น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: 013

13


รถของภาควัตอยู่ด้านในของลานจอด ต้องเดินออกทางหน้าร้าน แล้วอ้อมลึกเข้าไปทางด้านหลัง เขาก้าวยาวๆ มาตามทางด้วยความหงุดหงิด นึกชิงชังตัวเองอยู่ครามครัน ที่แสดงสีหน้าท่าทางหยามเหยียดต่ออินทุอรออกไปเช่นนั้น

อีกทั้งในความคิด ยังมีความสับสนปนเป อยู่ระหว่างถ้อยคำของลลิตา กับภาพที่ตนได้เห็น

ควรจะเชื่อหล่อนกระนั้นหรือ

หรือว่าควรเชื่อถือความรู้สึก... จิตสำนึกของตัวเอง

ภาควัติแน่ใจว่าจะล้างมือจากความเสเพล ละ เลิกความเป็นเสือได้อย่างเด็ดขาด หลังจากเกือบปีที่ผ่านมานี้ ได้มีเวลาทบทวน ถึงสิ่งที่เคยกระทำลงไปทั้งหมด

ที่จริงเขาก็เคยนึกอยากรับผิดชอบต่อผู้หญิงเหล่านั้น มากกว่าแหวนหรือสร้อย หรือเช็คมูลค่าห้าหกหลัก แต่เพราะคงได้พานพบแต่ผู้หญิงที่รักสนุกพอกัน เพราะหล่อนๆ เหล่านั้น ล้วนเห็นว่าประดาสร้อย แหวนหรือเงินสดนั่นเป็นกำไร เป็นส่วนเกินนอกเหนือจากความพอใจชั่วครั้งชั่วคืน ที่ต่างคนก็ต่างตักตวง ถ่ายรดแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันจนอิ่มหนำ แล้วก็บอกลากันไป

อดีตเหล่านั้นไม่มีค่าให้จดจำ เขาคิดว่า จะเลิก จะล้างมันออกจากความรู้สึกเสียเมื่อไหร่ก็ได้

หากแต่... ต้นเหตุที่ทำให้คิดได้ดังนั้น ก็คือเธอนั่นเองไม่ใช่หรือ

ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ที่เพียงแค่พิจารณาโดยสายตาอันช่ำชอง ก็ย่อมรู้ได้ว่าเธอยังมิเคยถูกใครมาแต้มแตะ ให้แม้สักขุมขนหนึ่งต้องชอกช้ำ

คืนนั้น ความไร้เดียงสาจริงแท้ ปรากฏอยู่ตรงหน้า จนทำให้ภาควัตตระหนักได้ว่า ความบริสุทธิ์ชนิดนั้นยังมีเหลืออยู่ในโลก

และคนที่พยายามจะทำให้มันแปดเปื้อนราคีคาว คงชั่วบรม...

นั่นละ คือความรู้สึกหนักแน่นที่ภาควัตใช้ให้คอยย้ำเตือนตนเอง ให้หยุด ให้พอ ให้นึกถึงอนาคตของตน และคนที่เคยพากันผ่านช่วงคืนอันหฤหรรษ์

เขาเคยพยายามลืมเธอเหมือนกัน แต่มันทำใจไม่ได้ ยิ่งกับความผิดจากการที่ทิ้งร่างห่างหายนั่น เขาถือว่าตนจะต้องรับผิดชอบ อย่างน้อยก็ช่วยยืนยันกับเธอว่า เขาไม่ได้ล่วงล้ำก้ำเกิน เลยไปกว่าการพิศด้วยตา พิจารณาเรือนกายอันเรียบตึงนวลเนียนด้วยการลองสัมผัสอย่างแผ่วเบาที่สุด... เพียงแค่นั้น

แต่แล้ว เมื่อพบกันเข้าจริงๆ ในเบื้องแรกเขาคิดว่า เธอมีค่ามากกว่าจะแค่พบกันเพื่อกล่าวคำขอโทษ น้ำตาที่รินไหลออกมานั่น ทำให้เขาได้คิด คงเป็นความผิดบาปอย่างมหันต์ ที่ต้องทำให้ใครสักคนทนทรมานอย่างนั้นอยู่เป็นแรมปี

หากลลิตาไม่มากระตุ้นให้เขาได้คิดว่า แล้วระหว่างที่ห่างหายจากกันไปเล่า ชีวิตความเป็นอยู่จริงๆ ของเธอจะเป็นอย่างไร จะเป็นไปได้ละหรือ ที่ใครสักคนจะจมจ่อมอยู่กับความทรงจำอันหมองหม่นได้เนิ่นนาน

แล้วกับที่ได้เห็นอาการหัวร่อต่อกระซิกนั่นเล่า หรืออาจเป็นเพราะความไร้เดียงสาจริงๆ ที่ทำให้อินทุอรยิ้มรื่นให้กับหัวข้อสนทนาของการันย์ แต่... ก็นั่นละ ในโลกทุกวันนี้ ยังจะมีอีกหรือ ใครคนหนึ่งที่สามารถรักษาความไร้เดียงสาชนิดนั้นเอาไว้ได้เป็นปีๆ... ไม่มีทาง...

