น้ำค้างกลางจันทร์
ความลับสำคัญที่เธอไม่อาจบอกใครๆ
มันชื่นฉ่ำอยู่เหมือนน้ำค้างกลางดวงใจ
แม้ในความเป็นจริงจะแห้งเหือดหาย
แต่เธอก็ยังเฝ้าติดตามหา

แล้ววันนี้
วันที่ต้นธารแห่งหยาดน้ำค้างนั้นหวนคืนมา
เขาจะรู้สึกกับเธอ
เหมือนอย่างที่เธอรู้สึกกับเขาอีกหรือไม่
Tags: น้ำค้าง กลางจันทร์ รัก โรแมนติต ดราม่า นิยายน่าอ่าน เรื่องดีๆ พิศวาส ซ่อนเร้น

ตอน: 015

15


ภาควัตกำลังจะขึ้นห้องนอน ตอนที่การันย์โทร.เข้าหา บอกว่าจะแวะเข้ามา ให้เตรียมเหล้ายาปลาปิ้งไว้ให้เรียบร้อย เพราะราตรีนี้ยังอีกยาวไกล

คนรับสายหันมาทางมารดา บอกง่ายๆ ว่าเพื่อนจะเข้ามา ก่อนจะขอตัวขึ้นไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า

“แม่จะให้แจ๋วไปเปิดเรือนเล็กริมรั้วก็แล้วกัน จะดื่มจะกิน จะค้างหรืออย่างไรก็บอกเอาไว้ เขาจะได้เตรียมไว้ให้พร้อม ไม่ต้องมาอึกทึกพลุกพล่านกันดึกๆ ดื่นๆ อีก”

คุณแวววิไลบอกด้วยเสียงเรียบๆ แต่ภาควัตหันมายิ้มๆ ให้ เข้าใจทุกความหมายในทุกคำที่มารดา ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

“ผมจะขึ้นไปเปลี่ยนเป็นชุดอยู่บ้านหรอกฮะคุณแม่ คืนนี้ไม่มีอารมณ์จะออกไปไหนอีกแล้ว ถ้าสองคนนั่นมันไม่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ผมก็จะไม่ให้มันมา”

“เอาเถอะจ้ะ ถ้าเพื่อนๆ ยินดีจะมาที่บ้าน มากกว่าจะชวนกันออกไปข้างนอก แม่ก็ยินดีต้อนรับเสมอ”

แล้วยี่สิบนาทีต่อมา สองหนุ่มเพื่อนสนิทของภาควัตก็มาถึงบ้าน พวกเขาหิ้วเบียร์มาคนละสองแพ็ค พร้อมกับหนีบขนมขบเคี้ยวกันมาอีกคนละห่อ

เจ้าของบ้านรออยู่ตั้งแต่ตรงประตูรั้ว เพราะที่ตั้งของเรือนรับรอง อยู่ถัดมาเพียงไม่กี่ก้าว

“ไหนบอกจะกินเหล้า หิ้วเบียร์กันมาทำไม”

คำแรกทักเพราะหากเพื่อนประสงค์จะดื่มเบียร์ เขาจะได้หาเอาไว้ให้

“แล้วคุณแม่ยกบ้านนี้ให้เลย หรือว่าจะค้าง จะได้ให้เตรียมห้อง”

แล้วภาควัตก็ถาม หลังจากประเมินดูจากสิ่งที่สองหนุ่มหอบหิ้วมาด้วยกัน

“ไอ้ยุต บอกว่าเอ็งท่าทางแปลกๆ ตั้งแต่เมื่อคืนก่อน”

การันย์เริ่มพูด โดยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของเจ้าบ้าน

“เออ... แล้วนี่เอ็งดันไปทำรถไฟชนกันในร้านสุดทางรักนั่นอีกงั้นเรอะ”

ชยุตเป็นฝ่ายตั้งคำถามนี้ ขณะพยายามใช้เท้าเขี่ยประตูที่แง้มไว้ให้เปิดกว้างเพื่อจะแทรกตัวผ่านเข้าไปให้ได้

ส่วนภาควัตยังนิ่ง นิ่งอยู่ตั้งแต่เพื่อนบอกว่าเขาแปลกๆ ไปนั่นแล้ว

แล้วเขาก็รั้งตัวชยุตเอาไว้ ปล่อยให้การันย์ผ่านประตูเข้าไปก่อน

“ไหนเอ็งบอกว่าจะไม่บอกใคร”

ภาควัตกระซิบถามด้วยเสียงเข้ม

“เรื่องไหน?”

คนตอบ กลับตอบด้วยท่าทางไม่รับไม่รู้จนน่ายันให้ติดข้างฝา

“ก็เรื่องคืนก่อนจะบิน ที่ว่ากูทิ้งเขามา”

“อ๋อ... นั่นสิ ลืมไปว่าเอ็งบอกว่าไม่ให้บอกใคร”

“ไอ้...”

