น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: 009

09




แม้อินทุอรจะทำเฉยๆ กับการมีแหวนวงใหม่มาประดับนิ้ว แต่น้ำพราวของเพชรเม็ดสวย ก็ยังดึงดูดสายตาใครต่อใคร ให้เข้ามาถามไถ่พูดจา

โดยเฉพาะบรรดาเพื่อนร่วมงาน ที่สนิทหน่อยก็ขอเข้ามาส่องดูให้ชัดๆ ส่วนที่พอจะรู้จักคุ้นเคย ก็เอ่ยปากทักถาม เป็นเชิงว่ากลับมาสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายไว้รอคู่ รอแหวนอีกวงให้มาสวมซ้อนในเร็วๆ นี้ใช่หรือไม่

พวกที่ถามดังนั้น ย่อมรู้ดีว่า ตามธรรมเนียมของแหวนหมั้นแหวนแต่งงาน แหวนหมั้นจะเป็นแหวนเพชร ขณะที่แหวนแต่งงานจะเป็นแหวนแถว อาจมีเพชรเรียงหรือเป็นแหวนทองเกลี้ยงอย่างทีเรียกกันว่าแหวนปลอกมีด หากสาวใดสวมแหวนเพชรไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย ก็หมายความว่าได้หมั้นหมายไว้กับใครสักคนหนึ่งแล้ว แต่หากเธอคนนั้น สวมทั้งแหวนเพชรและแหวนทองเกลี้ยง ซ้อนต่อกันอยู่บนนิ้วนางเดียว ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า เธอย่อมมีคู่สมรส สมรักกันไปเรียบร้อยแล้วอย่างถูกต้องตามประเพณี

แต่คนที่มีท่าทีผิดประหลาดที่สุด ในการได้เห็นอินทุอรสวมแหวนวงนี้ กลับเป็นน้องใหม่คนหนึ่งในที่ทำงาน ที่เธอแทบไม่เคยได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ ตลอดสามเดือนกว่า ที่เขาเข้ามาทำงาน

เขาคงรู้เห็นเรื่องแหวนมาตั้งแต่วันจันทร์ พอวันพฤหัสบดีนี้ อินทุอรจึงนึกขึ้นได้ว่า เขามาเมียงๆ มองๆ อยู่ตั้งแต่เย็นวันแรกนั่นแล้ว

ศรันย์เป็นหนุ่มรุ่นน้อง เพิ่งจบปริญญาหมาดๆ มารับหน้าที่ผู้ช่วยฝ่ายผลิตได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะความสามารถจัดเจนจึงผ่านการทดลองงานก่อนจะครบกำหนด มีอัธยาศัยใจคอเอาการเอางาน รู้จักนอบน้อมและนำเสนอในเวลาอันควร

ทว่ารูปร่างหน้าตาที่บรรดาคุณสาวน้อยสาวใหญ่ ต่างพากันตั้งข้อสงสัยในรสนิยมส่วนตัว จึงทำให้ความสูงโปร่งน่ามอง กับผิวเนื้อผิวหน้าที่ใสสะอาดน่าสัมผัสจับต้องนั่น ถูกอินทุอรมองผ่านเลยไป โดยไม่ได้สนใจอะไรมากกว่าเป็นเพื่อนร่วมงานคนใหม่ เพียงแค่นั้น

แต่วันนี้ศรันย์เดินมาถึงตัวเธอด้วยท่าทางจริงจัง เริ่มต้นอย่างเป็นการเป็นงาน ด้วยการเอ่ยปากขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัว แล้วก็เชิญเธอมานั่งที่มุมหนึ่งในส่วนต้อนรับ

ความเคร่งครัดจริงจังของเขา คงแผ่รังสีออกไปได้ เพราะใครๆ ที่มองมา ต่างก็พากันเดินเลยไป อย่างมากที่สุดก็แค่ตะโกนล่ำลากันอย่างเบาๆ

“พี่อินทุ์ หมั้นแล้วหรือครับ”

เสียงของเขาเข้มข้นเสียจนอินทุอรรู้สึกเกร็งตามไปด้วย

“ค่ะ... ทำไมหรือ”

“นานแล้วด้วยหรือครับ”

“ร่วมปีแล้ว ศรันย์สงสัยอะไรหรือ”

ยิ่งเห็นแววตาที่เดาความรู้สึกไม่ออก ที่จับจ้องอยู่กับดวงตาของเธอ ก็ยิ่งทำให้อินทุอรรู้สึกเก้อกระดากมากขึ้นอีกหลายเท่า

“ผมไม่เคยเห็นพี่สวมแหวน... หมั้น... นั่น”

คำท้าย เหมือนเขาไม่อยากจะเอ่ยออกมา ยิ่งตอนชำเลืองมองให้รู้ว่าแหวนไหน ก็ทำให้อินทุอรยิ่งแปลกใจ แต่ท่าทางของชายหนุ่มที่เริ่มไม่รู้จะเอามือไม้วางไว้ที่ไหน ก็ทำให้เธอรู้สึกขันๆ ขึ้นมาได้บ้างเช่นกัน

“ไม่ใช่แหวนหมั้นหรอกค่ะ วงนี้ของคุณแม่พี่เอง พอดีเพิ่งได้มา สวมนิ้วอื่นไม่ได้ เลยต้องฝากไว้ที่นิ้วนี้”

ด้วยอาการเก้ๆ กังๆ ของชายหนุ่มรุ่นน้องนั่นเอง ที่ทำให้อินทุอรรื่นรมย์พอจะยื่นให้เขาพิจารณาดูชัดๆ

“สวยมากครับ ของเก่าจริงๆ ด้วย”

“ซิคะ จะหลอกกันทำไม ว่าแต่คุณเถอะ ทำไมทำท่าซีเรียสอะไรขนาดนี้”

“ก็... เมื่อกี้พี่บอกว่าหมั้นแล้วร่วมปี”

เขาเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว ว่าประเด็นของตนเองคืออะไร

“แต่กลับบอกว่านี่ไม่ใช่แหวนหมั้น”

“มันคนละเรื่องกันนี่คะ”

“พี่ไม่ได้สวมแหวนหมั้น”

“ก็ถูก...”