ภาควัตใช้ความเคยชินมากกว่าจะตั้งใจมองทาง จนถึงระหว่างลานจอด รถคันหนึ่งก็ถอยมาจนแทบจะชน หากเขาเดินเร็วกว่านี้สักนิด คงไม่แคล้วต้องเจ็บตัว

เป็นรถของลลิตาที่ถอยออกมาอย่างกระชากกระชั้น เครื่องกระตุกแล้วดับตอนที่กระจกด้านข้างคนขับเคลื่อนมาตรงกับภาควัตพอดี

หล่อนก็ชำเลืองมอง พอเห็นว่าเป็นใครยืนนิ่งอยู่ แทบจะโยนโทรศัพท์ในมือทิ้ง แต่ก็ยังพอมีสติ จึงทำได้แนบเนียนพอ ว่าเพิ่งวางสายธรรมดาๆ ไปในวินาทีที่ได้สบตากันนี่เอง

ภาควัตทำสัญญาณให้หล่อนเห็นว่าเขาอยากจะคุยด้วย ก่อนจะวิ่งอ้อมมาอีกด้าน แล้วเปิดประตูเข้านั่งลงบนเบาะข้าง

“ทำไมถึงรีบกลับล่ะครับ”

“ดูถามเข้าสิ”

ลลิตายังตัดพ้อ ขณะเดินหน้ารถเข้าจอดในซองตามเดิม หล่อนยังติดเครื่องค้างไว้ เป็นทีให้เขาเห็นว่าไม่อยากจะเสียเวลาตรงนี้มากนัก

“ที่หลิวตามมาก็เพราะเป็นห่วงเพื่อนหรอกค่ะ เห็นอยู่กับคุณก็ดีแล้ว ก็จะรีบกลับ อย่างที่บอกนะคะ พรุ่งนี้หลิวมีงานตอนเช้า”

“ผมเห็นคุณเพิ่งวางสาย”

ภาควัตถามเรียบๆ ไม่แสดงอาการว่าอยากจะจับพิรุธอันใด

“ข้อความน่ะค่ะ คุณผู้ช่วยเลขาเตือนว่าให้เข้าไปเช้าสักนิด จะได้บรีฟกันก่อนประชุม ลูกค้าสำคัญก็อย่างนี้ ต้องซ้อมบทกันสักหน่อย จะได้ไม่พลาด”

คนฟังไม่ทันนึกหรอกว่า คนพูดกำลังใช้ความถนัดทางที่ได้ร่ำเรียนมา เกี่ยวกับเรื่องประชาสัมพันธ์การตลาดระดับโปร ที่ไม่บ่อยครั้งจะได้งัดออกมาใช้ ยิ่งในชีวิตจริง แทบจะเรียกได้ว่า นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่หล่อนต้องรื้อฟื้นกลยุทธ์ทุกคัมภีร์ เพื่อจะครอบครองภาควัตเอาไว้ให้ได้

“ถ้าภาคอยากจะคุยกับหลิวต่อ พรุ่งนี้ทานข้าวเที่ยงด้วยกันก็ได้ค่ะ อย่างที่บอกนะคะ หลิวยังรู้สึกดีๆ กับภาคเสมอ ก็... เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ไม่ใช่หรือ คนอย่างหลิว เห็นเพื่อนมีความสุข ก็พลอยเป็นสุขไปด้วยแล้วละค่ะ”

ภาควัตยังนิ่ง มองหน้ามองตาคนตรงหน้าเหมือนกำลังสำรวจหาอะไรบางอย่าง

“ผมถามจริงๆ ที่จริงแล้วคุณอินทุ์เป็นคนยังไง”

แล้วเขาก็ยิงเข้าตรงประเด็น โดยยังไม่ละสายตาจากดวงตาทั้งคู่ของหล่อน

“เมื่อกี้ เขาคุยอยู่กับเพื่อนผม ออกรสออกชาติ เหมือน... เอ่อ...เขา”

คำพูดที่ติดขัด ก็เพราะใจยังคั่งค้าง ทั้งรู้สึกคัดค้านกับภาพที่เห็น ทั้งไม่แน่ใจว่าสายตาในการมองผู้หญิงของตน จะยังคงเฉียบคมอยู่อีกสักแค่ไหน

ส่วนอีกใจก็รู้ดี บรรดาสาวๆ ที่ยอมให้การันย์ไต่ตอม ก็เพราะคารมของมันทั้งนั้น เพื่อนของเขาคนนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า สถานการณ์แบบ “คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง” นั้นมีอยู่จริง

“อินทุ์เขาก็อย่างนั้น หัวอ่อน ใครมาชวนคุยชวนดื่มก็ไม่มีปฏิเสธ เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ ตั้งแต่รู้จักกันจนถึงวันนี้ ก็เป็นอย่างนี้มาตลอด”

ฝ่ายลลิตา ยามนี้เวลาที่พูดถึงเพื่อน ก็แลดูไม่กระตือรือล้นเหมือนเมื่อตอนหัวค่ำ คงเป็นเพราะภาพที่ได้เห็น ระหว่างอินทุอรกับภาควัต ทำให้หล่อนออกอาการเฉยชาได้ถึงเช่นนั้น

ทว่าแต่ละถ้อยคำ ก็ยังส่งสื่อความหมายอย่างที่ภาควัตไม่อยากนึกไปถึงว่า เพื่อนแท้-เพื่อนสนิทที่รักกันจริงๆ เขาจะพูดกันอย่างนี้ยามลับหลังเพื่อนได้อย่างไร

“ถ้าคุณหลิวไม่ต้องเป็นทุกข์กับเรื่องนี้ ผมก็สบายใจ ที่จริงผมอยากจะบอกมาหลายครั้งแล้วละครับ ว่าที่พยายามเข้ามาทำความรู้จักกับคุณก็เพราะไม่รู้ว่าจะมีทางอื่นใด ที่จะทำให้ได้พบกับคุณอินทุอรเธออีก”