ภาควัตต้องจัดคำด่าหนักๆ ให้เพื่อนรักอีกสองสามคำ ก่อนจะช่วยดันมันเข้าประตูไปด้วยแรงส่งจากเท้าข้างหนึ่ง

“ไอ้เชี่ยภาค... มึงจะถีบกูทำไมเนี่ย”

ชยุตหันมายั้วะใส่เพราะเจ็บจริง

“เออน่ะ เจ็บแป๊บเดียว เดี๋ยวมึงก็ลืมไงล่ะ”

คนถีบยังตามเข้ามาสำทับ ขณะเงื้อเท้าอีกครั้งเป็นการันตี ว่าถ้าอยากจะจำได้ไม่ลืม น่าจะต้องโดนอีกสักทีสองที ซึ่งเขาง้างรออยู่แล้ว

“แล้วเอ็งดันป๊อด... ปอดแหกขึ้นมาได้ไงวะภาค”

เป็นการันย์ที่ถามขึ้น หลังจากจัดเบียร์ใส่ตู้เย็นเรียบร้อยแล้ว

“ข้าไม่ได้ปอดแหก”

“งั้นก็เลว...”

การันย์ด่าหน้าตาเฉย

“เห็นมะ... เรื่องความเลวของเพื่อนนี่ ถ้าข้าช่วยปกปิด มันก็เหมือนส่งเสริมให้เพื่อนทำเลว ข้ารักเอ็งจริงหรอกนะเว้ย ถึงต้องเอาเรื่องนี้มาปรึกษากับไอ้กัน”

ชยุตรีบบรรยาย ด้วยยังเกรงแข้งข้างที่ไม่ยอมลดอาการเตรียมพร้อมจะตวัด

“ไอ้ยุต ก่อนไปปรึกษามันน่ะ เอ็งมาปรึกษาข้าก่อนก็ได้ ว่าข้าอยากจะให้เอ็งเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาคนอื่นไหม”

“ใคร... คนอื่นวะ”

การันย์ทำเสียงเข้มขึ้นมาบ้าง

“เออๆ ช่างเหอะ แล้วยังไงล่ะ สรุปว่าข้าเลวใช่มะ ที่ทิ้งเขาไว้อย่างนั้น”

ภาควัตเหมือนปลงตก เพราะสองเสียงของเพื่อน ประสานแรงกันแข็งขัน

“คนไหนล่ะ คนที่ซบเอ็งแล้วร้องไห้ฮั่กๆ หรือว่าคนที่เห็นฉากปลอบแล้วเดินเชิดให้เอ็งตามไปง้อ”

“คุณอินทุ์”

“เอ็งไม่ได้ทำอะไรเค้าจริงเร้อ...”

แล้วก็เป็นชยุต ที่ทำหน้าไม่เชื่อถือ

“ไอ้กัน เห็นหรือเปล่าล่ะว่าเขาแต่งตัวยังไง นั่นละ ชุดนั้นเลย”

ภาควัตต้องหาพวก ราวกับจะให้การันย์ช่วยยืนยัน

“มันเกี่ยวกะชุดที่ไหนล่ะ มันสำคัญตอนถอดหรอกโว้ย”

ซึ่งก็เป็นการันย์นั่นละ ที่ไม่ยอมเข้าเป็นพวก

“แต่ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเขา... มากมาย...”

ทำให้ภาควัตต้องอ้ำๆ อึ้งๆ ไปเหมือนกัน

“อันนั้นพวกข้ายกให้ ก็เอ็งบอกว่าเขาเมา เมายาใช่มะ ก็น่าจะง่ายใช่ไหมล่ะ ได้เอ็งพาไป ดีกว่าไปถูกใครฉุดอยู่ตามทาง”

ชยุตซึ่งภาควัตเคยเล่ารายละเอียดให้ฟัง ถือโอกาสทบทวนเรื่องราวไปด้วย

“ส่วนที่เอ็งไม่ได้แอ้มเขานั่น ก็ไม่ได้ว่าเลว แค่เสียเชิงชายไปหน่อยเท่านั้น”

การันย์ก็ช่วยสานต่อได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

“สรุปที่ว่าเลว ก็คือทิ้งเขามางั้นสินะ”

ภาควัตจึงต้องสรุปให้ตัวเอง

“เออสิวะ!!”

จนสองเสียงต้องดังขึ้นกระแทกใส่คนสรุปพร้อมกัน

ถึงตอนนี้ ภาควัตต้องเป็นฝ่ายเปิดเบียร์ยื่นให้เพื่อนคนละกระป๋อง แล้วตนก็บรรจงเปิดดื่ม รวดเดียวแทบหมดกระป๋อง

“ข้าเห็นท่าทางคุณอินทุ์แล้วสงสาร ยิ่งตอนที่ไปส่ง เห็นไอ้เวรปริยัติ เออ!... ไอ้หัวกล้วยนั่นแหละ มันซุ่มจอดรถทำอะไรก็ไม่รู้ อยู่กับน้องสาวของคุณอินทุ์เขา ไอ้คู่นั้นก็พอกัน คนหนึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าผู้ชายน่ะคู่หมั้นของพี่สาวตัวเอง ส่วนอีกคนก็ระยำได้ใจ หมั้นอยู่กับพี่สาว ยังเสือกมาคั่วน้องสาวเขาเสียอีก”