“แต่พี่หมั้นแล้ว... ทำไม...”

“เหตุผลส่วนตัวนะคะ... ศรันย์”

อินทุอรส่งยิ้มให้ตรงท้ายประโยค เป็นเชิงไม่ถือสาหาความอะไรกับคำถามที่ค่อนข้างจะละลาบละล้วงนั้น

“ผมขอโทษ...”

เขาพึมพำด้วยเสียงซึมๆ ลง

“ถ้าเริ่มด้วยรัก แหวนนั่นอาจจะได้เป็นแหวนแทนใจ แต่หากมันไม่ได้เริ่มด้วยความรัก...”

เพราะความที่ชายหนุ่มตรงหน้าดูซื่อใสไร้เดียงสา ทำให้อินทุอรอยากจะพูดความจริงกับเขา มากกว่าจะเป็นการโป้ปดหลอกล่อ แล้วก็คงได้พูดต่อไปให้ชัดแจ้ง หากสายตาไม่เหลือบไปเห็นคนที่เดินตรงแน่ว ผ่านประตูสำนักงานเข้ามา

“ไม่รับโทรศัพท์ฉันเลยนะยะหล่อน”

เป็นลลิตานั่นเองที่ส่งเสียงประชดประชันมาพร้อมกับสีหน้าบึ้งๆ ตึงๆ

ศรันย์หันไปลุกขึ้นรับ โค้งให้นิดหนึ่ง แต่ยังไม่ได้เห็นว่า หญิงสาวที่เพิ่งมาถึง มองตนอย่างพินิจพิจารณา ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“ถ้าเธอยกมือไหว้ ฉันจะตบให้ดิ้น”

ลลิตารีบแว้ดใส่ชายหนุ่มรุ่นน้อง เมื่อเขายกมือขึ้นคล้ายจะทำดังที่ว่า จนศรันย์เอามือลงแทบไม่ทัน

“ผม... ศรัยน์ ครับ แล้วพี่...”

“ว้ายๆ อย่ามาปากคอเราะร้ายขนาดนี้นะคะ”

หล่อนแทบจะกรี๊ดใส่ ทำทีเป็นแสลงใจตรงคำว่า “พี่” นั้นนักหนา แต่ในใจกลับนึกสนุก ด้วยไม่คิดว่าจะได้มาพบกับหนุ่มน้อยรูปหล่อตรงใจ บวกกับท่าทางใสๆ ซื่อๆ ที่เห็นอยู่นี่ เลยทำให้ธุระที่ตั้งใจจะมาโวยเพื่อน เรื่องที่ขาดการติดต่อกันไปตั้งหลายวัน เป็นอันต้องละเอาไว้เสียก่อน

ส่วนอาการนิ่งๆ ของอินทุอร กับท่าทางร้อนรนกระฟัดกระเฟียดของคนที่มาใหม่นี้ ก็เล่นเอาศรันย์ทำอะไรไม่ถูก และไม่รู้จะทำสีหน้าอย่างไรทีเดียว

“ลลิตา เรียกหลิวก็ได้ หรือจะเรียกชื่อจริงก็ตามใจ แต่ไม่ต้องใส่คำนำหน้า”

พอเห็นสีหน้าเจื่อนๆ ของฝ่ายชาย ลลิตาก็เลยขู่สำทับไปอีกรอบ

“งั้นผมไม่กวนพี่อินทุ์แล้วนะครับ”

ศรันย์รีบกล่าวลา ตั้งใจจะหลบฉากออกไปให้พ้นจากสายตาของลลิตาเสียก่อน

“ตาบ้า! จะมาจีบเขาหรือเปล่าล่ะตัวเองน่ะ แล้วมานั่งนับญาติโกโหติเกกับเขาทำไม...”

ว่าแล้วหล่อนก็หันกลับมาทำตาขวางใส่เพื่อนสนิท ก่อนจะกล่าวต่อไป

“...เธอนี่ก็ประหลาด ปล่อยให้เขาเรียกพี่ๆ อยู่ได้ ดูหน้าเขาซะก่อนซีคะ ตาคนนี้... หน้าตาก็แทบจะเป็นน้าเป็นอาเราได้อยู่แล้ว”

ที่ต้องเว้นระยะ เพราะก่อนจะต่อประโยคท้าย คนพูดยังหันไปเพ่งเล็งใส่ใบหน้าคมสันสะอาดสะอ้านของศรันย์ให้แน่ชัดอีกครั้ง ก่อนที่ในที่สุด จะได้พูดสิ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงออกไป ด้วยเสียงเพียงแผ่วเบาในตอนท้ายๆ ของถ้อยคำ

“ศรันย์เขาเป็นรุ่นน้องเราเกือบสองปี เรียกพี่ก็ไม่ผิดแปลกอะไร”

อินทุอรต้องช่วยแก้ต่าง ทั้งเพื่อตัวเองและชายหนุ่มตรงหน้า

“ถ้าเขานับถือเราอย่างพี่น้อง อย่างที่เรียกๆ กันอยู่นี้ก็ดีนะซี้”