น้ำเสียงของภาควัตจริงจังอย่างยิ่ง และแววตาที่ยังจับจ้อง ก็ยืนยันว่าเขาจริงใจกับเพื่อนสนิทของหล่อนขนาดไหน สายตาและน้ำเสียงนั่น ทำให้ลลิตารู้สึกแห้งผากในลำคอจนต้องลอบกลืนน้ำลาย นึกอยากให้มันลงไปช่วยมอบความชุ่มชื้นในอก ที่บัดนี้ก็ระโหยแห้งลงในฉับพลัน

หล่อนฝืนยิ้ม รู้สึกร้อนผ่าวที่ใต้ขอบตา น้ำตาร่ำๆ จะไหลออกมา แต่แล้วก็กลับเหือดไป เพราะคำพูดต่อมาของเขา

“ผมดีใจนะครับ ที่คุณหลิวยอมเข้าใจ”

ผู้ชายอย่างภาควัตน่ะหรือ จะซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองได้ขนาดนี้ ลลิตาไม่อยากจะคิดต่อ ว่าคำพูดต่อไปของเขาจะเป็นการสารภาพ ว่าระหว่างตนกับอินทุอร เป็นรักแรกพบ ที่ติดตาตรึงใจกันมาจนถึงทุกวันนี้

กับอินทุอรน่ะคงใช่ แต่กับคนอย่างเขาน่ะรึ จะรักใครได้ง่ายดาย

ก็ถ้ามันเป็นอย่างนั้น มีหรือที่เพื่อนสนิทของหล่อนจะต้องมาชอกช้ำ ร่ำหาอย่างหมดอาลัยตายอยาก จนในที่สุดก็ถึงกับต้องประชดชีวิต ด้วยการรับหมั้นกับคนเสเพลอย่างนายปริยัตินั่น

“ร้อยทั้งร้อย ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้ พูดแต่ในทางที่จะเอาดีเข้าตัว”

ลลิตาได้แต่พึมพำอยู่ในใจ ขณะที่ยังนั่งเฉย ไม่รู้จะสานต่อแผนการสุมไฟใส่เชื้อของตนอย่างไรต่อไป

“แต่ผมยังมีเรื่องต้องคิดอีกมาก กับทั้งเรื่องที่เพื่อนสนิทอย่างคุณเล่าให้ฟัง กับทั้งสิ่งที่ผมได้เห็นด้วยตัวเอง มีอีกหลายอย่างที่ยังคลุมเคลืออยู่ในความรู้สึกของผม”

คนฟังได้แต่นิ่งฟัง สายตาที่ไม่กล้าจะต่อตากับความจริงแท้ในแววตาของชายหนุ่ม ก็เลี่ยงเลื่อนไปมาอยู่ระหว่างกระจกมองหลังกับแนวกำแพงเบื้องหน้า

“ร่วมปีที่ผ่านมา มันคงนานเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะในความรู้สึกของผมหรือคุณอินทุ์ ผมขอแค่คืนนี้อีกคืนเดียว ที่จะทบทวนความรู้สึกของตัวเองให้แน่ๆ ว่าคิด ว่ารู้สึกอย่างไรกับเธอ ถ้าคุณหลิวเห็นใจ เข้าใจ ผมก็มีเรื่องอยากจะขอร้อง”

หนุ่มสาวบางคู่ตระกองกอดกันเดินผ่านท้ายรถของคนฟังไป ลลิตาแอบลุ้นอยู่เหมือนกันว่า น่าจะมีคู่ของอินทุอรกับผู้ชายสักคน เดินโอบหลังโอบไหล่กันผ่านไปบ้าง

แล้วหล่อนก็ต้องหันกลับมาจ้องหน้าภาควัตอีกครั้ง เมื่อเขาเอ่ยคำพูดต่อมา

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป ผมอยากจะขอเบอร์โทร.ของคุณอินทุ์ ได้ไหม”

ลลิตาเดาไม่ออกเลยว่าเขาจะมาไม้ไหน จนพลอยทำให้ไม่รู้จะตอบรับหรือปฏิเสธออกไปอย่างไรแน่ รู้สึกทั้งอึดอัดทั้งกระวนกระวาย ทั้งอยากจะทำร้ายทั้งนึกสงสารเพื่อน สายตาที่หลบตาจากเขาอีกครั้ง ก็สอดสายเปะปะอย่างไม่รู้จะทำอะไรอื่น

“คุณภาคกล้ามากเลยนะคะ เพิ่งขยี้หัวใจหลิวให้ป่นลงไปกับพื้น แล้วยังจะตามมาเหยียบย่ำให้จมธรณีกันอย่างนี้...”

ถ้อยคำตัดพ้อของลลิตาทำให้ภาควัตหน้าเสีย ต้องรีบแก้ต่างให้ตนเอง

“ผม... แค่คิดว่าหากเรื่องระหว่างผมกับคุณอินทุ์ มันชัดเจนได้เร็วเท่าไหร่ คุณหลิวก็น่าจะสบายใจได้เร็วขึ้น เท่านั้นเอง...”