การันย์เริ่มร่ายยาว เล่าเหตุการณ์ที่ตนเพิ่งได้ประสบมาสดๆ ร้อนๆ

“ถ้าจะใช้สายตาข้าประเมิน ข้าว่าคุณอินทุ์เขารักเอ็งแน่ๆ”

“เขารักหรือเขาแค้น ที่เสือกจับเขาแก้ผ้าแล้วทิ้งไปเฉยๆ”

ชยุตช่วยตีลูกขัดหลังจากจิบเบียร์ไปอึกใหญ่

“ยังไงข้าก็ว่ารัก”

การันย์ยืนยันว่าตัวเองมองคนไม่ผิด

“งั้นข้าก็ว่าทั้งรักทั้งเสียดาย”

แต่ชยุตยังไม่ยอมแพ้

“ไอ้ยุต เอ็งต้องเห็นหน้าตาท่าทางของคุณอินทุ์ ถ้าเขามองข้าด้วยสายตาแบบ... มีอารมณ์สักนิด ข้าจะไม่พูดอย่างนี้ นี่มันแบบ... โห... ละห้อยโหยหา ยิ่งตอนไอ้เชี่ยภาคบอกให้กลับกับข้า น้ำตาเขาคงแทบไหล”

“ก็เห็นคุยขำอยู่กะเอ็งไม่ใช่หรือไง”

เพิ่งมีเสียงภาควัตแทรกเข้ามาอีกครั้งก็ตอนนี้

“เอ็งนี่ นอกจากเลวแล้วยังโง่อีกตะหาก ไปอยู่เมืองนอกมาปีนึงนี่ ตาถั่วไปแล้วหรือยังไง ทำไมวะ ผู้หญิงที่คุยกะข้าแล้วขำนี่มันผิดด้วยเรอะ”

การัณย์กระแทกกระป๋องเปล่าดังโครม แล้วก็กระดิกนิ้วเรียกจากเพื่อนอีกกระป๋อง”

“จะบอกให้นะไอ้ภาค ข้าบอกได้เลยว่าหัวใจเขาตอนนี้มีแต่เอ็งคนเดียวเท่านั้นละ เขาแกล้งขำขันกะมุกข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่ถ้าไม่พูดถึงเรื่องของเอ็ง เขาคงไม่อยู่รอให้เอ็งกลับมาตะเพิดเล่นหรอกนั่น”

“แต่มันผ่านมาเป็นปีๆ หลิวเขาก็บอกว่า เธอไปที่นั่นตลอด เป็นปีๆ นะไอ้กัน ผู้หญิงใสซื่ออย่างนั้น ในที่อย่างนั้น”

“แล้วเอ็งก็เชื่อแฟน”

“ไม่ใช่แฟน”

“แต่ก็เชื่อ”

“ไม่เชื่อ แต่...”

“อ๋อ... ที่มาทำเสียงแข็งใส่เขานี่ แสดงว่าซุ่มดูพฤติกรรมเขาอยู่พักหนึ่งแล้ว”

การันย์ทำสีหน้าเหมือนอ่านเกมได้ทะลุปรุโปร่ง ขณะที่ชยุตเป็นฝ่ายเงียบไป

“แล้วก็อย่างที่เห็นไงล่ะ”

ภาควัตยังอุตส่าห์เถียง

“เออสิ ก็อย่างที่เอ็งเห็นนั่นละ แล้วยังไง...”

“ก็แล้วร่วมปีที่ไม่ได้เห็นเขาล่ะ”

“ถามง่ายๆ เลยนะภาค...”

คนพูดทำท่าจะเลิกพูดเอาง่ายๆ เมื่อจบคำถามนี้

“...ลองนึกดูว่า ถ้าเอ็งเป็นเขา ผู้หญิงจิ้นๆ แต่งตัวไม่ได้เรื่องได้ราว พอเจอหน้าผู้ชายที่จับตัวเองแก้ผ้าแล้วหนีหายไป ก็ร้องไห้ละล่ำละลัก แต่พูดอะไรไม่ออก เอ็งว่าระหว่างปีที่ผ่านมานี่เขาจะทำตัวแบบไหน เขาจะต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนกับที่เอ็งทิ้งเขาไป แค่ไหนวะ”

“เดี๋ยวนะไอ้กัน ไอ้ภาค ตะกี้เอ็งว่าใครบอกนะว่า สาวจิ้นของเอ็งไปที่ร้านสุดทางรักนั่นตลอดๆ”

อยู่ๆ ชยุตก็ถามขึ้น หลังจากเงียบหายไปจากวงสนทนา และหมดเบียร์ไปอีกสองกระป๋องอย่างรวดเร็ว