ลลิตาลงท้ายด้วยเสียงแหลมๆ พร้อมกับเหลือบไปยกคิ้วให้ชายหนุ่มแผลบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเป็นทีเล่นทีจริงอีกครั้ง

“เอ้า... ไหนว่าจะขอตัว จะขอตัวใครล่ะคะ คนนี้หรือคนนั้น หรือถ้าขอตัวเอง ก็รีบอันเชิญไปที่อื่นเสียทีสิคะ”

ทั้งที่ออกปากขับไล่อยู่อย่างนี้ แต่ลลิตาก็ยังยิ้มไม่หุบ พอเห็นศรันย์ยังยืนนิ่ง เป็นเจ้าไก่อ่อน ที่รอใครสักคนมาสอนให้หัดขัน หล่อนก็ยิ่งแกล้งทำคิ้วขมวดเข้าใส่

“ผมต้องอยู่ก่อน... ไหมครับพี่อินทุ์”

“ทำไมหรือคะ”

อินทุอรถามกลับไปซื่อๆ

“ผมเป็น... ห่วง...”

ลลิตาจับความนัยในคำพูดนั้นได้ทัน จึงแว้ดใส่เข้าอีกจนได้

“หาว่าฉันเป็นยักษ์เป็นมารหรือภูตผีปิศาจกันละเนี่ย!”

จนชายหนุ่มได้แต่ทำสีหน้าเก้อๆ ไม่รู้จะโต้ตอบว่ากระไร นั่นแล้วหญิงสาวรุ่นพี่ ที่คงจะเป็นเพื่อนสนิทของคนที่ตนหมายตาเอาไว้ ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้ามาทำงาน จึงทำท่าเป็นตัดใจที่จะสนทนากับเขาต่อไป ในที่สุดหล่อนก็หันไปคุยกับอินทุอรด้วยน้ำเสียงเป็นปกติได้เสียที

“จะมารับไปกินข้าวเย็นด้วยกัน แถวนี้ก็ได้นะ หรือจะชวนอีตานี่ไปด้วยก็ได้ จะได้ไม่ต้องเปลืองเรา”

ท้ายคำคนพูดยังสังเกตเห็นอาการสะดุ้งนิดๆ ของคนที่ไม่เชิงจะถูกเชิญ

“เอ่อ...”

“หรือว่า... มีนัดกับใครไว้แล้ว”

หญิงสาวรุ่นพี่หันกลับไปรุกต่อ

“ปละ... เปล่า... ครับ เพียงแต่...”

“ช่างเถอะค่ะน้อง...อ้อ... คุณศรันย์ ถ้าไม่ตอบตกลงทันที พวกเราก็ถือว่าไม่ตกลง ไม่ยินดีจะไปกินข้าวเย็นกับเรา”

แล้วลลิตาก็แกล้งตัดบทเสียแค่นั้น ก่อนจะรีบคล้องแขนเพื่อนให้เดินห่างออกมา




เจ้าของรถคันเล็ก แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสั้นสีขาวอันประไว้เต็มตัวด้วยจุดเล็กๆ สีน้ำเงินกรมท่า สวมสร้อยสายยาวระลงมาถึงเข็มขัดสานเส้นใหญ่ มีกำไลเนื้อเกลี้ยงหลายวง กระทบกันกรุ๋งกริ๋งอยู่เต็มข้อมือข้างซ้าย

รูปหน้าเรียว รับกันดีกับเรือนผมทรงสั้น เกรียนตรงท้ายทอย ไล่จนช่วงยาวสุดคือปอยหน้าที่เคลียแก้ม คิ้วกันเป็นเส้นเกือบตรง และเป็นแนวเกือบขนานไปกับเส้นขอบตาบนเปลือกตา ที่กรีดวาดให้เฉียงขึ้นเล็กน้อยตรงปลายหางตา จนแลดูเหมือนกำลังตวัดชำเลืองค้อนมองใครอยู่เป็นนิจ

ลลิตามักโฉบเฉี่ยวเช่นนี้เสมอ เกือบตรงข้ามกับเพื่อนสนิท ที่มีอาชีพเป็นผู้คิดคำโฆษณาและเขียนบทเขียนข้อความสำหรับงานสื่อสารต่างๆ อย่างอินทุอร

หญิงสาวที่นั่งข้างมากับลลิตา ตอนนี้สวมกระโปรงผ้าฝ้ายสีส้มอมชมพู ฉลุลายคล้ายเป็นลูกไม้ประดับชาย กับเสื้อตัวในเบาบางสีเข้มกว่ากระโปรงเล็กน้อย มีสูทอ่อนตัวสั้นสีขาวล้วนสวมคลุม เครื่องประดับก็มีเพียงต่างหูติดติ่งหู เป็นเพชรเดี่ยวเม็ดเล็กๆ

ที่วันนี้ลลิตาเหลือบมองเพื่อนสนิทหลายรอบ ไม่ใช่เพราะแนวการแต่งเนื้อแต่งตัวอันคุ้นตาเช่นนี้ แต่เป็นเพราะแหวนเพชรเม็ดสวยที่ประดับอยู่ตรงนิ้วนางข้างซ้ายของอินทุอรนั่นต่างหาก

“นั่นไม่ใช่แหวนที่นายปริยัติใช้หมั้นเธอนี่นา”

ลลิตาก็เอ่ยถามขึ้น ขณะชะลอรอรถที่กำลังทยอยกันเลี้ยวให้ออกพ้นจากบริเวณจอดรถ

“ของคุณแม่ เพิ่งได้มา สวมติดนิ้วไว้ก็อุ่นใจดี”

“แล้วแหวนนี้ เกี่ยวอะไรกับที่ไม่รับโทรศัพท์หรือเปล่า”

กับเพื่อนสนิทอย่างอินทุอร ลลิตาเคยชัดเจนตรงไปตรงมาอย่างนี้เสมอ

“เราอยากอยู่นิ่งๆ คนเดียว ใช้เวลาคิดอะไรต่อมิอะไรให้มันกระจ่างออกไป”

“ก็เลยไม่โทร.หา ไม่รับโทรศัพท์...”

