ์อย่างต่ำหกคน แต่กับหนานเฟยแล้ว เทียนชิงไม่ได้สั่งให้ใครอยู่เฝ้าติดตามชายหนุ่มซักคนเดียว ราวกับว่าจงใจทิ้งให้เขาอยู่ตามลำพัง หรือไม่ก็ลืมซึ่งกรณีนี้หนานเฟยคิดว่าไม่น่าจะใช่ เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็เดินออกจากห้องทำงาน ก่อนจะเดินลงลิฟต์ไปยังชั้นโรงอาหารตามป้ายที่เขียนไว้ข้างผนังลิฟต์ ทันทีที่ประตูเลื่อนเปิดออก หนานเฟยก็ได้เห็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่โทนสีฟ้าอ่อน มีร้านอาหารวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้แต่ละร้านก็มีอาหารแตกต่างกันไปคนละแบบ ทำให้ผู้มาใช้บริการไม่เกิดอาการเบื่อหน่ายกับอาหารที่จำเจจนถึงขั้นถ่อออกไปทานที่ข้างนอก ครั้นพอชายหนุ่มเดินก้าวเท้าออกจากตัวลิฟต์ สายตาผู้คนในบริษัทต่างก็หันมามองที่หนานเฟยในจุดเดียว ก่อนจะพากันหลบหน้าหนีด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นเขาเป็นปีศาจยักษ์มารตนหนึ่งมิปาน

สมควรที่จะกลัวอยู่หรอก เล่นขู่ไปอย่างนั้นนี่...

หนานเฟยครุ่นคิดในใจพลางก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบนาบด้วยสีหน้าเย็นชา ครั้นพอเดินไปถึงร้านอาหารที่ชายหนุ่มคิดจะสั่ง เจ้าของร้านก็สั่นเป็นเจ้าเข้าจนหนานเฟยได้แต่นึกสงสารในใจ จะเข้าไปปลอบก็ทำไม่ได้เพราะตอนนี้ชายหนุ่มอยู่ในฐานะประธานบริษัทในเครือมังกรกรุ๊ป ต้องแสดงอำนาจให้คนอื่นเห็น มิเช่นนั้นแล้วผู้คนจะเสื่อมศรัทธาเอาได้

“ขอข้าวผัดหนึ่งจาน” หนานเฟยพูดสั่งอาหาร ทำเอาเจ้าของร้านยิ่งสั่นมากขึ้นกว่าเดิม “ไม่ได้ยินที่สั่งรึไง ขอข้าวผัดหนึ่งจาน”

“อะ...คะ...ครับท่าน!”

เจ้าของร้านผงกหัวตอบก่อนจะรีบลงทำอาหารด้วยความกลัว ครั้นพอหนานเฟยหมุนตัวกลับไปนอกร้าน ก็ทันได้เห็นคนในโรงอาหารกำลังมองมาทางตน แต่เพียงตาเดียวทุกคนรู้ว่าโดนท่านประธานจ้องตอบกลับ จึงเลิกมองแล้วรีบหันกลับไปลงมือรับประทานอาหารของตัวเองต่อ พอทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว หนานเฟยก็เดินกลับไปที่ห้องก่อนจะพบเลขาตัวแสบยืนหอบเอกสารอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา

“ไหนล่ะงานที่ฉันสั่ง”

ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบพลางเดินเข้าไปโต๊ะทำงานก่อนจะนั่งลงเอาขาขึ้นไขว่ห้าง

“นี่ครับท่าน” เทียนชิงตอบพลางวางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะเดินถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวยืดตัวตรง ซึ่งไม่ทันที่ร่างสูงจะได้หยิบแฟ้มเอกสารเปิดออกอ่าน อีกฝ่ายกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน “กำหนดการคืนนี้ท่านจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงเปิดตัวที่โรงแรมครับ”

“งานเลี้ยงเปิดตัว?”

“ครับ งานเลี้ยงเปิดตัว” เลขาหนุ่มตอบพลางพยักหน้า “งานเลี้ยงเปิดตัวนี้ท่านประธานจะต้องกล่าวทักทายกับทุกคนในงานเลี้ยง ต่อด้วยงานเต้นรำเปิดตัว งานนี้ผมได้เตรียมคู่เต้นให้ท่านแล้วครับ อ้อ นอกจากนี้ท่านต้องเข้าไปคุยทำความรู้จักกับผู้บริหารอาวุโส ซึ่งผมได้สอดภาพพวกเขาไว้ในแฟ้มแล้วด้วยครับ”

“แล้วรูปผู้หญิงคนนั้นล่ะ”

“มีอยู่ในนั้นพร้อมประวัติแล้วครับท่าน” เทียนชิงตอบก่อนจะพูดต่อ “งานเลี้ยงจะเริ่มตอนหนึ่งทุ่มตรง ส่วนเรื่องเสื้อผ้านั้นผมจะจัดมาให้ท่านตอนหกโมงเย็นครับ”

“อืม”

