บ่วงร้อยรัก
ชีวิตที่ถูกร้อยรัดไว้ด้วยหนี้บุญคุณและความแค้น หญิงสาวจะทำอย่างไร เมื่อบ่วงรักที่หล่อนเข้าใจ กลับกลายเป็นบ่วงมารที่ฆ่าหล่อนให้ตายทั้งเป็น
Tags: ผู้แต่งยังไม่ได้กำหนด tags ของนิยายเรื่องนี้

ตอน: บ่วงร้อยรัก ตอนที่ 7

ทักทายค่ะ
------------
คุณเวียงแก้ว -- มิ่งโมรียั่วขึ้นไม่ขึ้นไม่รู้ รู้แต่ยั่วไว้ก่อนค่ะ อิอิ
คุณหมูอ้วน -- นายอุ่นกับผู้บริหารคนใหม่ คนเดียวกันหรือเปล่าต้องติดตามค่ะ ^^

ยินดีน้อมรับทุกคำติ-ชมนะคะ
จะพยายามพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

------------


ตอนที่ 7

ตรีประดับเบือนสายตาจากภาพตรงหน้า ทันทีที่เห็นมิ่งโมรีคลอเคลียอยู่กับผู้ประกาศข่าวหนุ่มใหญ่ซึ่งมีท่าทีพึงใจในตัวคนอ่อนวัยกว่าเป็นพิเศษ หญิงสาวขยับตัวอย่างอึดอัด ถอนหายใจเบาๆ อีกหลายครั้ง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะกับเรื่องที่มิ่งโมรีเป็นฝ่ายเล่าแล้วผู้ประกาศข่าวเอียงหูตั้งใจฟัง ร้านอาหารญี่ปุ่นที่หญิงสาวเป็นฝ่าย ‘ ขอเลือก ’ ค่อนข้างให้ความเป็นส่วนตัว มีการกั้นห้องแบ่งเป็นสัดส่วน เร้นสายตาของผู้คนในยามพักกลางวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้านหลังร้านอาหารมีฉากบังหลังซึ่งทำจากต้นไผ่ปลอมล้อมรอบเพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และทั้งที่คิดว่าทุกอย่างน่าจะราบรื่น ตรีประดับกลับนั่งลงอย่างไม่เป็นสุข ผิดกับเทียนสรวง ชายหนุ่มเหมือนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนรอบข้างรู้สึกยังไง เมื่ออาหารวางลงตรงหน้า ชายหนุ่มก็ก้มหน้าก้มตา กิน กิน แล้วก็กิน คล้ายไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวัน กิริยาของชายหนุ่มก่อเกิดความปั่นป่วนในใจของตรีประดับและเมื่ออีกฝ่ายเริ่มใช้มือในการหยิบจับเพราะไม่ทันใจ หญิงสาวก็ต้องเริ่มนับหนึ่งถึงสิบใหม่ พึมพำบอกตัวเองให้อดทนไว้

“ ไม่ทานกันเหรอครับ ”

ชายหนุ่มที่ตามมาทีหลังพร้อมมิ่งโมรี เงยหน้าถามเสียงซื่อ มือเรียวยกแก้วชาเขียวในแก้วขึ้นดื่มเสียงดัง กระนั้น ดวงหน้าขาวกลับไม่บ่งบอกถึงความเก้อกระดากเมื่อทำอะไรอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน คำถามของเทียนสรวงยังผลให้มือที่กำลังแตะไหล่มิ่งโมรีบ้าง วางลงบนมือผอมเพื่อลูบไล้บ้าง ชะงัก ขณะที่ตรีประดับทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แรกเริ่มหล่อนก็ชวนคุยเปลี่ยนบรรยากาศดี แต่หลังจากมิ่งโมรีเลือกที่นั่งข้างผู้ประกาศข่าวหนุ่มใหญ่แล้วทำตัว ‘ เสนอ ’ เพื่อรอ ‘ สนอง ’ เสียงหวานก็ค่อยเงียบลงจนกลายเป็นไม่พูดเลย

“ มิ่งทานมาแล้วค่ะ คุณเทียนเชิญตามสบาย ”

มิ่งโมรีวาดนิ้วเชื้อเชิญ ทำท่าจะหยิบอาหารชุดที่ตนสั่งมาส่งให้ด้วยซ้ำ ถ้าคนยังกินไม่อิ่มจะไม่ตบท้องตัวเองเสียงดังแล้วบอกปฏิเสธ

“ แล้ว...”

เทียนสรวงพยักพเยิดไปทางผู้ประกาศข่าวหนุ่มใหญ่ที่ดวงตาจับยังมิ่งโมรีโดยไม่แลเลยมายังตรีประดับแม้แต่น้อยอย่างเข้าอกเข้าใจผู้ชายด้วยกัน การเลือกนั่งในมุมลับตาคนแม้จะรักษาความสุภาพไว้ได้ แต่เมื่อคนอ่อนวัยกว่าเบียดตัวเองเข้าแนบชิด เป็นใครก็คงอดใจไว้ไม่ไหวอยู่ดี ยิ่งมิ่งโมรีมีกลิ่นหอมหวานติดตัวอยู่ตลอดเวลาด้วยแล้วย่อมต้องดึงดูดใจได้มากกว่าหญิงสาวที่นั่งห่างเกินมือเอื้อมถึงอยู่แล้ว

“ ผมควบคุมอาหารอยู่ครับ อายุเยอะแล้วต้องดูแลสุขภาพกันหน่อย ”

“ อายุเยอะอะไรกันคะ อย่างนี้สิที่เค้าเรียกว่าวัยเริ่มต้น ”

“ เริ่มต้นชราหรือเปล่าครับคุณมิ่ง ”

เสียงทุ้มออกอาการพอใจกับคำเย้าแหย่อย่างไม่ปิดบัง เทียนสรวงอดไม่ได้ที่จะเหลือบตามองไปยังตรีประดับ ที่ไม่แตะอะไรเลยนอกจากน้ำเปล่าในแก้วใส