“กับทุกคนนั่นละ เช้ามาก็ทำงาน เย็นก็กลับบ้าน แต่ละวันมันก็ผ่านไปเร็วดีเหมือนกันนะหลิว”

คนฟังได้แต่หันมามองหน้าเพื่อนนิ่งๆ อยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาแรงๆ โดยไม่ยอมบอกว่าถอนหายใจด้วยเรื่องอันใด

ลลิตาพารถเลี้ยวลัดเข้าไปในซอยหลังสำนักงานของอินทุอรนั่นเอง ด้วยว่าอยู่กลางเมือง จึงมีซอกซอยให้ขับทะลุถึงกันได้มากมาย และหากชำนาญทางมากพอ ก็จะทราบด้วยว่า แยกไหนมุมไหน มีร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ฝีมือปรุงเยี่ยมๆ ที่จะรู้กันเป็นการเฉพาะแบบปากต่อปากเท่านั้น แทรกตัวอยู่ระหว่างรั้วรอบขอบชิดของอาณาเขตบ้านเรือนแถวนี้

เช่นเดียวกับร้านที่สองสาวพากันมา ที่เป็นร้านประจำสำหรับมื้ออาหารเวียดนาม ตั้งพ้นจากย่านจอแจ เข้ามาอยู่ในแถบที่พักอาศัย ร้านนี้เป็นส่วนของบ้านใหญ่หลังหนึ่ง โดยเปิดกำแพงด้านหน้า เผยให้เห็นสภาพความร่มครึ้มภายในบริเวณ

พื้นที่สำหรับนั่งรับประทาน เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว เพดานเปลือยโชว์คานและรอยซ้อนของกระเบื้องดินเผา ทั้งเรือนทาสีขาวเป็นพื้น คาดตัดด้วยสีแดงตามเหลี่ยมมุมหรือเส้นเสาต่างๆ ได้อย่างลงตัว

“นึกทีไรก็เสียดายพี่วงษา ทั้งหล่อทั้งรวย เสียดายไม่น่าเป็นเกย์”

เรื่องที่ลลิตาเอ่ยถึง ไม่ได้เกี่ยวกับที่ได้พูดคุยกันอยู่เมื่อครู่นี้เลยจนนิดเดียว โดยหล่อนเริ่มปรารภถึงเจ้าของร้านอาหาร “ฟั่น-เฝอ” นี้แทน

แต่อินทุอรยังไม่ได้ตอบอะไร เพราะบริกรหนุ่มน้อยหน้ามลตรงมาต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม เชื้อเชิญให้สองสาวตามไปสู่มุมที่นั่งอันคุ้นเคย

ชุดเก้าอี้หวายตัวโปร่งซ้อนเบาะผ้าพื้นสีขาวพิมพ์ลายดอกชบาสีแดงสด ที่ดูไม่น่าจะข้ากันได้ แต่กลับแลเข้ากันดีกับ กอดอกกุ่ยช่ายก้านสั้นสักครึ่งคืบ ที่ถูกมัดรวบเป็นกำ ตั้งหล่อไว้บนจานแก้วขนาดพอเหมาะ ปลายกำแผ่ออกโดยรอบเหมือนสายน้ำพุขนาดจิ๋ว สยายปลายก้านให้ดอกขาวละเอียดนั้น บานกระจายเป็นกลุ่มดาวสีขาวสะอ้าน

“เธอไปรู้ได้ยังไงว่าพี่เขาเป็น”

จนบริกรหนุ่มคล้อยหลังไปนั่นละ อินทุอรจึงได้ถามกลับ

“คุณอินทุ์เจ้าคะ... ลงว่าผู้ชายอายุป่านฉะนั้น รูปร่างหน้าตาขนาดนั้น ฐานะเศรษฐกิจโอ่อ่าอัครสถานขนาดนี้ แต่ยังไม่มีเมียเนี่ยนะ หนำซ้ำยัง...”

แทนคำท้าย ลลิตายังพยักพเยิดให้มองไปทางหนุ่มน้อยหน้ามลอีกครั้ง

“นั่นก็เด็กใหม่ พี่วงษาเขาก็เข้าใจไปสรรหา เปลี่ยนได้ทุกสามเดือนหกเดือน ไอ้เราๆ ก็เลยได้พลอยกระชุ่มกระชวยสายตาไปด้วย”

“อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้นะ เรื่องของน้องเขา กับพี่วงษา พี่เขาอาจจะแค่หาคนถูกใจไม่ได้”

“จะหาใครให้ถูกใจล่ะ หาผู้หญิงหรือหาผู้ชาย”

ลลิตาต้องแกล้งทำเป็นสะบัดสะบิ้งขัดใจกับความคิดของเพื่อน ก่อนจะเลิกพูดเรื่องนี้เสียเฉยๆ เปลี่ยนมาเป็นเริ่มเขียนเมนูที่จะรับประทาน โดยเลือกจากรายการอาหารประกอบภาพ ซึ่งใส่กรอบขนาดใหญ่ยักษ์ แขวนประดับพร้อมระบุคุณค่าทางโภชนาการไว้บนผนังด้านหนึ่ง

