ภูตคราม
ภูธรา ภูตป่าที่ดำรงเผ่าพันธุ์และยังชีพด้วยการสูบพลังวิญญาณของสิ่งมีชีวิต
มนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือแม้แต่พืชพรรณไม้นานา
การปรากฏตัวของพิมมาดา หญิงสาวผู้มีดวงจิตอันบริสุทธิ์
รักแรกพบจึงเกิดขึ้น
ความรักของทั้งสองจะเป็นเช่นไรเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นสิ่งไร้ตัวตน
พวกเขาจะต้องทำอย่างไรจึงจะได้ครองคู่กัน


Tags: ภูต

ตอน: บทที่ 3 ความปรารถนาของภูธรา

บทที่ 3 ความปรารถนาของภูธรา

ต้นไม้โยกตัวโอนเอนไปมาตามแรงลม กิ่งก้านใบสั่นไหวกระทบกันส่งเสียงดังซู่ซ่าเพิ่มความน่าสะพรึงต่อผู้ที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยังเบื้องล่าง ลุงแคล้วดึงยาเส้นออกมาจากกระเป๋าอีกครั้งหลังจากพูดประโยคสุดท้ายจบลง ดวงตาชำเลืองมองหญิงสาวที่กำลังยืนนิ่งเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เขาเล่าให้ฟัง

“ภูตคราม” พิมมาดาพูดขึ้นหลังจากยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ เธอหันไปมองลุงแคล้วที่กำลังดึงก้านไม้ขีดออกจากกล่อง “ฉันเคยได้ยินเรื่องของผีป่ามามากไม่ว่าจะเป็นผีโป่ง ผีโขมด ผีโพรงหรือผีกองกอย แต่ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงภูตครามเลยสักครั้ง มันเป็นเรื่องจริงหรือคะ”

ลุงแคล้วจุดไม้ขีดและจ่อไว้ที่ปลายยาสูบจากนั้นจึงดูดเข้าปอดอึกใหญ่อย่างใจเย็น หญิงสาวมองแสงไฟที่ลุกแดงวาบด้วยความรู้สึกอึดอัดที่เจ้าหน้าที่ชราไม่ยอมตอบเธอเสียที หลังจากมองอีกฝ่ายดูดยาเส้นติดต่อกันสองสามครั้งเธอจึงเอ่ยปากถาม

“ตกลงเรื่องที่เล่ามามันไม่ใช่ความจริงใช่ไหมคะ”

ลุงแคล้วไม่ตอบแต่กลับดีดยาเส้นมวนนั้นไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พิมมาดาเบิกตากว้างด้วยความตระหนกเพราะคาดไม่ถึงว่าเจ้าหน้าที่อุทยานผู้คร่ำหวอดอยู่ในป่าเกือบทั้งชีวิตจะทำอะไรมักง่ายอย่างนั้น เธออ้าปากเตรียมจะต่อว่าแต่ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นสิ่งผิดปรกติบางอย่างเกิดขึ้นกับยาเส้นมวนนั้น แทนที่จะตกลงไปบนพื้นหญ้า มันกลับลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ควันสีขาวที่แม้จะมองเห็นไม่ชัดนักแต่หญิงสาวก็สามารถดูออกว่ามันกำลังหมุนวนรอบอะไรบางอย่าง ไฟที่กำลังลุกแดงมอดดับลงอย่างรวดเร็วเหมือนถูกใครบางคนบดขยี้ เมื่อไฟถูกดับลงเรียบร้อยยาเส้นมวนนั้นจึงร่วงลงสู่พื้น ยังไม่ทันจะได้ตั้งสติเสียงลุงแคล้วก็พูดขึ้น

“ภูตครามต่างจากผีป่าตรงที่พวกเขาต้องดำรงอยู่กับต้นไม้และไม่เคยปรากฏตัวให้ใครเห็นเลยสักครั้งแม้กระทั่งตอนที่กำลังกินเหยื่อ”

“หมายความว่ายังไงกันคะ”

พิมมาดาหลุดปากถามอย่างลืมตัว ลุงแคล้วมองเปลือกของต้นไม้ที่กำลังเคลื่อนไหวเหมือนเงาสะท้อนผิวน้ำก่อนจะหันมาตอบเธอ

“ที่ไม่มีใครรู้จักเพราะพวกเขาต้องการเช่นนั้น คนที่รู้เรื่องภูตครามมีแค่พรานคง ปู่ทวดของผมเพียงคนเดียวและท่านจะเล่าเรื่องนี้ให้ลูกชายที่สืบทอดความเป็นพรานโดยมีข้อแม้ว่าทุกคนจะต้องปกป้องฝืนป่าด้วยชีวิต”