“ อยากคิดอย่างนั้นก็ตามใจค่ะ มิ่งอุตส่าห์แก้ตัวให้แล้วนะคะ ”

“ น้องสาวคุณสองเข้าใจปลอบ นี่ถ้าไม่บอกกันก่อนล่วงหน้า ผมคงเดาไม่ออกว่าคุณสองจะมีน้องสาวทั้งสวย ทั้งช่างเอาอกเอาใจ แบบนี้ไม่รักตายเลยเหรอครับ ”

ฟังคำชมแล้วเทียนสรวงได้แต่ลอบยิ้ม ขณะที่ตรีประดับทำท่าเหมือนอยากลุกออกจากที่ตรงนี้เต็มที ถ้ามิ่งโมรีไม่ทะลุกลางปล้องขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกือบหยัน

“ น้องสาวที่ไหนกันคะก็แค่บังเอิญนับถือกัน มีน้องอย่างมิ่งคุณสองคงตีตายไม่ใช่รักตาย ”

“ อ้าว ? ”

คนเพิ่งรู้ความจริงทำหน้างง หันมองสลับไปมาระหว่างตรีประดับผู้ประกาศข่าวสาวที่เขาหมายตาไว้ตั้งแต่แรกว่าคงเล่นไม่ยาก ท่าทางติ๋ม ๆ หงิม ๆ ไม่น่าจะก่อเรื่องยุ่งยากอะไรขึ้นมาได้ หากเมื่อเจอมิ่งโมรีหนุ่มใหญ่เลยต้องเปลี่ยนความคิด เพราะหญิงสาวรายใหม่น่าจะเล่นง่ายกว่าตรีประดับหลายเท่านัก เหมือนส้มหล่นดีๆ นี่เอง

“ ตกลงไม่ใช่พี่น้องกันหรือครับ ”

“ แค่นามสกุลก็ไม่ใช่แล้วค่ะ มิ่งน่ะกุลชาติ ส่วนคุณสองก็...จะใช้นามสกุลใครดีคะ ของคุณเทียนดีไหม ? ”

คนถูกโยงเข้ามาในหัวเรื่องตรีหน้าขรึม ทั้งที่อยากหัวเราะเสียงดังให้กับคำถามของมิ่งโมรี ผู้หญิงอะไรตีโต้กลับคืนอย่างโจ่งแจ้ง เข้าใจหาความชั่วใส่ตัว แถมยังแสดงตนว่าเป็นผู้เหนือกว่าข่มตรีประดับให้นั่งหงออยู่กับที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากตัดสินใจลุกขึ้น ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

“ คงเขินน่ะค่ะ งั้นมิ่งขอตัวสักครู่นะคะ ”

ร่างผอมในชุดเปิดหน้าเว้าหลังลุกตามตรีประดับที่เดินลิ่วไปทางด้านหลังรวดเร็ว เหลือไว้แค่ผู้ชายสองคน ไม่นาน เทียนสรวงก็ลุกขึ้นขอตัวรับโทรศัพท์ ร่างสูงหายไปทางด้านนอกของร้าน สวนผ่านกับหญิงสาวกลุ่มใหญ่ที่ส่งรอยยิ้มให้ ก่อนเทียนสรวงจะชะงักรีบวางสาย เดินตามกลุ่มหญิงสาววัยรุ่นที่เดินผ่านไปด้วยท่าทีร้อนรน และเมื่อชายหนุ่มกลับมานั่งที่เดิม คนที่มีอาชีพต้องคุยกับผู้คนทุกเช้าก็เริ่มต้นเอ่ยช้า ๆ

“ ผมเคยอ่านข่าวคุณมิ่ง รู้มาว่าเธอค่อนข้างเสรีกับตัวเอง แถมยังร้ายกับคนอื่น ยังแปลกใจว่าคุณสองเป็นพี่สาวเธอได้ยังไง ”

“ แต่เธอก็ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่ ”

“ ดีแล้วที่ไม่ใช่ มันน่าสงสารเกินไปถ้าคุณสองจะมีพี่น้องอย่างนี้ ” คนพูดส่ายหน้าคล้ายขำขัน เทียนสรวงไม่ตอบ ดวงหน้าสะอาดแทบไม่ปรากฏความรู้สึกใดๆ

“ ดอกไม้สองช่อ ช่อหนึ่งเหมาะกับวางไว้ในแจกัน ส่วนอีกช่อเหมาะที่เรา...จะเด็ดออกมาเชยชม ”

“ แต่คุณมีดอกไม้ในมือแล้วนี่นา เป็นดอกไม้ที่สูง สวย แล้วก็ สง่า ”

เทียนสรวงดักคอยิ้ม ๆ ชายหนุ่มไม่คิดหรอกว่าผู้ประกาศข่าวหนุ่มที่ใช้ครอบครัวของภรรยาเป็นตัวผลักดันให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานจะกล้าเอื้อมเด็ดดอกไม้ริมทางดอกอื่น หากคนถูกท้วงไว้หัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบคำถามนั้นอย่างคนที่เจนจัดต่อโลกใบนี้ดี

“ เราต้องการดอกหญ้ามาเปรียบเทียบไงคุณ ผู้ชายเคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีด้วยเหรอ อย่าพูดเป็นทฤษฎีแบบนั้น เพราะในทางปฏิบัติผู้ชายส่วนใหญ่มักล้มเหลว ”

“ ไม่กลัวว่าผมจะเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร ”

“ บอกใครล่ะ ผมเอ่ยถึงใครในแง่ชู้สาว นอกจากเราคุยกันเรื่องคุณสองกับคุณมิ่งไม่ใช่พี่น้อง นอกนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องต้นไม้ ใบหญ้าทั่วไป ”

