ดวงใจบ้านทุ่ง
เธอ...สานฝันการเป็นเกษตรกรมืออาชีพได้สำเร็จ โดยการละทิ้งหัวใจเอาไว้เบื้องหลัง เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เมื่อรักครั้งเก่าหวนมาด้วยเหตุอันไม่น่าเชื่อ ใจที่เคยเข้มแข็ง กลับอ่อนเป็นวุ้น...ได้อย่างง่ายดาย
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: ตอน ๒ ฝากตัว...แลหัวใจ แต่ใครจะรับ?

ตอน ๒ ฝากตัว...แลหัวใจ แต่ใครจะรับ?

‘เขาชื่อพาย พิริยะ สิริฐกูล พี่ชายเพื่อนหญ้าเอง’ นั่นเป็นคำตอบจากปณยาซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ระบุตัวตนของคนที่นอนหน้าซีดเซียวอยู่บนเตียงคนไข้ ซึ่งในขณะที่เข้าทำการช่วยเหลือ ไม่ปรากฏว่ามีกระเป๋าสตางค์หรือบัตรประจำตัวติดตัวอยู่เลย ศุกลธีร์คิดพลางพับหนังสือพิมพ์ในมือลงวางไว้ข้างๆตัว เมื่อสังเกตเห็นการขยับตัวน้อยๆ ของคนที่เขานั่งเฝ้ามาตลอดเช้า ก่อนจะก้าวยาวๆ ไปชิดเตียง

“คุณครับได้ยินผมมั้ย คุณพิริยะ” สารวัตรหนุ่มปลุกเสียงไม่ดังนัก

เสียงเรียกชื่อเขาที่ไม่คุ้นหูดังเข้ามาในโสตประสาต ทำให้พิริยะพยายามจะปรือตาที่หนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง ก่อนความพยายามจะสำเร็จในอีกเกือบสามนาทีถัดมา ภาพแรกที่ปรากฏในคลองจักษุคือฝ้าเพดานสีขาวสะอาด ก่อนจะเบนสายตาไปยังต้นเสียงที่ยังคงเรียกราวกับจะปลุกเขา ใบหน้าคมเข้ม ดวงตายาวรีสีน้ำตาลเข้มส่อแววคนจริงจ้องมองเขาตรงๆ อย่างคาดหวัง

“คุณฟื้นแล้ว” คนปลุกร้องเสียงไม่ดังนักเมื่อเห็นการตอบสนองจากเขา ก่อนจะเอื้อมมือไปทำอะไรกุกกักบนหัวนอนของเขา ซึ่งคงไม่พ้นกดกริ่งเรียกแพทย์หรือนางพยาบาล

หลังจากนางฟ้าในชุดขาวออกไปจากห้องพัก ใบหน้าของชายหนุ่มบนเตียงก็เริ่มมีสีสัน ลำคอที่เคยแห้งผากก็ได้รับน้ำคลายความกระหายลงแล้ว เขาก็พร้อมที่จะถามหรือตอบคำถามแล้ว แต่ก่อนที่จะได้ถามอะไรออกไป คนที่เฝ้าไข้เขาก็เอ่ยขึ้นมาก่อน

“ขออนุญาตแนะนำตัว ผม พ.ต.ต.ศุกลธีร์ ศรีพชร เป็นสารวัตรประจำท้องที่นี้ แล้วนี่บัตรประจำตัวผม” นายตำรวจหนุ่มหยิบบัตรข้าราชการออกมาให้อีกฝ่ายดูเพื่อยืนยัน

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ สารวัตรเป็นคนช่วยผมหรือครับ” เขาถามเข้าประเด็นในทันที
สารวัตรหนุ่มยิ้มน้อยๆ “จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ครับ” อาการขมวดคิ้วของคนตรงหน้า ทำให้เขาเข้าใจได้ในทันทีว่า คำตอบของเขาชวนสงสัยกว่าเดิม จึงอธิบายเพิ่มเติม “อันที่จริงมีพลเมืองดีเขาโทรแจ้ง ให้ผมไปช่วยคุณอีกทีน่ะครับคุณพิริยะ”

“สารวัตรรู้จักผม?”