อีกครู่เดียว น้ำมะม่วงปั่นสีส้มสดสวย ก็ถูกนำมาเสิร์ฟให้สองสาว ลลิตาหยิบยอดอ่อนของใบสะระแหน่ที่วางแซมประดับ ขึ้นขบเล่นคล้ายอยากจะเพียงแค่ทำให้ปากตนเองไม่ว่างพอจะพูดจาสิ่งใด พร้อมกับเริ่มจับจ้องใบหน้าของเพื่อนสาวอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่พอเห็นอินทุอรยกแก้วขึ้นจิบบ้าง โดยไม่มีท่าจะเอ่ยออกมาว่ากระไร ก็เป็นอันสุดจะทนรอให้เพื่อนสนิทเริ่มพูดสิ่งใดขึ้นมาก่อน

“อินทุ์ยังโกรธเราเรื่องคืนนั้นอยู่อีกหรือ”

นั่นละเหตุผลสำคัญที่ลลิตาพอจะนึกได้ในตอนนี้

“นั่นก็เรื่องหนึ่ง...”

อินทุอรตอบยิ้มๆ ทำให้คนตรงหน้าต้องเบิกตากว้าง

“ยังมีเรื่องอื่นอีกด้วยงั้นหรือ”

ทั้งนี้ก็เพราะลลิตายังมีบรรดาความรักความลับ ซึ่งอำพรางปิดบังเอาไว้กับเพื่อนสนิท โดยเฉพาะเรื่องของหล่อนกับพันธกานต์นั่น มันร้ายแรงน้อยเสียเมื่อไหร่

“แล้วเธอว่ามีไหมล่ะหลิว”

ยิ่งเมื่อถูกถามกลับมาดังนี้ คนฟังก็ยิ่งรู้สึกร้อนรนมากขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

“แต่เรื่องของเราน่ะช่างเถอะ เรื่องของเธอสิหนักกว่า ตกลงคุณภาคอะไรนั่น คือคนเดียวกับที่คุณน้าโสภาจัดการทาบทามมาให้น้องพิมพิ์จริงๆ น่ะหรือ”

“ไอ้ที่ว่าเป็นคนเดียวกันน่ะใช่ แต่ภาคเขาจะยอมให้ทาบทามหรือเปล่านั่นไม่รู้”

“ทำไมล่ะ”

“อินทุ์ เธอจะให้ฉันถามเขาหรือว่า ไปทำอะไรที่บ้านเธอ เรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน... นอกจากเวลาที่เจอกัน เขาก็มีสิทธิ์จะไปทำธุระปะปังอะไรที่ไหนก็ได้”

ที่จริงลลิตาก็กำลังเครียดกับเรื่องทางบ้านของอินทุอรอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะกับคุณโสภาพรรณ ที่ไม่ค่อยลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร

“แต่... เธอว่าจะหยุดตรงที่เขา แล้ว... ก็มาเห็นเสียอย่างนั้น จะไม่พูดไม่ถามกันให้รู้เรื่องเชียวหรือหลิว”

อินทุอรยังซัก เพราะไม่อยากให้เพื่อนถลำลึกเกินไปในเรื่องที่น่าจะมีทางแก้ไขได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

“ก็ได้แต่ถามอ้อมๆ ไปอย่างนั้นเองละอินทุ์ ใครจะไปกล้าถามเขาตรงๆ ล่ะ แต่นี่นะ ตั้งแต่วันนั้น... ไม่สิ วันถัดมาน่ะ เขาก็นัดเราทานมื้อค่ำ แล้วก็...”

คนพูดเว้นคำไว้ พร้อมกับส่งสายตาพราวให้คนฟังยิ่งอยากรู้เรื่องต่อจากนั้น

“อย่าบอกนะว่าเธอ... กับเขาแล้ว”

“บ้าน่ะสิ... คุณภาคเขาเป็นสุภาพบุรุษจะตาย ฉันแค่จะบอกว่า แล้วเราก็พากันไปนั่งจิบไวน์ชมทิวทัศน์ริมเจ้าพระยากันต่อ ได้พูดจากันจริงๆ จังๆ ในหลายๆ เรื่อง”

“ตกลงว่าเธอปลงใจกับเขาแล้ว”

“ฉันน่ะ ยอมถวายทั้งตัวทั้งหัวใจให้เขาไปตั้งแต่สามสี่ครั้งแรกที่เจอกันโน่นแล้ว แต่คุณภาคน่ะสิ บอกขอเวลาดูๆ กันไปก่อน”

“หมายความว่ายังไง ที่ว่าดูๆ กันไปก่อน”

อินทุอรไม่วายสงสัย ไม่เคยแน่ใจเลยว่า ผู้ชายสมัยนี้จะไม่ยอมฉวยโอกาส กับลลิตา หญิงสาวผู้แสนจะเปิดเผยความต้องการของตัวเองได้ตรงไปตรงมาที่สุดคนหนึ่ง

“คงอยากดูความประพฤติฉันก่อนละมั้ง เธอก็รู้อยู่ว่าเราเจอกันที่ไหน ตอนนี้จะมาสุ่มสี่สุ่มห้า คว้าเอาคนที่เจอกันแบบนั้นมาเป็นตัวเป็นตนง่ายๆ ได้ยังไงล่ะ แล้วไหนยังจะพ่อแม่เขาอีก ครอบครัวนั้นก็ไม่ใช่คนเล็กคนน้อยหรอกนะ”