เทียนสรวงโคลงศีรษะ ทัศนคติของผู้ประกาศข่าวหนุ่มใหญ่ไม่แย่นัก เสียแต่ว่าเป็นไปอย่างเห็นแก่ตัวแถมยังกดผู้หญิงให้อยู่ข้างทางแทนที่จะอยู่ร่วมทาง ไม่แย่...แต่ถึงขั้นเลวในสายตาของชายหนุ่ม เทียนสรวงซื้อผู้หญิงมาใช้บริการก็จริง แต่นั่นเป็นไปด้วยความเต็มใจทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างได้ ต่างคนต่างให้ ไม่ใช่มีแต่เขาที่ได้และได้ คิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มรู้สึกติดขัดในหัวใจเป็นครั้งแรก คล้ายกับมีอะไรที่เขาคาดไม่ถึง นึกไม่ถึงรออยู่ ดังนั้นเมื่อคนที่หายไปเข้าห้องน้ำกลับเข้ามาพร้อมกัน โดยตรีประดับเดินตามหลังมาห่าง ๆ แล้วหญิงสาวที่เดินนำหน้าโบกมือเริงร่าอย่างไม่กลัวสายตาว่าใครจะมอง เทียนสรวงขมวดคิ้วมุ่นก็แน่ใจ นี่ไงล่ะ สาเหตุของความไม่เข้าใจทั้งหมดทั้งปวงที่เขากำลังเป็นอยู่

“ ผมกำลังคุยกับคุณเทียนสรวง ว่าบ่ายนี้ผมว่างตลอด ถ้ายังไงคุณมิ่งกับคุณสองไม่ติดธุระอะไร ผมว่าเราน่าจะหาที่นั่งสบาย ๆ คุยกันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน ”

คนรับเป็นเจ้ามือยื่นข้อเสนอ มิ่งโมรีทำท่าลังเล หญิงสาวมองไปทางตรีประดับที่ซ้อนอยู่ข้างหลัง

“ ถ้ามิ่งไป แต่คุณสองไม่ไป ยังจะรับเชิญอยู่ไหมคะ ” ร่างผอมนั่งลงที่เดิมด้วยท่าทางเชิญชวนยิ่งกว่าเดิม ผู้ประกาศข่าวหนุ่มซ่อนยิ้มในหน้า เสียงที่ตอบกลับเลยเต็มไปด้วยความสุภาพ...จริงใจ

“ แน่นอนสิครับ ”

“ ผมกับคุณสอง เราจะกลับบ้าน ”

เทียนสรวงแทรกขึ้นเรียบ ๆ ชายหนุ่มถอดเสื้อคลุมตัวนอกส่งให้ตรีประดับ ท่าทีของชายหนุ่มผิดไปจากเคย ดูขรึมเครียด มีเรื่องให้ครุ่นคิดตลอดเวลา

“ อ้าว ! คุณสองตัวเปียก โดนอะไรมาครับ ”

หนุ่มใหญ่ที่เพิ่งเห็นรอยเปื้อนอุทาน มิ่งโมรีเลยหันมาพยักพเยิดไปทางตรีประดับที่รับเสื้อคลุมของเทียนสรวงมาคลุมไว้ บังคับด้วยน้ำเสียงให้อีกฝ่ายตอบ

“ เกิดอุบัติเหตุขึ้นในห้องน้ำนิดหน่อยค่ะ ”

“ เพราะอย่างนี้มิ่งเลยคิดว่าคุณสองคงไปกับเราไม่ได้แล้ว ใช่ไหมคะ ”

“ ค่ะ สองคงต้องขอตัวกลับก่อน เที่ยวให้สนุกนะคะ ”

“ แล้วคุณสองจะกลับยังไงครับ ”

“ เดี๋ยวมิ่งจะโทร.เรียกนายอุ่นให้มารับค่ะ ” มิ่งโมรีรวบรัด ทำท่าจะคว้ากระเป๋าลุกขึ้นออกจากที่ตรงนั้น เดี๋ยวนั้น

“ ผมจะไปส่ง ทำไม ? ไม่ได้เหรอ ? ”

ประโยคท้ายชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงรู้เท่าทันเมื่อมิ่งโมรีหันขวับมามองอย่างตกใจ คนถูกดักคอไว้เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแย้มรอยยิ้มอ่อนหวานบอกง่ายๆ ตามใจอีกฝ่ายว่า

“ ตามสบายค่ะ คุณสองกลับกับคุณเทียนนะคะ มิ่งจะโทร.บอกคุณละอองไว้ ว่าคุณสองขอกลับก่อน ”

“ ไม่ต้องโทร. ถ้าปล่อยให้กลับกับผมแล้ว จะมาทำเหมือนไม่ไว้ใจทำไม ”

“ มิ่งเปล่า ” คนอ่อนวัยกว่าโต้กลับเสียงฉุน ดวงตาสีดำขลับวาววับเจิดจ้า เทียนสรวงสบตาท้าทาย ยิ่งทำให้หล่อนยิ่งพูด “ มิ่งไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น ”

“ งั้นผมคงเดาผิดเอง เราไปกันเถอะครับคุณสอง เดี๋ยวน้องสาวคุณอาละวาด เราจะไม่ได้ไปไหนกันเลย ” ผู้ประกาศข่าวหนุ่มหัวเราะเบาๆ ขณะที่ เทียนสรวงหยิบใบเสร็จขึ้นดูตัวเลข “ สำหรับค่าอาหารมื้อนี้ ผมจะเป็นคนจ่ายให้เอง ขอให้ทานให้อร่อย ”

ร่างโปร่งระหงถูกดึงให้ลุกขึ้น ตรีประดับเงอะงะทำตาม ขณะที่มิ่งโมรีหยุดรอยยิ้มของตัวเองไว้แค่นั้น หญิงสาวทำท่าจะลุกตามแต่แล้วกลับเปลี่ยนใจนั่งลงที่เดิม เริ่มต้นลงมือจัดการอาหารที่หล่อนไม่ยอมแตะตั้งแต่แรก ราวกับไม่มีผู้ประกาศข่าวหนุ่มใหญ่อยู่ตรงนั้น