“เอ่อ...ดีที่ว่าพลเมืองดีคนนั้น เป็นเพื่อนกับน้องชายคุณ ผมเลยทราบชื่อคุณเพราะคุณไม่มีหลักฐานติดตัวเลย กระเป๋าตังค์ก็ไม่มี” นายตำรวจหนุ่มตอบอ้อมๆ ตามคำขอของน้องสาวเพื่อนที่ไม่ปรารถนาจะเปิดเผยตัวตน

‘เพื่อนนายพีช’ ชายหนุ่มคิดอยู่ในใจ สายตาคมกริบเริ่มกวาดมองไปรอบด้าน ก่อนจะสรุปได้ว่าเขาไม่น่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ “แล้วที่นี่ที่ไหนครับ” พิริยะรอคำตอบด้วยใจที่เต้นตึกตักราวกับกลองศึก

คำตอบที่ได้มาเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้ชายหนุ่มปะติปะต่อเรื่องได้ ด้วยรู้จักน้องชายตนเองดีว่ามีเพื่อนที่เป็นคนต่างจังหวัดและรู้จักเขาแค่เพียงคนเดียว คนที่สำคัญที่สุด นั่นทำให้เขามั่นใจว่าภาพที่เห็นก่อนสติจะดับวูบไป หาใช่ภาพลวงตาไม่

แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามต่อ ต้องเปลี่ยนสถานะเป็นคนตอบเมื่อสารวัตรหนุ่มเริ่มทำการสอบปากคำ “คุณพิริยะพอจะทราบไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ พลางอนุญาตให้อีกฝ่ายเรียกชื่อเล่นเอาได้แล้วเปิดปากเล่าทุกอย่างที่พอจะจำได้ขณะมีสติอยู่

“ตกลง คุณไม่เชื่อว่าคุณถูกลักพาตัวมาเพื่อเรียกค่าไถ่อย่างเดียว”

“ครับ...เพราะตอนที่นอนอยู่ท้ายรถ ผมได้ยินคนร้ายคุยโทรศัพท์กับใครสักคน บอกว่าเงินค่าไถ่ยกให้พวกมันหมด ขอเพียงแต่ทำให้ผมหายไปจากโลกนี้ได้ก็พอ”

“คุณสงสัยใครไหมครับ” ศุกลธีร์ถามเสียงขรึม เมื่อเห็นแววยุ่งยากมาแต่ไกล

“บอกตรงๆ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ”

“อืม ดูท่าว่าคุณคงต้องหายตัวไปจากโลกนี้ชั่วคราวแล้วล่ะครับ จอมบงการจะได้คะนองใจว่าคุณหายไปสมใจมันจริงๆ เดี๋ยวไม่นานมันก็แสดงพิรุธออกมาแน่ๆ”

“แล้วจะให้ผมหายไปอยู่ไหนครับ คนรู้จักก็มีแต่ในกรุงเทพฯ เพื่อนสนิทที่มีก็อยู่ต่างประเทศหมด” เขาตอบเสียงออดให้แลดูน่าสงสารแกมแอบลุ้นว่าจะเข้าแผนที่วางขึ้นสดๆหรือไม่ ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์อันตราย แต่โอกาสแก้ตัวที่เขาต้องการมาตลอดสี่ปีใช่ว่าจะมีมาบ่อยๆ

ข้างศุกลธีร์ดีดนิ้วเปาะ เมื่อนึกออกว่าจะหาหลุมหลบภัยที่ไหนให้คนตรงหน้าได้ “ผมว่า ผมหาให้คุณได้แล้วล่ะ...”

..........................................................................................................

สามวันหลังจากนั้นศุกลธีร์ก็ไปรับตัวพิริยะออกจากโรงพยาบาลหลังจากที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ เพียงสิบนาทีพาหนะล้อโตก็พาทั้งคู่มาถึงจุดหมายปลายทาง บ้านไม้ยกใต้ถุนสูงเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางดงไม้ที่แต่ละต้นสูงเกือบเท่าความสูงบ้าน รายล้อมไปด้วยท้องนาที่มีทิวไผ่ปลูกไว้เป็นแนวราวกับกำแพง เรียกได้ว่าเป็นบ้านหลังเดียวท่ามกลางทุ่งนาและป่าไผ่ เมื่อเลี้ยวผ่านซุ้มประตูที่มีต้นสร้อยอินทนิลออกดอกสีม่วงแกมขาวชูช่ออวดความงามเข้าไปภายในบริเวณบ้าน ก่อนจะพบว่าด้านหน้าเป็นสนามหญ้ากลางลานมีต้นแก้วขนาดใหญ่ปลูกไว้โดดเด่นมีม้านั่งตัวยาวสีขาววางคู่ดูโดดเด่นตัดกับสีเขียวของหญ้าและเหล่าต้นไม้ที่ถูกปลูกไว้หลากหลายสายพันธ์จนอยากจะจำแนกประเภทได้