“หลิว ลลิตา เด็กไอ้ภาคมัน ก็เจอกันที่ร้านสุดทางรักนั่นเหมือนกันละวะ ตั้งแต่คืนแรกที่มันกลับมาถึงเมืองไทยเลยด้วยซ้ำ”

การันย์คงกำลังมันปาก เลยเป็นฝ่ายสาธยายเสียเอง

“ก็สวยอยู่หรอกวะ แต่ข้าว่าเชี่ยวโคตๆ เลยละ รายนั้นน่ะ”

“ถ้าเป็นคนเดียวกับที่ข้ารู้จัก แค่คำว่าเชี่ยวโคตๆ นั่นบอกคุณสมบัติของหล่อนไม่ได้ถึงครึ่งหรอกว่ะเพื่อน”

ชยุตบอกเรียบๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ก่อนจะยกเบียร์กระดกจนหมดไปอีกกระป๋องหนึ่ง




อันที่จริงอินทุอรถอดแหวนของมารดาเก็บเข้าลิ้นชักไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ตอนก่อนจะได้ออกไปเจอเรื่องราวร้ายๆ นั่นแล้ว

ตั้งแต่เช้าจนใกล้เที่ยงวันนี้ สายตาแบบเลียบๆ เคียงๆ ของใครต่อใครในสำนักงานจึงเพลาลงไปบ้าง นอกจากที่สนิทกันจริงๆ จึงจะกล้ากระเซ้า

“ถอดเก็บไว้ซะก็ดีแล้วละค่ะพี่อินทุ์ สมัยนี้ตราบใดที่ยังไม่อยู่กินเป็นสามีภรรยากันจริงๆ อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้ เรื่องอะไรเราจะต้องเอาป้ายมาแขวนคอว่า ฉันมีเจ้าของแล้วจ้า ด้วยล่ะคะ”

เป็นหญิงสาวรุ่นน้องผู้เป็นผู้ช่วยของเธอเอง ที่สนับสนุนนักหนาในเรื่องชีวิตไร้พันธนาการ

แต่คนที่ดูจะสบายอกสบายใจ กับการไม่ต้องเห็นแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของอินทุอรมากที่สุด น่าจะไม่มีใครเกินศรันย์

เขายังหล่อใสได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ความสดของผิวเนื้อและผิวหน้าเนียนละเอียด คงถูกสาวๆ แอบนินทาได้มากกว่านี้ หากไม่มีไรหนวดเคราระบายเป็นแนวสีสะอาดอยู่บนใบหน้า คิ้วเข้ม จมูกโด่ง กับริมฝีปากอิ่มสีสดนั่นก็อีก หากเขาไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตที่ต้องลุยงานภาคสนามเสมอๆ ก็คงไม่แคล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกพริตตี้บอยไปโน่น

ใกล้จะพักกลางวันอยู่แล้ว ตอนที่ศรันย์พาร่างสูงๆ ที่แลดูสุขภาพดีนักหนานั่นมาถึงแผนกของอินทุอร เพื่อนร่วมงานหลายคนพากันพยักพเยิดชวนกันมอง แต่หนุ่มรุ่นน้องเดินตรงเข้ามาราวกับไม่สะทกสะท้านกับทุกสายตา

เขาจ้องหมับลงตรงที่นิ้วนางข้างซ้ายของสาวรุ่นพี่ที่ตนหลงรักทันที เหมือนจะเป็นการยืนยันกับตาตัวเองให้แน่ชัดอีกทีว่า ที่เห็นเมื่อเช้าตอนเดินเข้าสำนักงานมานั้น อินทุอรไม่ได้สวมแหวนแล้วจริงๆ

“เพราะสายตาอย่างนี้ละค่ะ พี่เลยถอดเก็บเสียดีกว่า”

คนพูดประสานสายตากับคนมาเยือนตรงๆ ไม่เชิงตำหนิ แต่ก็ทำให้เขาได้รีบกล่าวขอโทษที่ทำกิริยาไม่น่าดู

“ผม... เพียงแต่แปลกใจ”

ศรันย์พึมพำคล้ายพูดกับตัวเองมากกว่า

“คะ มีอะไรหรือเปล่า”

อินทุอรแกล้งถาม นึกเอ็นดูหนุ่มรุ่นน้องได้เหมือนกัน เพราะความซื่อๆ ใสๆ นี่เอง ที่ดูท่าแล้วเขาน่าจะคุยด้วยได้อย่างสบายใจ

“ผมจะมาชวนพี่ไปทานข้าวเที่ยง”

ถ้าตาไม่ฝาด คนถูกชวนสังเกตเห็นว่าสองแก้มของชายหนุ่มแดงเรื่อๆ ขึ้นมาในฉับพลัน

“ไม่เข็ดหรือคะ”

อินทุอรยังเย้า ทั้งที่อดนึกขำไม่ได้ หน้าตาท่าทางอย่างเขาน่ะหรือ ที่จะมีอาการตกประหม่าได้ถึงขนาดนี้ เวลาชวนสาวสักคนออกเดต