“ เราจะไปที่อื่นกันบ้างดีไหมครับคุณมิ่ง ”

“ มิ่งยังไม่อิ่มค่ะ ”

“ งั้น...ก็ควรจะอิ่มได้แล้ว ”

มือหนาที่ลูบลงบนต้นขา ทำให้มิ่งโมรีต้องวางตะเกียบในมือลง หญิงสาวสบตาหนุ่มใหญ่ หัวเราะเบาๆ

“ อย่าใจร้อนสิคะ มิ่งมีเรื่องต้องคุยอีกหลายเรื่องเลยค่ะ เรามาคุยไปด้วย ทานอาหารไปด้วยกันดีกว่า ”

***
“ ฉันจะกลับไปหาน้องสาวฉัน ” คนถูกลากออกมา สะบัดมือแข็งแรงที่จับหล่อนอยู่ ร่างโปร่งทำท่าจะกลับไปทางเดิม เทียนสรวงไม่ห้าม ร่างสูงยืนกอดอกตั้งคำถามใหม่ว่า

“ กลับไปทำไม ? กลับไป ก็ขวางทางน้องสาวคุณเปล่าๆ ”

“ น้องสาวฉัน ไม่ใช่คนอื่น เข้าใจไหม ? นั่นพี่น้องของฉัน ฉันเป็นพี่สาวมิ่ง ”

“ คุณนี่ ทำให้ผมประหลาดใจได้ตลอดเวลา ”

“ นั่นมันเรื่องของคุณ ”

“ มีหลายอย่างที่ผมสงสัย คุณไม่สงสัยตัวคุณเองบ้างเหรอ ทำได้ยังไง ”

“ ฉันทำอะไร ? ” ตรีประดับว่าเสียงสูง ดวงหน้าหวานแดงก่ำ เทียนสรวงเดินเข้ามาใกล้ดึงชุดสูทตัวนอกที่ให้หญิงสาวคลุมไว้เพื่อปิดบังลอยน้ำที่หกเลอะออก

“ จะทำอะไร ! ”

“ เสื้อนี่ขอคืน ” คนดึงเสื้อในมือกลับ ยิ้มหวาน ทำเอาดวงหน้าขาวสะอาดสดใสของชายหนุ่มยิ่งน่ามอง “ ตอนแรกไม่แน่ใจ แต่ตอนนี้แน่ใจแล้ว ”

“ ฉันไม่น่าเสียเวลาคุยกับนาย ”

ตรีประดับถอยหนี เทียนสรวงยิ้มหยัน ก่อนแกล้งทำเป็นเดินเข้ามาใกล้ แตะด้านหลังอย่างสุภาพ บังคับในทีให้หญิงสาวเดินไปตามทาง และเมื่อตรีประดับทำท่าจะหันหลังกลับชายหนุ่มก็กระซิบยั่ว

“ ถ้าหันหลังกลับไป แล้วเดินดุ่ม ๆ เหมือนกินผึ้งไปทั้งรัง ไม่กลัวประชาชนเค้าแตกตื่น เอาไปเม้าท์ในเพจคนรักตรีประดับเหรอ ”

“ ฉันไม่ได้ทำผิด ”

“ เข้าตำราต่อหน้าไม่ทำ ลับหลังไม่แน่หรือเปล่า ถามจริง ไม่อยากรู้เหรอว่าผมแน่ใจอะไร ”

“ ฉันไม่อยากรู้ นายน่าจะเข้าใจนะว่าทำไมไม่อยากรู้ ”

ร่างโปร่งสะบัดตัวออกห่าง หญิงสาวพยายามทำทุกอย่างให้นุ่มนวล หล่อนมีภาพลักษณ์ที่ต้องดูแล ไม่เหมือนเทียนสรวงที่จะเสียหายอย่างไรก็ได้เพราะอีกฝ่ายเพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีหน้าที่ก้าวหน้า ไม่ได้มีศักดิ์ศรีให้คอยรักษา

“ ผมรู้แล้วล่ะ ว่าทำไมคุณถึงมีแต่คนรัก ส่วนน้องสาว อย่างคุณมิ่งถึงมีแต่คนเกลียด จะว่าทำตัวเองก็เกินงาม คุณน่าจะรู้จักคำว่าเกินงามนะคุณสอง ”

“ ตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่ ”

“ คุณรู้ว่าผมตั้งใจจะพูดอะไร ” ตรีประดับหันขวับมองหน้าชายหนุ่มเจ้าของคำพูดยั่วโทสะ ดวงตาคู่สวยคลอขังด้วยหยาดน้ำตาอาบสองข้างแก้ม เทียนสรวงเอื้อมมือขึ้นแตะ เช็ดออกแผ่วเบา ก่อนยิ้มจนดวงหน้าขาวสว่างไสว

“ นี่ไงที่ไม่เหมือนกัน นี่ไงที่ทำคนสองคนแตกต่าง ”

ชายหนุ่มโน้มหน้าลงใกล้ มองอาการไม่ขยับเขยื้อนไปไหนของตรีประดับแล้วยิ้ม หยุดตัวเองอยู่แค่นั้น

“ คุณกลับเองได้ใช่ไหม ? ”

เทียนสรวงยืดตัวขึ้นมองซ้ายมองขวา ตรีประดับลืมตาขึ้นมองช้า ๆ ก็เห็นชายหนุ่มยิ้มใส่ตา ท่าทางคนตรงข้ามดูดีอย่างไม่ต้องแต่งแต้ม ถ้าไม่ติดขัดนิดเดียว นิดเดียวเท่านั้นที่ว่าผู้เป็นมารดาจ้างวานมาเพื่อกำจัดมิ่งโมรีให้พ้นทาง หญิงสาวคงเชื่อ...สนิทใจว่าเขาคือเทียนสรวง ชายหนุ่มที่อุปโลกน์ขึ้นมา หลานชายที่หายเงียบไปของเจ้าสัวดัง ผู้ชายที่มีแค่ภาพในวัยเด็กผ่านตา คล้ายเจ้าตัวจงใจหยุดอดีตไว้เพียงแค่นั้น