“ชักอยากเห็นหน้าแล้วสิ ว่างๆ วันไหนเธอก็นัดมาเจอกันบ้างสิหลิว”

“เธอยังไม่เคยเห็นหน้าคุณภาคงั้นรึ แล้วที่บ้านเธอล่ะ ไม่เคยได้เจอกันที่บ้านหรือไงเล่า”

ลลิตาต้องยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ไม่ได้ตั้งใจจะคาดคั้น เพียงแต่อดสงสัยไม่ได้ว่า คนเจ้ากี้เจ้าการอย่างคุณนายโสภาพรรณจะมาไม้ไหน พอคิดได้ดังนั้นแล้วก็ต้องรีบพูดต่อไป

“หรือว่าคุณนายโสภาจะกันท่า กลัวเธอจะไปแย่งกับลูกสาวเขา”

“ไม่รู้สินะ ที่จริงคุณพ่อบอกว่า นัดไว้ให้มาทานข้าวที่บ้าน ทั้งทางฝ่ายคุณปริยัติ ทั้งฝ่ายที่กำลังทาบทามให้น้องพิมพิ์นั่นละ แต่ในที่สุดก็งานกร่อย เพราะติดธุระกันหมด แล้วตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ ก็ยังไม่เห็นใครมากินข้าวเย็นที่บ้านอีกเลย”

“งั้นก็ดีแล้วละที่ยังไม่เจอกัน”

“เราก็ว่างั้น ไม่อย่างนั้น ถ้ามารู้ว่าเขาคบหาอยู่กับเธอ ก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงเหมือนกัน”

“ที่จริงวันนี้คุณภาคเขาก็นัดกินข้าวเย็น ก็ทุกวันที่ผ่านมานี่ละ แต่เป็นห่วงอินทุ์มากกว่า กลัวอินทุ์จะโกรธจนเลิกคบกับเรา คนอย่างนังหลิวนี่น่ะ ลองว่าแม่นางน้ำใจมหาสมุทรอย่างอินทุ์คบหาด้วยไม่ลงละก็ ทั้งโลกนี้ก็หาตัวใครให้มาคุยด้วยไม่ได้แล้ว”

สีหน้าแววตาและน้ำเสียงที่แสนจะจริงใจของลลิตา ส่งมาสู่คนฟังอย่างชัดแจ้ง แต่ก็นั่นละ เรื่องระหว่างหล่อนกับภาควัต ไม่ได้เป็นเรื่องปิดบังอะไร ทำไมจะแสดงออกไปเช่นนั้นไม่ได้ แต่อีกเรื่องหนึ่งสิ ที่หล่อนแสนจะอยากระบาย ทว่าก็ทำได้แค่กดริมฝีปากตัวเองเอาไว้ ไม่ให้เอ่ยอะไรออกมา

ที่ระหว่างหล่อนกับพันธกานต์เป็นเรื่องขึ้นมาได้ ก็เพราะความชอกช้ำนักหนาในตอนนั้นของอินทุอรล้วนๆ ด้วยความถี่ในการต้องเข้ามาปลอบโยนกันถึงในห้องนอน จากที่แค่เคยทักทายกับพันธกานต์ตามประสาเพื่อนพี่เพื่อนน้อง ก็มีอันได้คุยกันบ่อยเข้า เพราะเขาก็ทำท่าเป็นห่วงอินทุอรเหลือแสน คอยถามไถ่กับหล่อนว่า เธอเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น จนการเฉไฉเรื่อยไปจนแทบจะจนมุมนั่นแล้ว ที่มีเรื่องงานหมั้นระหว่างอินทุอรกับปริยัติแทรกเข้ามา

งานหมั้นครั้งนั้น สองคนแทบไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่อินทุอรกลับตอบรับง่ายดาย คนที่ได้หน้าได้ตา ได้ประโยชน์มากที่สุดเห็นจะเป็นคุณโสภาพรรณ เพราะเป็นคนจัดการทุกเรื่องราว ตั้งแต่การตั้งตัวเป็นแม่สื่อแม่ชัก และรวบเอาเงินทองของหมั้นทั้งหลายประดามี เก็บงำไว้แต่เพียงผู้เดียว

ตอนนั้นเองที่ลลิตาได้ร่วมรสรักกับพันธกานต์เป็นครั้งแรก เพราะเขาเมามายในพิธีฉลองหมั้น ไม่ได้พูดจาโวยวายอะไรออกมาหรอก เพียงแต่ขอร้องให้เธอช่วยพาเขาออกมาจากตรงนั้น

ลลิตาไม่เคยคิดมาก่อนว่าพันธกานต์จะเป็นคนที่เก็บกดความดุดันไว้ได้มากถึงขนาดนั้น ดวงตาที่เคยนิ่งขรึมกลับแกร่งกร้าวจนน่ากลัว ตอนที่จ้องมองหล่อนเพื่อขอคำยืนยันว่าจะไม่พาเขากลับไปส่งที่บ้าน พอถามว่าจะให้ไปส่งที่ไหน ก็กลับตอบว่าไม่รู้ แล้วไปๆ มาๆ ก็บอกว่าให้หล่อนขับกลับบ้านไปเลย เขาจะขอนอนพักสักครู่ แล้วจะเรียกแท็กซี่กลับเอง