หนานเฟยตอบครางในลำคอ ก่อนที่เลขาหนุ่มจะขอตัวออกไปทำงานต่อ


หลังจากหนานเฟยใช้เวลาในการอ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทจนเกือบหมด ชายหนุ่มก็ได้รู้แล้วว่าที่นี่เป็นบริษัทข้ามชาติที่ใหญ่ติดอันดับในเอเชีย ควบคุมเศรษฐกิจของฮ่องกงเกือบครึ่ง ไม่เว้นกระทั่งบริษัทเอกชนชั้นแนวหน้า มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนเอกชนก็ต่างตกเป็นของมังกรกรุ๊ปทั้งสิ้น จนกระทั่งถึงเวลาหกโมงเย็น เทียนชิงได้นำเสื้อผ้ามาให้ใส่ก่อนจะรีบออกเดินทางทันที โดยมุ่งหน้าไปยังโรงแรมห้าดาวท่ามกลางรถยุโรปสีดำที่พากันแห่ไปเป็นขบวน

“กรุณาทำตัวให้เรียบร้อยด้วยนะครับท่านประธาน เพราะงานนี้มีสื่อมวลชนมาทำข่าวด้วย”

เลขาตัวแสบในชุดสูทสีดำกึ่งเทาพูดเกริ่นในขณะที่นั่งประจำตำแหน่งอยู่ ฝั่งตรงข้ามกับคนขับ ซึ่งหนานเฟยในชุดสูทสีขาวไม่ตอบได้แต่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงให้อีกฝ่ายได้รับทราบ ทันทีที่รถจอดลงหน้าทางเข้าโรงแรมในย่านเซ็นทรัล ก็ได้มีพนักงานเข้ามาเปิดประตูรถให้แต่กลับต้องชะงักเมื่อเห็นเทียนชิงที่ลงจากรถมาเปิดประตูให้ก่อน เพราะกลัวว่าจะมีใครแอบมาลอบฆ่าเจ้านายของตน

...ทำงานได้ยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ สมแล้วที่เป็นถึงเลขากับมือขวาเก่าของคุณพ่อ

หนานเฟยลอบชื่นชมเทียนชิงในใจ แต่ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายยังไม่เชื่อใจเขาที่เพิ่งจะมารับหน้าที่นี้แทนคุณพ่อ จึงขอถอนคำพูดเมื่อครู่นี้ออกไปให้หมด ก่อนจะลงจากรถแล้วชายหนุ่มก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปยังข้างในโรงแรมโดยที่มีพนักงานหลายคนยืนค้อมศีรษะต้อนรับแขกที่หน้าประตูทางเข้าอย่างมีมารยาท ครั้นพอได้เข้าไปในลิฟต์แล้ว เทียนชิงกับบอดีการ์ดอีกห้าคนต่างยืนนิ่งเงียบ ผิดกับหนานเฟยที่ครุ่นคิดอย่างหนักใจ เพราะต่อจากนี้ไปบทบาทชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไป จากคนธรรมดากลับกลายเป็นคนพิเศษที่ไม่ว่าใครต่างให้ความเคารพนับถือ และไม่สามารถเดินถอยหลังหรือลงจากหลังมังกรได้นอกจากความตายเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือเหตุจำเป็นบังคับอะไรก็ตามแต่ หนานเฟยไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจกลางคันได้อย่างแน่นอน พอคิดได้ดังนั้น ร่างสูงก็พลันยืดตัวตรงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษากริยาท่าทางของตัวเองให้ดูน่าเกรงขามกับตำแหน่งที่ได้รับ แน่นอนว่ามือขวาเทียนชิงได้สังเกตเห็นตั้งแต่เข้ามาในลิฟต์แล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมเจ้านายคนใหม่ของตัวเองในใจ

ไม่เลวเหมือนกันนี่ นึกว่าจะสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้วเสียอีก...

ครั้นพอเสียงลิฟต์ดังขึ้น ประตูเบื้องหน้าก็ถูกเปิดออก ก่อนที่เสียงพูดคุยกับแสงวูบวาบจากแฟลตของพวกสื่อมวลชนที่มาออกันหน้าลิฟต์อยู่หลายคนเพื่อรอสัมภาษณ์ประธานคนใหม่แห่งมังกรกรุ๊ป ได้กระหน่ำเข้ามาอย่างบ้าคลั่งโดยที่หนานเฟยยังไม่ทันเดินถึงทางเข้างาน

“ไม่ทราบว่าท่านรู้สึกยังไงกับตำแหน่งประธานของมังกรกรุ๊ปคะ”

“อะไรคือภารกิจเร่งด่วนที่ท่านอยากทำครับ”

“ท่านมีนโยบายจะขับเคลื่อนมังกรกรุ๊ปอย่างไรคะ”

“ท่านรู้สึกกดดันหรือไม่ ที่ต้องเข้ามาบริหารองค์กรใหญ่ขนาดนี้ครับ”

ร่างสูงถึงกับหยุดเดินเมื่อพวกนักข่าวยิงคำถามมาพอๆกับแสงวูบวาบของแฟลต

“บอกพวกเขาไปว่าให้ไปรอในห้องแถลงข่าว”

“ครับท่าน”