ไม่ทันได้ฟังเขาจนจบประโยคหรอก ตอนที่สายตาของหล่อนได้เห็นคนคู่หนึ่งผ่านกระจกมองหลัง ในใจนั้นก็ยังคิด... เถอะ... อินทุอรยังมีศรันย์ หนุ่มรุ่นน้องมาดดีที่ออฟฟิศนั่นอีกคน แต่ตนต่างหากที่ถ้าพลาดไป ก็จะไม่เหลือใครให้ได้รัก

“คุณภาคไปขอกับเจ้าตัวเขาเองดีกว่าไหมคะ โน่นไง... เดินมากับเพื่อนคุณนั่นไงคะ”




อินทุอรสังเกตเห็นว่าการัณย์ชะงักไปนิดหนึ่งตอนที่เดินมาถึงรถ เธอไม่รู้ว่ารถของภาควัตก็ยังจอดอยู่ข้างกัน ตอนที่การัณย์เหลียวหาแวบหนึ่ง จึงนึกไปเพียงแค่คงจะมองหาเด็กโบกรถ

การัณย์เชิญให้เธอเข้านั่งในรถด้วยท่าทางสุภาพ จนอินทุอรใจชื้นขึ้นอีกมาก ว่าเขาคงเป็นสุภาพบุรุษพอ ที่จะพูดคำไหนก็ยังเป็นคำนั้น

ที่ยอมให้เขาอาสาพาไปส่งบ้าน ทั้งที่เสี่ยงอยู่มาก หากเขาจะพาเลี้ยวลดไปที่อื่น แต่อย่างน้อยก็อยากจะให้เพื่อนสนิทของภาควัตคนนี้ ช่วยกลับไปยืนยันกับเขาได้ว่า เป็นคนมาส่งเธอถึงบ้าน ซึ่งก็จะเป็นการบอกไปในตัวว่า เธอไม่ได้มีนัดกับใครอื่นอีก นอกจากภาควัตที่ผละไปแล้ว ตนไม่มีจำเป็นอื่นใดที่จะรั้งรออยู่อีก

ตอนที่การันย์ถอยรถจากซองอย่างชำนาญ ใจของอินทุอรก็ได้แต่ภาวนา ให้เขาพาตรงไปส่งถึงบ้านเพียงแค่นั้น

“ที่จริง ตั้งแต่กลับมา ไอ้ภาคมันก็ไม่ได้มาเที่ยวอย่างนี้บ่อยๆ”

การันย์อีกตามเคยที่เป็นฝ่ายชวนคุย

“หรือคะ... ที่จริง ก็ที่จริงเหมือนกันนะคะ ที่ดิฉันมาคืนนี้ ก็เพราะ... มีคนเห็นว่าเมื่อสี่ห้าวันก่อนเพื่อนคุณก็มาที่นี่”

อินทุอรตอบคำเหมือนแกล้งย้อน พร้อมกับเคลือบคลุมเรื่องที่ตนเห็นกับตาว่าเขายังมาเที่ยวที่นี่เอาไว้

“ก็นั่นละครับ นั่นละที่ผมบอกว่าไม่ได้มาบ่อยๆ ถ้าเป็นก่อนที่มันจะหายหัวไปนั่น ตอนนั้นทุกวันทุกคืนนะครับ”

“เขาอาจไปที่อื่น”

“คุณอินทุ์พูดเหมือนรู้จักนักท่องราตรีเป็นอย่างดี”

น้ำเสียงของประโยคนี้ไม่จริงจัง แต่อินทุอรยังอดรู้สึกว่าถูกประชดประชันไม่ได้

“เพื่อนดิฉันชอบเที่ยว ชอบสำรวจสถานที่นั่นนี่ไปเรื่อย”

“คนเมื่อกี้น่ะหรือครับ”

“ค่ะ... แต่เป็นด้วยหน้าที่การงานของเขา ต้องคอยจัดหาสถานที่รับรองลูกค้าของบริษัท ก็เลยได้เที่ยวไปในตัว พอมีที่ไหนน่าสนใจ ก็มาเล่าสู่กันฟัง”

อินทุอรเล่าเรื่อยๆ หาเหตุผลในการชอบตระเวนราตรีของลลิตาให้เสร็จสรรพ

“ตอนที่เขาเจอกับเพื่อนของคุณ ยังมาเล่าให้ฟังว่าไม่นึกไม่ฝัน...”

เสียงของคนเล่าเจื่อนลงเล็กน้อยในตอนนี้ แล้วก็หยุดไป ทั้งที่คล้ายกำลังจะพูดอะไรต่อ

“ผมลัดออกทางถนนชิดลมเลยดีไหมครับ จะได้ไม่ต้องเลยไปติดตรงแยกราชประสงค์”

และเหมือนคนขับจะจับความรู้สึกของคนนั่งมาด้วยได้ทัน จึงเปลี่ยนเรื่องทันที

“แล้วแต่คุณการันย์เลยค่ะ ดิฉันไม่ค่อยคุ้นกับทางวันเวย์แถวนี้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็ไปมาอยู่แค่บ้านกับที่ทำงาน ถ้าจะไปที่ไซต์งานก็ใช้รถบริษัท”

“ถามจริงๆ ครับ ว่าคุณคิดยังไงถึงยอมให้ผมมาส่ง”

การันย์เปลี่ยนเรื่องไปได้อีก เขาหันมามองเธอด้วยแววตาแปลกๆ จนอินทุอรใจไม่ดีขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบคำด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้เข้มแข็งเข้าไว้

“ก็คุณอาสา...”