แม้ปณยาจะขอให้สารวัตรหนุ่มช่วยปกปิดเรื่องเป็นพลเมืองดี แต่เอาเข้าจริงเขาจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากบ้านนี้โดยผ่านทางตฤณ ซึ่งเพื่อนเขาก็เห็นดีด้วยเมื่อทราบชะตากรรมและหัวนอนปลายเท้าของผู้เคราะห์ร้าย วันนี้เขาก็ได้โทรมาเรียนบุพการีของเพื่อนแล้วว่าจะเข้ามา

ศุกลธีร์เดินนำพิริยะเข้าไปยังตัวบ้าน พบว่าเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงและฝ่ายชายนั่งรออยู่บนแคร่ไม้ขนาดใหญ่อยู่ก่อนแล้ว โดยไร้วี่แววปณยา ซึ่งเขาก็ไม่แปลกใจเพราะรู้มาก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายนั้นเข้ากรุงเทพฯเพื่อขอการรับรองมาตรฐานอะไรสักอย่าง

ทันทีที่พิริยะเห็นหน้าเจ้าของบ้านทั้งสองคน ก็นึกรู้ทันใดว่าเขาคงได้เจอคนที่ถวิลหามาตลอดสี่ปีแล้วแน่ๆ แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่เขาก็จำใบหน้าของสองหญิงชายบนรูปในกระเป๋าตังค์ของคนที่เขาไม่เคยคิดจะให้เป็นเพียงอดีตอีกต่อไป เสียงใสๆ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสองท่านเบื้องหน้าให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงที่บ่งถึงความรักและเทิดทูนอยู่เสมอๆ ยังคงก้องอยู่ภ่ยในความทรงจำ

“คุณพายครับ คุณ...” ศุกลธีร์สะกิดคนมาด้วยเมื่อเห็นว่าเขายืนมองเจ้าของบ้านนิ่งแม้เขาจะแนะนำตัวไปแล้ว

“คะ ครับ สารวัตร ว่าไงนะครับ”

“ดูท่าว่าคุณเขาจะตกตะลึงความงามของคุณเข้าเสียแล้วล่ะ” เจ้าบ้านฝ่ายชายสัพยอกภรรยาอย่างอารมณ์ดี

“คุณก็ว่าเข้าไปนั่น” เขมิกาค้อนให้สามีแต่พองาม ก่อนหันมาถามด้วยความอาทรแม้จะพอรู้คร่าวๆมาบ้าง “ชื่ออะไรนะพ่อหนุ่ม”

พิริยะซึ่งตอนนี้สติกลับเข้ามาครองกับตัวแล้วจึงยอกมือขึ้นกระพุ่มไหว้ ก่อนแนะนำตัวเสียงทุ้มหากแต่แฝงความนอบน้อมไปในเวลาเดียวกัน “สวัสดีครับ ผมชื่อพิริยะ สิริฐกูล เรียกว่าพายก็ได้ครับ ผมคงต้องรบกวนคุณอาทั้งสองสักระยะนะครับ”

“ตามสบายเถิดพ่อ เจ็บตัวมาเยอะ คิดเสียว่ามาพักตากอากาศ สมัยก่อนตาพีชก็มาเที่ยวออกบ่อยไป มีพักหลังนี่แหละที่หายไป เห็นว่าลุยงานเต็มตัว หาเวลาว่างไม่มี” คำต้อนรับพร้อมอธิบายยาวยืดจากทำให้เขารู้ว่าน้องชายสนิทกับครอบครัวนี้มากพอดู นายพีชนะนายพีช รู้ข่าวตลอด แต่ไม่เคยบอกพี่บอกเชื้อ เขานึกเข่นเขี้ยวน้องชายอยู่ในใจ

“ขอบพระคุณมากๆครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยๆกันไป อีกอย่างพี่ชายเจ้าพีชก็เหมือนลูกของพ่ออีกคนนั่นแหละ” คุณสรัลตอบพลางยิ้มบ่งบอกว่าเต็มใจช่วยอย่างจริงใจ ก่อนหันร้องเรียกใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก “เอกเอ้ย เอก มานี่หน่อย”