ด้วยความที่เห็นกันมานาน เป็นพี่ชายคนดีของเพื่อนสนิท ความคิดที่ว่าพันธกานต์จะทำมิดีมิร้ายสิ่งไร จึงไม่มีอยู่ในหัวสมองของลลิตา และที่สุดในคืนนั้น ก็คงจะเรียกได้ว่าถูกเขาข่มขืน หากหล่อนจะดิ้นรนปิดป้องให้ดูเหมือนไม่เต็มใจมากกว่านั้นสักนิด กับอีกอย่างคือหล่อนไม่ใช่คนที่จะมาฟูมฟายกับเรื่องอย่างนี้ ยิ่งคุณสมบัติรูปสมบัติของพันธกานต์ก็ไม่เป็นรองใคร การปฏิบัติการหฤหรรษ์นั่นก็เร่าร้อนหนักแน่นสมใจ เรื่องอะไรที่จะต้องโวยวายให้มันเป็นเรื่องฉาวโฉ่ขึ้นมา

เมื่อมีครั้งแรกแล้ว ครั้งที่สองที่สามที่ตามมาก็ง่ายเข้า เพราะทั้งฝ่ายรุกฝ่ายรับ ต่างติดใจในลีลาที่ปรนเปรอแก่กัน ความสุขที่ถั่งท้นทะลักทะลายด้วยความสะสาในหัวใจ จึงสามารถผูกพัน ความสัมพันธ์แห่งดำฤษณาไว้ได้จนกระทั่งตอนนี้

“แล้วพี่พันธ์เป็นไงบ้าง ที่ว่าจะให้น้องสาวเขาแต่งงานไปอีกคน ด้วยกรรมวิธีคลุมถุงชนเหมือนอย่างที่ใช้ได้ผลกับอินทุ์มาแล้วน่ะ”

ที่จริงคำถามนี้ ลลิตามุ่งหมายจะได้คำตอบเพียงแค่ส่วนแรกส่วนเดียว

“ได้กินข้าวเย็นที่บ้านด้วยกันเมื่อวันอังคารละมั้ง พี่พันธ์เขาก็เงียบๆ ไปเหมือนกัน”

อินทุอรตอบเรื่อยๆ ไม่รู้หรอกว่า ลลิตานั้นตั้งใจฟังอยู่ขนาดไหน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พันธกานต์เงียบๆ ไปตั้งแต่วันที่ออกไปกับเพื่อนสาวคนสนิทของตนนั่นเอง

“อย่างพี่พันธ์น่ะ ก็มัวแต่งมอยู่กับงาน งาน งาน แล้วก็งาน...”

ไม่ทันได้พูดต่อ เสียงทุ้มนุ่มก็ดังทักทายมาแต่ไกล

“สวัสดีครับสาวๆ หายหน้าไปหลายวัน ผมก็เลยลงโทษให้รอนานหน่อย ไม่ว่ากันนะครับ”

เป็นนายวงษาเจ้าของร้าน ที่เดินมาเสิร์ฟอาหารด้วยตนเอง เขาเป็นหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ที่ดูแลตัวเองจนคนที่ไม่รู้จักคุ้นเคยต้องเดาว่าอายุคงไม่เกินยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะมีรูปร่างสมบูรณ์ไปด้วยมัดกล้าม ซึ่งเห็นได้ในเสื้อตัวฟิต คาดผ้ากันเปื้อนจนทรวดทรงร่างกายเป็นรูปตัววีเปิดเผยเด่นชัด รูปร่างอย่างนี้เป็นอย่างที่ชายวัยเลยสามสิบยากที่จะรักษาเอาไว้ได้

“พอดีมีลูกค้าสั่งนำกลับชุดใหญ่เข้ามา ในครัวมีพี่คนเดียว หนานเขาก็ถนัดรับรองอยู่หน้าร้านมากกว่า ก็เลยช้าหน่อย... ชิมอันนี้สิ กุ้งพันอ้อยที่พี่เพิ่งไปได้สูตรมาจากต้นตำรับ”

คนพูดยิ้มแย้มแจ่มใสได้ตลอดเวลา ท่าทางชวนให้ชิมก็ยังแลดูประณีตกรีดชี้ จนสองสาวอดลอบสบตากันไม่ได้

“ค่อยๆ รับ’ทานกันไปก่อนนะครับ จนกว่าอีกสองอย่างจะทยอยออกมาก็แล้วกัน มีลูกค้าสาวๆ สวยๆ อย่างนี้ พี่ก็เหมือนมีพริตตี้ไว้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ว่าต้องคนสวยๆ มีระดับอย่างเราๆ ถึงจะเหมาะกับฟั่นเฝอของพี่”

ท่าทางเป็นกันเอ๊งกันเองในเวลาที่ยิ่งพูดจากันยืดยาวออกมานี้ ทำให้ทั้งอินทุอรและลลิตาต่างก็ต้องส่งยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ จนเมื่อเขาเดินคล้อยหลังออกไป อินทุอรจึงค่อยเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้

“ว่าแต่... หลิว... เราว่ามันแปลกๆ อยู่นิดนึงนะ ระหว่างเธอกับคุณภาคอะไรน่ะ”

“แปลกตรงไหนเหรออินทุ์”

ลลิตายังอมยิ้มค้างอยู่

“ก็... คุณภาคของเธอนี่อายุสักเท่าไหร่”

“แก่กว่าเราสักสามสี่ปี คงใกล้ๆ สามสิบละมั้ง”

“แต่งตัวเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ดูดี สะอาดสะอ้านเรียบร้อยดี”

ลลิตาเพลินตอบ โดยยังไม่เอะใจสงสัยอันใด

“แล้วเขาไม่มีท่าทีจะชมชิมกะลิ้มกะเหลี่ยกับเธอบ้างเลยหรือ”

จนถึงคำถามนี้นั่นละ ที่คนถูกถามเพิ่งถึงบางอ้อ

“อ๋อ... นี่เธอคิดว่าคุณภาคอาจจะเบี่ยงเบนงั้นเรอะ”

“อือ...”