“แล้วคุณก็กล้ามากับผม”

“ทำไมล่ะคะ การพยายามจะไว้ใจใครสักคนนี่มันผิดหรือ”

คนฟังได้แต่ยิ้มๆ ก่อนจะหันมายกคิ้วให้กับคำตอบของเธอ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อไปอีก จนกระทั่งหลุดพ้นย่านการจราจรพลุกพล่านมาได้

“แถวนี้ย่านคนรวย ดีนะครับ เงียบสงบไม่วุ่นวาย”

“เงียบจนเหงาเลยละค่ะ ไม่มีโครงการรถไฟฟ้ารถไฟใต้ดินอะไรตัดผ่านเลย นอกจากทางด่วนที่มีรถมากแทบตลอดเวลา”

สมัยที่เธอยังเด็กที่ดินแถวนี้เรียกว่าชานเมืองได้เต็มปากเต็มคำ หลายบ้านยังมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ บ้านนาบ้านสวนยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป จนเมื่อถนนสายใหญ่ตัดผ่าน โครงการบ้านจัดสรรก็รุกไล่จนนาสวนทั้งหลายเปลี่ยนไป และเมื่อมีทางด่วนตัดขวางทบเข้ามาอีก ความเจริญเต็มรูปแบบก็แทบทำให้ไม่เหลือเค้าของบ้านนาบ้านสวนเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว

อินทุอรบอกให้เขาเลี้ยวรถเข้าซอยกว้าง ผ่านแถวของอาคารพาณิชย์สองฝั่งตรงมาสักสองสามอึดใจ ก็ให้เลี้ยวขวาอีกครั้ง

“แล้วเราจะได้พบกันอีกไหมครับ”

“ก็... ไม่ทราบซีคะ...”

คำถามนี้ ทำให้อินทุอรนึกอะไรขึ้นมาได้ นั่นคือรุ่งขึ้นจากคืนที่ได้พบกับภาควัตนั้น ลลิตาที่หนีกลับไปก่อน รีบมาหาแต่เช้า แล้วก็กระฟัดกระเฟียดออกไป โดยมีพี่พันธ์ตามออกไปด้วย จำได้ว่าต้นเหตุที่ทำให้หล่อนอารมณ์เสีย ก็เพราะภาควัตไปปรากฏตัวที่บ้านของเธอนั่นเอง

ที่สำคัญ...

เขาไปปรากฏตัวในฐานะ คู่หมายที่คุณโสภาพรรณกำลังทาบทามไว้ให้พิมพิกา

นึกถึงตรงนี้อินทุอรก็ยิ่งใจหาย ถ้าเรื่องมันพัวพันกันถึงขั้นนั้น แล้วเธอจะมองหน้าใครได้สนิท

รถเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง ต้องเหวี่ยงตีวงกว้างกว่าปกติ เพราะมีรถอีกคันจอดหมิ่นอยู่ตรงหัวมุม

“แม่...ง มาจอดทำอะไรกันวะ เลยเข้าไปหน่อยก็ไม่ได้”

การันย์สบถ ก่อนจะเร่งเครื่องด้วยความโมโห ตรงนั้นเป็นมุมสลัว ที่พออินทุอรมองผ่านกระจกมองข้างกลับไป ก็ไม่แน่ใจว่ารถใคร แล้วก็ต้องรีบกลับมาสนใจความเร็วของรถที่ตนโดยสาร เพราะเกือบจะเลยบ้านอยู่แล้ว

“จอดตรงรั้วสีขาว ที่มีโคมไฟสีนวลๆ นั่นละค่ะ”

ตรงที่หยุดลงนี้ ห่างจากรถเจ้ากรรมที่จอดซุ่มคันนั้นไม่ถึงห้าร้อยเมตร

พอรถจอดสนิท อินทุอรก็มองผ่านกระจกข้างอีกครั้ง คราวนี้ต้องหันกลับมาพยักเพยิดให้การัณย์หันกลับไปดูบ้าง เพราะรถนั่นเคลื่อนตรงมาอย่างช้าๆ

“อย่าเพิ่งลงจากรถนะครับคุณอินทุ์”




ตอนที่ทำกระฟัดกระเฟียด ผลุนผลันจะออกมากรี๊ดๆ ให้สาแก่ใจ พิมพิกาคิดว่าหล่อนยังเป็นต่ออยู่บ้าง เพราะปริยัติรีบผละจากนางแบบคนนั้น เพื่อตามมาปรับความเข้าใจ

ปริยัติรีบพาหล่อนมาอีกทาง บอกว่าจะขับไปส่ง ให้ทิ้งรถไว้ที่นี่ จะได้ไม่ต้องย้อนกลับไปทางกองถ่าย เขาคงยังเกรงว่าตัวเองจะตกเป็นข่าวอื้อฉาวบ้างหรอกน่า ถึงคิดจะต้องหลบหลีกเช่นนี้

พิมพิกาจึงยอมตามแต่โดยดี อย่างน้อยครั้งนี้เขาก็น่าจะหลาบจำ ว่าอย่าทำอะไรนอกลู่นอกทาง ถ้าหล่อนจับได้ไล่ทัน ก็มีแต่จะเดือดร้อน

แต่แล้วความคิดดังนั้นก็พังทลาย

เมื่อเขาประกาศว่านี้เป็นครั้งสุดท้าย ที่จะได้พบเจอกัน

เหมือนถูกของแข็งฟาดเปรี้ยงลงกลางกระหม่อม กายใจที่ทุ่มเท ไม่มีความหมายเลยหรืออย่างไร เขาจึงคิดจะผลักไสได้ง่ายดายถึงเพียงนี้

พิมพิกาต้องกล้ำกลืน นิ่งคิด ทบทวนอยู่อีกนาน ว่าที่หล่อนยังต้องการเขานั้น เป็นเพราะเหตุใดกันแน่