สิ้นเสียงเรียกชื่อเด็กหนุ่มหน้าตาคมสันต์ในชุดเสื้อม่อฮ่อมแขนยาวกับกางเกงวอร์มสีหม่นก็โผล่มาพร้อมรอยยิ้มจากหลังบ้านราวกับรออยู่แล้ว “เอกมาแล้วครับ พ่อนาย”

สรัลยิ้มรับคำขาน ก่อนบอก“เดี๋ยวพาพี่เขาไปห้องที่เตรียมไว้หน่อย พักตามสบายเลยนะพาย คิดเสียว่าเป็นบ้านตัวเอง แล้วเย็นๆค่อยมากินข้าวกัน” ตอนท้ายชายวัยกลางคนหันมาบอกกับชายหนุ่มที่ตอบรับเบาๆ

“งั้นเดี๋ยวผมขอตามคุณพายไปด้วยนะครับพ่อ แม่” สารวัตรหนุ่มเอ่ยขออนุญาตเมื่อเห็นว่าบ่ายมากแล้ว และเจ้าของบ้านทั้งสองดูท่าจะมีธุระต้องไปด้วย

“ตามสบายเลยจ้า เดี๋ยวแม่ว่าจะเข้าไปตลาดเสียหน่อยเหมือนกัน เดี๋ยวอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะ อีกหน่อยยัยหญ้าก็กลับแล้ว พ่อส้มอยู่เจรจากับน้องก่อนก็แล้วกัน ไปพ่อ ขับรถให้แม่หน่อย” พูดจบคุณเขมิกาก็รุนหลังสามีให้ยืนขึ้น จึงไม่ทันเห็นสีหน้าที่ส่อแววดีใจอย่างเหลือล้นจนเกินเหตุของพิริยะ “ขาดเหลืออะไรก็บอกเจ้าเอกเลยนะพ่อส้ม คุณพาย”

“ครับ” สองหนุ่มตอบพร้อมกันพร้อมลุกขึ้นยืน แล้วออกเดินตามเจ้าเอก หรือเอกรินทร์ที่ยืนยิ้มรออยู่ก่อนแล้ว

ทั้งสองหนุ่มใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถึงบ้านไม้ที่ยกใต้ทุ่นขึ้นเพียงสามขั้นบันได มีเฉลียงเกือบรอบด้าน ตัวบ้านสร้างด้วยไม้เก่าสังเกตได้จากร่องรอยการทาสีที่มีให้เห็นประปรายตาแลดูเก๋มากกว่าน่ากลัว ขนาดไม่ใหญ่นักกะด้วยสายตาน่าจะมีหนึ่งห้องนอนเท่านั้น

“บ้านหลังนี้มีหนึ่งห้องนอนแล้วก็ห้องน้ำในตัวนะครับ จริงๆเป็นเหมือนห้องทำงานพี่หญ้าด้วย หนังสืออาจะเยอะหน่อย แต่มีที่นอนหมอนมุ้งครบครับ เอกเพิ่งทำความสะอาดไว้ให้ด้วย” เอกรินทร์อธิบาย

“แล้วกอ...เอ่อ คุณหญ้าจะไม่ว่าเอาเหรอที่โดนแย่งห้องทำงานแบบนี้” พิริยะถาม
เด็กหนุ่มโบกมือในอากาศว่อน ก่อนตอบกลั้วหัวเราะ “โอ๊ย สบายใจได้ครับ...คำสั่งแม่นาย พี่หญ้าไม่กล้าขัดหรอกครับ พี่...เอ่อ คุณพายพักตามสบายนะครับ”

“เรียกพี่ก็ได้นะเอก พี่จะได้มีน้องเพิ่มด้วย” แล้วจะได้เหมือนกับพี่หญ้าด้วย ประโยคหลังเขาได้แต่คิดในใจ ก่อนระบายยิ้มเต็มใบหน้าให้เด็กหนุ่มแล้วหันไปตอบคำถามสารวัตรหนุ่มเมื่อถูกถามว่าพออยู่ได้หรือไม่ในขณะที่ตามองตามเอกรินทร์ที่ถือกระเป๋าเดินขึ้นบ้านล่วงหน้าไปแล้ว “อยู่ได้สบายมากครับสารวัตร รบกวนสารวัตรเป็นธุระจัดการให้ทุกเรื่องเลย”