“ คิดว่าผมจะทำอะไรงั้นเหรอ ไม่หรอก ผมก็เลือกคนนะ อย่างคุณเก็บไว้ให้คนอื่นดีกว่า ”

ร่างสูงถอยห่าง ก้มหัว โค้งตัวสุภาพราวกับยกย่อง แต่รอยยิ้มที่ส่งมา ...ตรงกันข้าม ตรีประดับปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ผู้ประกาศข่าวสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก มือเรียวล้วงหาโทรศัพท์จากกระเป๋าสะพายใบใหญ่ กดเลื่อนไปยังหมายเลขที่คุ้นตา หยุดรอสัญญาณก่อนกรอกเสียงลงไปว่า

“ ไปพบได้ไหมคะ มีเรื่องสบายใจค่ะ อยากปรึกษา เจอกันที่เดิมนะคะ ”

ร่างโปร่งก้าวเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เทียนสรวงเพิ่งผ่านไป ไม่มีแรงกระทบใดๆ มาทำให้หล่อนหวั่นไหวได้ หญิงสาวก้าวมาไกลจนเกินกว่าจะล้มลงเพราะคำเย้าแหย่ส่อเสียดของผู้ชายไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเทียนสรวง ตรีประดับจะยังคงเป็นตรีประดับ ที่งดงามไม่ผิดจากวันคืนเก่าๆ เช่นเดิม !

***

มิ่งโมรีก้าวออกจากร้านอาหาร หล่อนยิ้มให้พนักงานต้อนรับหน้าร้าน ส่งคำขอร้องเบาๆ ขอให้ส่งใครก็ได้เข้าไปดูแลหนุ่มใหญ่ที่ถูกทิ้งไว้อยู่ข้างใน คนได้รับคำขอทำตามอย่างว่าง่าย เมื่อมิ่งโมรีวางเงินเป็นค่าความกระตือรือร้นก่อนก้าวออกจากร้านด้วยรอยยิ้มผ่องใส ผิดกับหนุ่มใหญ่ที่ยังนั่งอยู่ในมุมอันเป็นส่วนตัวที่สุดของร้านอาหาร มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์กดแนบหู ตัวงองุ้มราวกับคนปลายสายมาเอง ดวงหน้าคมค่อนข้างซีดเซียว และแม้จะเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ ทว่า เนื้อตัวกลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เสียงโต้ตอบค่อนข้างแผ่ว เต็มไปด้วยอาการกลัวจนพนักงานที่ถูกสั่งให้เข้ามาดูแลชะงักฝีเท้าไม่กล้าเข้ามา สุดท้ายก็ได้แต่รีรอฟังคำอ้อนอ่อนหวานของผู้ประกาศข่าวหนุ่มใหญ่อยู่ข้างนอกแบบห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ

“ จ้ะ ที่รัก ไม่มีอะไรจริง ๆ จ้ะ สาบานเลย จ้ะที่รักผมจะรีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยจ้ะ แค่นี้นะ รักจ้ะ ”

มือหนาปิดโทรศัพท์ลงพร้อมอาการโล่งอกโล่งใจ ชะงักไปนิดเมื่อเห็นผู้จัดการประจำร้านยืนรอเตรียมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หนุ่มใหญ่โบกมือไล่ หงุดหงิดขัดใจที่มิ่งโมรีเล่นเขาเสียแสบ หลอกให้พูดหลอกให้เล่า หลอกให้บอกชื่อ แล้วแบล็กเมลด้วยการกดอัดข้อความทั้งหมดส่งให้กับผู้เป็นภรรยา แถมยังทำท่าจะลงคลิปเสียงผ่านเว็บไซค์ชื่อดังเอาให้เละกันไปข้างจนน่าโมโห แต่จะให้แก้แค้นหล่อนผ่านตรีประดับเขาก็ไม่กล้า ในเมื่อคนที่คอยหนุนหลังหญิงสาวอยู่มีตำแหน่งใหญ่โตอยู่ในสถานีโทรทัศน์ไทม์ไทย แถมยังคุ้นเคยสนิทสนมกับภรรยาเขาเป็นอย่างดีชนิดยกสายหาแค่กริ๊งเดียวเป็นอันรู้กันทั่วในหมู่คณาญาติ หนุ่มใหญ่ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อ ลุกขึ้นออกจากร้านด้วยอาการเหมือนนักโทษเพิ่งลงจากลานประหาร เกือบตายเพราะเล่นกับไฟ ดีที่ไหวตัวทัน ไม่อย่างนั้นทั้งอนาคตการงานทั้งชีวิตคู่ คงได้ล่มจมไม่เหลืออะไรไว้ให้เกาะเกี่ยวเป็นแน่

ร่างสูงใหญ่ก้าวออกจากห้องอาหารอย่างเร่งรีบ มิ่งโมรีที่หลบมุมรออยู่ยิ้มพราย หญิงสาวเดินกลับไปยังห้องอาหารเพื่อสอบถามถึงบทสนทนาที่ต้องการได้ยินกับพนักงานเสริฟที่หล่อนติดสินบนไว้ และได้รับคำตอบที่พึงพอใจกลับมา หญิงสาวก้มดูนาฬิกาที่ข้อมือ จวนได้เวลาที่ต้องเช็คว่าตรีประดับกลับถึงบ้านหรือยัง หากพอหล่อนกดโทรศัพท์ คนปลายสายกลับเล่นลิ้นกวนโทโส ถามคำตอบคำทำเอามิ่งโมรีต้องหัวเราะกับคำพูดคำจาของเด็กสาวที่จงรักภักดีต่อตรีประดับ