เมื่อศรันย์ยังนิ่ง เธอก็ต้องเปลี่ยนคำถาม

“แน่ใจหรือคะ”

คราวนี้เขารีบพยักหน้า

แล้วก็มีเสียงหยอกล้อ กระเซ้าเย้าแหย่ดังขึ้นรอบโต๊ะ

สาวรุ่นน้องคนเดิม ผู้กล้าหาญชาญชัยที่สุด ในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เป็นคนเดียวที่พูดกับเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า

“พี่อินทุ์เขามีแฟนอยู่แล้วนะยะ”

คำพูดนี้ทำให้ต้นเรื่องทั้งสองคนได้สบตากันตรงๆ นิ่งๆ เป็นครั้งแรก

แววตาของชายหนุ่มนั้นบอกชัดว่าไม่ได้ใส่ใจคำพูดนั้น

แต่สายตาที่ประสานกลับไปของเธอสิ ที่ทำให้เขาหน้าเผือดลงเล็กน้อย

“ไปก็ไปสิคะ”

อินทุอรบอกง่ายๆ เป็นการหยุดเสียงจ๊อกแจ๊กในห้องได้อย่างชะงัด และไม่ทันจะมีใครได้แซวอะไรอีก เธอก็เดินนำเขาออกมานอกห้องได้หลายก้าวแล้ว

“ผมขอโทษที่ทำให้พี่อินทุ์ต้องลำบากใจ”

“เลิกเรียกพี่เถอะศรันย์ แล้วก็ไม่ต้องมาขอโทษอะไรตอนนี้”

เธอแกล้งทำเสียงดุๆ เหมือนผู้ใหญ่ดุเด็กเล็กๆ ก็ไม่ปาน

“แล้วก็... ยังไม่ได้ตอบคำถาม”

“คำถาม?”

“แน่ใจหรือ”

“อ๋อ!... ครับ”

แล้วต่างฝ่ายต่างก็เงียบไปจนพากันออกมาถึงหน้าสำนักงาน

“จะพาไปที่ร้านไหนหรือคะ”

อินทุอรต้องถามขึ้น เมื่อเห็นว่าเขายังมีท่าทีรีๆ รอๆ

“คือ... ผมยังไม่ทันได้คิดน่ะครับ ที่จริงไม่ได้นึกด้วยซ้ำว่าพี่อินทุ์จะยอมออกมากับผมด้วย”




อินทุอรก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมถึงยอมออกมากับหนุ่มรุ่นน้องคนนี้ หรือนึกว่าตนคงอยากจะคุยกับคนแปลกหน้าบ้างกระมัง ถึงกล้ารับคำชวน อีกทั้งท่าทางซื่อๆ อย่างที่เห็นชัดๆ ว่าเขาไม่ได้จัดเจนเท่าไรเรื่องเทคแคร์สุภาพสตรี นั่นทำให้ตนใจอ่อนได้ง่ายๆ หรือไม่ก็เป็นเพราะความใจอ่อนแต่ดั้งแต่เดิมของตนเองนั่นแล้ว ที่ทำให้ไม่กล้าปฏิเสธใคร

“เดินกันไปก็ได้มังคะ จะพาไปร้านเมื่อวาน เดินลัดหลังออฟฟิศเราไปแค่สองซอย แดดไม่ร้อน ค่อยๆ เดินคุยกันไปก็ได้”

ตอนที่เธอเป็นฝ่ายเสนอทางออก ยังเห็นเขายิ้มเก้อๆ ด้วยซ้ำ

อินทุอรรออยู่เหมือนกันว่า ระหว่างที่เดินเรื่อยๆ มาด้วยกันนั้น เขาจะชวนพูดคุย หรือเปิดเผยความในใจอะไรให้ได้รับรู้อีกบ้าง

แต่ก็เปล่า เขาเดินตามมาอย่างสุภาพ เว้นระยะไว้ครึ่งก้าว ราวกับกำลังทำตัวเป็นองค์รักษ์พิทักษ์เจ้าหญิงกระนั้น

“ร้านพี่วงษา อาหารเวียดนาม อร่อยค่ะ ทานง่ายๆ”

จนเธอต้องเป็นฝ่ายชวนคุยเสียเอง

“เคยได้ยินพวกที่ออฟฟิศพูดถึงเหมือนกันครับ”

ศรันย์ต่อบทสนทนาเพียงแค่นั้น แล้วก็เงียบต่อไปอีก

“ถ้าโลกนี้มีผู้ชายอย่างศรันย์มากๆ คงน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ”

อินทุอรต้องเปิดเรื่องใหม่อย่างขำๆ

“พี่อินทุ์ เรียกผมว่า ศน เฉยๆ ก็ได้นะครับ”

เขากลับพูดไปอีกทาง

“งั้นก็เลิกเรียกพี่ว่าพี่สิคะ”