อินทุอรได้แต่อ้อมแอ้มในลำคอ

“ไม่มีทางหรอกอินทุ์ เราดูคนเป็นหรอกน่ะ”

“ก็ไหนว่าผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาดี ฐานะการงานการเงินร่ำรวยมั่นคง ถ้าอยู่จนถึงป่านนั้นโดยยังไม่มีเมีย จะฟันธงได้เลยไงว่าเป็นพวกไม่นิยมไม้คนละป่า”

คราวนี้ลลิตานิ่งไปนิดหนึ่ง คล้ายจะเริ่มไม่แน่ใจ เพราะที่ผ่านมา ใช่ว่าหล่อนจะไม่ได้หว่านเสน่ห์ทอดสะพานให้กับเขาเอาเสียเลย ตรงกันข้าม... ในครั้งแรกๆ ของการพบปะกันนั้น หล่อนออกจะเป็นฝ่ายยั่วยวนชวนเชิญเสียด้วยซ้ำ

“ไม่หรอกน่า ก็บอกแล้วว่าเราดูเป็น คนไหนแมนไม่แมน มันดูไม่ยาก”

“ถ้าอย่างนั้น... แล้วพี่พันธ์ล่ะ วันๆ ทำแต่งาน ไม่เคยเห็นจะเงยหน้ามองสาวที่ไหน รูปร่างท่าทางก็ใช่ย่อย ทรัพย์สมบัติที่คุณพ่อจะแบ่งให้ก็คงไม่ใช่น้อยๆ ตั้งแต่โตด้วยกันมายังไม่เคยเห็นพี่พันธ์พาสาวคนไหนเข้าบ้าน นอกจาก... เพื่อนผู้ชาย ที่มาสังสรรค์แล้วก็นอนค้างกันที่บ้าน...”

“อย่ามาชักแม่น้ำทั้งห้าเลยอินทุ์ พี่ชายเธอนั่นเขาก็แมนแท้ๆ หรอกน่ะ”

“ก็ไหนว่าเธอดูเป็น หาว่าคนอย่างพี่วงษาต้องเป็นอย่างนั้นๆ พอเราว่าคุณภาคของเธอเข้าข่าย เธอก็ว่าไม่ใช่ๆ... เอาเถอะ อย่างน้อยแฟนเธอเขาก็ยังออกนัดออกเที่ยวกับเธอ แต่พี่พันธ์เขาไม่เคยไปไหนมาไหนกับผู้หญิงเลยนะ แล้วเธอจะเอาอะไรมายืนยันว่าพี่พันธ์ไม่ได้เป็น”

ลลิตานั้นคันปากอยากจะตอบเสียนัก ว่าตนก็จะใช้หน้าตักนี่ละการันตี ว่าพี่ชายที่แสนดีของตัวน่ะ มาซุกซบซอนไซ้จนจะจำได้แล้วละมั้ง ว่าอะไรๆ มันกว้างยาวกี่มิลกี่เซ็น แต่หล่อนก็ถูกน้ำท่วมปากจนพูดอะไรไม่ได้ นอกจากว่า

“ก็อย่างที่เธอบอกไงล่ะ ผู้ชายบางคน เขาอาจจะต้องเลือกต้องเฟ้นกันนานหน่อย ผู้ชายน่ะอินทุ์ ไม่แก่ง่ายตายยากเหมือนพวกเราๆ กันหรอก อายุสี่สิบห้าสิบเขายังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวกันอยู่เลย ไม่เหมือนเรา พอย่างเข้าสามสิบก็เริ่มยาน...”

พอจบคำ ต่างฝ่ายก็ต่างเงียบงันกันไป เพราะคำท้ายๆ นั้นกระเทือนหัวใจได้ไม่น้อย สองสาวต่างรู้ตัวดีว่าอีกเพียงไม่กี่ปี ก็จะยากยิ่งนักที่จะหาใครมาร่วมลงหลักปักฐาน หากไม่เลือกเฟ้นหลักยึด แล้วเกาะไว้ให้แน่นตั้งแต่ตอนนี้ ก็มีหวังต้องย้ายไปอยู่หมู่บ้านคานทองนิเวศน์ร่วมกันเป็นแน่แท้

“ช่างประไรหากไม่มีใครเอา เราก็หนีบพี่พันธ์กับ... พี่วงษานี่อีกคนด้วยก็ได้ ไปตั้งบ้านพักคนชราไร้ชายมาแล ซะด้วยกัน”

อินทุอรกำลังสนุกนึก แต่ก็ต้องหยุดกึก เพราะถูกลลิตาขัดคำ

“อย่ามาทำเป็นคนโสดหน่อยเลย จะแต่งงานอยู่วันนี้พรุ่งนี้แล้ว ยังจะชวนคนนั้นคนนี้ไปอยู่หมู่บ้านคานทอง เชิญพี่พันธ์ของเธอไปคนเดียวเถอะค่ะ ฉันไม่เอาด้วยหรอก”



*******************




นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 พ.ค. 2554, 21:53:42 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 พ.ค. 2554, 21:53:56 น.

จำนวนการเข้าชม : 1610





<< บทที่ ๐๐๘   010 >>
Gingfara 8 พ.ค. 2554, 07:24:30 น.
ว้าวๆๆๆวันนี้มาแบบ จัดเต็มเลยค่ะ


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account