“ ถ้าไม่มา นิดก็บอกแค่ว่าไม่มา ถ้าตอบว่าไม่ทราบอีกครั้ง ฉันอาจคิดว่า...นิดไม่อยากอยู่กุลชาติต่อแล้วก็ได้นะ ”

“ ก็หนูไม่ทราบจริงๆ นี่คะ หนูทำงานอยู่ในครัวทั้งวัน คนเปิดประตูเป็นพี่อุ่น ”

“ งั้นออกไปดูสิ ถามนายอุ่นก็ได้ คุณสองมาหรือยัง ”

คนปลายสายหายไปนานจนมิ่งโมรีต้องวางสาย หญิงสาวทำใจเย็นอยู่ครู่ ก่อนกดไปยังโทรศัพท์บ้านอีกเบอร์ คราวนี้นางละอองเป็นคนรับสาย

“ สั่งให้เด็กนิดไปดูค่ะ ว่าคุณสองกลับมาหรือยัง ”

“ เอ๊ะ ! ไม่ได้ไปนี่คะ เห็นกลับเข้ามานั่งหั่นผักต่อ ถามว่าใครโทร.มาก็บอกว่าโทร. ผิด เด็กอะไรร้ายจริง ” คนอยู่บ้านทั้งวันแถมยู่ในครัวเป็นส่วนใหญ่เอ่ยอย่างตกใจ

“ อย่าไปดุเลยค่ะ มิ่งแค่อยากรู้ว่า คุณสองกลับมาหรือยังคะ ”

มิ่งโมรียกมือป้องแดด หญิงสาวก้าวออกจากห้างสรรพสินค้าเดินผ่านลานจอดรถกลางแจ้งไปยังส่วนรอรถโดยสาร ซึ่งค่อนข้างเงียบเพราะเริ่มต้นช่วงบ่าย คำตอบของนางละอองที่บอกว่าตรีประดับยังไม่มา ทำเอาคิ้วหนาเข้มเพราะสีที่เจ้าตัวสักแต่ว่าวาดขมวดยุ่ง หากหญิงสาวไม่ทันได้เอ่ยอะไร จู่ ๆ ชายชราที่นั่งพักเหนื่อยอยู่ยังป้ายรถโดยสารที่หล่อนจับตามองตลอด ก็ลุกพรวดขึ้นแล้วซวนเซล้มลงแน่นิ่งไปกับพื้น

“ คุณละออง แค่นี้ก่อนนะคะ และถ้าคุณสองกลับมาแล้ว โทร.หามิ่งด้วย ”

มิ่งโมรีรีบปิดโทรศัพท์ มองดูผู้คนถอยห่างไปชั่วอึดใจก่อนเข้ารุมล้อมร่างท้วมขาวของชายชราที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น หญิงสาวชะงักไปนิด เมื่อพบว่าชายชราเป็นคนที่หล่อนรู้จักดี แต่เพราะไม่มีเวลาให้คิด ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้มาอยู่ที่นี่ เพราะหญิงสาวรีบช่วยเหลือ แทรกตัวเองผ่านกลุ่มคน ลงมือปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการสั่งให้คนที่ล้อมอยู่กระจายตัวออกเพื่อให้อากาศถ่ายเท วานให้คนที่ยังว่างช่วยโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ก่อนใช้ยาดมที่มีติดกระเป๋าไล่ผ่านจมูกพร้อมใช้แผ่นกระดาษแนะนำสินค้าที่ได้ติดมือมาไล่ลมร้อน ใช้เวลาอยู่ครู่ใครคนหนึ่งก็ร้องบอก

“ รถพยาบาลมาแล้ว ! ”

***
นางละอองมองดูประณีต ที่นั่งก้มหน้านิ่งสำนึกผิด เมื่อนางถามคำถามเดียวกับที่มิ่งโมรีถาม ต่อให้จะชิงชังรังเกียจในพฤติกรรมเข้าข้างมิ่งโมรีอย่างไร หากความที่เป็นผู้ใหญ่กว่าทำให้ประณีตยังคร้ามเกรงคุณแม่บ้านเก่าแก่ ยิ่งท่าทีของอีกฝ่ายที่แค่ถามโดยไม่ลงอารมณ์มาที่หล่อนอย่างใจนึกด้วยแล้ว คนอ่อนวัยกว่าก็ยอมยกมือพนมไหว้ขอโทษในสิ่งที่ทำลงไปเพื่อความสะใจ โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา

“ หนูขอโทษค่ะ ”

“ ขอโทษ ก็แสดงว่ารู้ว่าทำผิด รู้ใช่ไหมผิดอะไร ”

นางละอองย้ำเสียงเรียบ ครัวโล่งกว้างที่มีคนเตรียมอาหารแค่สองคนดูกว้างสุดสายตา เมื่อคนทำผิดนั่งคู้ตัวอยู่ในมุมเล็กสุดห้องครัว ตรงหน้ามี ขิง ข่า ตะไคร้หั่นเตรียมทำอาหาร ส่วนตัวนางยืนอยู่อีกฝั่งละมือจากงานทั้งหมดเพื่ออบรม

“ ผิดที่หนูไม่ตอบคำถามคุณมิ่ง ”

“ เธอตอบ ไม่ใช่ไม่ตอบ แต่ตอบอย่างที่เรียกว่ากวนโทสะเจ้านาย ”

“ หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะ ”

ประณีตก้มหน้าก้มตาบอก ทั้งที่รู้ว่าวิธีการเอาคืนเพื่อความสะใจของหล่อน หวังให้มิ่งโมรีร้อนรนนั้นเป็นภัยกับตัวเอง เด็กสาวก็ยังทำ เพียงแค่ขอให้อีกฝ่ายขุ่นข้องที่หล่อนไม่ขึ้นตรงทำตามเท่านั้น

“ มีอย่าง ไม่ได้ตั้งใจ ยังคุยกับเธอตั้งนานสองนาน แถมยังโกหกบอกว่าจะไปดูคุณสองให้ แล้วนี่มานั่งทำอะไรในครัว ”