“ทำไม...”หญิงสาวกลืนน้ำลายและสูดลมหายใจเข้าเพื่อรวบรวมสติ”ทำไมปู่ทวดของลุงถึงรู้เรื่องภูตคราม แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ทำอะไรท่านทั้งที่อยู่กลางป่า”

“เพราะภูตครามจะกินเฉพาะพวกตัดต้นไม้ทำลายป่าเท่านั้น”ลุงแคล้วตอบพลางพยักหน้าไปทางบ้านพักเจ้าหน้าที่”ตราบใดที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ พวกนั้นก็ไม่มีวันทำร้ายพวกเรา”

“ฟังเหมือนพวกเขาเป็นภูตที่ดี”

“ตรงกันข้าม ภูตครามเป็นภูตที่โหดร้ายและน่ากลัวที่สุด ที่ไม่ยอมทำร้ายเจ้าหน้าที่เพราะพวกเราคอยดูแลต้นไม้ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาเท่านั้น ส่วนพวกนักท่องเที่ยวถ้าปฏิบัติตนอยู่ในกฏ อาจจะรอดชีวิต ส่วนคนไหนไม่ก็จะถูกภูตครามกินทันทีโดยไม่มีข้อละเว้น จะต่างกันก็ตรงที่คนพวกนั้นจะถูกกลืนวิญญาณไปจนเกือบหมด พวกเขาจะไม่ตายในทันทีแต่จะค่อยๆอ่อนแอลงและเสียชีวิตในที่สุด”

เรื่องเล่าเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุหลังกลับจากการเดินป่าหวนกลับเข้าในความคิด ตอนแรกพิมมาดาเองยังคิดว่าพวกเขาคงได้รับเชื้อโรคหรืออะไรบางอย่างที่ไม่มียาแก้ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเป็นการกระทำของสิ่งเร้นลับอย่างภูตคราม

“ทั้งที่ไม่มีใครเคยรู้เรื่องภูตพวกนี้มาก่อน ทำไมปู่ทวดของลุงจึงรู้จักภูตครามได้ล่ะคะ”

พิมมาดาถามด้วยความสงสัย ลุงแคล้วไม่ตอบแต่กลับยิ้มและเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า

“ดึกมากแล้ว ผมจะพาคุณกลับที่พัก” เขาก้าวนำออกไปทันที พิมมาดารีบเดินตามพร้อมกับพูด

“ลุงยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลยนะคะ”

“ผมตอบเฉพาะสิ่งที่คุณควรรู้เท่านั้น” ลุงแคล้วพูดแค่นั้นและไม่กล่าวอะไรต่ออีกเลย เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่อาวุโสไม่ตอบอะไรพิมมาดาจึงจำต้องหยุด ทั้งสองเดินตามกันไปอย่างเงียบๆจนกระทั่งถึงจุดตั้งเต้นท์ของบริษัทลุงแคล้วจึงหยุด

“ถึงแล้วครับ นอนพักให้สบาย พรุ่งนี้ขอให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ”

แกทำท่าจะเดินออกจากที่นั่นแต่ต้องหยุดเมื่อพิมมาดาเรียก

“ลุงบอกว่าคนที่รู้เรื่องภูตครามมีแค่คนในตระกูลเท่านั้น ทำไมถึงยอมเล่าให้ฉันฟังล่ะคะ”

หญิงสาวถาม ลุงแคล้วมองหน้าเธอและยิ้มอย่างเมตตา

“เพราะคุณเป็นคนแรกที่รอดชีวิต ขอให้เก็บความลับนี้ไว้กับตัวและอย่าเข้าป่าอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม เพราะที่ใดมีต้นไม้ ที่นั่นย่อมมีภูตคราม”

เตือนย้ำด้วยความเป็นห่วงจากนั้นจึงเดินจากไป พิมมาดายืนมองจนกระทั่งร่างของลุงแคล้วกลืนหายไปกับความมืด เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกสับสน ใจหนึ่งยากจะเชื่อในสิ่งที่เจ้าหน้าที่อาวุโสเล่าแต่อีกใจหนึ่งพยายามหาเหตุผลมาแย้งว่าอาจจะเป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น หญิงสาวยืนนิ่งปล่อยให้สายลมเย็นยามดึกที่พัดผ่านยอดเขาสูงเสียดฟ้านำพาความเย็นยะเยือกมากระทบจนเรือนผมสีดำสะบัดพลิ้วไหว ความหนาวของอากาศกลางป่าทำให้เธอต้องยกมือขึ้นกอดตัวเองเพื่อสร้างความอบอุ่น เมื่อหาข้อยุติสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้พิมมาดาจึงมุดเข้าไปในเต้นท์และเอนตัวลงนอน หญิงสาวนอนมองผืนผ้าใบที่สั่นไปตามแรงลมอยู่ครู่หนึ่งเธอจึงหลับตาลงและม่อยหลับไปในที่สุด