เพราะความอยากจะเอาชนะอินทุอรอย่างเดียวเท่านั้นหรอกหรือ ที่ทำให้หล่อนพาตัวเองมายุ่งเกี่ยวกับปริยัติ จะบอกได้เต็มปากละหรือ ว่ารสสังวาสอันซาบซ่านนั้นเป็นแค่ส่วนประกอบ ด้วยว่าก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ คนอย่างหล่อนจะหาผู้ชายที่มีลีลาเช่นนั้นได้อีกหรือไม่

คิดแล้วก็ไม่อยากกระทุ้งเรื่องที่เขาจะตัดขาดเธอขึ้นมาอีก หล่อนยังจำได้ไม่ลืม ว่าอย่างไรเสียปริยัติก็เห็นค่าของอินทุอรมากกว่าตน

“พิมพิ์คงต้องบอกเรื่องนี้กับคุณแม่”

ก่อนที่รถของปริยัติจะเลี้ยวเข้าซอยถึงบ้าน หล่อนจึงเพิ่งเอ่ยปาก

“เรื่องอะไร...”

เขาหยุดรถกะทันหัน ระอาใจกับผู้หญิงคนนี้เป็นกำลัง

“ก็เรื่องของเรานี่ละค่ะ”

“งั้นคุณก็ต้องบอกให้ละเอียด”

น้ำเสียงปริยัติเยือกเย็นอย่างน่ากลัว สายตาไม่เหลือบแลหล่อนเลยสักนิด

“ค่ะ พิมพิ์จะบอกให้หมด ว่ามันเริ่มต้นที่ไหน เมื่อไหร่”

พิมพิกาเองก็พยายามทำเสียงแข็งเข้าใส่ แต่หัวใจก็เผือดลงเมื่อถูกตอบโต้ว่า

“อย่างไรด้วย บอกแม่ของคุณด้วยว่าทำยังไงถึงได้กับผม”

“คุณ...”

“อ้อ... แล้วก็บอกด้วยนะว่าเพราะอะไร ที่คุณมาแบให้ผมน่ะ”

คราวนี้นอกจากความเยือกเย็นจนหัวใจคนฟังถึงกับสั่นสะท้านแล้ว หล่อนยังจับได้อีกว่า เยื่อใยสักเพียงนิดก็ไม่มีเหลือ

“พิมพิ์ ผมอยากจะบอกคุณมานานแล้วนะว่า ไอ้การทำตัวอย่างคุณนี้ละ ที่ทำให้ผมต้องเป็นอย่างนี้”

“ตะ... แต่... ปอนด์เคยบอก ไม่เคยมีความสุขกับใคร เท่ากับที่มีกับพิมพิ์นะคะ”

เมื่อใช้ไม้แข็งไม่สำเร็จ ก็จำต้องใช้ไม้อ่อน

“ผมก็บอกอย่างนี้กับทุกคนนั่นแหละ ไม่มีไอ้โง่คนไหนหรอกที่ได้นอนกับผู้หญิงฟรีๆ แล้วบอกว่าไม่มีความสุข”

พิมพิกาหน้าชาเหมือนถูกตบ หูอื้ออึงอลขึ้นมาในบัดดล อยากจะหันไปแผลงฤทธิ์ใส่เขา แต่คนอย่างนี้น่ะหรือจะเกรงกลัว ดีไมดีเขาอาจจะเหวี่ยงหล่อนลงจากรถก็เป็นไปได้

“ปอนด์ไม่ได้มีใจอะไรกับพิมพิ์สักนิดเดียวจริงๆ หรือคะ”

“ใช่”

คำตอบช่างตัดรอนได้อย่างร้ายกาจ จนถ้อยคำที่เวียนเข้ามาให้ใจพอจะชื่นได้บ้าง ที่ว่ารักกันอย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนมลายหาย

“แล้วที่บอกว่ารักพิมพิ์...”

“ก็ผู้หญิงเขาชอบให้พูดอย่างนั้นไม่ใช่หรือ รักคุณที่สุด มีความสุขกับคุณมากที่สุด แล้วก็ต่อรอบสองรอบสามอย่างที่เราทำกันอยู่นั่นไง”

“ปอนด์อย่าพูดเล่นอย่างนี้ได้ไหมคะ พิมพิ์ใจไม่ดีเลย เอาเป็นว่าพิมพิ์ขอโทษ จะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว”

คนพูดเสียงอ่อน เอื้อมแขนไปโอบรอบคอคนฟัง พร้อมกับโน้มใบหน้าให้เข้ามาชิดใกล้ นึกอดสูอยู่กับอก ว่าชีวิตไม่เคยต้องออดอ้อนง้องอนใครถึงขนาดนี้

“เราเคยคุยกันเรื่องนี้แล้วไม่ใช่หรือ ว่าเรื่องระหว่างเรามันควรจะเป็นความลับ”

“แต่... ก็เพราะรักนี่คะ”

หล่อนยังพยายามฉะอ้อนกระซิบ ทั้งที่ในใจนั้นยังชุ่มไปด้วยน้ำตาของความผิดหวังและ...ค่อนข้างจะท้อแท้

“ความรักของคุณ จะทำให้เราทั้งคู่เดือดร้อน และไม่มีอะไรจะยืนยันได้ว่าคุณจะไม่ทำอย่างนั้นอีก พิมพิ์... คุณต้องรู้ตัวเองดี ว่าเมื่ออยากทำอะไร คุณก็จะทำโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ทีแรกผมคิดว่าเราจะพูดจากันรู้เรื่องมากกว่านี้ เมื่อคุณทำไมได้ ผมก็จนใจ”

ปริยัติพยายามปลดอ้อมแขนของหล่อนออกจากตัว รุนแรงจนแทบจะเป็นการผลักไส

“ถามจริงๆ เถอะ ปอนด์จะทำร้ายผู้หญิงไปอีกสักกี่คน”

“ผมไม่เคยทำร้ายใคร ถ้าจะมีปัญหา ก็เพราะตัวพวกเธอเองทั้งนั้น ที่แส่...”