“ไม่เป็นไรครับคุณพาย สงสัยชะตาเราจะต้องกัน ขนาดตำรวจที่ดูแลคดีคุณที่กรุงเทพ ยังเป็นรุ่นน้องคนสนิทผมอีก แค่นี้สบายมากครับ เพียงแต่คุณพายอย่าเพิ่งไปไหนมาไหนตามลำพังก็พอครับ เพราะไม่รู้ว่าคนร้ายจะยังอยู่แถวนี้หรือเปล่า ”

“ครับ” เขารับคำก่อนชวนศุกลธีร์ขึ้นบ้านเมื่อเห็นเด็กหนุ่มเปิดประตูออกกว้างพร้อมกวักมือเรียกไหวๆแล้ว

..........................................................................................................

ด้วยความแปลกที่บวกกับความตื่นเต้นที่จะได้เจอใครบางคนที่โทรมาบอกทางบ้านว่าจะเลื่อนการมาถึงเป็นสายๆวันนี้ ทำเอาชายหนุ่มหลับๆ ตื่นๆ ตลอดทั้งคืน จนมารู้สึกตัวอีกทีตอนค่อนรุ่งเพราะเสียงไก่ที่ขันรับกันเป็นทอดๆ แทบจะรอบบ้าน เมื่อดูเครื่องบอกเวลาก็พบว่าเกินสี่นาฬิกามาแล้วเกือบสิบนาที เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นอาบน้ำให้คลายง่วงงุน ร่างสูงหายลับเข้าไปในห้องน้ำห้องเล็ก ไม่ถึงสิบนาทีชายหนุ่มก็กลับออกมาพร้อมใบหน้าเกลี้ยงเกลาและไรผมเปียกชื้นในเสื้อผ้าชุดใหม่

พิริยะเดินออกจากบ้านตามทางเดินโรยกรวดก้อนเล็ก แสงสลัวของยามย่ำรุ่ง ทำให้เขามองเห็นไม่ไกลนัก แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านกำแพงกอไผ่ซึ่งกั้นเขตระหว่างส่วนที่อยู่อาศัยกับส่วนที่ทำการเกษตรตามคำบอกเล่าของเอกรินทร์ หวังจะไปเดินเบาๆเพื่อออกกำลังกายและชื่นชมสถานที่ที่ใครบางคนรักมากขนาดที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการห่างกัน

พอพ้นทิวไผ่ เขาก็พบกับโรงเรือนขนาดใหญ่สองโรง และโรงเล็กซึ่งเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่ถัดไป ซึ่งมืดเกินสายตาจะปรับแสงให้นับได้ ความมืดของยามย่ำรุ่งซึ่งยังมีมากกว่าที่คิดไว้ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจหยุดการเดินเล่นที่เปลญวนใต้ต้นไม้ใหญ่ริมสระน้ำ เพื่อรอแสงตะวันให้พอเห็นทางเดินก่อน จึงจะทำตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก
สายลมที่พัดเบาของปลายฤดูหนาวบวกกับเสียงหรีดริ่งเรไรที่กรีดปีกเป็นเสียงราวกับทำนองเพลงแห่งยามราตรี ทำเอาชายหนุ่มที่คิดจะนอนเล่นรอดูพระอาทิตย์ขึ้น เผลอหลับไปจริงๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงของล้อรถที่บดกับพื้นดินดังเข้ามาใกล้ๆ แต่ไร้เสียงเครื่องยนต์ คงเป็นจักรยาน เขาคิดพลางเปิดเปลือกตาขึ้น ก่อนจะพบว่ารอบกายนั้นเริ่มมีแสงสลัวพอให้เห็นรอบกายเป็นเงาตะคุ่มแล้ว ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะลุกขึ้นนั่ง ก็มีเสียงพูดดังขึ้นมาก่อน

“เจ้าเอก แอบอู้อีกแล้ว ตื่นไปรดผักส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบเลย”

ในขณะที่พิริยะยังคงตะลึงกับเสียงที่ได้ยินจนลืมลุกขึ้น ก็เอกรินทร์ที่เดินออกมาจากโรงเรือนเพราะได้ยินชื่อตัวเองพอดีก็พูดขึ้น “อะไรๆ อย่าใส่ร้ายเอกสิพี่หญ้า เอกไปรดจนเสร็จได้กลับมารดกองปุ๋ยหมักได้สามกองแล้ว ว่าแต่พี่หญ้าเถอะมาถึงเมื่อไหร่”