โดยไม่รู้ว่าด้านนอกห่างจากเต้นท์เพียงไม่กี่ก้าว ภูตหนุ่มนามภูธรากำลังจับจ้องมองเธอไม่วางตา

สายลมกลุ่มเดียวกันพัดผ่านร่างผึ่งผายองอาจแต่ก็เปรียบประดุจความว่างเปล่าไร้ตัวตนเพราะไม่ว่าลมจะแรงสักเท่าใดก็ไม่อาจทำให้เรือนผมหรือแผ่นหนังที่เขานุ่งอยู่ขยับเลยแม้แต่น้อย ภูตหนุ่มเฝ้าติดตามพิมมาดามาตั้งแต่บ้านพักเจ้าหน้าที่และยามที่ยืนอยู่เพียงลำพัง เขาก็จับจ้องมองเธอไม่วางตา ใบหน้าที่เรียบเฉยปราศจากความรู้สึกฉายแววประหลาดออกมาวูบหนึ่ง เขาเอื้อมมือออกไปหมายจะแตะหลังคาเต้นท์แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อแสงไฟหน้ารถของเจ้าหน้าที่อุทยานส่องวาบผ่านมา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างนึกขัดใจก่อนที่ร่างจะเลื่อนถอยกลับไปหาต้นไม้ แต่ถึงกระนั้นภูธราก็ยังไม่ยอมละสายตาจากหญิงสาวไปโดยง่าย เขามองเธออย่างใช้ความคิด สมองหวนนึกถึงคำของวิษธร

‘จงกระทำตามที่ใจเจ้าปรารถนาเถิดภูธรา’

ภูตหนุ่มจ้องตรงไปยังผู้ที่อยู่หลังผืนผ้าใบ ใบหน้าที่ฉาบด้วยความเฉยชาอยู่เป็นนิจฉายความลังเลออกมาอย่างเจือจาง

“ข้ายังไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วปรารถนาในสิ่งใด”

เสียงพูดคุยของเจ้าหน้าที่อุทยานที่เดินตรวจตราความเรียบร้อยดังใกล้เข้ามา ภูธรามองพวกเขาด้วยหางตาก่อนเลื่อนกลับมายังเต้นท์ที่พิมมาดานอนพัก กายกำยำค่อยๆแทรกเข้าไปในต้นไม้จากนั้นจึงเลือนหายไป

เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างสดใส นิลเนตรซึ่งตื่นก่อนใครรีบคว้ากล้องถ่ายรูปตรงไปยังจุดชมวิวและบันทึกภาพพระอาทิตย์ยามรุ่งอรุณอันแสนงดงามสมใจอยาก จากนั้นจึงเดินมารวมกลุ่มกับเพื่อนและช่วยกันขนข้าวของขึ้นรถเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ

“เฮ้อ พอนึกว่าจะต้องกลับไปทำงานแล้ว เรี่ยวแรงมันก็หดหายไปหมด”

เจ้าฤทธิ์พนักงานหนุ่มตัวแสบบ่นขณะวางกระเป๋าไว้หลังรถ นิลเนตรเขกศีรษะเขาไม่แรงนัก

“ที่คุณองอาจพามาเที่ยวก็เพื่อเพิ่มพลัง ถ้ากลับไปแล้วยังทำเป็นเหี่ยวแห้งแบบนี้ฉันจะแกล้งใช้งานนายให้ตายคาบริษัท”

ฤทธิ์คลำหัวป้อยและทำเป็นมองหญิงสาวด้วยดวงตาแสนบริสุทธิ์

“โธ่ อย่าใจดำกับผมนักเลยคุณนิลเนตร” รอยยิ้มซุกซนผุดบนริมฝีปากก่อนจะเอนตัวเข้าไปใกล้เลขานุการสาวและกระซิบ”เข้มงวดมากๆรอยตีนกามันจะมาเร็วนะครับ”

“นายฤทธิ์!” นิลเนตรแผดเสียงลั่นพร้อมกับเงื้อกำปั้นขึ้นแต่อีกฝ่ายกระโดดหนีไปหลบข้างหลังพิมมาดาพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะดังลั่น นายองอาจซึ่งกำลังคุยกับคุณนวลศรีจึงหันมาดุ