เทียนชิงพยักหน้าตอบก่อนจะหันไปบอกกับพวกนักข่าว ซึ่งทำให้พวกนั้นยอมล่าถอยไปแต่โดยดี เมื่อเหตุการณ์สงบ หนานเฟยก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในงาน เผยให้เห็นห้องบอลลูมประดับด้วยโคมระย้าสวยแบบมีสไตล์ และจัดในรูปแบบคอกเทล มีบริกรถือถาดเครื่องดื่มสีเงินเดินอยู่ทั่วงาน ทันทีที่ร่างสูงเดินเข้าไปในงานแล้ว ผู้คนที่มาร่วมงานต่างหันมามองหนานเฟยกันหมด พร้อมกับแสงไฟจากสปอร์ตไลค์ได้ส่องมาที่ชายหนุ่มด้วย

“ขอเป็นเกียรติ์ท่านประธานเชิญเดินขึ้นมาบนเวทีเพื่อกล่าวทักทายกับทุกคนด้วยครับ”

เสียงพิธีกรประกาศบอก ทำให้หนานเฟยเดินตรงไปยังเวทีก่อนจะตามด้วยเทียนชิงที่เดินตามประกบชายหนุ่มเพื่ออารักขาความปลอดภัยของเจ้านายตนเอง ครั้นพอขึ้นมายืนบนเวทีแล้ว ชายหนุ่มก็กราดสายตามองไปรอบห้องบอลลูมก่อนจะกล่าวพูดทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงาน คืนนี้ขอให้สนุกกันให้เต็มที่”

พอพูดจบ เสียงเพลงจากวงดนตรีก็เริ่มบรรเลงต่อ ร่างสูงส่งไมค์คืนให้กับพิธีกรพลางเดินลงเวทีโดยมีเทียนชิงเดินตามหลังมา แต่ก็ต้องหยุดเดินเมื่อเห็นชายวัยหกสิบปลาย นัยน์ตาเรียวสีดำ ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นบ่งบอกอายุได้ดี ผมเผ้าสีขาวยาวคลอเคลียไหล่ สวมชุดสูทสีดำยืนกุมไม้เท้าเดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง

“ขอแสดงความยินดีกับตำแหน่งนะพ่อหนุ่ม” อีกฝ่ายพูดพลางมองหนานเฟยตั้งแต่หัวจรดเท้า “เธอเหมือนกับพ่อของเธอมาก เว้นแต่สีตาที่เหมือนกับแม่ ลิซ่าเธอเป็นคนฉลาด หัวไว ตอนมาที่นี่ใหม่ๆ เธอยังพูดภาษาจีนกวางตุ้งไม่ได้เลยซักคำเดียว แต่พอผ่านไปได้แค่หนึ่งเดือน แม่ของเธอกลับพูดได้ราวกับเป็นเจ้าของภาษา แถมสำเนียงก็ไม่เพี้ยนแม้แต่ประโยคเดียว นั่นแหละที่ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าแม่ของเธอถูกใครบางคนส่งมาดูลาดราวในมังกรกรุ๊ปหรือเปล่า”

“ผมเองก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมคุณพ่อถึงได้มอบตำแหน่งนี้ให้กับผม ทั้งๆ ที่ผมอายุน้อยกว่าคุณอีกนะครับคุณเสิ่นจุ้ย” หนานเฟยพูดย้อนกลับไปทันทีที่มาเฟียเฒ่าพูดจบ ทำเอาคนฟังถึงกับผงะไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าจะโดนสวนกลับมาแบบเจ็บแสบ แถมชายหนุ่มกลับพูดชื่อตนได้ถูกต้องทั้งที่ยังไม่ได้พูดแนะนำตัวให้ได้รู้จักเลยด้วยซ้ำ “ถ้าเป็นเพราะผมคือลูกชายของคุณพ่อก็ไม่น่าจะใช่ เพราะพี่ชายคนละแม่ของผมก็ยังมีชีวิตอยู่ แถมเขาก็สามารถรับตำแหน่งนี้ได้ไปเลยโดยที่ไม่ต้องโยนมาให้กับผม แต่คุณพ่อกลับไม่ทำเช่นนั้น คุณรู้ใช่ไหมว่ามันเป็นเพราะอะไร”

เสิ่นจุ้ยไม่ตอบคำถามของหนานเฟย กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวนะครับคุณเสิ่นจุ้ย”

หนานเฟยพูดตัดบทก่อนจะเดินสวนมาเฟียเฒ่าไปอย่างไม่คิดจะเหลียวกลับมามองอีก




dragonp
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 23 เม.ย. 2555, 14:43:05 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 27 เม.ย. 2555, 23:31:29 น.

จำนวนการเข้าชม : 1460





<< บทที่ 2   บทที่ 4 (อัพครบแล้วนะคะ) >>
ทองหลาง 23 เม.ย. 2555, 16:38:08 น.
กินข้าวผัด อยากกินข้าวผัด


แว่นใส 23 เม.ย. 2555, 16:53:57 น.
เขาเป็นใครนะ คู่เต้นเนี่ย


nutcha 23 เม.ย. 2555, 21:59:40 น.
อิจฉาคนที่ได้เป็นคู่เต้นอ่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account