“มาถึงเกือบๆตีห้า ขี้เกียจนนอน เลยลงมาปั่นจักรยานดูต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อย พึ่งกลับมานี่แหละ”

“คิดถึงทุ่งนาก็บอกมาเถอะ” เด็กหนุ่มสัพยอก หญิงสาวยิ้มรับแต่โดยดี ก่อนถามไพล่กลับไปยังที่สงสัย

“อ้าว แล้วนั่นใคร หรือว่าเด็กฝึกงานมาถึงแล้ว” ปณยาถามอย่างสงสัย เพราะคนงานของสวนนอกจากเอกรินทร์แล้วก็เป็นคนงานแบบเช้าไปเย็นกลับ ที่จะทยอยกันมาก็เกือบๆแปดโมงเช้า ส่วนบุพการีก็อยู่ส่วนบริเวณบ้าน จึงไม่น่าจะเป็นใครที่เธอรู้จัก ด้วยทั้งบ้าน มีคนอยู่เพียงสี่คนกับสุขนัขอีกห้าตัว เอ๊ะ!! หรือว่าจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น หญิงสาวคิดพลางขนลุกเมื่อนึกไปว่าเจอสิ่งเหนือธรรมชาติเข้าแล้ว

แต่ก่อนที่เธอจะได้ใส่เกียร์โกยอ้าวโดยไม่รอฟังฟังตอบ ร่างในเปลก็หยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง เดินช้าแต่ทว่ามั่นคงตรงเข้ามาหา พร้อมกับเสียงตอบของเด็กหนุ่มก็บอกขึ้นราวกับนัด “เพื่อนสารวัตรส้ม ไงพี่ เห็นว่าจะมาพักผ่อนที่เงียบๆ อะไรอย่างนี้แหละ” เอกรินทร์ตอบตามที่รับรู้มา

แสงสลัวยามรุ่งสางทำมองเห็นไม่ชัดนัก แต่ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ความรู้สึกว่าคุ้นๆกับลักษณะทางกายภาพก็ยิ่งเพิ่มขึ้นในความรู้สึกของปณยา และเมื่อร่างสูงนั่นเดินเข้ามาในระยะที่มองเห็นว่าเป็นใครชัดเจน ดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วของเธอก็เบิกกว้างราวกับโดนผีหลอก ยังไม่ทันจะยกมือขึ้นมาขยี้ให้แน่ใจว่าตาไม่ได้ฝาด เสียงทุ้มที่เวลาผ่านมาหลายปีแล้วเธอกลับไม่เคยลืมว่ามีใครเป็นเจ้าของ ทักขึ้นเสียพร้อมกับมาหยุดแบบใกล้ชิดประหนึ่งจะให้เธอแน่ใจว่าเป็นเขาแน่ๆ

“สวัสดีครับ กอหญ้า”

“คุณ...” หญิงสาวพูดเหมือนละเมอด้วยความคาดไม่ถึงบวกกับตั้งตัวไม่ติด

“ครับ พี่เอง”

คำว่า ‘พี่’ ที่เขาใช้แทนตัว เรียกสติของหญิงสาวให้คืนกลับ ใบหน้าเหวอถูกปั้นให้เรียบนิ่งประดุจเดียวกับสายตาที่เธอมองไปยังเขา พี่...คนเดียวกับที่ทำเธอเจ็บเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ยังคงใช้ถ้อยคำราวกับไม่เคยทำร้ายใจกันมาก่อนอย่างนั้นล่ะ หญิงสาวคิดอย่างขุ่นเคือง แต่หากจะตอบโต้อะไรออกไป ก็ยังมีเด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนทำหน้างงอยู่ข้าง จึงหันไปบอกให้เขาไปทำงานต่อ

เมื่อร่างผอมสูงเก้งก้างตามวิสัยของเด็กหนุ่มที่กำลังจะผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นลับเข้าไปในโรงเรือน ปณยาก็หันมาเผชิญหน้ากับอีกคนที่หญิงสาวรู้สึกได้ว่าจับจ้องเธอไม่วางตาจนน่ารำคาญ

“ขอโทษค่ะ ดิฉันมีพี่ชายคนเดียว” หญิงสาวตอบเสียงแข็ง

เอาแล้วไง...ปณยาภาคมารที่เขาเคยเจอได้ยินแต่เพื่อนสนิทคนตรงหน้าซึ่งเป็นน้องชายเขาเล่าให้ฟังเริ่มรวนเข้าให้แล้ว แต่ความดีใจที่มีมากกว่าจะถือสาหรือเก็บมาระคายใจ เปลี่ยนเป็นถามสารทุกข์สุกดิบแทน