“ หนูคิดแค่ว่าคุณมิ่งถามเฉยๆ ”

“ ตอบได้แย่ ถ้าถามเฉยๆ เธอจะถามทำไม อย่าทำอย่างนี้อีก เธอเป็นห่วง เลยโทร.มาถาม การไม่ตอบตามความจริงจะทำให้เธอยิ่งเป็นห่วงเข้าใจไหม ? ”

ประณีตเม้มริมฝีปากแน่น ต่อท้ายกับตัวเองในใจว่า หล่อนไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่ามิ่งโมรีจะนึกห่วงตรีประดับจริง ที่โทรศัพท์มาถามก็เพื่อจับผิดล้วนๆ ว่าเทียนสรวงมาส่งคนสูงวัยกว่าจริงหรือไม่ หรือพากันเตลิดไปไหนในที่ที่หล่อนไม่รู้

“ เข้าใจค่ะ ”

“ คุณมิ่งไม่ลงโทษเธอ คราวนี้ฉันเลยแค่คาดโทษเอาไว้ แล้วอย่าให้มีครั้งที่สอง ที่สามอีก ”

“ ค่ะ ”

เสียงเล็กรับค่ำอ่อนอ่อย หล่อนเกรงคุณแม่บ้านแต่ไม่ได้กลัว ยิ่งกับมิ่งโมรีด้วยแล้วความกลัวดูเหมือนจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เมื่อลงใจว่าจะเป็นหน้าด่านปกป้องตรีประดับแล้ว ประณีตก็สู้ไม่ถอยเหมือนกัน

“ เดี๋ยวไปบอกนายอุ่นให้รอดูรถคุณเทียนสรวง บอกเสร็จก็ให้กลับมาทำอาหารต่อ ได้เวลาที่ฉันต้องขึ้นไปดูคุณอรรถแล้ว ”

คุณละอองรอจนเด็กสาวหายไปทำตามคำสั่ง ร่างผอม ดวงหน้าเย็นเยียบถึงได้ขึ้นไปห้องพักที่จัดแยกไว้เป็นสัดส่วน ร่างสูง ซีดเซียวยังนอนนิ่งอยู่บนเตียง มีเครื่องช่วยหายใจยื้อชีวิตไว้ ม่านทั้งสี่ด้านถูกรูดออกตั้งแต่เช้า จนห้องทั้งห้องดูสว่างไปด้วยแสงแดด ปลอดโปร่งด้วยลมเย็นจากหน้าต่างที่กรุขอบด้วยเนื้อไม้ลวดลายละเอียดไว้รอบทิศ ยิ่งถ้าเปิดครบทุกบานห้องทั้งห้องจะยิ่งสว่างสดใส เหตุนี้เองทำให้คนสูงวัยกว่าเห็นถึงความผิดปกติ คนที่เห็นว่านอนหลับอยู่ลืมตาขึ้นช้าๆ มองคนที่ก้าวเข้ามาอย่างเลื่อนลอยแล้วเหม่อมองไปทางอื่น หัวใจนางละอองแทบหยุดเต้น ร่างผอมโผเข้าหา ถามเสียงพร่า ขณะที่น้ำตาไหลรินเป็นทางยาว

“ คุณอรรถ... คุณอรรถ”

ดวงตาที่แลมองไปยังทิศทางตรงกันข้าม หันมาสบตาด้วยหากยังไร้วี่แววจดจำได้ แค่เท่านั้น...คนสูงวัยกว่าก็ตัวสั่น ลนลานวิ่งไปยังโทรศัพท์ที่ติดตั้งไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินต่อสายตรงไปยังโรงพยาบาลที่มิ่งโมรีขอให้ส่งพยาบาลมาช่วยดูแลทุกสัปดาห์ แล้วรอคอยอย่างกระวนกระวานจนนายแพทย์ประจำตัวรับสาย

“ กุลชาติค่ะ คุณอรรถฟื้นแล้ว ! ”

***

มิ่งโมรีถูกตามตัวกลับบ้านโดยด่วน ดวงหน้าแต่งแต้มเป็นสีจัดขรึมลงจนร่างท้วมที่นอนดูโทรทัศน์อยู่บนเตียงสบายต้องขยับตัวถามอย่างสนใจ หญิงสาวยิ้มให้เจ้าสัวธนา ชายชราที่หล่อนรู้จักดีเพราะเวียนเข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง การพบเจอกันด้วยความบังเอิญเป็นจุดเชื่อมสายสัมพันธ์เล็กๆ ที่ทำให้หล่อนพลอยรู้จักเทียนสรวงล่วงหน้าไปด้วย

“ มีอะไรหรือเปล่าหนู สีหน้าไม่ดีเลย ”

“ มีค่ะ คุณลุงที่รับเลี้ยงดูมิ่ง รู้สึกตัวแล้วค่ะ ”

“ ที่หนูเคยเล่าว่าเป็นเจ้าชายนิทรานะเหรอ ”

“ ค่ะ ตอนนี้ฟื้นแล้ว ลืมตาได้ แต่ยังไม่รับรู้อะไร ” คนคว้ากระเป๋าสะพายขึ้นถือ ท่าทางรีบร้อนจนคนนอนอยู่ต้องรีบบอก

“ ดีใจด้วยนะ ดีใจด้วย ”

“ ขอบคุณค่ะ คุณลุง ว่าแต่... ”

มิ่งโมรีลังเล เพราะเท่าที่รู้คนนอนเจ็บไม่มีญาติพี่น้องมาดูแล หล่อนเลยไม่แน่ใจว่าจะแจ้งบอกข้อความ ไปยังใครดี

“ ฉันยังพอมีคนที่ให้การช่วยเหลืออยู่ ไม่เป็นไรหรอกหนู ขอบใจอีกครั้งนะ ไปเถอะ รีบกลับไปหาคุณลุงของหนูเถอะ อาจมีอะไรให้หนูช่วยมากกว่าฉัน ”