ลมแผ่ว พัดผ่านใต้เงาไม้ร่มครึ้ม ซอยลัดตัดผ่านหมู่บ้านที่เป็นเขตส่วนบุคคล จึงสงบเงียบปราศจากรถราอันน่ารำคาญ รั้วโปร่งของบ้านสองฟากฝั่ง ปลูกไม้พุ่มไม้เลื้อยที่แข่งกันออกดอกละลานตา แต่ละบ้านสวยน่ามองไม่แพ้สวนหน้าบ้านของแต่ละหลัง ภาพบรรยากาศรอบตัวทำให้อารมณ์ที่ไม่ค่อยแจ่มใสมาตั้งแต่เช้าของอินทุอร รื่นรมย์ขึ้นอีกไม่น้อย

จนทะลุออกตรงประตูเล็กหลังหมู่บ้าน กำแพงรั้วจึงทึบขึ้น กระนั้นต้นไม้ใหญ่ยังยื่นกิ่งก้าน ส่งความร่มครึ้มเผื่อแผ่ออกมาถึงนอกรั้ว ซอยที่จะไปทะลุถนนอีกด้านหนึ่งนี้ จึงยังคงความน่าเดินอยู่บ้าง

อินทุอรต้องเดินนำมาตลอดทาง จนถึงร้านของนายวงษา หนุ่มใหญ่ที่ออกมาต้อนรับขับสู้ลูกค้าด้วยตนเองเสมอ

“สองที่หรือจ๊ะวันนี้ คุณอินทุ์”

“ค่ะพี่ น้องใหม่ที่ออฟฟิศ คงยังไม่เคยมาชิมฝีมือพี่มังคะ”

คำหลัง เธอหันไปพยักถามกับศรันย์

“วันนี้คนเงียบๆ คงกลัวฝน คุณอินทุ์ช่วยพี่หน่อยได้ไหมล่ะ เลือกนั่งแถวๆ หน้าร้านให้พี่หน่อย ช่วยเรียกลูกค้าน่ะนะ”

ท่าทางของวงษาละมุนละไมเสียทุกกิริยา กระทั่งตอนแอบชะม้ายชายตาให้ชายหนุ่มหน้าใหม่ ที่เดินตามลูกค้าขาประจำเข้ามา ท่าทีเขายังขัดๆ เขินๆ กับอากัปกิริยาของเจ้าของร้าน

“มาๆ ที่นั่งร่มๆ ลมเย็นๆ เดี๋ยวพี่แถมออร์เดิร์ฟ กับสมูทตี้มิ้นท์แอนด์จิงเจอร์ให้ชิมอีกคนละแก้ว”

“สูตรใหม่อีกแล้วหรือคะ”

“เพิ่งไปได้สูตรมาจากร้านแถวหัวหิน แต่ของพี่ผสมน้ำสับปะรดหน่อย รสชาติกลมกล่อมดีเหมือนกัน”

โต๊ะที่เจ้าของร้านพามานั่ง อยู่มุมหนึ่งบนระเบียงด้านหน้าร้าน เป็นชุดเก้าอี้หวายตัวกำลังสบาย ปูด้วยเบาะนุ่มที่ผูกพาดไว้กับพนักพิงได้อย่างเก๋

“ไม่ต้องออร์เดอร์นะคุณอินทุ์ เดี๋ยวพี่จัดชุดใหญ่มาให้ลอง”

“ชุดใหญ่เลยหรือคะ มาแค่สองคน”

“ก็... เอาอย่างละเล็กละน้อย อยากให้ลูกค้าใหม่ได้ชิมหลายๆ อย่างน่ะ”

คำท้ายๆ วงษาชำเลืองมองศรันย์ที่เพิ่งทรุดตัวลงนั่ง ด้วยสายตาหวานเชื่อม

“หรือว่าคุณลูกค้าอยากได้อะไรเป็นพิเศษ พี่ก็จัดให้ได้นะจ๊ะคุณอินทุ์”

และทั้งๆ ที่เอ่ยถามกับฝ่ายหญิง สายตาก็ยังไม่ยอมละจากฝ่ายชายเลยสักนิด

“แล้วแต่พี่วงษาเลยค่ะ”

เจ้าของร้านอ้อยอิ่งขยับจัดกระปุกเกลือพริกไทย และแจกันดอกไม้บนโต๊ะอยู่อีกอึดใจ ว่าจะยอมละจากไป

พอเขาลับตัวไปปุ๊บ ศรันย์ก็ผ่อนลมหายใจออกมายืดยาว

“สายตาพี่เขาน่ากลัวพิกล”

“ยังไงคะ”

อินทุอรแกล้งไม่เข้าใจ

“ก็... บอกไม่ถูกครับ มัน...”