“หญ้า...สบายดีนะครับ”

“เคยสบายทั้งกายและใจมาตลอด แต่ตอนนี้เริ่มไม่สบายใจแล้ว” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ

ตัวต้นเหตุของความไม่สบายใจยิ้มแหยๆ โดนเข้าอีกดอก แต่เขาก็ยังยิ้มได้ด้วยรู้ว่าพฤติกรรมของตัวเองที่เคยทำไว้ สมควรโดนโกรธมิใช่น้อย แต่เมื่อเห็นหน้าเธอ เหตุผลที่เคยยกขึ้นมาโต้ตอบให้กินแหนงแคลงใจกันก็พลันหายหมด

“พี่เสียใจนะที่ทำให้หญ้าไม่สบายใจ แต่เชื่อเถอะ ต่อไปนี้พี่จะให้มันหายไปเอง” เขาบอกเธอเสียงหนัก

ดวงตาคมส่องประกายแรงกล้าเสียจนเธอต้องเสหลบ หัวใจนิ่งสงบกลับเต้นแรงราวปลากระดี่ได้น้ำ หญิงสาวอยากจะทุบอกตัวเองให้หายแค้น ฮึ่ย หัวใจไม่รักดี ก่อนจะบังคับเสียงให้เรียบนิ่งแล้วตอบออกไป

“ถ้าคิดจะทำเล่นๆ พอสนุกฆ่าเวลาก็อย่าเลย ฉันไม่ว่างพอจะเล่นกับคุณ” พูดไปแล้วก็แทบจะกุมปากตัวเอง ทั้งๆที่ตั้งใจจะพูดให้อีกฝ่ายเจ็บใจเล่น กลับกลายเป็นพูดเปิดโอกาสให้เขาไปเสียอย่างนั้น

พิริยะยิ้มร่ากับถ้อยคำของเธอ ก่อนจะก้มลงไปพูดเสียงเบาราวกระซิบเกือบชิดใบหน้าเนียน “แต่พี่ไม่เคยคิดจะทำอะไรเล่นเสียด้วยสิ เตรียมตัวรับความสบายใจได้เลยนะครับ”

ปณยาขบเม้มริมฝีปากขณะถอยห่าง หากการย่นจมูกไม่ทำให้ดูเป็นเด็กไม่รู้จักโตเธอคงทำไปแล้ว หญิงสาวสะบัดหน้าแล้วทำท่าจะเดินหนีก็ถูกรั้งด้วยประโยคคำถามจากชายหนุ่ม

“หญ้าไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วพี่ก็ยังไม่ได้ขอบคุณที่หญ้าช่วยพี่ออกจากเจ้ารถนั่นเลย”

ครั้นจะปฏิเสธว่าไม่อยากรู้ มันก็ไม่ใช่วิสัยของเธอ ความอยากรู้มันมีมากกว่า “ขอบคุณนะครับที่ช่วยพี่”

หญิงสาวไหวไหล่อย่างไม่ใส่กับกับวลีนั้นกลับมองนิ่งรอคำตอบควรจะพูดมาก่อนหน้านี้ ซึ่งอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะยอมแพ้ บอกมาแต่โดยดี “การโดนจับของพี่ มันเป็นการลักพาตัวมาเรียกค่าไถ่ครับ แต่สารวัตรส้มกับตำรวจที่ดูแลคดีพี่ที่กรุงเทพ คิดว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ เลยให้พี่ซ่อนตัวสักพัก เพื่อเจ้าตัวการจะได้นอนใจว่าพี่ถูกจัดการตามคำสั่งของมั่นแล้ว จะได้เปิดเผยตัวตนมันออกมา แล้วสารวัตรกับเพื่อนสารวัตรที่เป็นอัยการ ก็แนะนำให้พี่มาที่นี่ เพราะนอกจากที่บ้านแล้ว เพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ก็อยู่ต่างประเทศหมด เหลือก็แต่ที่นี่...ที่พี่เชื่อว่าจะปลอดภัย”