ในใจของพิมพิกาตอนนี้ สุดที่จะดิ้นรนหลอกตัวเองว่ายังรักเขาอยู่ได้ ตรงข้ามกลับรู้สึกชิงชังอย่างที่สุด หากมีปืนสักกระบอก คงไม่ยากเลยที่จะงัดออกมาระเบิดสมองเขาได้ตกตาย เล็งตรงหน้าหล่อๆ นี่ละ หน้าหล่อๆ ที่ทำร้ายผู้หญิงมานักต่อนัก

“แล้วเรื่องพี่อินทุ์”

หล่อนวกกลับ อย่างน้อยสันดานอย่างนี้ ก็น่าจะมีอีกคนที่ถูกทำร้าย

“พี่สาวคุณน่ะ เหมาะที่จะเป็นเมีย เป็นแม่ของลูกของผู้ชายสักคนที่สุดแล้ว”

“แสดงว่าปอนด์เอาจริง”

“ไม่งั้นผมจะยอมหมั้นกับเธองั้นหรือ”

“แล้วก็จะเลิกทำตัวเสเพล”

“ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น การแต่งงานของผมกับพี่สาวคุณ พ่อแม่ของเราก็ต่างได้ประโยชน์ คนอย่างพี่สาวคุณ ต่อให้ผมแค่เอาไว้ควงออกงาน ก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว”

พิมพิกาพูดไม่ออกบอกไม่ถูกอีกต่อไป พยายามทำใจว่าตัวเองไม่ใช่ผู้แพ้ แต่ถ้อยคำประหนึ่งจะยกย่องให้เลิศลอยห่างชั้นกันนั่น มันทำให้แสนจะเจ็บปวด

“เอาละค่ะ เป็นอันว่าพิมพิ์ยอมแพ้”

ในที่สุดหล่อนก็สารภาพเสียงอ่อย

“แล้วแต่ปอนด์ก็แล้วกันค่ะ ว่าอยากจะให้เรื่องของเราเป็นอย่างไรต่อไป”

ขณะกำลังจะบอกให้เลื่อนรถไปส่งที่ประตูรั้ว รถอีกคันเลี้ยวแซงขึ้นไป รถคันนั้นไม่คุ้นตา พิมพิกาคิดว่ามันจะแล่นเลยลึกเข้าไป จึงขอให้ปริยัติออกรถ

แต่รถคันนั้นกลับหยุดตรงหน้าบ้านหล่อน พอเห็นว่าคนในรถยังไม่ลงมาเสียที ก็เลยให้ปริยัติเปิดไฟสูง ส่องเข้าไป

แวบเดียวแค่นั้น หล่อนก็จำได้ อินทุอรนั่นเอง ที่มีผู้ชายขับรถมาส่งถึงบ้าน

พิมพิกาเปิดประตูลงไปทันที เดินตรงเข้าไปหา พร้อมกับความคิดที่จะประจานให้ปริยัติได้รู้ว่า ผู้หญิงที่เขาคิดว่าเลิศเลอ แท้ที่จริง ก็เกลือกกลั้วราคีจนแทบไม่มีราคา

หล่อนเดินมาเคาะกระจก เพราะคนในรถยังไม่ยอมลงมาเผชิญหน้า

พอกระจกรถเลื่อนลง หล่อนก็ยิงคำถามใส่ทันที

“แฟนมาส่งหรือคะพี่อินทุ์”

พร้อมกับคำถาม พิมพิกายังก้มลงไปมองหน้าคนขับเสียอีกด้วย

การันย์ยิ้มให้ แต่ไม่ได้โต้ตอบว่ากระไร

แล้วอินทุอรก็เปิดประตูรถลงมา

“เพื่อนน่ะพิมพิ์ เขาอาสามาส่ง ก็สะดวกดี”

พูดแล้วก็ทำท่าจะขอตัวเข้าบ้าน แต่ยังถูกน้องสาวต่างมารดารั้งเอาไว้

“จะไม่หันไปมองหน่อยหรือคะ ว่าใครมาส่งพิมพิ์”

“รถคุณปริยัติไม่ใช่หรือ”

ทำไมจะจำรถไม่ได้ แต่เธอยังไม่หันไปมอง ไม่อยากจะคิดหรอกว่าพิมพิกากำลังมีเจตนาอย่างไร

“เจ้าของรถเป็นคนขับมาส่งเองด้วยนะคะ”

เสียงของพิมพิการะรื่นเริงอย่างรู้สึกเป็นต่อ

“งั้นก็อย่าลืมขอบคุณเขาด้วยล่ะ”

ตอนนี้อินทุอรคิดได้แต่เพียงว่า คืนนี้จะต้องเป็นคืนที่ตัวเองโชคร้ายที่สุดในชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างมันจึงมาสุมรุม ให้ปะเหมาะเคราะห์ร้ายไปเสียทุกช่วงทุกตอน

“คุณอินทุ์...”