“พี่เขาก็น่ารักดีค่ะ ไม่เป็นพิษเป็นภัยหรอก ทั้งหล่อทั้งรวย นี่ก็บ้านเขา บ้านคหบดีเก่ากลางใจเมือง พี่วงษาเขารักทางทำอาหาร เลยเปิดรั้วทำเป็นร้าน บางทีก็มีเชฟหนุ่มจากเวียดนาม มาปรุงฝีมือต้นตำรับให้ได้ชิมกันด้วยนะคะ”

“แต่ก็น่ากลัว”

“กลัวไปทำไมคะ ก็คนด้วยกัน แสดงออกกันให้เห็นๆ ไปเลยนี่ละดีแล้ว ดีกว่าทำเงียบๆ แล้วก็แว้งกัดเราข้างหลัง”

อินทุอรพูดเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจจะหมายถึงใคร

“พี่... เอ่อ... คุณอินทุ์กำลังหมายรวมถึงผมด้วยหรือเปล่าครับเนี่ย”

“ค่ะ ศนก็ด้วย แต่กันศนนี่หมายถึงประโยคแรกนะคะ ที่ว่าแสดงออกให้เห็นกันมานี่ละดีแล้ว คุยกันง่ายดี”

“แต่คุณอินทุ์พูดเหมือนกับว่า ในชีวิตก็ยังมีคนประเภทเดียวกับประโยคหลังนั่นอีกด้วย”

“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ ก็คนนี่คะ มันก็ต้องปนๆ กันไป จริงไหม”




ลลิตาไม่คิดว่าจะมาไม่ทัน จึงไม่ได้โทร.มาก่อน พอมาถึงส่วนต้อนรับ พนักงานคนคุ้นหน้า ที่กำลังจะออกไปพักเที่ยง ก็บอกว่าอินทุอรออกไปแล้ว

หล่อนอดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนสนิทตั้งใจจะหลบหน้า หรือไม่ก็ยังไม่พร้อมจะเห็นหน้ากันในวันนี้ ที่ตั้งใจจะรีบมาเตือนกันเรื่องแผนการของคุณโสภาพรรณ เลยมีอันต้องพับไว้ก่อน

แต่พอขับรถกลับมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง ก็อดไม่ได้ที่จะต้องโทร.หา

“อินทุ์เหรอ ออกไปกินข้าวที่ไหนน่ะ ไม่เห็นชวนกันเลย”

“แถวนี้แหละหลิว เดี๋ยวก็กลับแล้ว เธออยู่ไหนล่ะ”

เสียงที่ตอบกลับมา ลลิตาจับได้ว่าคนพูดไม่ได้อารมณ์หดหู่อะไรนัก

“ก็มาหานั่นแหละ แต่ไม่เห็นไร เรากลับมาได้ครึ่งทางแล้ว ว่าแต่อินทุ์ไปกินกะใคร เห็นน้องที่ข้างหน้าเขายิ้มแปลกๆ”

“มากันศน ศรันย์น่ะ เขาอยากชิมฝีมือพี่วงษา”

“อ๋อ...” ลลิตาส่งเสียงยาวเหยียด “อยากชิมฝีมือหรือตัวพี่วงษาเขาล่ะ”

“อยากคุยกับเขาหรือเปล่า”

“ไม่ละอินทุ์ ทีแรกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย แต่ไว้ทีหลังก็ได้ เธอมีเพื่อนไปกินข้าวเที่ยงด้วยก็ดีแล้ว พักนี้เราก็ยุ่งๆ เสียด้วย งั้นแค่นี้แล้วกันนะ ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ ไว้จะโทร.หาอีกที”

หล่อนกดวางสายไปแล้ว แต่ใจก็ยังนึกถึงสถานการณ์ทั้งของเพื่อนสาวคนสนิท และของตนเองในเวลานี้อยู่ไม่วาย

เรื่องของภาควัตนั้น หล่อนต้องจับเขาให้มั่นแน่ๆ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม แม้จะติดขัดอยู่ตรงอินทุอร ที่ดันจุดใต้ตำตอ ให้ผู้ชายคนที่เพื่อนหล่อนจะเป็นจะตายมาทั้งปี กลับกลายมาเป็นคนที่หล่อนตกหลุมรักเข้าอย่างจัง

วันนี้ หล่อนเองก็พยายามไล่เรียงอยู่เหมือนกัน ว่าอาการที่อินทุอรเป็นไปนั้น ที่จริงมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ แล้วเรื่องราวที่ผ่านมา ก็พอจะทำให้หล่อนลำดับเหตุการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จุดสำคัญมันอยู่ที่ความคลุมเคลือในคืนนั้นนั่นละ ที่ให้อย่างไรๆ อินทุอรก็ไม่ยอมเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นมา นอกจากบอกว่าไปกับเขา รุ่งเช้าขึ้นมาเขาก็หายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว แล้วหล่อนเองก็มีหน้าที่ไปเป็นเพื่อน เฝ้าหาเฝ้าติดตามภาควัตอยู่อีกนาน

เมื่อคืนก็คงยังไม่ได้เคลียร์กันให้เรียบร้อยหรอกกระมัง เพราะเท่าที่คำนวณเวลา ภาควัตไม่น่าจะได้พูดอะไรกับอินทุอรได้มากมาย