“อย่ามัวแต่เล่น รีบขนของขึ้นรถจะได้ออกเดินทาง”

ฤทธิ์รับคำและรีบไปช่วยเพื่อนๆ หลังจากนำอุปกรณ์และชำระเงินส่วนที่เหลือกับเจ้าหน้าที่อุทยานเสร็จเรียบร้อยแล้ว รถตู้ทั้งสองคันจึงเคลื่อนออกจากที่ทำการ พิมมาดามองต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายอยู่สองฝั่งถนนพลางหวนนึกถึงเรื่องเล่าของลุงแคล้วกับสิ่งประหลาดที่เกิดขึ้นกับเธอ

“ภูตคราม”

หญิงสาวพึมพำพร้อมกับชำเลืองตามองด่านอุทยานที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป

“เขาจะเป็นอะไรก็ช่าง เราคงไม่มีวันได้เจออีกเป็นครั้งที่สอง”

เธอพูดอย่างโล่งใจโดยไม่รู้ว่าสูงขึ้นไปบนยอดเขาเหนือผืนป่า ผู้ที่เธอกล่าวถึงกำลังยืนอยู่ภายใต้เงาไม้ใหญ่ ดวงตาสีน้ำตาลอันลึกล้ำจ้องมองรถที่กำลังเคลื่อนที่ไกลออกไป ในใจของภูธราเต็มไปด้วยความสับสน ด้านหนึ่งกระตุ้นเตือนให้เขาสถิตย์อยู่ในป่าและดำรงอยู่อย่างภูตคราม แต่อีกด้านหนึ่งกลับโหยหาถึงใบหน้าของหญิงสาวผู้ซึ่งเกือบจะกลายเป็นเหยื่อ หัวใจที่ด้านชาปราศจากความรู้สึกบัดนี้กลับร่ำร้องให้เขารีบติดตามเธอไป ภูตหนุ่มสะบัดหัวสองสามครั้งเหมือนต้องการจะไล่ความคิดที่กำลังวิ่งวนอยู่ในสมอง ในช่วงที่อยู่ในความว้าวุ่นเขาก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเอ่ยเรียก

“ภูธรา”

ความคิดทั้งหลายหยุดนิ่งในทันทีเพราะแม้ตัวผู้กล่าวจะไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้นแต่เสียงทุ้มเต็มไปด้วยพลังอำนาจสามารถดึงสติแตกกระเจิงของภูตหนุ่มให้กลับเข้าที่ เขามองรถตู้ที่กำลังหายไปจากสายตาก่อนจะหวนกลับไปนึกถึงคำสนทนาระหว่างเขากับท่านวิษธร

‘ได้ยินมาว่าเจ้าปล่อยเหยื่อให้มีชีวิตรอด’

ภูธราเลิกคิ้วขณะที่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับจะรู้ว่าผู้ใดเป็นคนนำข่าวนี้มารายงานต่อหัวหน้าของชนภูตคราม

‘มฤต’ เขาพึมพำออกมาเบาๆก่อนก้มศีรษะลง ‘ข้าละเว้นคนผู้นั้นเพราะความเมตตา’

‘เมตตา’วิษธรทวนคำด้วยน้ำเสียงแปลกใจ’ไม่คิดว่าเจ้าจะรู้จักคำนี้’

‘ข้าหมายถึงตัวมนุษย์ผู้นั้นต่างหาก เพราะนางยอมบุกป่าเพียงเพื่อเข้าไปช่วยลูกเม่นตัวหนึ่ง ข้าจึงมอบรางวัลด้วยการไว้ชีวิต’

‘นาง...มนุษย์ผู้นั้นเป็นหญิงอย่างนั้นหรือ’ วิษธรถามพลางจ้องหน้าภูธรานิ่ง เขาผงกศีรษะรับ

‘ใช่’

ผู้นำเผ่าภูตครามมองภูตหนุ่มอย่างพิจารณา เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่แสดงอาการใดเป็นพิรุธ เขาจึงพูด

‘หากข้าบอกให้เจ้าไปจัดการเหยื่อรายนี้ให้เรียบร้อย’

‘ข้าคงต้องขอปฏิเสธ’ ภูธราตอบแทบจะทันที วิษธรหรี่ตาลงเล็กน้อยเหมือนคาดเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าภูตหนุ่มจะตอบเช่นนี้ เขาไขว้มือไว้ข้างหลังและเดินออกไปสองสามก้าวราวใช้ความคิดจากนั้นจึงหยุดพร้อมกับหมุนตัวหันกลับมาถาม