“อ้อ...” หญิงสาวตอบรับเบาๆ ก่อนนึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพ่อเพื่อนสารวัตรที่เป็นอัยการ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน... พี่ชายแท้ๆที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ รวมถึงความเป็นมาระหว่างเขาและเธอด้วย “จะอยู่ จะพัก จะอะไรก็ตามสบาย ที่นี่บ้านของพ่อกับแม่ ไม่ใช่บ้านหญะ..ฉัน” หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเกือบไม่ทันด้วยความชิน ก่อนจะพูดต่อ “แต่อย่ามาวุ่นวายกับฉันก็พอ แค่นี้ใช่มั้ยที่จะพูด ไปล่ะ” จบประโยคเธอก็ทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่ก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อโดนรั้งข้อมือเอาไว้ด้วยมือใหญ่ของพิริยะ

ปณยามองนิ่งไปยังส่วนที่โดนจับเอาไว้ ทำให้ฝ่ายชายต้องรีบปล่อยราวกับของร้อน “อะไรอีกล่ะ”

“พี่แค่อยากจะบอกว่า พี่ดีใจที่เจอหญ้าอีกครั้ง แล้วก็...ฝากเนื้อ ฝากตัวด้วยนะ” ปากก็บอกฝากเนื้อฝากตัว แต่ดวงตาเขาที่จ้องมองมา หากเธอไม่หลอกตัวเอง มันบอกเธอว่า เขาอยากจะฝากมากกว่านั้น ช่างสิ เธอไม่รับเสียอย่าง หญิงสาวคิดพลางยักไหล่ก่อนเดินจากมาโดยไม่ตอบรับอะไรออกไป

ในความโชคร้ายมักจะมีความโชคดีอยู่เสมอ พิริยะเคยอ่านเจอในหนังสือสักเล่ม ซึ่งชายหนุ่มก็เคยไม่เชื่อมาก่อน แต่มาบัดนี้ใครถาม เขาบอกได้เลยว่าเชื่อเต็มหัวใจ ในความโชคร้ายด้วยน้ำมือใครก็ตามจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็ยังมีความโชคดี...เขาได้พบกับหัวใจที่ทำหลุดมือไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง และเขาจะไม่ทำให้ความโชคดีครั้งนี้เสียเปล่า...เขาจะทุ่มสรรพกำลังและมันสมอง ตลอดจนความรู้สึก ให้เธอรับฝากหัวใจเขาไว้ดูแลหรือจะดูเล่นก็ตาม อีกครั้ง....ชายหนุ่มมองตามหลังเธอไปอย่างหมายมาด

ปณยารู้สึกเย็นสันหลังขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่จะหันกลับไปมองก็กลัวเสียศักดิ์ศรี สัญชาตญาณเธอบอกได้ว่า คนเบื้องหลังต้องกำลังวางแผนอะไรอยู่แน่ๆ บ้านทุ่งที่เคยทำให้ใจเธอสงบได้ ทว่า...มันคงไม่ใช้อีกต่อไปเสียแล้วกระมัง

.......................................................................................................
ชี้แจงแถลงไขนะคะ

แจ่มขอเปลี่ยนชื่อพระเอกนะคะ จากพระยา ภาติยะ เป็น พิริยะ สิริฐกูล คงไม่งงกันเนอะ แหะๆ

ขอบคุณทุกการติดตามและทุกคอมเม้นต์ค่ะ ^^

อ้อ ฝากเรื่อง กลิ่นรัก อบอวลหัวใจ ของอริฌา ด้วยนะคะ เป็นนิยายที่แต่งร่วมกันกับเรื่องนี้ค่ะ เพิ่งรู้ว่าเอาลงเวบนี้เหมือนกัน ฝากด้วยนะค้า




แจ่มจันทร์ขวัญฟ้า
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 28 เม.ย. 2555, 15:24:52 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 28 เม.ย. 2555, 15:24:52 น.

จำนวนการเข้าชม : 1028





<< ตอน ๑ โลกกลม...อย่างไม่น่าเชื่อ?   บทที่ ๓ รุกคืบ... >>
Auuuu 28 เม.ย. 2555, 17:43:22 น.
อยากรู้จัง มีเรื่องอะไรในอดีตน้อออออ

ป.ล. จัดบรรทัดแล้วอ่านง่ายขึ้นเยอะเลยค่า ^^


แจ่มจันทร์ขวัญฟ้า 28 เม.ย. 2555, 23:10:58 น.
เรื่องไม้ใหญ่ แต่ร้ายแรงในความรู้สึกค่ะ...

ขอบคุณที่ติดตามค่า ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account