ลลิตาคิดสะระตะแล้วว่า จะดำเนินแผนการเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของตนเองต่อไป อย่างน้อยตอนนี้ ก็ไม่มีฝ่ายใดถลำลึกไปมากเกินไป อินทุอรก็ยังมีทางหนีทีไล่ที่ดี ตัวหล่อนเองต่างหาก ที่ถ้าพลาดจากภาควัตไปแล้ว ก็ไม่รู้จะไปรักใครได้อีก

ถึงชะตาชีวิตของอินทุอรจะแลดูน่าสงสาร แต่จะให้หล่อนสงสารจนหมดใจกระไรได้ ในเมื่อใครๆ ต่างก็พากันมารุมรัก ไม่ว่าจะเป็นเสเพลบอยอย่างปริยัติ ที่ไม่เห็นจะอิดเอื้อนอะไรตอนที่เข้าพิธีหมั้นกับเพื่อนของหล่อน รายนั้นคงคิดจะเอาอินทุอรไว้ขึ้นหิ้งบูชา แล้วอัญเชิญออกมาเวลาไปออกงานสังคม

ส่วนพี่พันธ์ ก็เล่นบทพี่ชายที่แสนดีมานาน จนคงหวังจะได้อะไรตอบแทนความรักความภักดีกลับมาบ้าง แต่ทางนั้นมันก็ไม่เหมาะไม่ควร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ถึงจะอ้างว่าคนละพ่อคนละแม่ ไม่มีความผูกพันใกล้ชิดทางสายเลือด แต่คนที่นับถือกันเป็นพี่น้องมาเกือบตลอดชีวิต อยู่ๆ จะมาเปลี่ยนสถานเป็นคนรักกัน นั่นคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือหากจะข่มขืนหัวใจกันให้ได้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของหล่อนนี่ละ ที่ต้องเตือนเพื่อน

แต่พี่พันธ์ก็มีหล่อนเป็นเครื่องระบายอยู่แล้วไงเล่า คงไม่คิดสั้นหักหาญน้ำใจกันง่ายๆ หรอกกระมัง

ส่วนภาควัต ก็คงเพราะอุบัติเหตุรักคืนเดียวนั่นหรอก ที่ทำให้ทั้งเขาทั้งเพื่อนของหล่อนต้องมาทนทรมาน เมื่อคืนเขาสารภาพแล้วว่า ที่เข้ามาตีสนิทด้วยก็เพราะอยากให้เป็นสะพานทอดไปหาอินทุอร เขาเองก็ไม่ได้แพร่งพรายเลยสักนิด ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น แต่จะให้สองคนมีโอกาสได้เคลียร์ใจกันน่ะหรือ นั่นยิ่งจะทำให้หล่อนตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย

ยังดีที่มีศรันย์ หนุ่มน้อยหน้ามลนั่น ก็ท่าทางซื่อๆ ใสๆ ดีอยู่ ถ้าจะมีใครมาเยียวยาหัวใจของอินทุอรได้ ก็ควรจะเป็นเขา อายุมากกว่ากันแค่สองสามปี สมัยนี้มันไม่ใช่อุปสรรค

คิดมาถึงตรงนี้ ลลิตาก็พร้อมเต็มที่ที่จะสนับสนุนให้เพื่อนของหล่อนกับหนุ่มรุ่นน้อง ได้สานสัมพันธ์กันให้สนิทสนมแนบแน่นในเร็ววัน

แต่ก็ยังมีอีกเรื่อง ที่ต้องจัดการไปพร้อมกัน

นึกถึงตรงนี้แล้วลลิตาก็ต่อสายถึงภาควัตทันที

“ครับ ผมเอง”

เสียงทุ้มๆ นุ่มๆ ฟังไม่รู้เบื่อ ดังมาให้หัวใจหล่อนพองโตขึ้นอีกมาก

“ว่างหรือเปล่าคะภาค หลิวจะชวนมาทานอาหารเวียดนาม พอดีอินทุ์มีหนุ่มไปนั่งกินด้วย หลิวไปคนเดียวก็จะกระไรอยู่น่ะค่ะ”

หล่อนหยอดให้เขาด้วยเสียงใสๆ ไร้วี่แววแห่งเลศนัยอะไรทั้งสิ้น แต่เสียงตอบกลับมาทำให้ชะงัก รอยยิ้มที่ซ้อมปั้นแต่งไว้สำหรับเวลาเจอหน้ากันจริงๆ หุบลงทันที

“คุณเป็นเพื่อนกันประสาอะไรน่ะ ถึงพยายามทำร้ายเพื่อนได้ขนาดนี้”


*******************



นวลชมพู
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 พ.ค. 2554, 21:59:46 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 พ.ค. 2554, 21:59:46 น.

จำนวนการเข้าชม : 1533





<< 014   016 >>
Edelweiss 22 เม.ย. 2555, 23:42:58 น.
ภาควัตตอกกลับได้ใจมากค่ะ ดีนะที่ชยุตกะการันย์ช่วยเปิดกะลาครอบให้


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account