คนนอนอยู่โบกมือไล่ ทำสีหน้าให้เป็นปกติ กลบร่องรอยความทุกข์ร้อนในใจจนหมดสิ้น มิ่งโมรีถอนหายใจก่อนพยักหน้า

“ งั้นมิ่งไปนะคะ ”

หญิงสาวยิ้มบาง สำรวจดูความเรียบร้อยของห้องพักกว้างขวางอีกครั้ง ยกมือไหว้ลาคนสูงวัยกว่า ก่อนออกจากห้องไปด้วยความรีบร้อน

ประตูห้องปิดลง คนถูกทิ้งไว้เอนตัวพิงหมอน อีกครู่พยาบาลและหมอคงพากันยกทีมเข้ามาวัดความดัน ในฐานะเจ้าสัวธนาเจ้าของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หุ้นส่วนกึ่งหนึ่งของโรงพยาบาลที่นอนพักอยู่แทบไม่มีใครไม่รู้ว่าเขาคือใคร ถ้าไม่สั่งห้ามเอาไว้ หญิงสาวผู้อ่อนวัยกว่าคงไม่กล้าเข้าชิดใกล้ ตรงกันข้ามคงวางตัวทิ้งระยะห่างอย่างที่เขาไม่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้น

คนนอนอยู่บนเตียงถอนหายใจเหนื่อยอ่อน ลิ้นชักข้างหัวเตียงถูกเลื่อนออก รูปใบหนึ่งปรากฏแก่สายตา ภาพถ่ายของเด็กชายในวัย15 ดวงตาคู่เรียวที่หยิบหยีลงพร้อมรอยยิ้มสว่างไสว การไม่รู้ข่าวหลานชายเพียงคนเดียวติดต่อกันเป็นเวลาเกือบสิบปี ก่อเกิดความทุกข์แสนสาหัส ชายชราเพียรพยายามส่งคนติดตามหา ทว่า คนอ่อนวัยกว่ากลับหลบซ่อนตัวได้ลึกเร้นจนไม่มีใครสามารถล่วงรู้ข่าวคราวได้ เทียนสรวงเดินทางเปลี่ยนประเทศไปเรื่อย พักค้างในที่ที่คาดไม่ถึง ข่าวที่ได้รับจึงมาจากหลายทิศทางเกิดเป็นความสับสนให้คนที่คอยฟังใจคอไม่ดี เช่นข่าวคราวล่าสุดที่ได้รับ อีกฝ่ายเดินทางกลับถึงเมืองไทยแล้ว อาจเพราะด้วยข่าวลวงที่ชายชราปล่อยออกไป คนรอคอยเริ่มต้นส่งคนของตนค้นหาอีกครั้ง อย่างน้อย...คำยืนยันเรื่องที่ว่าเทียนสรวงกลับถึงเมืองไทยก็น่าจะทำให้อะไรต่อมิอะไรชัดเจนขึ้นมาได้บ้าง ไม่ใช้ข้อความลม ๆ แล้ง ๆ ที่ใครสักคนแอบอ้างเพื่อหวังผลประโยชน์ หรือเป็นคำบอกเล่าเลื่อนลอยจากปากของคนที่ไม่เคยรู้จักตัวตนจริง ๆ ของอีกฝ่าย

ก็แค่...คลับคล้าย อาจใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ดังนั้น ชายชราจึงต้องการคำยืนยันที่แน่นอน ให้แน่ใจ

คนที่ออกจากบ้านเพราะต้องการเห็นหลานชายที่ไม่ได้พบหน้ามาเกือบสิบปีโดยมีรูปใบเก่าถือไว้ หอบตัวเองมาถึงห้างสรรพสินค้าโดยไร้ผู้ติดตาม หากจนแล้วจนรอดความคลาดเคลื่อนของเวลาก็ทำให้ความหวังที่ถูกจุดแสงขึ้นริบหรี่ลง ไม่มีใครจะช่วยให้ความปรารถนาเขาเป็นจริงได้

“ ท่านครับ ! ”

ประตูที่เปิดผางออกพร้อมชายฉกรรจ์ในชุดซาฟารีที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ทำเอาคนนั่งอยู่บนเตียงหันมองอย่างตื่นเต้น น้ำเสียงที่ถามออกไปเต็มไปด้วยความหวัง

“ นักสืบของเราว่ายังไง ตามเจอไหม ? ”

คนถูกถามส่ายหน้า ในขณะที่คนอยู่บนเตียงฝืนใจได้แค่บอกให้คนที่คอยตามติดออกจากห้องไปเท่านั้น เจ้าสัวธนาหลับตาลง ความหวังที่วูบไหวอยู่ตรงหน้าดับลงแล้ว

***
โปรดติดตามตอนต่อไป



บุรีวาด
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 22 พ.ค. 2555, 02:46:39 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 22 พ.ค. 2555, 02:47:54 น.

จำนวนการเข้าชม : 1272





<< บ่วงร้อยรัก ตอนที่ 6   บ่วงร้อยรัก ตอนที่ 8 >>
หมูอ้วน 22 พ.ค. 2555, 06:19:35 น.
ดูซับซ้อน ซ่อนเงื่อนยังไงก็ไม่รู้เน๊อะ


Edelweiss 22 พ.ค. 2555, 09:24:38 น.
สงสารคุณสอง


ปอแก้ว 22 พ.ค. 2555, 21:01:44 น.
ตอนที่แล้วยังไม่ได้อ่าน
มาแปะยิ้มไว้ก่อนค่ะ :)


มุกมาดา 29 พ.ค. 2555, 17:06:28 น.
โอ้ย เรื่องนี้ตัวละครเหมือนมีปมบางอย่าง ถ้าเป็นหนังสือที่อยู่ในมือจะรีบพลิกไปอ่านตอนจบก่อนเลย 555 จะติดตามตอนต่อไปค้า ^^


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account