แล้วก็เป็นเสียงปริยัติจนได้ ทำให้เธอต้องหันไปยิ้มให้ชืดๆ

“ไปเที่ยวไหนมาครับ ทำไมไม่บอกผม จะได้ไปรับ”

กับคำนี้ อินทุอรไม่สู้กระไรนัก แต่พิมพิกาสิกลับรวดร้าวหนัก เพราะดูคู่หมั้นคู่หมายเขาจะไม่แยแสอะไรเลยสักนิด ว่าเธอจะไป จะมา อะไรกับใคร

“พิมพิ์เป็นคนไปส่งพี่อินทุ์เองละค่ะ แล้วก็เลยไปหาปอนด์...”

"คุณพิมพิ์ก็ใจร้าย ไม่ยอมบอกว่าอินทุ์อยู่ข้างนอก ผมจะได้แวะรับกลับมาพร้อมกัน ที่ออฟฟิศผมเขามีกองไปถ่ายแฟชั่นกันน่ะครับ คงคนรู้จักกับคุณพิมพ์ เขาแวะไป ก็พอดีรถเกิดเสียขึ้นมาซะอย่างนั้น ผมเลยพามาส่ง”

ปริยัติแก้ตัวให้กับทุกฝ่ายได้เสร็จสรรพ แล้วก็ชะเง้อมองไปยังคนที่ขับมาส่งอินทุอร

“เพื่อนคุณอินทุ์ จะไม่ลงมาแนะนำตัวให้รู้จักกันหน่อยหรือครับ”

“เพื่อนของเพื่อนน่ะค่ะ พอดีเป็นทางผ่าน เขาเลยอาสามาส่ง”

ระหว่างที่บอก การันย์ก็ลงมาจากรถ ยื่นมือทักทาย จับไม้จับมือกันเป็นอันดี

“ผมดีใจ ที่คุณอินทุ์มีสังคมมีเพื่อนฝูง ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง หลังๆ ผมงานยุ่งๆ เลยไม่ค่อยมีเวลา”

บทสนทนาเหล่านี้ ทำให้พิมพิการู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น ขณะที่อินทุอรก็ใจชื้นขึ้น ที่ว่าปริยัติไม่ได้เข้าใจผิด ไม่ได้คิดมากหรือคิดร้ายกับการที่เธอจะมีใครขับรถมาส่งถึงหน้าบ้าน

“อินทุ์ขอตัวเข้าบ้านก่อนนะคะ รู้สึกไม่ค่อยสบาย ก็เลยขอกลับก่อน”

อย่างไรเสีย เรื่องที่ปดเอาไว้ ถึงสาเหตุที่ต้องออกจากบ้านในค่ำคืนนี้ ก็ยังต้องกลบเกลื่อนกันต่อไป

“ผมไม่กวนคุณแล้วละ แล้วพรุ่งจะโทร.หานะครับ”

เขายกคิ้วให้พิมพิกานิดหนึ่ง แล้วอยู่ๆ ก็เหมือนจะเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้

“อ้อ... เห็นคุณแม่ผมบอกว่าเย็นวันเสาร์ วันมะรืนนี้คุณน้าโสภานัดทานข้าวเย็นกันที่บ้านนี้ เห็นว่าให้ชวนน้องปิ่นมาด้วย ปิ่นเขาก็อยากมาเจอพี่อินทุ์ บอกว่าไม่ได้เจอกันนานแล้ว คิดถึงซะเหลือเกิน”

คำนี้ทำให้สองสาวต้องหันมองหน้าเขาตรงๆ

คนหนึ่งร้อนวูบขึ้นมา เพราะค่อนข้างแน่ใจว่า คงนัดกันมาพูดจาเรื่องการแต่งงานของตนให้เป็นกิจจะลักษณะ ขณะที่อีกคนที่รุ่มร้อนขึ้นมาด้วย ก็เพราะเวลาที่จะได้เอาชนะผู้ชายตรงหน้านี้เหลือน้อยเต็มที

“หรือไว้เราเจอกันวันมะรืนนี้เลยดีไหมครับคุณอินทุ์ เห็นคุณน้าโสภาบอกว่าเชิญใครไว้ด้วยอีกบ้านหนึ่ง”

“อ๋อ... พวกบ้านคุณภาควัต...”

พิมพิการีบบอกนามสกุลเสร็จสรรพ

“คุณแม่เขาคงอยากจะขอดูตัวพิมพิ์น่ะค่ะ”

ด้วยน้ำเสียงโอ้อวดนิดๆ เพราะเพิ่งสบช่องทาง ยกระดับคุณค่าของตัวเองให้กลับคืนมา

ปริยัติได้แต่ยิ้มๆ ให้กับทั้งสองสาว พอเห็นอาการของอินทุอร แล้วก็ต้องเอ่ยคำ

“คุณอินทุ์รีบเข้าบ้านเถอะครับ หน้าซีดๆ หรือจะให้ผมเดินเข้าไปส่ง ดีไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเดินเข้าไปกับพิมพิ์ได้ค่ะ”

แต่อินทุอรแทบไม่ได้ยินคำตอบของตัวเองอีกแล้ว รู้สึกว่าตนกำลังหูอื้อตาลาย พานจะเป็นลมขึ้นมาจริงๆ กับสิ่งที่จะต้องเผชิญในอีกสองวันข้างหน้า



*****************



นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 พ.ค. 2554, 21:58:20 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 พ.ค. 2554, 21:58:20 น.

จำนวนการเข้าชม : 1497





<< 012   014 >>
เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account