‘พอจะบอกได้ไหมว่าเพราะอะไร’

ภูธรายืนนิ่งเพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกันว่าทำไมเขาจึงปล่อยหญิงสาวให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อ และเมื่อมีคำสั่งให้ไปจัดการกับเธอให้เสร็จสิ้น เขากลับกล้าที่จะปฏิเสธ หลังจากพยายามนึกหาเหตุผลอยู่นานในที่สุดภูตหนุ่มจึงก้มศีรษะลง

‘ข้าไม่รู้จะอธิบายยังไง’

‘งั้นก็ไม่ต้อง’วิษธรกล่าวพลางวางมือลงบนไหล่ของภูธรา ภูตหนุ่มรู้สึกเหมือนมีความอบอุ่นกำลังไหลพร่างพรูเข้ามาในร่างกายของตน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจเพราะไม่เคยปรากฏว่าภูตครามตนใดจะสามารถสร้างอารมณ์เช่นนี้ได้

‘ท่านวิษธร’

‘เจ้าอาจจะมีชะตาชีวิตที่แตกต่างไปจากภูตครามตนอื่นซึ่งข้าเองก็ไม่อาจบอกได้ว่ามันคือสิ่งใด’

ผู้นำภูตเร้นลับลดมือลงและมองภูธราด้วยแววตาที่ไม่เคยใช้กับผู้ใดมาก่อน

‘ข้าจะไม่บอกให้เจ้าทำในสิ่งที่ขัดกับความรู้สึก เมื่อนึกเช่นไรก็จงทำไปตามนั้น’มุมปากกระตุกรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความปรานี

‘อย่าให้ความกังขาค้างคาอยู่ในความคิด จงกระทำตามที่ใจเจ้าปรารถนาเถิดภูธรา’

แรงกระแทกที่เกิดภายใต้แผ่นอกทำให้ภูธราต้องยกมือขึ้นกดบนทรวงด้วยความแปลกใจ ยิ่งนึกถึงใบหน้าของสตรีที่เขายอมละเว้นชีวิต หัวใจของภูตหนุ่มก็ยิ่งเต้นเร็วขึ้น มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่เขาถือกำเนิดขึ้นมา

“เกิดอะไรขึ้นกับตัวข้า”

ภูธราพูดกับตัวเองด้วยความงุนงง เขามองถนนที่ทอดยาวออกไปจนสุดสายตา ภาพดวงหน้างดงามของพิมมาดาผุดขึ้นมาในดวงจิต แม้จะพบผู้หญิงมามากมายและหลายคนมีความสวยกว่าเธอมากแต่มีบางอย่างที่ทำให้หญิงสาวผู้นี้แตกต่างไปจากสตรีอื่น บางอย่างที่ทำให้หัวใจของ
ภูธราบังเกิดความสุขสงบ มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้ภูตหนุ่มอยากจะเก็บแนบเอาไว้กับตัว และผู้ที่สามารถสร้างสิ่งนั้นได้มีแค่เพียงคนเดียว

พิมมาดา

ภูธราสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพร้อมกับยืดตัวขึ้น ในที่สุดเขาก็รู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองปรารถนาในสิ่งใด ภูตหนุ่มไล่สายตามองไปตามถนนอันเป็นเส้นทางของรถที่เพิ่งหายลับไปพลางกำหนดจิตจับไว้ที่พิมมาดา เมื่อสัมผัสถึงหญิงสาวได้แล้วเขาจึงก้าวเท้าออกไปข้างหน้า ร่างสูงสง่าเลื่อนไหลไปตามยอดไม้และหายลับไปอย่างรวดเร็ว

*/*/*/*/*














มุนีรัตน์
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 7 ก.ย. 2555, 08:52:47 น.
แก้ไขครั้งล่าสุด : 7 ก.ย. 2555, 08:52:47 น.

จำนวนการเข้าชม : 1172





<< บทที่ 2 ภูตคราม   บทที่ 4 เงา >>
อสิตา 7 ก.ย. 2555, 13:07:07 น.
ชอบชื่อภูธราจังค่ะ


ดารานิล 8 ก.ย. 2555, 11:30:59 น.
อยากอ่านถึงตอนที่เค้าต้องตัวกันอ่ะค่ะพี่ อิอิ


มุนีรัตน์ 8 ก.ย. 2555, 15:40:15 น.
ภูธราโดนตัวมนุษย์ไม่ได้ค่ะ T.T


เข้าระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็นด้วย weblove account